Search Resources
 
Login เข้าระบบ
สมัครสมาชิกฟรี
ลืมรหัสผ่าน
 
  homenewsmagazinecolumnistbooks & ideaphoto galleriesresources50 managermanager 100join us  
 
 


bulletToday's News
bullet Cover Story
bullet New & Trend

bullet Indochina Vision
bullet2 GMS in Law
bullet2 Mekhong Stream

bullet Special Report

bullet World Monitor
bullet2 on globalization

bullet Beyond Green
bullet2 Eco Life
bullet2 Think Urban
bullet2 Green Mirror
bullet2 Green Mind
bullet2 Green Side
bullet2 Green Enterprise

bullet Entrepreneurship
bullet2 SMEs
bullet2 An Oak by the window
bullet2 IT
bullet2 Marketing Click
bullet2 Money
bullet2 Entrepreneur
bullet2 C-through CG
bullet2 Environment
bullet2 Investment
bullet2 Marketing
bullet2 Corporate Innovation
bullet2 Strategising Development
bullet2 Trading Edge
bullet2 iTech 360°
bullet2 AEC Focus

bullet Manager Leisure
bullet2 Life
bullet2 Order by Jude

bullet The Last page


ตีพิมพ์ใน นิตยสารผู้จัดการ
ฉบับ กุมภาพันธ์ 2550








 
นิตยสารผู้จัดการ กุมภาพันธ์ 2550
Medical Hub of Asia เกมนี้ยังไม่จบ             
โดย ณัฐวัฒน์ หอมจิตต์
 

 
Charts & Figures

จำนวนผู้ป่วยต่างชาติ 10 อันดับแรกที่ใช้บริการโรงพยาบาลเอกชนไทย

   
related stories

บำรุงราษฎร์ หัวหอกโรงพยาบาลไทยบุกต่างแดน
โรงพยาบาลกรุงเทพเจาะตลาดอเมริกาด้วยสเต็มเซลล์
ผู้ป่วยอเมริกันหันไปพึ่งหมอต่างแดน
เมื่อประกันสุขภาพในญี่ปุ่นไม่ครอบคลุม

   
www resources

โฮมเพจ โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์
โฮมเพจ โรงพยาบาลกรุงเทพ

   
search resources

โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์
โรงพยาบาลกรุงเทพ
Hospital




หากวัดกันที่จำนวนผู้ป่วยต่างชาติที่เข้ามารักษา ปัจจุบันไทยได้กลายเป็นศูนย์กลางการแพทย์ในเอเชียไปเรียบร้อยแล้ว แต่แชมป์เก่าอย่างสิงคโปร์และอินเดียผู้มาใหม่ต่างก็จ้องชิงตลาดนี้อย่างดุเดือด มาตรการของภาครัฐและแรงผลักดันของเอกชนนับจากนี้จะเป็นตัวชี้ชะตาอนาคตอุตสาหกรรมดาวรุ่งของไทยกลุ่มนี้ว่าจะรุ่งโรจน์ต่อไปได้อีกหรือไม่

ปี 2549 ที่ผ่านพ้นไปถือว่าเป็นปีทองของผู้ประกอบการโรงพยาบาลเอกชนชั้นนำของไทย แม้ว่าภาคธุรกิจโดยรวมจะต้องประสบปัญหาทั้งในด้านราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น หรือแม้แต่เหตุการณ์ทางการเมือง แต่ปัญหาเหล่านี้แทบไม่ได้ส่งผลกระทบต่อปริมาณคนไข้ต่างชาติที่เข้ามาใช้บริการในโรงพยาบาลเหล่านี้เอาเสียเลย ตรงกันข้าม มีการประเมินว่ายอดชาวต่างชาติที่เข้ารับการรักษาพยาบาลในปีที่ผ่านมาสูงกว่า 1.2 ล้านคน มากที่สุดในโลกเมื่อเปรียบเทียบกับยอดคนไข้ต่างชาติในประเทศอื่นๆ

และยังทำให้ประเทศไทยกลายเป็นผู้นำในตลาดการแพทย์ของเอเชียอย่างชัดเจน หรือมองอีกนัยหนึ่ง เป้าหมายที่จะก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางการแพทย์ของเอเชีย (Medical Hub of Asia) ได้บรรลุผลสำเร็จแล้ว

อย่างไรก็ตาม สิงคโปร์แชมป์เก่าและผู้เล่นหน้าใหม่อย่างอินเดีย ต่างก็มุ่งหวังในตลาดนี้ไม่น้อยไปกว่าไทยเช่นกัน ทั้ง 2 ประเทศต่างเร่งเสริมจุดเด่นและลบจุดด้อยที่มีอยู่เพื่อหวังจะก้าวแซงไทยให้ได้ในอนาคต

ผู้ป่วยต่างชาติที่มารักษาพยาบาลในไทยขณะนี้แบ่งได้เป็น 3 กลุ่มด้วยกัน กลุ่มแรกเป็นชาวต่างประเทศที่ทำงานอยู่ในประเทศไทยและใกล้เคียง (expat.) เป็นกลุ่มใหญ่ที่สุด ในสัดส่วนราว 60% ตามมาด้วยชาวต่างประเทศที่บินเข้ามารักษาโดยตรงอีก 30% ส่วนที่เหลือเป็นนักท่องเที่ยวที่มาแล้วเกิดเจ็บป่วยหรืออุบัติเหตุจนต้องเข้ารับการรักษา

อย่างไรก็ตาม ตลาดคนไข้ต่างชาติที่โรงพยาบาลเอกชนไทยให้ความสนใจมากในขณะนี้มี 3 กลุ่มด้วยกัน กลุ่มแรกเป็นคนชั้นกลางที่ฐานะดีเกินกว่าจะได้สิทธิ์รับการรักษาฟรี แต่ยังไม่ดีพอหรือไม่สนใจที่จะซื้อประกันสุขภาพ เมื่อเจ็บป่วยก็ไม่สามารถสู้ค่ารักษาพยาบาลของโรงพยาบาลในประเทศได้ จึงต้องเดินทางมาใช้บริการโรงพยาบาลในต่างแดน คนต่างชาติในกลุ่มนี้เฉพาะที่อเมริกาแห่งเดียวก็คาดว่าจะมีจำนวนถึง 52 ล้านคนเลยทีเดียว (อ่านล้อมกรอบ "ผู้ป่วยอเมริกันหันไปพึ่งหมอต่างแดน" ประกอบ)

"พวกนี้บางคนเป็นเจ้าของกิจการแต่ไม่ยอมซื้อประกัน เพราะคิดว่ามันแพงเกินไป แต่ถ้าต้องทำการรักษาหรือผ่าตัดใหญ่เขาก็จะมาเมืองไทย เพราะที่นี่ได้มาตรฐาน หมอที่นี่ส่วนใหญ่ก็จบจากอเมริกาทั้งนั้น" นพ.ชาตรี ดวงเนตร ประธานคณะผู้บริหารศูนย์การแพทย์กลุ่มโรงพยาบาลกรุงเทพ อธิบาย

คนไข้อีกกลุ่มหนึ่งที่โรงพยาบาลไทยกำลังพยายามเจาะตลาดแต่ยังไม่ประสบความสำเร็จเท่าใดนัก ได้แก่ พนักงานองค์กรต่างๆ ที่ได้สวัสดิการจากนายจ้างและลูกค้าบริษัทประกัน

โรงพยาบาลเอกชนชั้นนำของไทยทั้งบำรุงราษฎร์และกลุ่มโรงพยาบาลกรุงเทพเริ่มเจาะตลาดคนไข้ในกลุ่มนี้บ้างแล้ว โดยชูจุดขายสำคัญในเรื่องมาตรฐานที่อยู่ในระดับสากลแต่มีราคาต่ำกว่า ซึ่งตรงกับความต้องการของเหล่านายจ้างและบริษัทประกันที่ต้องการจะลดค่าใช้จ่ายในด้านนี้ลง กลยุทธ์การตลาดที่นำมาใช้มีทั้งการมุ่งเจาะไปที่แต่ละองค์กรโดยตรง ด้วยการออกไปโรดโชว์แนะนำโรงพยาบาลและเชื้อเชิญผู้บริหารของแต่ละองค์กรมาเยี่ยมชมโรงพยาบาลถึงที่ รวมไปถึงการติดต่อผ่านบริษัทที่ทำธุรกิจทัวร์สุขภาพ (medical tourism)

"ตลาดนี้น่าสนใจมาก เขาเองก็สนใจ เพราะเขามีพนักงานเป็นแสนๆ คน ส่งมาที่นี่จะถูกกว่าเยอะ แต่เขาก็ต้องมาตรวจก่อนว่าโรงพยาบาลไหนที่มาตรฐานใช้ได้ เราเองก็เจรจาอยู่ แต่ติดที่ว่าสหภาพของเขาต่อต้าน แต่เราก็คงไม่หยุดจะกลับไปคุยกันอีก" นพ.ชาตรีกล่าว

เช่นเดียวกับทางโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ ซึ่ง ศ.นพ.สิน อนุราษฎร์ ผู้อำนวยการด้านการแพทย์กลุ่มภูมิภาคเล่าว่า ขณะนี้โรงพยาบาลได้ออกไปโรดโชว์แนะนำตัวและมีหน่วยงานที่สนใจเข้ามาเยี่ยมชมหลายแห่งด้วยทั้งที่เป็นบริษัท ตัวแทนองค์กรต่างๆ รวมไปถึงบริษัทประกัน ทั้งจากอเมริกาและยุโรป อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ยังไม่มีความคืบหน้าจนถึงขั้นตกลงเซ็นสัญญากับหน่วยงานใด

ตลาดคนไข้ต่างชาติอีกกลุ่มหนึ่งที่โรงพยาบาลเอกชน ไทยมองว่าจะเป็นตลาดสำคัญอย่างมากในอนาคตก็คือ ผู้ที่ได้รับสิทธิ์การรักษาพยาบาลฟรี ไม่ว่าจะเป็นผู้มีรายได้น้อยหรือผู้สูงอายุ รวมไปถึงประชาชนในบางประเทศที่ภาครัฐมีสวัสดิการด้านการรักษาพยาบาล เช่น ญี่ปุ่น อังกฤษและกลุ่มประเทศสแกนดิเนเวีย เป็นต้น (อ่านล้อมกรอบ "เมื่อประกันสุขภาพในญี่ปุ่นไม่ครอบคลุม" ประกอบ)

อย่างไรก็ตาม การจะเจาะตลาดคนไข้กลุ่มนี้ผู้ประกอบการไม่สามารถทำได้เองโดยลำพังเหมือนที่ผ่านมา จำเป็นต้องอาศัยความช่วยเหลือจากภาครัฐในการเจรจากันในระดับรัฐบาลต่อรัฐบาล ซึ่งหากประสบความสำเร็จจะสร้างรายได้เข้าประเทศอีกมหาศาล ทั้งจากการบริการด้านการแพทย์ รวมไปถึงภาคการท่องเที่ยว

"ถ้าเราสามารถเจรจากับรัฐบาลประเทศเหล่านี้ได้สำเร็จ การท่องเที่ยวแบบลองสเตย์ที่เราอยากให้เกิดจะเกิดแน่นอน เพราะเวลาคนที่จะเกษียณจะไปอยู่ประเทศอื่นเขามักมีโรคประจำตัว เขาต้องดูว่าประเทศนั้นๆ การแพทย์ดีไหม แล้วเขาต้องจ่ายเงินเองไหม ถ้าหากรัฐบาลยอมจ่ายเขาก็สามารถมาอยู่ได้เป็นปีเลย" ศ.นพ.สินกล่าว

นอกจากการเจรจากับต่างประเทศในลักษณะของรัฐบาลต่อรัฐบาลเพื่อเจาะตลาดเพิ่มขึ้นแล้ว สิ่งที่ผู้ประกอบการโรงพยาบาลเอกชนของไทยต้องการความช่วยเหลือจากภาครัฐในขณะนี้มีอีก 3 ประการด้วยกัน ข้อแรก ความสะดวกรวดเร็วในการขอวีซ่าเข้าประเทศสำหรับผู้ป่วยและญาติที่จะติดตามมา เนื่องจากคนไข้ที่จะเดินทางมารักษาตัวในประเทศไทยมักมีอาการหนักหรือเป็นโรคที่ต้องการการดูแลเป็นพิเศษอยู่แล้ว หากสามารถมาถึงมือหมอได้เร็วเท่าใดก็ยิ่งเป็นผลดีกับคนไข้มากขึ้นเท่านั้น แต่กระบวนการขอวีซ่าสำหรับผู้ป่วยต่างชาติในปัจจุบันยังต้องใช้เวลาหลายวัน ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อคนไข้

ข้อถัดมา ขณะนี้ยังไม่มีหน่วยงานภาครัฐที่ทำหน้าที่ดูแลรับผิดชอบการโปรโมตหรือส่งเสริมการแพทย์ไทยในตลาดต่างประเทศอย่างจริงจัง การทำงานทุกวันนี้ขึ้นอยู่กับว่าหน่วยงานใดที่สนใจก็ตั้งคณะทำงานขึ้นมาทำกันเอง มีทั้งคณะทำงานของกรมส่งเสริมการส่งออก กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงการต่างประเทศโดยที่ไม่มีการประสานกันของแต่ละหน่วยงาน ทำให้งานที่ได้ไม่เกิดผลมากเท่าที่ควร สิ่งที่ผู้ประกอบการอยากเห็นคือการมอบหมายให้หน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งเป็นผู้ดูแลโดยตรง มีงบประมาณสำหรับผลักดันในเรื่องนี้อย่างจริงจัง โดยมีหน่วยงานอื่นพร้อมให้การสนับสนุน ซึ่งแนวทางนี้ในต่างประเทศได้ทำกันแล้วทั้งสิงคโปร์และเยอรมนี

ประการสุดท้าย การทำการตลาดและโรดโชว์โดยภาครัฐเป็นตัวตั้งตัวตีและมีเอกชนเป็นผู้เข้าร่วม โดยต้องมีการวางแผนล่วงหน้าเพื่อเตรียมการทั้งในด้านงบประมาณและข้อมูลต่างๆ

"ตอนนี้โรดโชว์ที่เกิดขึ้นมันกะทันหันมากแล้วงบประมาณก็ไม่มี ทุกคนต้องออกเองหมด ทำให้บางคนไปบางคนไม่ไป มันก็ไม่เกิดอิมแพค อย่างที่เยอรมนีทำ เขารวมกันไปโรดโชว์ที่ตะวันออกกลาง ไปกันที 20 โรงพยาบาล จัดกันทีละเมือง เสร็จเมืองนี้ย้ายไปเมืองอื่น ของเราก็อยากจะเห็นอย่างนี้" ศ.นพ.สินยกตัวอย่าง

ความสำเร็จในการก้าวขึ้นสู่ผู้นำในตลาดการแพทย์ต่างชาติของไทยในปัจจุบันจะว่าไปแล้วเกิดขึ้นทั้งจากความตั้งใจและความโชคดีประกอบกัน ที่ว่าตั้งใจก็คือ โรงพยาบาลเอกชนของไทยเริ่มมีความพยายามที่จะยกระดับมาตรฐานคุณภาพการรักษาพยาบาลและการบริการให้เข้าสู่ระดับสากล อย่างเข้มข้นและจริงจังในช่วงเกือบ 20 ปีที่ผ่านมา

โรงพยาบาลหลายแห่งได้พัฒนาคุณภาพบุคลากรทั้ง หมอ พยาบาล และเจ้าหน้าที่ให้ดีขึ้น มีการดึงตัวผู้เชี่ยวชาญด้านการแพทย์ในสาขาต่างๆ ที่ไปทำงานอยู่ในต่างประเทศกลับมาทำงานในไทย มีการทุ่มลงทุนขยายงานทั้งในด้านอาคารสถานที่และเครื่องมืออุปกรณ์ต่างๆ ที่ทันสมัยไม่น้อยหน้าโรงพยาบาลชั้นนำในต่างประเทศ ซึ่งต้องใช้เงินลงทุนนับพันล้านบาท

ภาระหนี้จากเงินลงทุนดังกล่าว ซึ่งส่วนใหญ่เป็นหนี้เงินกู้ต่างประเทศ เพิ่มขึ้นเกือบเป็นสองเท่าในทันทีที่รัฐบาลพล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ประกาศลอยตัวค่าเงินบาท ช่วงเวลาดังกล่าวเป็นภาวะยากลำบากที่สุดของโรงพยาบาลเอกชนไทย ไม่เพียงต้องเผชิญปัญหาภาระหนี้ที่เพิ่มขึ้นเท่านั้น รายได้ก็ยังหดหายไปด้วยเมื่อกำลังซื้อของคนในประเทศหดตัวลง

แต่ในวิกฤติก็มีโอกาสอยู่เช่นกัน ค่าเงินบาทที่อ่อนตัว ลงทำให้ค่าบริการของโรงพยาบาลไทยในสายตาของผู้ป่วยต่างชาติถูกลงตามไปด้วย มาตรฐานการแพทย์ที่สูงขึ้นขณะที่ราคาลดต่ำลงจึงทำให้โรงพยาบาลไทยเริ่มถูกจับตามองมากขึ้น

บวกเข้ากับความโชคดี เมื่อ 60 Minutes รายการโทรทัศน์ชื่อดังของสหรัฐอเมริกาทำสารคดีวิพากษ์ผลงานรัฐบาลอเมริกันที่ปล่อยให้ราคาค่ารักษาพยาบาลในประเทศสูงขึ้นมากจนคนอเมริกันต้องหาทางช่วยตัวเองด้วยการออกเดินทางมารักษาตัวในต่างประเทศเพื่อลดค่าใช้จ่าย ซึ่งหนึ่งในนั้นคือโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ของไทย

หลังจากรายการ 60 Minutes ออกอากาศ โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ได้รับอีเมลติดต่อสอบถามรายละเอียดจากผู้ป่วยอเมริกันที่หลั่งไหลเข้ามาเพิ่มมากขึ้น พร้อมๆ กับการเปิดตัวของโรงพยาบาลไทยสู่การรับรู้ของชาวโลกไปด้วย

เหตุการณ์ 9/11 ที่เป็นวินาศกรรมครั้งใหญ่ของโลกในปี 2544 ส่งผลในทางบวกต่อโรงพยาบาลของไทยเช่นกัน เพราะคนไข้ชาวตะวันออกกลาง ซึ่งเดิมเคยเดินทางไปรักษาตัวในอเมริกาและหลายประเทศในยุโรปเริ่มขอวีซ่าเข้าประเทศเหล่านั้นได้ยากขึ้น และถึงแม้จะเดินทางเข้าประเทศไปได้แต่ก็พบกับความอึดอัดใจจากทัศนคติของคนอเมริกันที่มีต่อคนตะวันออกกลาง จนในที่สุดต้องมองหาทางเลือกใหม่และตัดสินใจมารักษาตัวในประเทศไทยแทน

ปัจจุบันชาวตะวันออกกลางเป็นกลุ่มคนไข้ต่างชาติที่มีความสำคัญและมีอัตราการเติบโตสูงมากที่สุดกลุ่มหนึ่งเลยทีเดียว (ดูรายละเอียดจำนวนคนไข้ต่างชาติจากตารางประกอบ)

"เดิมคนตะวันออกกลางมาบ้านเราเพื่อท่องเที่ยวมาพักผ่อน เมื่อได้ใช้โรงพยาบาลแล้วก็เห็นว่ามาตรฐานใช้ได้ ตอนหลังก็เลยมากันเยอะ พอคนตะวันออกกลางมาผมคิดว่าตอนนี้คนต่างชาติมาโรงพยาบาลในประเทศไทยมากที่สุดในโลก" นพ.ชาตรีกล่าว

นอกจากจุดเด่นในด้านมาตรฐานการแพทย์ที่เทียบเท่าระดับสากลและราคาที่ต่ำกว่า (world-class medicine at developing-world prices) อันเป็นจุดขายสำคัญแล้ว ประเทศไทยยังมีข้อได้เปรียบในเรื่องของการบริการ ซึ่งเป็นจุดเด่นที่ทั่วโลกให้การยอมรับ นอกจากนี้ประเทศไทยยังเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญแห่งหนึ่ง การเดินทางมารักษาพยาบาลในไทยยังสามารถพ่วงเรื่องการท่องเที่ยวเสริมเข้าไปได้ ไม่ว่าจะเป็นตัวผู้ป่วยเองหรือญาติผู้ป่วยก็ตาม   




 








upcoming issue

จากโต๊ะบรรณาธิการ
past issue
reader's guide


 



home | today's news | magazine | columnist | photo galleries | book & idea
resources | correspondent | advertise with us | contact us

Creative Commons License
ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย