Search Resources
 
Login เข้าระบบ
สมัครสมาชิกฟรี
ลืมรหัสผ่าน
 
  homenewsmagazinecolumnistbooks & ideaphoto galleriesresources50 managermanager 100join us  
 
 


bulletToday's News
bullet Cover Story
bullet New & Trend

bullet Indochina Vision
bullet2 GMS in Law
bullet2 Mekhong Stream

bullet Special Report

bullet World Monitor
bullet2 on globalization

bullet Beyond Green
bullet2 Eco Life
bullet2 Think Urban
bullet2 Green Mirror
bullet2 Green Mind
bullet2 Green Side
bullet2 Green Enterprise

bullet Entrepreneurship
bullet2 SMEs
bullet2 An Oak by the window
bullet2 IT
bullet2 Marketing Click
bullet2 Money
bullet2 Entrepreneur
bullet2 C-through CG
bullet2 Environment
bullet2 Investment
bullet2 Marketing
bullet2 Corporate Innovation
bullet2 Strategising Development
bullet2 Trading Edge
bullet2 iTech 360°
bullet2 AEC Focus

bullet Manager Leisure
bullet2 Life
bullet2 Order by Jude

bullet The Last page


ตีพิมพ์ใน นิตยสารผู้จัดการ
ฉบับ ธันวาคม 2538








 
นิตยสารผู้จัดการ ธันวาคม 2538
"ก่อนจะก้าวไปสู่ "เวิลด์เอ็กซ์โป"?             
โดย สุชาติ สวัสดิยานนท์ วรสิทธิ ใจงาม
 


   
search resources

BUREAU International des Exposition
วันชัย ศิริชนะ
Commercial and business




"งานเวิลด์เอ็กซ์โป" ถือเป็นภาพประทับและความใฝ่ฝันในใจของชาวไทยจำนวนไม่น้อย หลายคนหวังที่จะให้ไทยมีโอกาสจัดงานในลักษณะเช่นนั้นบ้าง หลังจากที่ญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ประสบความสำเร็จมาแล้ว จากงาน "เวิลด์เทค' 95" ที่ประสบความสำเร็จในแง่ผู้คนอย่างล้นหลาม หรืออย่างน้อย ๆ หลายโครงการที่มาแสดงในงานก็น่าสนใจและชื่นชม นี่คือจุดเริ่มต้นเพื่อไปสู่ยอดของความใฝ่ฝันระดับโลกได้หรือไม่

1 กันยายน 2535 คณะรัฐมนตรีในสมัยรัฐบาลอานันท์ 2 ได้เห็นชอบให้ประเทศไทยสมัครเป็นสมาชิกองค์การ B.I.E. (BUREAU International des Exposition) ซึ่งมีฐานะเป็นองค์กรระหว่างประเทศภายใต้สนธิสัญญาองค์การสหประชาชาติและมีหน้าที่ควบคุมการจัดงาน EXPO ของกลุ่มประเทศสมาชิกประเทศไทยจึงมีสิทธิ์ยื่นขอจัดงาน WORLD EXPO ได้นับแต่วันที่ ครม. เห็นชอบ ส่วนจะได้รับโอกาสจัดเมื่อไรนั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง

แตต่หากประเทศเราต้องการจัดจริง ๆ ก็ต้องรอไปอีก 15 ปี เพราะคิวที่มีอยู่ในปี คศ. 2000 เยอรมันได้เป็นเจ้าภาพและ คศ. 2005 ญี่ปุ่นได้ไป ดังนั้นตามกติกาที่ B.I.E. กำหนดไว้ ประเทศสมาชิกจะต้องจองล่วงหน้าก่อน ด้วยเหตุนี้ในปี ค.ศ. 2010 จึงจะเป็นปีชิงดำกันว่าใครจะได้จัด

แต่จากการงานเวิลด์เทค 95 นี้ผู้ใหญ่ในภาครัฐหลายคนพูดกันว่าเมื่อเราจัดเวิลด์เทค 95 ซึ่งเสมือนเป็นพรี-เอ็กซ์ โป ได้ ก็น่าจะสามารถจัดงานเวิลด์เอ็กซ์โปได้ นั่นหมายความว่า ไทยกำลังจัดงานเวิลด์เทค'95 เป็นใบผ่านงาน ซึ่งจะสามารถทำได้มากน้อยแค่ไหนนั้น รศ. ดร. วันชัย ศิริชนะ รองปลัดทบวงมหาวิทยาลัย ในฐานะผู้อำนวยการสำนักงานบริหารโครงการจัดงานเวิลด์เทค'95 กล่าวกับ "ผู้จัดการ" ว่า "มีความเป็นไปได้"

ประเทศไทยมีความเป็นไปได้ในการที่จะจัดเวิลด์เอ็กซ์โป เพราะคนในภาครัฐต่างขานรับ และเห็นพ้องกันหลายท่านแล้วจากระยะแรกที่เป็นเพียงการพูดจากันเท่านั้น แต่ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขอีกหลายประการอาทิ ความพร้อมของรัฐบาลมีมากน้อยแค่ไหน ทั้งเรื่องการสนับสนุนและงบประมาณว่าจริงจังมากน้อยแค่ไหนการอำนวยความสะดวกในพิธีการศุลกากร การเข้าเมืองการขนส่งและเคลื่อนย้ายที่พัก การเดินทาง การรักษาความปลอดภัย การประกันภัย การตรวจโรคพืช ตลอดจนระบบสาธารณูปโภคต่าง ๆ เหล่านี้ว่าเป็นอย่างไรซึ่ง B.I.E. จะมีข้อกำหนดไว้ว่าผู้ที่จะจัดจะต้องมีโรงแรมอย่างน้อยกี่แห่ง จะต้องมีเส้นทางคมนาคม เครื่องบินกี่เที่ยว รถไฟกี่เที่ยว รถยนต์กี่เที่ยว ร้านอาหารมาตรฐานมีกี่ร้าน ระบบสุขาภิบาลเป็นอย่างไร

โดยหากเปรียบเทียบขนาดเวิล์ดเอ็กซ์โปกับเวิลด์เทคที่โคราชขณะนี้ เวิลด์เอ็กซ์โปจะใหญ่กว่าเวิลด์เทค 3-4 เท่าตัวในทุกเรื่อง โดยเฉพาะเรื่องงบประมาณ ซึ่งหากเราจะจัด รศ. ดร. วันชัยประมาณคร่าว ๆ ไว้ว่าน่าจะอยู่ประมาณ 3,000 ล้านบาท งบตัวนี้ไม่เกี่ยวกับงบดำเนินการก่อสร้างอาหาร หรือค่าสถานที่หรือระบบสาธารณูปโภคต่าง ๆ เป็นงบจัดการ (Operation) เท่านั้น ซึ่งหากคิดทั้งหมดน่าจะอยู่ประมาณ 20,000 กว่าล้านบาท

ทั้งนี้หากเปรียบเทียบกับประเทศอื่น งบเท่านี้อาจจะเทียบไม่ติดเลย เพราะญี่ปุ่นซึ่งเคยจัดที่โอซาก้า ใช้ไป 85,000 ล้านบาท มีการทำทางรถไฟใต้ดินวิ่งจากตัวเมืองเข้าไปในงาน เฉพาะทางรถไฟก็ 3 หมื่นล้านบาทแล้ว งบประชาสัมพันธ์อีกหมื่นกว่าล้าน ส่วนเกาหลีใต้ซึ่งเคยจัดเช่นกัน ใช้ไปกว่า 60,000 กว่าล้านบาท เฉพาะบริษัทซันตอรี่เขาลงทุนเป็นร้อยล้าน เพื่อสร้างพาร์วิลเลี่ยนใหญ่ ๆ ไม่มีขายเหล้าแม้แต่ขวดเดียว หรือจำหน่ายสินค้าอะไรทั้งสิ้น ไม่มีโฆษณาซันตอรี่แม้แต่นิดเดียว มีป้ายซันตอรี่เล็ก ๆ เท่านั้น แล้วภายในอาคารแสดงให้เห็นอีกว่าเราจะต้องอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอย่างไรบ้าง

อย่างบริษัท มิตซูบิชิก็เช่นกัน มีชื่อบริษัทตัวนิดเดียวข้างในไม่มีตัวหนังสือโฆษณาบริษัทเลย ซึ่งหากเปรียบกับภาคเอกชนของไทยแล้ว ยังอีกไกล

บริษัทที่จัดแล้วเข้าข่ายเอ็กซ์โปได้ ก็มีอาทิ บริษัทยูโนแคล ซึ่งไม่มีสินค้าของตนอยู่เลย และบริษัทบุญรอดบิเวอรี่ก็เช่นกัน ส่วนเจริญโภคภัณฑ์หรือซีพีที่หลายคนให้ความสนใจอย่างมากนั้น ยังไม่เข้าข่ายเพราะยังมีผลิตภัณฑ์ของตนเองอยู่มาก

ซึ่งเอ็กซ์โปจริง ๆ จะต้อง Insert Opertunity หรือแสดงการหาชีวิตที่ดีกว่าให้แก่ผู้เข้าชมไม่ว่าจะเป็นในลักษณะของการดิ้นรนเพื่อแสวงหาชีวิตที่ดีขึ้น การพยายามค้นคว้าเทคโนโลยีอิเล็กทรอนิคส์ การพยายามสร้างอาหารเพื่อชาวโลก การพยายามสร้างความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น เช่นกันในเรื่องระบบสิ่งแวดล้อมที่ดีก็อาจจะมีพาวิลเลี่ยมของสิ่งแวดล้อมต่าง ๆ ให้ดูโดยมีชื่อผู้ทำติดอยู่นิดเดียวนี่คือ คอนเซ็ปของเอ็กซ์โปทั่วไปเป็น การสร้างภาพพจน์และความคิดให้กับประชาชน

แล้วไทยจะได้อะไรจากเวิลด์เอ็กซ์โป หากจะจัดกันจริง ๆ ?

ถ้าไม่นับเวิลด์เทค'95 ครั้งนี้ ที่ช่วยสร้างทัศนคติ สร้างแรงบันดาลใจให้เยาวชนคนในชาติ ได้มีความรู้ความเข้าใจในเรื่องของอนาคต ในเรื่องของปัญหาสภาพต่าง ๆ โดยการมาดูนิทรรศการ แต่หากเป็นเวิลด์เอ็กซ์โปนั้น รศ. ดร. วันชัย กล่าวว่า "ไม่ว่าจะคศ. 2010 หรือปีใดก็ตาม หากเราได้จัด มันจะถือเป็นงานแสดงเทคโนโลยีที่ใหญ่ที่สุดของประเทศไทยเลยทีเดียว มันจะช่วยยกระดับมาตรฐานชีวิตความเป็นอยู่ของคนในชาติได้อย่างหนึ่ง เพราะรัฐบาลจะต้องขวนขวายทำอะไรให้ดีขึ้นเป็นตัวอย่าง ทว่าก็ต้องใช้เงินจำนวนมหาศาลในการลงทุน ซึ่งในแง่ชื่อเสียงและการท่องเที่ยวแล้วถือว่าคุ้มค่า เพราะประเทศนั้นมีความมั่นคงทางเศรษฐกิจ มั่นคงทางการเมือง ประชาชนนั้นพร้อมที่จะอุทิศตนเพื่อสังคมเพราะการจัดเอ็กซ์โปนั้นภาคเอกชนจะต้องพร้อมด้วย"

และที่สำคัญที่ รศ. ดร. วันชัยไม่ได้กล่าวถึงนั่นคือ มันจะถือเป็นการเพิ่มช่องว่างทางการทำธุรกิจให้กับนักลงทุนทางธุรกิจได้อย่างแรง ผลประโยชน์สูงสุดเกิดอยู่กับประเทศไทย ผู้คนตื่นตัว กระตือรือร้น การปรับตัวดีขึ้น

ในกรณีมี 2 ประเทศเสนอตัวจัดเอ็กซ์โปปี 2010 พร้อมกัน ทาง B.I.E. ก็จะดูความพร้อมของประเทศที่เสนอมาจะไม่ให้จัดพร้อมกัน 2 ประเทศ จะให้เวียนไปประเทศสมาชิกทุก ๆ 5 ปี แล้ว แต่ใครจะจองคิวได้ นี่คือกฎของเขา เพื่อให้สมาชิกประเทศ อื่นเข้ามาร่วม เข้ามาชมในที่แห่งเดียวไม่เช่นนั้นเอ็กซิบิเตอร์ที่มีกว่า 40 กว่าประเทศก็จะเกิดปัญหาเรื่องงบประมาณก็เป็นได้

"เวิลด์เอ็กซ์โปนี่เป็นความฝันสูงสุดของประเทศไทยเลยนะครับ ฉะนั้นเมื่อเป็นงานระดับโลก รัฐจะต้องเข้ามาดูแลตรงนี้ ทุกสิ่งทุกอย่างเอกชนในประเทศต้องพร้อมที่จะมาจัดสิ่งก่อสร้างและสิ่งแสดงด้วยอีกทั้งต้องพร้อมที่จะตอบคำถามคน 300-400 ล้านคนทั่วโลก เพราะเวิลด์เอ็กซ์โปไม่ได้ใช้เวลาแค่ 43 วันเหมือนเราเขาจัดกันยาวนานถึง 6 เดือนกันเลย" ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารโครงการจัดงานเวิลด์เทค' 95 แจง

แม้ว่ายังไม่มีการสนทนากันถึงเรื่องเวิลด์เอ็กซ์โปกันอย่างเป็นจริงเป็นจัง แต่ทุกคนก็เห็นพ้องกันว่าไม่น่าจะเป็นที่กรุงเทพฯ หรือโคราชอีกต่อไป เพราะจะกลายเป็นการเองงบประมาณมาลงไว้ในจุด ๆ เดียวไม่เป็นการกระจายความเจริญออกไปในที่อื่น แม้ว่าจะสามารถทำได้เพราะยังมีพื้นที่ที่จะขยับขยายออกไปได้ก็ตาม

ความเหมาะสมที่หลายคนคิดเอาไว้ คือต้องเป็นเมืองไม่ค่อยเจริญเท่าไรนัก หรืออาจจะเจริญบ้างแต่ต้องไม่เจริญเท่าเชียงใหม่ หรือภูเก็ต

บริเวณทางเหนือแถบพิษณุโลก หรืออีสานตอนลึก ๆ ที่ยังไม่ถึงอุบลราชธานี คือจุดที่หลายคนพูดกันมากที่สุดซึ่งไม่ว่าจะแห่งใด ผลกระทบที่จะเกิดแน่นอนคือ เมืองบริวารรอบข้างเกิดการพัฒนาตามกัน ดั่งเช่นงานเวิลด์เทคนี้ จะสังเกตว่าเมื่อโคราชโตแล้ว บุรีรัมย์ ชัยภูมิ สุรินทร์หรือจังหวัดรอบข้างก็โตตามกันไป อีกทั้งเมื่อสร้างเสร็จก็อาจจะเป็นมหาวิทยาลัยแห่งใหม่ไปเลยก็ได้ ดั่งที่เกิดมาแล้วที่ญี่ปุ่น คือ เสร็จงานแล้วก็กลายเป็นมหาวิทยาลัยซูโคบะ เป็นสวนสาธารณะของประชาชน หรือเป็นศูนย์วิจัยไปเลย

   




 








upcoming issue

จากโต๊ะบรรณาธิการ
past issue
reader's guide


 



home | today's news | magazine | columnist | photo galleries | book & idea
resources | correspondent | advertise with us | contact us

Creative Commons License
ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย