Search Resources
 
Login เข้าระบบ
สมัครสมาชิกฟรี
ลืมรหัสผ่าน
 
  homenewsmagazinecolumnistbooks & ideaphoto galleriesresources50 managermanager 100join us  
 
 


bulletToday's News
bullet Cover Story
bullet New & Trend

bullet Indochina Vision
bullet2 GMS in Law
bullet2 Mekhong Stream

bullet Special Report

bullet World Monitor
bullet2 on globalization

bullet Beyond Green
bullet2 Eco Life
bullet2 Think Urban
bullet2 Green Mirror
bullet2 Green Mind
bullet2 Green Side
bullet2 Green Enterprise

bullet Entrepreneurship
bullet2 SMEs
bullet2 An Oak by the window
bullet2 IT
bullet2 Marketing Click
bullet2 Money
bullet2 Entrepreneur
bullet2 C-through CG
bullet2 Environment
bullet2 Investment
bullet2 Marketing
bullet2 Corporate Innovation
bullet2 Strategising Development
bullet2 Trading Edge
bullet2 iTech 360°
bullet2 AEC Focus

bullet Manager Leisure
bullet2 Life
bullet2 Order by Jude

bullet The Last page








 
ผู้จัดการรายสัปดาห์26 กุมภาพันธ์ 2550
“นาตาลี” Effect             
 

   
related stories

พนักงานใหม่ของสิงห์

   
search resources

ไอ.ซี.ซี. อินเตอร์เนชั่นแนล, บมจ.
หอแว่นกรุ๊ป, บจก.
สิงห์ คอร์ปอเรชั่น, บจก.
นาตาลี เกลโบว่า




สินค้า-บริการเกือบร้อยแบรนด์แห่ขอให้เป็นพรีเซนเตอร์ไม่หยุดหย่อน หวังสร้างทั้งยอดขาย และชื่อขึ้นชั้นเวิลด์คลาส จากตัวแทนภาพลักษณ์องค์กร ยกระดับขึ้นเป็นเจ้าของสินค้าเสื้อผ้า เครื่องสำอาง เครื่องออกกำลังกาย อาหารเสริม ลุยตลาดทั้งใน-นอกประเทศ

จับตาการเดินกลยุทธ์ CSR สูตรสำเร็จองค์กรระดับโลกที่กำลังนิยม ที่จะเป็นพลังให้ “ฟ้าเกลโบวา” กินตลาดไทยได้อีกนาน

แม้จะอยู่เมืองไทยอย่างเป็นเรื่องเป็นราวไม่ทันถึงขวบปี แต่นาตาลี เกลโบว่า นางงามจักรวาลประจำปี 2548 ที่มีชื่อเล่นเป็นไทยว่า “ฟ้า” หรือ “หยาดฟ้า” ก็สามารถสร้างความสะเทือนเลื่อนลั่นให้กับสินค้าที่ “เธอ” ไปเป็นพรีเซนเตอร์ หรือแบรนด์ แอมบาสเดอร์ ให้ไม่น้อย ไม่ว่าจะเป็น เบียร์สิงห์เบียร์ไทย บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปมาม่า ผลิตภัณฑ์ชุดว่ายน้ำแบรนด์บีเอสซี ฯลฯ

ไม่รวมถึงการไปร่วมเปิดงานขายให้กับ บริษัท ไรมอนแลนด์ จำกัด (มหาชน) เมื่อครั้งเปิดตัวโครงการนอร์ทพอยท์ คอนโดระดับพรีเมียมที่หาดวงศ์อมาตย์ หรือเมื่อ ทีโอที ต้องการสร้างภาพลักษณ์ของตนให้เป็นเทรนดี้ ไลฟ์สไตล์ ในการให้บริการบรอดแบนด์ และไวไฟ หรือกระทรวงเกษตรที่ต้องการให้นาตาลีเป็นทูตเกษตรในการประชาสัมพันธ์เผยแพร่กิจกรรมด้านการเกษตร และอื่นๆ

ในช่วงก่อนวันวาเลนไทน์หนึ่งวันเพิ่งเป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์ให้กับหอแว่นกรุ๊ปในการรุกตลาดต่างประเทศ และเพียง 2 วันจากนั้น “นาตาลี” เปิดตัวหนังสือเล่มแรก “Healthy Happy Beautiful สวยสมดุล” แต่คราวนี้ภายใต้บริษัท ฟ้าเกลโบวา อินเตอร์เนชั่นแนล ที่เธอเป็นเจ้าของ ท่ามกลางประชาชนที่เข้าร่วมยินดีอย่างเนืองแน่น ก่อนจะส่งสินค้าภายใต้ชื่อ “นาตาลี” เข้าสู่ตลาดทั้งในและต่างประเทศอีกหลายรายการ

วางเป้าหมายจับตลาดแมส

เส้นทางนางงามจักรวาลหลังจากเสร็จสิ้นภารกิจแล้ว มักเลือกเดินเข้าวงการบันเทิงเป็นส่วนใหญ่ ทั้งนางแบบ ดารา พิธีกร ร้องเพลง หรือไม่ก็เลือกแต่งงานกับเศรษฐี มหาเศรษฐี แต่ก็มีบ้างบางรายที่เลือกทำธุรกิจของตนเอง ซึ่งด้วยภาพลักษณ์ของนางงามจักรวาลมักจะหนีไม่พ้นการขายสินค้าระดับพรีเมียม หรือลักชูรี่ ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนก็คือ อาภัสรา หงสกุล เป็นตัวแทนจำหน่ายนาฬิกาเรมอน เวล แบรนด์หรูจากสวิส ขณะที่นางงามคนอื่นนั้นหากเลือกเดินเส้นทางธุรกิจ ทางโดนัลด์ ทรัมพ์ อภิมหาเศรษฐีชาวอเมริกัน เจ้าของบริษัทมิสยูนิเวิร์สก็พร้อมที่จะให้การสนับสนุนอยู่แล้ว

นาตาลีเป็นนางงามอีกคนหนึ่งที่เลือกทำธุรกิจส่วนตัว แต่ไม่ใช่ในตลาดแคนาดาที่เธออาศัยอยู่ หรือในสหรัฐอเมริกาที่เป็นตลาดใหญ่มหาศาล ทว่า เป็นเมืองไทยที่เธอคิดลงหลักปักฐาน และเป็นประเทศที่เธอได้รับตำแหน่งมิสยูนิเวิร์ส

การที่นาตาลีวางตำแหน่งของตนเองเป็นนางงามจักรวาลระดับแมส แทนที่จะเป็นพรีเมียม เป็นเพราะจากบุคลิกที่ดูอ่อนช้อย งดงาม เข้ากับวัฒนธรรมไทย โดยเฉพาะการไหว้ที่กลายเป็นหมัดเด็ดที่ทำให้เธอสามารถครองใจคนไทยทุกระดับ อีกทั้งการที่นาตาลีตกปากรับคำกับบริษัท บุญรอด บริวเวอรี่ จำกัด เจ้าของผลิตภัณฑ์ตราสิงห์ และค่ายสหพัฒนพิบูล เจ้าของสินค้ามากมายหลายแบรนด์ทั้งอุปโภคบริโภค โดยเฉพาะอย่างยิ่งชุดว่ายน้ำบีเอสซีที่เธอสวมใส่ในวันประกวด จะมาเป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์ และแบรนด์พรีเซนเตอร์ เพื่อช่วยเข็นสินค้าทั้ง 2 บริษัทให้ประสบความสำเร็จในตลาดระดับเวิลด์คลาส

แม้ “นาตาลี” จะมีภาพเวิลด์คลาส แต่การเป็นพรีเซนเตอร์ให้กับสินค้าที่จับกลุ่มเป้าหมายระดับกลางขึ้นบนเช่นนี้ จึงหาใช่เรื่องแปลกอันใดไม่ที่ภาพของเธอจะกลายเป็นแมสไปโดยปริยาย

“ที่วางตัวเองว่าเป็นแมสก็เพราะนาตาลีไม่เคยมีความรู้สึกว่าเขาพิเศษกว่าใคร หากทำสินค้าก็อยากทำสินค้าที่ทุกคนเอนจอยได้ และอีกอย่างหากจะให้เขาวางตัวเป็นพรีเมียมอาจจะไม่จริง เพราะตัวตนของเขาไม่ใช่เป็นคนแบบนี้ ไม่ได้ใช้ของแพงๆ เครื่องสำอางก็ใช้ของบีเอสซี ของที่ใช้และคิดว่าเป็นของฟุ่มเฟือยก็คือ กระเป๋าหลุยส์ แต่เป็นกระเป๋าที่มีคนซื้อให้ รถที่ใช้ก็เป็นฮอนด้า แอคอร์ด ของบริษัทบุญรอด” ทอม เครือโสภณ ที่ปรึกษาธุรกิจให้นาตาลี อธิบายกับ “ผู้จัดการรายสัปดาห์”

จากโลคัลสู่โกลบอล

หากจะกล่าวถึงบริษัทบุญรอดหลังจากเผชิญร้อนเผชิญหนาวในตลาดเบียร์ไทยมากว่า 70 ปี ก็ต้องการผลักดันให้เบียร์สิงห์เป็นเบียร์ระดับโลก เพื่อต่อยอดความสำเร็จที่สั่งสมมานาน นอกจากการรุกขยายตลาดส่งออกผ่านตัวแทนจำหน่ายทั้งรายเก่าและรายใหม่ รวมถึงทำกิจกรรมการตลาดให้กว้างขวางขึ้นแล้ว การนำกลยุทธ์ Brand Ambassador Marketing มาช่วย Endorse ให้เบียร์สิงห์เป็นที่รู้จักของชาวต่างชาติ

อันที่จริง เบียร์สิงห์เลือกวีเจย์ ซิงห์ นักกอล์ฟระดับโลกชาวฟิจิ ภราดร ศรีชาพันธุ์ นักเทนนิสชาวไทย และนาตาลี อดีตนางงามจักรวาลปี 2005 มาทำหน้าที่แบรนด์แอมบาสเดอร์ หรือ Endorser โดยนาตาลีนั้นไม่เพียงแต่จะเป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์ให้กับแบรนด์สิงห์เท่านั้น แต่ยังเซ็นสัญญาเข้ามาเป็นพนักงานของบุญรอดฯ ในตำแหน่งแบรนด์แอมบาสเดอร์เมื่อเดือนพฤษภาคมปีที่ผ่านมา ก่อนที่จะเริ่มต้นทำงานในเดือนกรกฎาคมหลังการอำลาตำแหน่ง

สาเหตุสำคัญที่ทำให้บริษัทบุญรอดฯ เลือกนาตาลี มาทำหน้าที่แบรนด์แอมบาสเดอร์ เพราะชื่อเสียงที่โด่งดังในฐานะผู้หญิงที่สวยที่สุดในโลก ซึ่งเบียร์สิงห์มีส่วนในการสร้างขึ้นมา ในฐานะที่เป็นสปอนเซอร์หลักในการประกวดมิสยูนิเวิร์ส 2005 จัดขึ้นที่กรุงเทพฯ โดยบริษัทบุญรอดฯ ใช้เงินเพื่อการนี้กว่าร้อยล้านบาท เพราะฉะนั้นหากมีโอกาสที่จะนำ นาตาลีมาต่อยอดในเชิงธุรกิจ หลังภารกิจนางงามจักรวาลจบสิ้นลง ก็จะทำให้การเข้าไปสปอนเซอร์ของบริษัทบุญรอดฯเป็นการลงทุนที่คุ้มค่ามากขึ้น และการที่นาตาลียอมมาทำงานกับบริษัทบุญรอดฯในฐานะพนักงาน ยังเป็นการช่วยยกระดับภาพลักษณ์องค์กรให้ดูโดดเด่นยิ่งขึ้นทั้งในสายตาคนไทยและต่างชาติ

หน้าที่หลักของนาตาลีในฐานะ Brand Ambassador คือ การเยี่ยมลูกค้าทั้งในและต่างประเทศ โดยอาจได้ประโยชน์จากนาตาลีอย่างเต็มที่ในตลาดยุโรปตะวันออก ซึ่งเป็นตลาดใหม่ที่ สิงห์ ต้องการเข้าไปบุก โดยเฉพาะในประเทศรัสเซีย และประเทศอื่น ๆ ที่เคยเป็นส่วนหนึ่งของ สหภาพรัสเซีย เพราะนาตาลีสามารถพูดรัสเซียได้

อดีตประธานกรรมการบริหาร บริษัท บุญรอดเทรดดิ้ง อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ที่ดูแลตลาดเบียร์สิงห์ในต่างประเทศ กล่าวว่า การที่ได้นาตาลีเข้ามาก็ช่วยเบียร์สิงห์ได้มาก เพราะตอนที่เราเอานาตาลีไปเยี่ยมร้านอาหารไทยที่อเมริกาเกือบทั้งหมด 700 ร้าน ความตื่นเต้นของร้านอาหารไทยที่อยากช่วยผลักดันเบียร์สิงห์สูงขึ้นมาก เห็นจากยอดขายในสหรัฐอเมริกาปีก่อนขายได้ราว 3.5 แสนลัง ปีที่แล้วเพิ่มยอดขึ้นมา 5.3 แสนลัง

“นาตาลีเข้ามาทำให้เราสามารถเข้าไปทำแคมเปญในร้านอาหารไทย ให้เขาเห็นว่าสิงห์เป็นบริษัทอินเตอร์ ถึงขนาดมีคนระดับนางงามจักรวาลมาเป็นพรีเซนเตอร์ให้ เราเห็นเอฟเฟคตอนที่นาตาลีไปฟิลิปปินส์กับบุญรอดฯ ชาวฟิลิปปินส์ที่ปกติกีดกันเบียร์ต่างประเทศ เพราะเขามาซานมีเกล ก็ให้การต้อนรับสิงห์อย่างดี อาจเป็นเพราะตกใจว่าทำไมนาตาลีจึงเลือกเบียร์สิงห์ หรือเบียร์สิงห์เลือกนาตาลี เพราะเขาไม่รู้จักเบียร์สิงห์แต่เขารู้จักมิสยูนิเวิร์ส ทำให้เขามองว่าสิงห์เป็นบริษัทที่ใช้ได้ แล้วเขาคิดว่าจ้างคนระดับนี้ต้องไม่ธรรมดา เลยมองว่าสิงห์เป็นบริษัทใหญ่ ถึงได้นางงามมาเป็นพรีเซนเตอร์ เขามองว่าเราเป็นบริษัทระดับโลกจึงเอาคนระดับโลกมาเกี่ยวข้องได้”

ส่วนตลาดไทยนั้นเป็นเรื่องที่น่าสนใจว่าแม้นาตาลีจะมีภาพเวิลด์คลาส แต่บริษัทบุญรอดฯ กลับวางหมากให้เธอช่วยให้เบียร์สิงห์เข้าถึงกลุ่มแมสในเมืองไทย ด้วยภาพที่สามารถทำให้สาวฝรั่งที่สวยที่สุดในโลกมาหลงรักเมืองไทย แม้ว่า นาตาลีจะไม่เหมาะกับการเป็นผู้เผยแพร่วัฒนธรรมไทย เพราะเป็นคนต่างชาติ ทางบุญรอดฯจึงต้องใช้วิธีการเลี่ยง ๆ อย่างที่เห็นในภาพยนตร์โฆษณา ที่ให้นาตาลีสอนพ่อแม่เธอเรื่องการไหว้ เป็นต้น

พรีเซนเตอร์สุดฮอต
ที่หลากสินค้าปรารถนา


ว่ากันว่าหลัง “นาตาลี” ส่งมอบมงกุฎให้มิสยูนิเวิร์สคนต่อไป มีสินค้าเข้ามารุมจีบเธอให้ไปเป็นพรีเซนเตอร์ชนิดหัวกระไดไม่แห้งกว่า 80 ราย ทั้งโรงพยาบาล รถยนต์ สนามบินสุวรรณภูมิ สายการบิน แบตเตอรี่ ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ หรือบีทีเอส ศูนย์สุขภาพลดน้ำหนัก หรือแม้แต่สหมงคลฟิล์มที่ต้องการเธอไปแสดงภาพยนตร์ร่วมกับโทนี่ จา และอื่นๆ แต่ท้ายที่สุด “เธอ” ตัดสินใจเลือกเซ็นสัญญาเข้ามาเป็นพนักงานบริษัท บุญรอด บริวเวอรี่ จำกัด หรือบริษัท สิงห์ คอร์ปอเรชั่นในปัจจุบัน ในตำแหน่ง Brand Ambassador เมื่อเดือนพฤษภาคมปีที่ผ่านมา กับยอมให้กับค่ายสหพัฒนพิบูลจับเธอไปพิมพ์อยู่ข้างผลิตภัณฑ์มาม่า คัพ 5 รสชาติ และล่าสุดเพิ่งเป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์ให้กับหอแว่นกรุ๊ป

เหตุผลของการปฏิเสธและตอบรับการเป็นพรีเซนเตอร์ให้กับสินค้า หรือองค์กรใดนั้น อดีตประธานกรรมการบริหาร ที่ปัจจุบันเป็นปรึกษาด้านธุรกิจให้นาตาลี กล่าวว่า บุญรอดเป็นบริษัทแรกที่นาตาลียินดีมาเป็นทูตสินค้าให้ จริงแล้วในเมืองไทยพอรู้ว่านาตาลีจะมา ผมจำได้มีคนส่ง Proposal อยากให้นาตาลีมาเป็นทูตสินค้าประมาณ 80 กว่าบริษัท แต่นั่นไม่ใช่วัตถุประสงค์ของนาตาลี

วัตถุประสงค์ในการรับเป็นพรีเซนเตอร์ หรือแบรนด์แอมบาสเดอร์ของนาตาลีคือ ประการแรก สินค้าหรือองค์กรนั้นต้องอยากช่วยสังคม ประการที่สอง ต้องเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีคุณสมบัติ หรือมีชื่อเสียงในการช่วยสังคม ประการที่สาม ต้องมีความรู้สึกดีกับเจ้าขององค์กร ที่ไม่ได้มุ่งเอานาตาลีมาช่วยเพียงเพื่อขายของอย่างเดียว แต่ต้องทำงานร่วมกัน

“ในช่วงแรกจึงขอบุญรอดฯเพียงรายเดียว เนื่องจากอยากให้เกียรติกับ สันติ และจุตินันท์ ภิรมย์ภักดี แต่ราว 4 เดือนที่แล้วนาตาลีมั่นใจแล้วว่าจะไม่กลับแคนาดาก็มาปรึกษากับผม ซึ่งตอนนั้นผมยังเป็นซีอีโออยู่ที่สิงห์ดูแลต่างประเทศ ผมก็ถามว่าอยู่ทำไม เพราะก่อนหน้านี้เพื่อนผมที่ฮ่องกงเพิ่งติดต่อนาตาลีให้ไปเป็นพรีเซนเตอร์โฆษณาหมู่บ้านที่ฮ่องกง ถ่ายรูปเพียง 3 วันที่ฝรั่งเศสได้มา 10 ล้าน และที่ฮ่องกงเขาทำแคมเปญติดรูปนาตาลีตามตึก ตามบิลบอร์ดเลย

ก่อนหน้านั้นเขาไปถ่ายแบบให้กับน้ำดื่มที่อินโดนีเซีย ไปถ่ายโฆษณาที่อินเดียได้ ครั้งละ 5-6 ล้านมาตลอด และก็มีอีกงานหนึ่งที่นิวยอร์ค ไปถ่ายให้ที่ทรัมพ์ แมเนจเมนต์ ผมถามว่าคุณจะอยู่ทำไมที่เมืองไทยมันแคบนะ โอกาสพวกนี้อาจจะดีกว่าถ้าไปอยู่ที่นิวยอร์ค แอลเอ ซึ่งตอนนั้นเขายังไม่ได้เป็นแฟนกับภราดร เขาบอกว่าที่นี่เป็นที่แรกที่ต้อนรับเขาเหมือนกับบ้านที่แท้จริง”

สำหรับหอแว่นกรุ๊ปซึ่งเป็นบริษัทล่าสุดที่นาตาลียอมเป็นพรีเซนเตอร์ให้ก็เนื่องมาจาก วันหนึ่งนาตาลีเดินทางไปยังร้านดอกหญ้า และเห็นว่าในร้านมีตู้บริจาคแว่นตา เธอจึงถามว่าใครทำ ทางที่ปรึกษาธุรกิจบอกว่าเป็นความคิดการกุศลของภาคี (ภาคี ประจักษ์ธรรม กรรมการผู้จัดการ บริษัท หอแว่นกรุ๊ป จำกัด) นาตาลีจึงบอกว่าอยากร่วมทำโครงการแบบนี้บ้าง ทีมที่ปรึกษาจึงติดต่อไปยังหอแว่นว่ามีนโยบายร่วมกับนาตาลีทำโครงการแบบนี้หรือไม่ ซึ่งทางหอแว่นตอบตกลงและสามารถคว้านาตาลีไปเป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์ได้ในที่สุด (อ่านล้อมกรอบ หอแว่นดึงนาตาลีสร้างภาพแบรนด์อินเตอร์)

จากนางงามโลก
สู่เฮลธ์ แอดไวเซอร์


ดังที่กล่าวไปในช่วงต้นแล้วว่า ด้วยความเป็นนางงามจักรวาลในสังกัด บริษัท ทรัมพ์ อินเตอร์เนชั่นแนล ซึ่งโดนัลด์ ทรัมพ์ มีอาณาจักรธุรกิจมากมายมหาศาล และดูแลนางงามของเขาค่อนข้างดี ซึ่งจริงแล้วโดยศักยภาพของนาตาลีสามารถทำงาน หรือทำธุรกิจที่ไหนก็ได้ โดยอาศัยชื่อเสียงของตนเองในการทำตลาด แต่เนื่องจากในช่วงการประกวดนางงามจักรวาลนั้น สมศักดิ์ เทพสุทิน ขณะนั้นดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา ได้บอกกับนาตาลีมาตลอดว่า หากสามารถกลับมาช่วยโปรโมตประเทศไทยได้น่าจะเป็นการดี เมื่อผู้ใหญ่ไฟเขียว และเห็นว่าคนไทยชื่นชมจึงตัดสินใจเข้ามาลงหลักปักฐานในเมืองไทย

เมื่อตั้งใจอยู่เมืองไทยอย่างเป็นเรื่องเป็นราว จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องทำมาหาเลี้ยงชีพ เพราะนาตาลีคิดว่าหากขายความเป็นมิสยูนิเวิร์สอย่างเดียวคงไปได้ไม่ตลอดรอดฝั่ง เพราะทุกปีจะมีนางงามจักรวาลคนใหม่เกิดขึ้นมาเรื่อยๆ

ดังนั้น นาตาลีจึงตัดสินใจเปิดบริษัทของตนขึ้นมาชื่อ บริษัท ฟ้าเกลโบวาอินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ด้วยทุนจดทะเบียน 1 ล้านบาท เริ่มต้นธุรกิจด้วยการออกหนังสือ “Healthy Happy Beauty สวยสมดุล” เป็นการแบ่งปันประสบการณ์ของเธอผ่านอักษรไทยให้คนไทยรู้จักกับเธอใกล้ชิดขึ้น ถึงเคล็ดลับที่ทำให้สวยแบบสุขภาพดี มีความสุข โดยรายได้จากการขายทั้งหมดหลังจากหักค่าใช้จ่ายแล้วมอบให้แก่มูลนิธิพระบาทน้ำพุเพื่อช่วยเหลือและเป็นกำลังใจให้ผู้ป่วยโรคเอดส์

เป็นการประเดิมธุรกิจ พร้อมดำเนินกลยุทธ์ CSR (Corporate Social Responsibility) ไปพร้อมๆกัน

เหตุผลของการออกหนังสือสุขภาพมาก่อนเพื่อปูทางไปสู่การทำธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับสุขภาพ ไม่ว่าจะเป็นอาหารเสริม หรือเครื่องออกกำลังกาย โดยในวันเปิดตัวหนังสือเมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์นั้น นาตาลียังเปิดตัวผลิตภัณฑ์อาหารเสริมสุขภาพ 2 ชนิด คือ ชนิดแคปซูล ประกอบด้วย โค เอนไซน์ คิว 10 และ Ginkgo Biloba ส่วนอีกชนิดเป็นเจลพร้อมรับประทาน ประกอบด้วย โค เอนไซน์ คิว 10, อะมีโน แอซิด และคอลลาเจน

“นาตาลีบอกว่าโดนัลด์ ทรัมพ์ เป็นนักลงทุน ทั้งหุ้น และอสังหาริมทรัพย์ แต่โดนัลด์พูดกับเธอตลอดว่าการลงทุนพวกนี้มันลงได้ตลอด เขาจึงดูแลเรื่องสุขภาพเป็นอย่างมาก เพราะเป็นการลงทุนที่ไม่มีทางตก มีแต่ขึ้น นาตาลีเลยจำโดนัลด์ที่พูดมาตลอดก็เลยเลยลงทุนทำธุรกิจเรื่องสุขภาพ” เป็นคำกล่าวของ ทอม

สำหรับธุรกิจของนาตาลีที่เป็นรูปเป็นร่างขึ้นมาได้นั้น ตกยกเครดิตให้กับบริษัท ไอซีซี อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด เจ้าของแบรนด์บีเอสซี ที่ให้การสนับสนุนทั้งในเรื่องของการวิจัย การผลิต การขาย การตลาด และเงินทุนกว่า 50 ล้านบาท ซึ่งไม่ใช่เพียงแค่อาหารเสริมเท่านั้น แต่ยังรวมถึงสินค้าประเภทอื่น เช่น เสื้อผ้า เครื่องสำอาง ที่กำลังจะตามมาด้วย คาดว่าจะใช้แบรนด์ นาตาลี บาย บีเอสซี วางจำหน่ายทั้งในและต่างประเทศ (อ่านล้อมกรอบ BSC ดึงนาตาลีเสริมแบรนด์ โกอินเตอร์) ที่สำคัญจำนวนเงิน 10% ของสินค้าที่ขายได้จะบริจาคให้กับวัดพระบาทน้ำพุ ส่วนเครื่องสำอางบางประเภทอาจใช้ชื่อ “ฟ้า บาย บีเอสซี” โดยมีแพกเกจจิ้งเป็นสีฟ้า ซึ่งเป็นชื่อเล่นของเธอทั้งหมด

“ทุกอย่างที่อยู่ในเครื่องสำอางเป็น ingredient ไทยทั้งหมด และนาตาลีได้โทรไปติดต่อโดนัลด์ ทรัมท์ แล้วว่าจะไปลอนช์สินค้าที่อเมริกา คือจะเอาสินค้าไปโชว์เวทีมิส ยูเอสเอ ให้คนที่นั่นเห็นว่าสินค้าไทยขึ้นระดับเวทีโลกได้



บีเอสซีดึงนาตาลี
เสริมแบรนด์โกอินเตอร์


ท่ามกลางกระแสนาตาลีฟีเวอร์ในตอนนี้ แบรนด์ “บีเอสซี” เด็กปั้นจากค่ายไอ.ซี.ซี.ก็ไม่ยอมตกเทรนด์ โดยคว้าตัวนาตาลี เกลโบวา มาร่วมเป็นพาร์ทเนอร์ทำธุรกิจร่วมกัน ภายใต้แบรนด์ “นาตาลี บาย บีเอสซี” เพื่อจำหน่ายสินค้าเกี่ยวกับสุขภาพและความงาม โดยเบื้องต้นจะเปิดตัวผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเป็นกลุ่มแรก ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ที่เน้นความเป็นธรรมชาติในการดูแลสุขภาพ เช่น เจลลี่คอลลาเจนเพื่อช่วยฟื้นฟูผิว ราคาหลอดละ 25 บาท หรือแคมซูลบำรุงผิวหน้าจำนวน 60 เม็ด ราคาประมาณ 1,000 บาท และในช่วงกลางปีนี้บริษัทก็จะเปิดตัวสินค้ากลุ่มสกินแคร์ออกมาทำตลาดต่อเนื่อง ซึ่งคาดว่าจะมีประมาณ 7-8 รายการ โดยจะเน้นที่กลุ่มผลิตภัณฑ์กันแดดเป็นหลัก ทั้งนี้สินค้าทั้ง 2 กลุ่มจะเน้นไปที่ลูกค้าระดับกลางถึงบนอายุ 25 ปีขึ้นไป ซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายเดียวกับแบรนด์บีเอสซี

นอกจากนี้ บริษัทยังมีแผนจะเปิดให้บริการในลักษณะคอนเนอร์ ซึ่งตอนนี้อยู่ระหว่างการศึกว่าจะเปิดร่วมกับคอนเนอร์แบรนด์บีเอสซี หรือเปิดแยกออกมาโดยเฉพาะ แต่ทั้งนี้ก็อาจเป็นไปได้ทั้ง 2 กรณี เนื่องจากสินค้ามีกลุ่มเป้าหมายเดียวกัน

“ตอนนี้เรากำลังจะวางสินค้ากลุ่มสกินแคร์ในช่วงกลางปีนี้ต่อจากกลุ่มอาหารเสริม โดยเป็นการทำตลาดระยะยาวไม่ใช่แค่การทดลองตลาด ส่วนสินค้ากลุ่มแฟชั่นตอนนี้ยังไม่มีความชัดเจน อีกทั้งแบรนด์บีเอสซีก็มีสินค้าแฟชั่นและมีนาตาลีเป็นพรีเซฯเตอร์อยู่แล้ว โดยเราจะทุ่มการทำตลาดให้กับสินค้า 2 กลุ่มก่อน ซึ่งบริษัทเชื่อว่าการแตกแบรนด์นาตาลี บาย บีเอสซี จะช่วยให้แบรนด์บีเอสซีมีการพัฒนาสินค้าและเพิ่มช่องทางการจำหน่ายได้มากขึ้น” ธีรดา อำพันวงษ์ ผู้อำนวยการผลิตภัณฑ์บีเอสซี บริษัท ไอ.ซี.ซี อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด(มหาชน) กล่าวกับ “ผู้จัดการ รายสัปดาห์”

สำหรับ การทำธุรกิจร่วมกันระหว่างบีเอสซี และนาตาลีในครั้งนี้ สืบเนื่องมาจากความต้องการของนาตาลีที่จะเปิดธุรกิจของตนเอง ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดของไอ.ซี.ซี.ที่ต้องการปั้นแบรนด์บีเอสซีให้มีภาพลักษณ์โกอินเตอร์และแตกไลน์สินค้าอื่นมากขึ้น โดยมีนาตาลีเป็นหนึ่งในเครื่องมือสำคัญในการพาแบรนด์บีเอสซีออกสู่ตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะประเทศที่บีเอสซียังไม่เคยเข้าไปทำตลาด

“นาตาลีต้องการมีธุรกิจส่วนตัวมากกว่าจะเป็นเพียงพรีเซนเตอร์เท่านั้น ซึ่งสินค้าเกี่ยวกับความสวยความงามเป็นสิ่งที่นาตาลีสนใจ ซึ่งไอ.ซี.ซี.ก็มีความเชี่ยวชาญเกี่ยวกับสินค้าดังกล่าว ไม่ว่าจะเป็นเครื่องสำอาง หรือกลุ่มแฟชั่น ดังนั้นเราจึงร่วมเป็นพาร์ทเนอร์กันในระยะยาว เพื่อทำแบรนด์นาตาลี บาย บีเอสซี โดยมีเป้าหมายบุกตลาดทั้งในและต่างประเทศ โดยเฉพาะตลาดส่งออกที่แบรนด์บีเอสซียังไม่ได้เข้าไปทำตลาด เช่น อินเดีย ฮ่องกง ที่พบว่านาตาลีเป็นที่ยอมรับและชื่นชอบใน 2 ประเทศนี้อย่างมาก” จินตนา เฉลิมชัยกิจ ผู้อำนวยการเครื่องสำอางและน้ำหอม บริษัท ไอ.ซี.ซี.อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) ผู้ผลิตและจำหน่ายเครื่องสำอางภายใต้แบรนด์เพี้ยซ, ชีเน่, บีเอสซี เปิดเผยกับ “ผู้จัดการ รายสัปดาห์”

ทั้งนี้ การนำนาตาลีมาสร้างเป็นแบรนด์สินค้าในครั้งนี้ เป็นการสานความต่อเนื่องที่ไอ.ซี.ซี.หมายมั่นจะปั้นแบรนด์บีเอสซีให้ออกสู่ตลาดต่างประเทศให้มากขึ้น ภายในระยะเวลาที่เร็วขึ้นด้วย โดยไอ.ซี.ซี.เชื่อว่าแบรนด์นาตาลีจะสามารถติดตลาดและเป็นที่ยอมรับในเมืองไทยได้เร็วภายในเวลาไม่เกิน 2 –3 ปี ไม่เพียงเท่านี้ทางไอ.ซี.ซี.มีแผนจะพัฒนาแบรนด์นาตาลีเพื่อจำหน่ายผลิตภัณฑ์กลุ่มอื่นต่อจากกลุ่มผลิตภัณฑ์เสริมอาหารด้วย อาทิ ธุรกิจสปา โดยขณะนี้อยู่ในระหว่างการพิจารณาและวางแผนตลาด เพื่อกำหนดโพซิชันนิ่งของแบรนด์และการทำตลาดที่ชัดเจนในอนาคต

สำหรับการแตกแบรนด์ นาตาลี บาย บีเอสซี ในครั้งนี้ ทางเคื่อไอ.ซี.ซี.คาดว่าแบรนด์น้องใหม่ตัวนี้จะสามารถทำยอดขายได้กว่า 100 ล้านบาทภายในสิ้นปีนี้ โดยจะมีรายได้คิดเป็นสัดส่วนกว่า 10% ของยอดขายแบรนด์บีเอสซีทั้งหมด

ที่ผ่านมา “บีเอสซี” ถือเป็นแบรนด์สร้างของไอ.ซี.ซี.ที่พยายามจะปลุกปั้นให้โกอินเตอร์และสามารถแข่งขันกับอินเตอร์แบรนด์ โดยมีโมเดลการทำตลาดเดียวกับแบรนด์ “มาร์ค แอนด์ สเปนเซอร์” คือ การแตกไลน์สินค้าต่างๆภายใต้แบรนด์เดียวกัน ซึ่งเริ่มจากการทำตลาดเสื้อผ้าผู้หญิง เครื่องสำอาง เสื้อผ้าผู้ชาย ชุดชั้นใน ชุดว่ายน้ำ เครื่องหนัง เครื่องประดับเพชร ฯ จากนั้นในช่วง 2 ปีที่ผ่านมานี้ บีเอสซีเริ่มแตกไลน์ธุรกิจสู่ตลาดสินค้าอุปโภคบริโภค เช่น แผ่นอมระงับกลิ่นปาก ชาเขียวพร้อมดื่ม หรือยาสีฟัน-แปรงสีฟันไฮเฮิร์บ โดย "บีเอสซี" หรือ Hi Herb by BSC

โดยกลยุทธ์ในการสร้างแบรนด์ของค่ายนี้ คือ การเสริมภาพให้เทียบเท่ากับแบรนด์ต่างชาติ ไม่ว่าจะเป็นการนำดีไซน์เนอร์มาช่วยออกแบบสินค้ากลุ่มเสื้อผ้า รองเท้า หรือการร่วมกับบริษัท อินเตอร์เนชั่นแนล แลบบอราทอรี่ส์ จำกัด ในการคิดค้นและพัฒนาสินค้ากลุ่มสกินแคร์ ก็เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือเกี่ยวกับคุณภาพและนำเสนอนวัตกรรมให้ดูเทียบเท่ากับแบรนด์ต่างชาติ

อย่างไรก็ตาม กลยุทธ์ดังกล่าวก็เป็นเพียงส่วนประกอบย่อยที่ทำให้แบรนด์ดูน่าเชื่อถือ ทว่าภาพลักษณ์การเป็นสินค้าอินเตอร์แบรนด์นั้นยังห่างไกลอยู่มาก ดังนั้น เพื่อยกระดับแบรนด์ให้สู่สายตาตลาดโลกรวดเร็วขึ้น บีเอสซีจึงทุ่มเม็ดเงินกว่า 40 ล้านบาท เข้าร่วมเป็นผู้สนับสนุนหลักในการนำชุดว่ายน้ำไปใช้ในเวทีการประกวดมิสยูนิเวิร์สที่จัดขึ้นในเมืองไทยเมื่อปี 2548 และจากการเข้าร่วมเป็นผู้สนับสนุนในครั้งนั้น ทำให้แบรนด์บีเอสซีเป็นที่รู้จักในตลาดต่างประเทศมากขึ้น โดยเฉพาะในตลาดยุโรปที่ให้การยอมรับสินค้ากลุ่มชุดชั้นใน และชุดว่ายน้ำมากขึ้น ส่วนด้านยอดขายก็เติบโตขึ้นราว 15% รวมทั้งจากการสำรวจของบริษัทยังพบว่า ผู้บริโภครับรู้ในแบรนด์บีเอสซีมากถึง 90% และกว่า 70% รู้ว่าเป็นสินค้าของคนไทยในเครือสหพัฒน์ จากความสำเร็จดังกล่าวทำให้บีเอสซีจึงวางแผนให้การสร้างแบรนด์ผ่านเวทีประกวดเป็นกลยุทธ์ระยะยาว

ส่งผลให้ เมื่อจบการประกวดมิสยูนิเวิร์ส 2005 ทางไอ.ซี.ซี. ก็เข้าร่วมให้การสนับสนุนด้านเสื้อผ้าสำหรับ นาตาลี เกลโบวา มิสยูนิเวิร์ส เมื่อครั้งเดินทางมาปฏิบัติภารกิจในเมืองไทยช่วงเดือนตุลาคมปี 2548 ในคอลเลคชั่นชุด "บีเอสซี อควอ เซนชวล คอลเล็คชั่น” ไม่เพียงเท่านี้ บีเอสซียังดันตัวเองขึ้นสู่เวทีขาอ่อนระดับอีก 2 รายการ คือ การประกวดมิสทีนยู.เอส.เอ. มิสยู.เอส.เอ. และมิสยูนิเวิร์ส 2006 และจากการเป็นที่ยอมรับจากเวทีระดับโลกทั้ง 3 รายการ ทำให้แบรนด์ชุดว่ายน้ำบีเอสซีได้รับการยอมรับและเป็นที่รู้จักในตลาดต่างประเทศมากขึ้น ซึ่งปัจจุบันแบรนด์บีเอสซีสามารถขยายการส่งออกได้กว่า 10 ประเทศ ขณะที่ยอดขายก็มีการเติบโตอย่างต่อเนื่องด้วย

ทั้งนี้ เมื่อการพัฒนาแบรนด์บีเอสซีมาถึงในระดับหนึ่งแล้ว การรับรู้ตราสินค้าของผู้บริโภคดีมากขึ้น หลังจากสร้างแบรนด์มากกว่า 6 ดังนั้น เพื่อให้สามารถสร้างแบรนดได้ครบวงจรอย่างเต็มรูปแบบ ทางไอ.ซี.ซี.ก็ทำการเปิดชอปบีเอสซีในลักษณะมาร์ค แอนด์ สเปนเซอร์ โดยมีสินค้าหลากหลายกลุ่มเข้าไปจำหน่ายภายในร้าน ไม่ว่าจะเป็น เครื่องสำอาง เสื้อผ้าหญิง-ชาย กลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค

"ก่อนหน้าที่บริษัทจะปั้นแบรนด์บีเอสซี เราคิดว่าจะเปิดชอปคล้ายกับมาร์ค แอนด์ สเปนเซอร์เลย แต่พอมาพิจารณากันอีกครั้งมองว่าน่าจะสร้างแบรนด์ก่อน เพื่อให้บีเอสซีมีการเติบโตตามแต่ละตลาดที่ทำมากกว่า จากนั้นถึงจะรุกอย่างเต็มรูปแบบด้วยการเปิดชอป" เป็นคำกล่าวของ ธรรมรัตน์ โชควัฒนา กรรมการ บริษัท ไอ.ซี.ซี.อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน)


หอแว่นดึงนาตาลีสร้างภาพแบรนด์อินเตอร์

การแข่งขันในธุรกิจร้านแว่นตาที่มีมูลค่ากว่า 5,000 ล้านบาทจากการประเมินของผู้ประกอบการร้านแว่นตา เนื่องจากตลาดดังกล่าวไม่ได้มีการสำรวจเชิงสถิติอย่างจริงจัง โดยส่วนใหญ่มีการแข่งขันในเรื่องของการทำโปรโมชั่นของแถม และการลดราคา โดยมีแว่นท็อปเจริญเป็นผู้นำตลาดด้วยส่วนแบ่งการตลาดประมาณ 40% ขณะที่หอแว่นกรุ๊ปประเมินส่วนแบ่งการตลาดของตัวเองไว้ที่ 18% เป็นผู้นำอันดับ 2 โดยมีแว่นกรุงไทยเป็นอันดับ 3

แม้สมรภูมิการสู้รบในธุรกิจร้านแว่นตาจะสื่อสารกับผู้บริโภคด้วยเรื่องของราคาและโปรโมชั่น แต่ในรายละเอียดของการบริหารร้านแว่นตาแต่ละแห่งจะพบการทำเซกเมนต์ย่อยในร้านของตัวเองเพื่อจับกลุ่มลูกค้าที่แตกต่างกันเช่นผู้นำตลาดอย่างแว่นท็อปเจริญแม้จะมีสาขากว่ 600 แห่ง แต่ก็ยังมีการสร้างแบรนด์น้องใหม่อย่างแว่นบิวตี้ฟูลซึ่งมีสาขากว่า 300 แห่งเพื่อจับตลาดวัยรุ่นซึ่งจะเห็นได้จากการทำโฆษณาและรูปแบบการทำโปรโมชั่นที่เน้นของแถมสำหรับคนรุ่นใหม่ ขณะที่แว่นท็อปเจริญที่จับตลาดผู้ใหญ่ก็จะมีการทำการตลาดที่แตกต่างกันออกไปแต่เมื่อรวมกันแล้วมีร้านสาขากว่า 900 แห่งมากกว่าคู่แข่งเกือบ 10 เท่า โดยมีแว่นกรุงไทยเร่งขยายสาขาจนปัจจุบันมีไม่ต่ำกว่า 160 แห่ง ทั้งนี้จะรวมสาขาในเครืออย่างร้านวิชั่นแคร์และอายส์ แกลเลอรี่ ซึ่งจับตลาดระดับบนอยู่ด้วย โดยวิชั่นแคร์จะตั้งตามศูนย์การค้าทั่วไป แต่อายส์ แกลเลอรี่ จะอยู่ในศูนย์การค้าหรูอย่าง ดิ เอราวัณ แบงคอก

ในขณะที่หอแว่นกรุ๊ป มีการทำร้านหอแว่นสำหรับจับตลาดที่สนใจเรื่อง Functional Benefit ของสินค้าซึ่งปัจจุบันมี 94 สาขาโดยจะเพิ่มอีก 8 แห่งในปีนี้ และยังมีร้านเบตเตอร์วิชั่นอีก 7 ร้านที่จับตลาดระดับบนที่สนใจแว่นตาแบรนด์เนมและแว่นตาแฟชั่น ซึ่งในร้านเบตเตอร์วิชั่นจะจำหน่ายแต่สินค้าแบรนด์เนม 100% โดยตั้งอยู่ในศูนย์การค้าไฮเอนด์ในเมืองอย่างสยามพารากอน โดยจะมีการเพิ่มสาขาอีก 1 แห่งที่ออล ซีซั่นส์ เพลส และหลังจากนั้นอาจต้องชะลอรูปแบบของเบตเตอร์วิชั่น เนื่องจากไม่มีศูนย์การค้าไฮเอนด์ใหม่ๆเกิดขึ้น

ทั้งนี้ร้านหอแว่นมีการแบ่งเป็น 2 กลุ่มคือหอแว่นในกรุงเทพฯและหัวเมืองใหญ่จะมีสัดส่วนของแว่นตาแบรนด์เนม 70% เฮาส์แบรนด์ 30% แต่ถ้าเป็นหอแว่นพื้นที่รอบนอกจะมีสัดส่วนของแบรนด์เนมเพียง 30% และเฮาส์แบรนด์ 70% ตามความต้องการของตลาดในแต่ละพื้นที่ ในขณะที่ภาพรวมของแว่นท็อปเจริญนั้นมีสินค้าเฮาส์แบรนด์ 80-90% จึงทำให้สามารถทำราคาและสร้างโปรโมชั่นได้มาก

“จะเห็นได้ว่าเราไม่ค่อยได้ทำการตลาดด้วยโปรโมชั่นหรือการมาร์กอัพราคาให้สูงแล้วขายราคาต่ำเพื่อสร้างภาพให้เห็นว่ามีการลดราคามากๆ แต่เราจะเน้นคุณภาพของสินค้าและการให้บริการแก่ลูกค้าเป็นหลัก ดังนั้นเราจึงเน้นการสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับแบรนด์” ภาคี ประจักษ์ธรรม กรรมการผู้จัดการ หอแว่นกรุ๊ป กล่าว

นอกจากนี้หอแว่นกรุ๊ปยังมีการขยายสาขาไปสู่ต่างประเทศในปี 2548 เนื่องจากในช่วงดังกล่าวผลการดำเนินธุรกิจในเมืองไทยเติบโตมาก บริษัทจึงเล็งเห็นที่จะขยายธุรกิจสู่ต่างประเทศ โดยปัจจุบันมีสาขาที่มาเลเซีย 12 แห่ง และตั้งเป้าจะเพิ่มอีก 2 แห่งในปีนี้ ส่วนที่สิงคโปร์มี 9 แห่งและยังไม่มีแผนเพิ่มสาขา ทั้งนี้ในการรุกตลาดต่างประเทศ หอแว่นกรุ๊ปได้สร้างภาพความเป็นแบรนด์อินเตอร์มาตลอดโดยมิได้สื่อสารว่าเป็นเชนร้านแว่นตาจากประเทศไทยเนื่องจากประเทศไทยไม่ได้มีชื่อเสียงเกี่ยวกับแว่นตา ซึ่งแตกต่างจากธุรกิจอาหารและสปาที่เป็นต้นตำรับและเป็นที่ยอมรับของทั่วโลกจึงอาศัยความเป็นแบรนด์ไทยได้ ทั้งนี้หอแว่นกรุ๊ปได้ใช้รูปแบบของร้านเบตเตอร์วิชั่นเพื่อตอกย้ำถึงภาพลักษณ์ความเป็นอินเตอร์เนื่องจากเน้นแต่สินค้าแบรนด์เนมเท่านั้น ปัจจุบันหอแว่นกรุ๊ปมีรายได้จากสาขาในต่างประเทศคิดเป็นสัดส่วน 20% ขณะที่ในประเทศเป็นสัดส่วน 80% แต่ทั้งนี้สาขาในต่างประเทศยังขาดทุนอยู่เนื่องจากมีต้นทุนในการดำเนินการที่สูงกว่าประเทศไทยโดยคาดว่าในปี 2551 จะสามารถคืนได้ที่สิงคโปร์ และปี 2553 จะคืนทุนได้ที่ประเทศมาเลเซีย

สำหรับตลาดเมืองไทยมีการดำเนินธุรกิจมากว่า 42 ปี ภาพลักษณ์ในสายตาผู้บริโภคค่อนข้างเป็นผู้ใหญ่ดังนั้นทางบริษัทจึงพยายามปรับภาพลักษณ์แบรนด์ของหอแว่นกรุ๊ปทั้งในส่วนของหอแว่นและเบตเตอร์วิชั่นให้มีความทันสมัยมากยิ่งขึ้นโดยผ่านเทคโนโลยีตรวจวัดสายตาที่เรียกว่า BVAX ซึ่งเป็นบริการตรวจวัดสายตาอย่างละเอียด 12 ขั้นตอนเพื่อความแม่นยำของค่าสายตาและการประกอบแว่นอีก 11 ขั้นตอน ซึ่งเป็นมาตรฐานของร้านหอแว่น และ เบตเตอร์วิชั่น ทุกแห่งที่ลูกค้าได้เข้าไปใช้บริการ

ในการปรับภาพลักษณ์ของหอแว่นกรุ๊ปได้พิจารณาเรื่องการหาคนมาเป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์ซึ่งยังไม่มีใครเหมาะสมจนมาพบ นาตาลี เกลโบวา มิสยูนิเวิร์ส 2005 ซึ่งมีคุณสมบัติที่จะช่วยเสริมภาพลักษณ์ของหอแว่นกรุ๊ปให้มีความเป็นอินเตอร์มากขึ้น และที่ผ่านมาแบรนด์นาตาลีก็ยังถือว่าไม่ช้ำเพราะมีเพียงค่ายสิงห์เจ้าเดียวเท่านั้นที่ใช้นาตาลีผูกติดกับแบรนด์อย่างจริงจัง ขณะที่มาม่า การท่องเที่ยว มีการใช้ในการทำแคมเปญช่วงสั้นๆเท่านั้น

“บริษัท หอแว่นฯ ได้เลือก คุณนาตาลีเป็น Brand Ambassador เนื่องจากมีความสามารถ ความงาม และบุคลิกภาพ เป็นที่ยอมรับทั่วโลก ด้วยมีตำแหน่งของมิสยูนิเวิร์ส 2005 การันตี ขณะเดียวกันก็สอดคล้องกับนโยบายเป้าหมายของหอแว่นฯ ที่ตั้งเป้าเป็นผู้นำเครือข่ายร้านแว่นตาในระดับภูมิภาคและสากลต่อไปในอนาคต ดังนั้นจึงเชื่อว่าภาพลักษณ์ของคุณนาตาลี ในฐานะ แบรนด์แอมบาสเดอร์ ที่ถึงแม้จะเป็นชาวต่างชาติ แต่ก็รักในวัฒนธรรมความเป็นไทย และได้รับความเอ็นดูจากคนไทยในทุกระดับ ซึ่งจะช่วยเกื้อหนุนภาพลักษณ์ของหอแว่นกรุ๊ปได้อย่างลงตัวและมีประสิทธิภาพ” ภาคี กล่าว

ปีที่ผ่านมา หอแว่นกรุ๊ป ใช้งบการตลาด 15 ล้านบาท แต่สำหรับปีนี้ได้เพิ่มงบเป็น 2 เท่า คือ 30 ล้านบาทโดยแบ่งเป็น 2 ส่วน ส่วนแรก 15 ล้านบาทใช้สำหรับการทำ Presenter Marketing เช่นแคมเปญต่างๆที่เกี่ยวกับนาตาลีเพื่อสร้างภาพลักษณ์ให้กับแบรนด์โดยจะมีทั้งในส่วนของการทำโฆษณา และการทำกิจกรรมการกุศลโดยมีนาตาลีร่วมงานด้วย สำหรับงบอีก 15 ล้านบาทจะเป็นการทำแคมเปญโฆษณา ประชาสัมพันธ์ทั่วไป รวมถึงการทำโปรโมชั่นที่ไม่เกี่ยวกับนาตาลี

แม้หอแว่นกรุ๊ปจะไม่ได้คาดหวังตัวเลขยอดขายจากการใช้นาตาลีเป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์มากนัก หากแต่ต้องการยกระดับภาพลักษณ์ของแบรนด์มากกว่า แต่ในแง่ของยอดขายบริษัทก็คาดหวังว่าจะสามารถสร้างส่วนแบ่งการตลาดให้เติบโตขึ้นมาเป็น 20% หรือคิดเป็นเม็ดเงิน 1,080 ล้านบาทภายในสิ้นปีนี้ เติบโตจากปีก่อน 20% ขณะที่ตลาดต่างประเทศก็อาจมิได้ใช้ นาตาลี เป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์มากนักเพราะคนชาติอื่นไม่ค่อยรู้จักนาตาลีเท่าผู้บริโภคไทย เนื่องจาก นาตาลี มาประกวด มิสยูนิเวิร์ส 2005 ที่ประเทศไทย และค่ายสิงห์ก็ว่าจ้างนาตาลีให้มาทำงานที่เมืองไทย ประกอบกับอัธยาศัยที่ดีจึงเป็นที่ชื่นชอบของผู้บริโภคไทย รวมถึงสาขาของหอแว่นกรุ๊ปในต่างประเทศยังมีไม่มากจึงไม่คุ้มที่จะทำแคมเปญใหญ่เพื่อส่งเสริมการขายให้กับสาขาไม่กี่แห่ง

“จากการสำรวจของเอซี นีลเส็น ระบุว่ามีผู้บริโภคชาวไทยกว่า 20 ล้านคนที่ต้องการใช้ผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับสายตาจึงถือว่าตลาดแว่นตายังมีโอกาสโตอีกมากซึ่งแต่ละปีคาดว่าจะมีการเติบโต 7-8% แต่เนื่องจากแว่นตาไม่ใช่สินค้าที่ผู้บริโภคนึกอยากจะซื้อก็ซื้อ หากแต่ต้องเกิดจากความต้องการหรือความจำเป็นที่จะต้องใช้เสียก่อน ดังนั้นหอแว่นกรุ๊ปจึงพยายามที่จะสร้างแบรนด์ให้เป็นที่จดจำแก่ผู้บริโภค เมื่อเวลาที่เขามีความต้องการจะซื้อแว่นตาจะได้นึกถึงเรา” ภาคี กล่าว


นาตาลี! อิมแพค
เสริมพลัง“สิงห์”ลุยตลาดโลก


การแข่งขันของเบียร์ไทยในตลาดโลก เริ่มส่งสัญญานให้เห็นตั้งแต่เบียร์ช้าง ยอมทุ่มเงินก้อนมโหราฬ จำนวนถึง 300 ล้านบาทเพื่อเซ็นสัญญานำโลโก้เข้าไปติดที่อกเสื้อของนักฟุตบอลกับทีมเอฟเวอร์ตัน

กอปรกับ ตลาดเบียร์ในบ้านเราเริ่มอิ่มตัว เพราะมีตลาดรวมในเชิงปริมาณ 2,500 ล้านลิตรต่อปี ในขณะที่มีการแข่งขันกัน 3 ค่าย และเบียร์สิงห์มีกำลังการผลิตประมาณ 1,000 ล้านลิตร และสัดส่วน 4% เป็นยอดขายในต่างประเทศ ทำให้เบียร์ไทยทั้ง 2 ค่าย ทั้งสิงห์และช้าง พยายามมองหาช่องว่างจากตลาดที่มีโอกาสโดยเปลี่ยนแนวรบไปบุกตลาดประเทศ

ประการต่อมา การขยายตลาดต่างประเทศ ยังเป็นการปูทางให้เครื่องดื่มกลุ่มนันแอลกอฮอล์ ซึ่งที่ผ่านมารทั้งค่ายเบียร์สิงห์ และเบียร์ช้างได้ขยายสินค้าในไลน์อื่นๆ รวมถึงเครื่องดื่มเกี่ยวข้องทั้ง น้ำดื่มและโซดา

ดังนั้น หลังเสร็จสิ้นภาระกิจกอบกู้สถานการ์ณยอดขายของเบียร์สิงห์ที่จะทวงแชมป์กลับคืนมานั้น สามารถเบียดเบียร์ช้างขึ้นมาตามเป้าหมาย เมื่อตามตัวเลขยอดขายที่เปิดเผยครั้งล่าสุดเมื่อไตรมาสที่สามของปี 2549 ที่ผ่านมา ปรากฏว่าส่วนแบ่งการตลาดรวมของค่ายสิงห์อยู่ที่ 47.45% ขึ้นนำไทยเบฟ ที่มีส่วนแบ่งการตลาด 47.37%

แม้จะห่างกันกันเพียง 0.08% ซึ่งเป็นตัวเลขที่ยังไม่ชัดเจนและถาวรก็ตาม แต่นโยบายการทำตลาดเบียร์สิงห์ เบียร์ไทย สำหรับการบุกตลาดต่างประเทศที่เป็นก้าวต่อไปนั้น มีความสำคัญอย่างยิ่งที่สิงห์จะรอเวลาไม่ได้ ในจุดนี้เองเมื่อสิงห์ได้รับการตอบรับจาก นาตาลี เกลโบว่า มิสยูนิเวิร์ส ที่จะเข้ามาเป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์ให้บริษัท ทำให้ความมั่นใจในการบุกตลาดต่างประเทศของสิงห์ทวีมากขึ้น

แนวทางการตลาดที่สิงห์ใช้เพื่อจะต่อกรกับเบียร์ช้างที่มีทีมฟุตบอลเอฟเวอร์ตันเป็นหัวรบนั้น ค่ายสิงห์ใช้ นาตาลี มาเป็นพรีซ์นเตอร์เพื่อนำพาแบรนด์ให้เป็นที่รู้จักของต่างชาติ ผ่านกลยุทธ์ด้านการสื่อสาร และกิจกรรม ที่มีการผสมผสานวัฒนธรรมไทย สินค้าและแบรนด์ให้ควบคู่กัน ผ่านภาพยนตร์โฆษณาที่ นาตาลี สอนการไหว้ ซึ่งเป็นวัฒนธรรมที่สำคัญของคนไทย ให้กับพ่อและแม่ที่บ้านเกิดของเธอ รวมถึงภาพยนตร์ชุดที่นาตาลี ยกมือไหว้ แล้วมีข้อความทำนองการไหว้ทำให้สวยไปถึงข้างใน”

สำหรับเป้าหมายของการนำเสนอภาพยนตร์โฆษณา ต้องการที่จะเชื่อมโยงแบรนด์สิงห์กับความเป็นไทยในระดับโลก ซึ่งเป็นบริษัทที่มีอัมเบลล่าที่อยู่ในพอร์ตโฟลิโอของแบรนด์ “สิงห์” ซึ่งมีทั้งเบียร์ โซดา น้ำดื่ม และเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพที่กำลังศึกษาเพื่อเตรียมลงตลาดตามมาอีกจำนวนมาก

ที่น่าสนใจ แม้ว่าการทำตลาดเบียร์สิงห์ในต่างประเทศในช่วงที่ผ่านมานั้น ส่วนใหญ่จะเน้นเจาะตลาดผ่านช่องทางการจัดจำหน่ายร้านอาหารไทยที่มีอยู่ทั่วโลกเป็นช่องทางหลัก โดยเฉพาะที่สหรัฐอเมริกาประมาณ 80% มีเบียร์สิงห์ขายในร้านอาหารไทย เพราะเป็นพื้นที่มีคนไทยอาศัยอยู่จำนวนมาก

แต่ทว่า สิงห์ วางแนวทางที่จะใช้ความสามารถของ นาตาลี ที่พูดรัสเซียได้ กรุยทางการทำตลาดใหม่ในยุโรปตะวันออก รวมทั้งประเทศรัสเซีย และประเทศอื่นๆ ที่เคยเป็นส่วนหนึ่งของสหภาพรัสเซีย

สำหรับเป้าหมายการโปรโมตแบรนด์เบียร์สิงห์ในตลาดต่างประเทศที่มีการทำตลาดควบคู่กับ “นาตาลี เกลโบวา”จุตินันท์ ภิรมย์ภักดี กรรมการรองกรรมการผู้จัดใหญ่และกรรมการบริหาร บริษัท บุญรอด บริวเวอรี่ จำกัด บอกว่า

ตั้งเป้าอีก 5 ปีข้างหน้า สัดส่วนรายได้ทำตลาดต่างประเทศเพิ่มเป็น 30% จากปัจจุบันมีไม่ถึง 10% โดยตลาดหลักจะเป็นอเมริกา และตลาดอาเซียนที่มีอัตราการเติบโตสูง ส่วนตลาดยุโรป,อินเดียและจีนบริษัทวางแผนที่จะเข้าไปทำตลาดในเชิงรุกมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม การทำตลาดที่มีนาตาลี เป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์ เพื่อสร้างภาพลักษณ์ให้กับค่ายสิงห์ นั้น ฉัตรชัย วิรัตน์โยสินทร์ ผู้อำนวยการสายการตลาด บริษัท บุญรอดเทรดดิ้ง จำกัด อธิภาพให้เห็นชัดเจนอีกว่า บริษัทแม่คือ สิงห์ คอร์เปอเรชั่น จำกัด ที่มีนโยบายบริหารงานภายใต้กลยุทธ์มัลติแบรนด์ ทั้งกลุ่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เช่นสิงห์, สิงห์ไลท์, ลีโอ, ไท เบียร์ และคลอสเตอร์ อีกทั้งกลุ่มธุรกิจนันแอลกอฮอล์ ประกอบด้วย น้ำดื่มสิงห์ โซดาสิงห์ ชาเขียวโมชิ

ความที่มีสินค้ามากมาย หลากหลายทำให้เป้าหมายของแนวทางการตลาดที่มี นาตาลีเกลโบว่า อดีตนางงามจักรวาลปี 2005 เป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์ให้กับสิงห์ คอร์เปอเรชั่น ไม่ได้หวังเพียงแค่ยอดขายเท่านั้น แต่เป็นเรื่องของการสร้างภาพลักษณ์ที่เป็นแคมเปญต่อเนื่องจากการที่สิงห์เข้าไปเป็นผู้สนับสนุนหลักให้กับการประกวดนางงามจักรวาลที่จัดขึ้นในประเทศไทย

ขณะเดียว เป็นการต่อยอดคำพูดบนเวทีที่จะมาทำงานในเมืองไทย ของนาตาลีให้ได้ผลมากที่สุด นอกจากนั้น การที่เข้ามาทำงานกับสิงห์ ซึ่งเมื่อต่างชาติมาทำงานในเมืองไทยและเข้ามาทำงานกับสิงห์ คอร์เปอเรชั่น ทำให้ช่วยยกระดับภาพลักษณ์องค์กรสื่อให้เห็นว่าเป็นบริษัทไทย 100%

ทว่า สิงห์ คอร์เปอเรชั่น เป็นองค์กรมีอายุนานกว่า 73 ดังนั้นการจะเอาแบรนด์ไปติดที่แบรนด์แอมบาสเดอร์คนใด คนหนึ่ง จะทำให้มีความเสี่ยงสูง ซึ่งก็ทำให้ปัจจุบันสิงห์มีแบรนด์แอมบาสเดอร์พร้อมกัน 3 คนในเวลาไล่เลี่ยกันคือ นาตาลี ในฐานะผู้หญิงที่มีชื่อเสียงโด่งดังเพราะสวยที่สุดในโลก และวีเจ ซิง นักกอลฟ์มือระดับ 5 ของโลก ที่ชื่นชอบอาหารไทย ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางการทำตลาดเบียร์สิงห์ เบียร์ไทย ในต่างประเทศที่เข้าถึงลูกค้าผ่านร้านอาหารไทย ตามมาด้วย ภรดร ศรีชาพันธ์ ซึ่งเป็นคนไทยที่มีความสามารถ และนำวิธีการไหว้ไปเผยแพร่ และปัจจุบันแม้ว่าจะแพ้ก็ยังยกมือไหว้อยู่เหมือนเดิม

แต่ที่น่าสนใจคือ ความแรงของการสื่อสารวัฒนธรรมการไหว้ของไทยผ่าน นาตาลี และภรดร ซึ่งทั้งหมดทำให้เป็นเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับแบรนด์ และเป็นการวางรากฐานของแบรนด์ เพื่อลดความเสี่ยงกระจายไปทั้ง 3 กลุ่มเป้าหมาย

การมีแบรนด์แอมบาสเดอร์ แม้จะเข้าถึงได้หลากหลายกลุ่มเป้าหมายก็ตาม แต่การสื่อสารการตลาดผ่าน นาตาลี มีโอกาสมากในการสร้างการรับรู้มากกว่า เพราะเป็นคนดังของโลก และมีบุคลิกอ่อนช้อย งดงาม เข้ากับวัฒนธรรมไทยเป็นจุดศูนย์กลางที่มีคนรู้จักมาก

นั่นเป็นที่มาของการเซ็นสัญญาเข้าทำงานกับสิงห์หลังอำลาตำแหน่ง โดยมีสัญญา 1 ปี เริ่มต้นปฏิบัติตั้งแต่วันที่ 4 สิงหาคมปีที่ผ่านมา ซึ่งก็ส่งผลทำให้สถานภาพและบทบาทในปัจจุบันของ นาตาลี ไม่ใช่ตัวแทนเบียร์สิงห์เท่านั้น แต่เป็นพนักงานประจำลำดับที่ 5,000 ของบริษัทบุญรอดฯ โดยเวลาเข้ามาทำงาน 10 วันใน 1 เดือน ซึ่งลักษณะการทำงานของนาตาลี ส่วนใหญ่จะเน้นหนักไปด้านกิจกรรมการตลาดหรือ Below the Line เช่นการเดินสายไปร่วมในงานเลี้ยงเยี่ยมเยียนเอเยนต์ ตัวแทนจำหน่ายทั่วประเทศเดือนละ 2-3 ครั้ง

นอกจากนั้น ยังมีการศึกษาตำแหน่งสินค้าตัวอื่นๆ ภายใต้เครือสิงห์คอร์เปอเรชั่น ว่าตัวไหนที่เหมาะสมกับบุคลิกของนาตาลีมากที่สุด และเมื่อเร็วๆนี้สำหรับการแนะนำ บี-อิ้ง เครื่องดื่มผสมวิตามินรวม สินค้าแบรนด์ใหม่ ในเครื่องดื่มเสริมสุขภาพน้องใหม่เข่าสู่วงการอีกครั้ง หลังการทำตลาดชาเขียวโมชิผิดพลาดไปครั้งแรก เพราะมีส่วนแบ่งการตลาด 5%ไม่เข้าเป้าที่วางไว้ 10%

อย่างไรก็ตาม การเปิดตัว บี-อิ้ง ลงตลาดเครื่องดื่มสุขภาพอีกครั้งของสิงห์ จะเข้ามามีบทบาทแทนโมชิ อีกทั้งยังเป็นการสร้างตลาดใหม่ที่แตกต่างจากเครื่องดื่มทั่วไป ซึ่งก็เป็นความท้าทายอีกครั้งของสิงห์ ที่จะต้องสร้างเทรนด์ใหม่ในการดื่มเครื่องดื่มชนิดใหม่ ที่อยู่กึ่งกลางระหว่างชาเขียว น้ำผลไม้ และเครื่องดื่มฟังก์ชันนัลดริ๊งค์ที่มีในตลาดเดิม

ในจุดนี้ สิงห์ ก็ได้ดึง นาตาลี เข้ามาช่วยแก้โจทย์ใหม่ เพื่อสร้างเทรนด์เครื่องดื่มใหม่ให้เป็นที่ยอมรับในตลาดเครื่องดื่ม โดยเธอจะเข้ามารับบทบาทเป็นพรีเซ็นเตอร์ และร่วมกิจกรรมในแคมเปญส่งเสริมการขายที่วางไว้ตามคอนเซปต์บี-อิ้ง ที่เสมือนเป็นบอร์ดี้การ์ดของชีวิต ซึ่งสอดคล้องกับกิจกรรมการตลาด ภารกิจตะลุยรัสเซียกับนาตาลี เกลโบวา โดยคัดเลือกผู้โชคดี 7 คน มาเป็นบอร์ดี้การ์ดให้นาตาลีในการทำกิจกรรมในประเทศรัสเซีย

สำหรับความเคลื่อนไหวที่มีสินค้าหลากหลายประเภทเมื่อที่เกี่ยวข้องกับนาตาลีนั้น ฉัตรชัย ให้มุมมองว่า “นาตาลีเป็นพรีเซ็นเตอร์ให้สินค้าจำนวนมาก เป็นเรื่องที่ดี เพราะบริษัทเป็นเจ้าแรกที่เข้าไปเกี่ยวข้องกับเธอ ดังนั้นภาพของนาตาลี ในวันนี้ที่คนเห็นก็มักจะผูกติดกับสิงห์ คอร์ปอเรชั่น และเมื่อเห็นนาตาลี ก็รีมายด์มาถึงแบรนด์สิงห์มากขึ้นตามไปด้วย”   




 








upcoming issue

จากโต๊ะบรรณาธิการ
past issue
reader's guide


 



home | today's news | magazine | columnist | photo galleries | book & idea
resources | correspondent | advertise with us | contact us

Creative Commons License
ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย