Search Resources
 
Login เข้าระบบ
สมัครสมาชิกฟรี
ลืมรหัสผ่าน
 
  homenewsmagazinecolumnistbooks & ideaphoto galleriesresources50 managermanager 100join us  
 
 


bulletToday's News
bullet Cover Story
bullet New & Trend

bullet Indochina Vision
bullet2 GMS in Law
bullet2 Mekhong Stream

bullet Special Report

bullet World Monitor
bullet2 on globalization

bullet Beyond Green
bullet2 Eco Life
bullet2 Think Urban
bullet2 Green Mirror
bullet2 Green Mind
bullet2 Green Side
bullet2 Green Enterprise

bullet Entrepreneurship
bullet2 SMEs
bullet2 An Oak by the window
bullet2 IT
bullet2 Marketing Click
bullet2 Money
bullet2 Entrepreneur
bullet2 C-through CG
bullet2 Environment
bullet2 Investment
bullet2 Marketing
bullet2 Corporate Innovation
bullet2 Strategising Development
bullet2 Trading Edge
bullet2 iTech 360°
bullet2 AEC Focus

bullet Manager Leisure
bullet2 Life
bullet2 Order by Jude

bullet The Last page


ตีพิมพ์ใน นิตยสารผู้จัดการ
ฉบับ มกราคม 2536








 
นิตยสารผู้จัดการ มกราคม 2536
"สนทนาการลงทุน"             
 

   
related stories

"ตามฟันด์เมเนเจอร์ลงทุนหุ้นในตลาดโลกปี 2536"

   
search resources

Stock Exchange




ในส่วนนี้จะเป็นคำแนะนำว่า ถ้ามีเงินลงทุน 100,000 ดอลลาร์แล้วในสถานการณ์ปัจจุบันของตลาดหุ้นอเมริกานั้น ควรที่จะลงทุนในรูปแบบใดและในสัดส่วนเท่าไร โดยกลุ่ม Dream Team ทาง Strategists ซึ่งประกอบด้วย ปีเตอร์ ลินช์, อีเลนนี่ กาสซาเลียรี่, มาริโอ การเบียรลี่ และเฟเยซ ซาโลฟิม

ข้อความในส่วนต่อจากนี้ "ผู้จัดการ" มีเป้าหมายเพื่อให้ท่านผู้อ่านได้รับรู้ทัศนคติและเหตุผลของผู้เชี่ยวชาญการลงทุนว่าเป็นอย่างไร เป็นกระจกที่นำมาเปรียบเทียบกับกลยุทธ์การลงทุนในตลาดหุ้นไทย

Peter Linch : Trustee of the Fidelity Group of Funds

เขาเคยเป็น Head of Fidelity Magellan กองทุนรวมที่ใหญ่ที่สุด ในช่วงปี 1977-1990 ซึ่งให้ผลตอบแทนถึง 2,703% หรือประมาณ 5 เท่าของ S&P 500 แต่เขาออกจาก Magellan เมื่ออายุ 46 เพื่อจะได้มีเวลาให้กับครอบครัวมากขึ้น

"เราค่อนข้างเป็นห่วงสภาพตลาดหุ้นของอเมริกาในปัจจุบันเพราะค่า P/E Ratio ค่อนข้างสูง จากการที่อัตราดอกเบี้ยต่ำซึ่งตัวบริษัทเองก็ควรที่จะมีผลการดำเนินงานที่ดีด้วย ตลาดจึงจะมีเสถียรภาพ ดังนั้นเมื่อมีการลงทุนในหุ้นแล้วนักลงทุนก็ควรที่จะคอยติดตาม เพราะเราคิดว่าการซื้อหุ้นแล้วทิ้งไว้ก็เหมือนกับการเล่นไพ่แล้วเราดูไพ่ในมือเพียงครั้งเดียว

ดังนั้นสิ่งที่คุณควรจะทำคือ จะลงทุน 25% ของเงิน 100,000 ในรูปเงินสด ถึงแม้อัตราดอกเบี้ยจะเหลือเพียง 3% แต่อัตราเงินเฟ้อก็ใกล้ศูนย์ จากนั้นค่อยซื้อ Bonds อีก 25% เพื่อเพิ่มผลตอบแทนที่มากขึ้นโดยเพิ่มความเสี่ยงในระดับที่พอรับได้ ส่วนอีก 50% ที่เหลือจะลงทุนในหุ้น และถ้าตลาดมีการปรับตัว ก็ควรจะลงทุนในส่วนนี้เพิ่มอีกเพราะภาวะเศรษฐกิจของอเมริกาอยู่ในช่วงเริ่มต้นของการฟื้นตัว ดังนั้นกลุ่มที่ควรจะมีไว้บ้างคือ พวก Cyclical Stocks เช่น รถยนต์ เพราะอุตสาหกรรมรถยนต์ได้ชะลอตัวมา 4 ปีแล้วและกำลังเริ่มจะดีขึ้น ส่วนที่เหลือก็จะลงทุนในหุ้นของสถาบันการเงิน, ธุรกิจบริการ และธุรกิจที่มีการขยายตัวสูง"

Elaine Garzarelli : Director of Sector Analysis, Shearson Lehman เธอเป็นผู้มองแนวโน้มตลาด ตลอดจนวิเคราะห์ศักยภาพของแต่ละอุตสาหกรรมว่าจะดีขึ้นหรือเลวลง การทำงานเธอใช้โปรแกรมทางคอมพิวเตอร์เพื่อตัดปัจจัยทางด้านจิตวิทยาหรืออารมณ์ออกไปจากการวิเคราะห์ ครั้งที่ทำให้เธอมีชื่อเสียงมากคือการทำนายว่ามี Crash ในปี 1987 และแนะนำให้ซื้อช่วงปลายปี 1990 ซึ่งเป็นช่วงที่ตลาดต่ำสุดก่อนที่จะเข้าสู่ตลาดกระทิง

"เศรษฐกิจอเมริกาคาดว่าจะมีการขยายตัวของ GDP ราว 2.25% ประกอบกับมีก่อหนี้ในอุตสาหกรรมต่างๆ มีสูง ดังนั้นการก่อหนี้ใหม่คงมีน้อยลง และส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อไม่ขยายตัวสูงซึ่งเป็นสิ่งที่ดีต่อตลาดหุ้นและ Bonds เพราะฉันคิดว่าตลาดหุ้นยังคงอยู่ในช่วงตลาดกระทิงจากภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวและอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำ ดังนั้นคุณควรจะเลือกลงทุน 25% ของพอร์ตในพันธบัตรรัฐบาลประเภท 30 ปี ซึ่งปัจจุบันมีอัตราผลตอบแทนเท่ากับ 7.3% และคาดว่าอัตราผลตอบแทนจะลดลงเป็น 6.25% ในอีกสองปีข้างหน้า ซึ่งการลดลงของผลตอบแทนนี้เป็นสาเหตุหลักที่ควรลงทุนในหุ้นในสัดส่วนที่สูงกว่าเพราะจะมีผลให้ P/E Ratios มีการขยายตัว เพราะอเมริกากำลังอยู่ในภาวะฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ

ดังนั้นในช่วงใกล้นี้ควรให้ความสนใจ Cyclical Stocks ซึ่งเป็นหุ้นที่ได้รับผลประโยชน์จากสภาวะเศรษฐกิจฟื้นตัวแร็วพวกหุ้นเทคโนโลยี ที่สำคัญคือการเปลี่ยนการลงทุนจากกลุ่ม Cyclical Stock เป็น Consumer Stocks ที่มีผลกำไรโต 15-20% อย่างสม่ำเสมอ คือควรจะเปลี่ยนเมื่อหุ้น Consumer มีอัตราการขยายตัวของผลการดำเนินงานของ S&P 500 ซึ่งกว่าจะถึงช่วงเวลานั้นคงเปนราวปี 1993 ส่วนหุ้นที่คุณควรจะลงทุนนั้นควรเลือกลงในกลุ่มอาหาร, กลุ่ม Health Care ,บริษัทยา เป็นต้น"

Mario Gabell : Gabell & Co

ปัจจุบันเขาดูแลกองทุนมูลค่ามากกว่า 6 พันล้านเหรียญซึ่งมีผลตอบแทนโดยเฉลี่ยในห้าปีนี้เท่ากับ 10.8% ในขณะที่ S&P 500 มีผลตอบแทนเพียง 8.2%

"เราควรจะมองถึงการลงทุนในระยะยาวเพราะการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของอเมริกาจะช้ากว่าที่เคยเกิดขึ้นในทศวรรษที่ 70 และ 80 แต่สิ่งที่ดีต่อโอกาสทางธุรกิจคือการมีอัตราดอกเบี้ยต่ำและมีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้น

โดยทั่วไปผู้ลงทุนมักชอบที่จะเข้าไปลงทุนในพันธบัตรในระยะยาวเป็น 7.3% และถูกเก็บภาษี 33% รายได้หลังจากการหักภาษีจะคงเหลือ 4.8% ซึ่งคิดว่าน้อยเกินไป

คุณควรจะจัดเงินลงทุนของคุณทั้งหมดลงในตลาดหุ้นซึ่งควรจะได้รับเงินตอบแทนหลังจากหักภาษีและอัตราเงินเฟ้อแล้วประมาณ 10% คือจะต้องมีกำไรขั้นต้นก่อนหักภาษีถึง 20-25% เพราะในอนาคตจากสงครามการค้าระหว่าง ญี่ปุ่น, ยุโรป และสหรัฐฯ จะเข้มข้นขึ้น และปัจจุบันบางอุตสาหกรรมในสหรัฐฯ มีต้นทุนที่ต่ำกว่า ดังนั้นความสามารถในการส่งสินค้าออกของบริษัทเหล่านั้นน่าจะดีขึ้น

คุณควรจะลงทุนในหุ้นกู้แปลงสภาพ 20-25% เพื่อให้มีรายได้ประจำบางส่วนและสามารถเปลี่ยนเป็นหุ้นสามัญได้ด้วย ส่วนหุ้นกลุ่มควรให้ความสนใจคือในกลุ่มสิ่งพิมพ์เพราะในอนาคตคนอเมริกาจะได้รับการศึกษามากขึ้นและในบริษัทกลุ่มสันทนาการ กลุ่มอาหาร กลุ่มบริการที่มีพื้นฐานและแนวโน้มที่ดี"

Fayez Sarofim : Fayez Sarofm & Co

เขาเป็นผู้บริหารกองทุนที่ลงทุนในหุ้นบลูชิปรายใหญ่ที่สุดรายหนึ่ง ซึ่งมีมูลค่าสูงถึงสองหมื่นแปดพันล้านดอลลาร์โดยลงทุนในหุ้นของ Phillips Morris, Coca Cola และ Merck

ผมขอแนะนำให้ใช้เงินทั้งหมดลงทุนในหุ้น ที่มีอัตราการเจริญเติบโตที่ช้าลงตลอดทศวรรษที่ 90 โดยที่อัตราดอกเบี้ยจะไม่สูงขึ้นมากนัก หุ้นซึ่งสามารถให้กำไร 15% จะถือว่ามีค่ามากในตลอดทศวรรษนี้"

หลักในการเลือกซื้อหุ้นคือ

1. จากสมมติฐานที่เชื่อว่าเศรษฐกิจของอเมริกาจะเติบโตช้ากว่าตลาดโลก ดังนั้นรูปแบบบริษัทที่มีรายได้ประมาณ 40% มาจากต่างประเทศ จะได้ประโยชน์จากการที่ค่าของเงินดอลลาร์อ่อนตัวลง แต่ถ้าหากเงินดอลลาร์แข็งตัวขึ้น ก็สามารถเก็บเงินเหล่านั้นไว้ในรูปของเงินตราในสกุลท้องถิ่นก่อนได้หรือนำไปลงทุนต่อ

2. ควรจะลงทุนในบริษัทที่มีกระแสเงินสดที่แข็งแกร่ง อันเป็นเครื่องหมายว่าบริษัทนั้นมีการเจริญเติบโตที่ดีมีเงินทุนที่สามารถนำไปลงทุนต่อได้หรือนำกลับมาซื้อหุ้นของตัวเองคืนได้

3. บริษัทนั้นต้องมีสัดส่วนของ ROE ที่ดี

4. บริษัทนั้นจะต้องมีผลการดำเนินงานที่เติบโตอย่างต่อเนื่องรวมทั้งมีเงินปันผลที่ดีด้วย
ผมขอแนะนำถึงหุ้นบลุชิปในกลุ่มอาหารและเครื่องดื่มและกลุ่มยาที่มีตลาด และรายได้จากต่างประเทศในสัดส่วนที่ค่อนข้างสูงโดยยึดถือความมั่นคงและอัตราผลตอบแทนที่น่าพอใจ

   




 








upcoming issue

จากโต๊ะบรรณาธิการ
past issue
reader's guide


 



home | today's news | magazine | columnist | photo galleries | book & idea
resources | correspondent | advertise with us | contact us

Creative Commons License
ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย