Search Resources
 
Login เข้าระบบ
สมัครสมาชิกฟรี
ลืมรหัสผ่าน
 
  homenewsmagazinecolumnistbooks & ideaphoto galleriesresources50 managermanager 100join us  
 
 


bulletToday's News
bullet Cover Story
bullet New & Trend

bullet Indochina Vision
bullet2 GMS in Law
bullet2 Mekhong Stream

bullet Special Report

bullet World Monitor
bullet2 on globalization

bullet Beyond Green
bullet2 Eco Life
bullet2 Think Urban
bullet2 Green Mirror
bullet2 Green Mind
bullet2 Green Side
bullet2 Green Enterprise

bullet Entrepreneurship
bullet2 SMEs
bullet2 An Oak by the window
bullet2 IT
bullet2 Marketing Click
bullet2 Money
bullet2 Entrepreneur
bullet2 C-through CG
bullet2 Environment
bullet2 Investment
bullet2 Marketing
bullet2 Corporate Innovation
bullet2 Strategising Development
bullet2 Trading Edge
bullet2 iTech 360°
bullet2 AEC Focus

bullet Manager Leisure
bullet2 Life
bullet2 Order by Jude

bullet The Last page


ตีพิมพ์ใน นิตยสารผู้จัดการ
ฉบับ มีนาคม 2550








 
นิตยสารผู้จัดการ มีนาคม 2550
เกาะติดการเมืองสหรัฐฯ ก่อนการเลือกตั้ง '08 (1) Hillary Clinton..."I'm in...to WIN."             
โดย มานิตา เข็มทอง
 

   
related stories

เกาะติดการเมืองสหรัฐฯ ก่อนเลือกตั้ง '08 (2) Hillary Clinton "I'm in...to WIN."

   
search resources

Political and Government




ศึกชิงตำแหน่งประธานาธิบดีคนที่ 44 แห่งสหรัฐอเมริกา ที่จะมีขึ้นในเดือนพฤศจิกายน ค.ศ.2008 ได้เปิดฉากขึ้นแล้ว และดูเหมือนว่าจะเป็นศึกหนักเข้มข้นกว่าครั้งที่ผ่านๆ มา เพราะผู้ลงสมัครเข้าชิงตำแหน่งนี้ แต่ละคนมีปูมชีวิตที่น่าสนใจทั้งนั้น ทั้งจากพรรคเดโมแครต และพรรครีพับลิกัน ผู้เขียนจึงขอนำเสนอเรื่องราวของผู้ลงแข่งขันทุกคนเป็นตอนๆ ไปนับตั้งแต่ฉบับนี้ โดยเริ่มจากฮิลลารี่ คลินตัน (Hillary Clinton) ประเดิมเป็นรายแรก

ฮิลลารี่ คลินตัน วุฒิสมาชิกแห่งพรรคเดโมแครต จากมลรัฐนิวยอร์กและอดีตสตรีหมายเลขหนึ่งของสหรัฐฯ ประกาศเจตนารมณ์ผ่านเว็บไซต์ของเธอว่า เธอจะต่อสู้เพื่อชัยชนะในตำแหน่งประธานาธิบดีคนต่อไปของสหรัฐฯ ซึ่งหากเธอชนะศึกนี้ เธอจะกลายเป็นประธานาธิบดีหญิงคนแรกของสหรัฐฯ แถมยังมีตำแหน่งอดีตสตรีหมายเลข 1 พ่วงท้ายอีกด้วย แต่ก่อนอื่นเธอจะต้องผ่านด่านการเลือกตั้งเป็นตัวแทนผู้ลงสมัครอย่างเป็นทางการจากพรรคเดโมแครตเสียก่อน ซึ่งตามปกติจะมีการเลือกตั้งล่วงหน้าประมาณ 1 ปี ก่อนการเลือกตั้งครั้งใหญ่ คิดว่าน่าจะเป็นในเดือนสิงหาคมของปีหน้านี้ ทั้งนี้เนื่องจากระบบการเลือกตั้งผู้นำประเทศของสหรัฐฯ แต่ละพรรคจะต้องทำการสรรหาผู้ลงสมัครเลือกตั้งอย่างเป็นทางการจำนวน 2 คน เพื่อชิงตำแหน่งประธานาธิบดีและรองประธานาธิบดี ซึ่งในระหว่าง 1 ปีนี้ ผู้แข่งขันที่ประกาศลงแข่งขันจะต้องทำงานหนักด้วยการเดินทางไปหาเสียงตามมลรัฐต่างๆ เพื่อเรียกคะแนนเสียงที่สูงที่สุด เรียกว่าเป็นการแข่งขันกันเองภายในพรรค เพื่อจะได้รับเลือกเป็นตัวแทนพรรคอย่างเป็นทางการในการชิงตำแหน่งประธานาธิบดีคนต่อไปของสหรัฐฯ

ฮิลลารี่ คลินตัน เปิดตัวเองด้วยสไตล์ที่ไม่เหมือนใคร ผ่านอินเทอร์เน็ตด้วยวิดีโอแคส (Videocast) กล่าวสุนทรพจน์อย่างเป็นกันเองจากห้องรับแขกในบ้านของเธอ เธอเปิดประเด็นอย่างไม่อ้อมค้อม จู่โจมการทำงานของจอร์จ ดับเบิลยู บุช ในช่วง 6 ปีที่ผ่านมา ทั้งในกรณีของสงครามอิรัก เฮลแคร์ (Healthcare) สำหรับสตรีและเด็ก การปกป้องการประกันสังคม (Social Security) และการปกป้องทหารทุกคน

เธอเปิดโอกาสและชักชวนให้ทุกคนเข้าถึงเธอได้ทุกวันทุกเวลาผ่านโลกไซเบอร์ โดยประชาชนทุกคนสามารถอีเมล หรือเขียนเรื่องราวแลกเปลี่ยนกันบนบล็อก (Blog) ของเธอได้ทุกเมื่อ นอกจากนี้เธอยังมีช่วงเวลาไลฟ์แชต (Live Chat) ไว้สำหรับแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับเธอได้โดยตรงอีกด้วย เรียกว่าเป็นการแสดงให้เห็นว่าเธอทันโลกทันเหตุการณ์ในศตวรรษแห่งเทคโนโลยีที่ล้ำหน้า และเปิดกว้างรับฟังเสียงจากประชาชน สมกับเป็นประชาธิปไตยที่แท้จริง ซึ่งแตกต่างจากการทำงานของรัฐบาลในปัจจุบันที่ค่อนข้างเผด็จการ และไม่สนใจความเห็นที่ตรงกันข้าม ดังคำกล่าวเสียดสีการทำงานของรัฐบาลชุดนี้ในสุนทรพจน์ของเธอที่ว่า "มาพูด มาคุยกัน มาเริ่มบทสนทนาเกี่ยวกับความเห็นของคุณและความเห็นของดิฉันกันเถอะ เนื่องจากช่วงเวลาที่ผ่านมา ดูเหมือนว่าการพูดคุยในวอชิงตันจะเป็นไปเพียงข้างเดียว คุณว่าไหม"

ศึกครั้งนี้ไม่ง่ายเลยสำหรับฮิลลารี่ เธอจะต้องฝ่าฟันหลายด่าน นับตั้งแต่ความเป็นสตรีเพศของเธอ นักวิเคราะห์หลายคนยังตั้งข้อสงสัยว่า การเมืองอเมริกาถึงเวลาเปิดรับผู้นำสตรีแล้วหรือไม่ ประชากรหญิงที่สังกัดพรรครีพับลิกันและเปลี่ยนใจมาเลือกเธอ เพราะเธอเป็นหญิงหรือไม่ แล้วไหนจะเรื่องที่เธอโหวตสนับสนุนการไปรบกับอิรักหลังจากเหตุการณ์ 11 กันยายน 2001 ที่กลายเป็นชนักติดหลังเธออีก ไหนจะเรื่องอดีตที่มัวหมองของชีวิตคู่ของเธอกับอดีตประธานาธิบดี กรณีลูวินสกี้ แม้เรื่องราวเหล่านี้จะผ่านพ้นไปแล้ว แต่สำหรับวงการการเมือง หากเป็นเรื่องราวในทางลบแล้ว ฝ่ายตรงข้ามย่อมจ้องจับมาเป็นประเด็นจู่โจมอย่างแน่นอน ในที่สุดเธอจะฝ่าด่านเสือ สิงห์กระทิง แรด มาเป็นตัวแทนของพรรคเดโมแครตในรอบสองคนสุดท้ายได้หรือไม่ และเธอจะพิสูจน์เจตนารมณ์ของเธอที่ว่า "ฉันเข้ามาแล้ว และเข้ามาเพื่อที่จะชนะด้วย" ได้หรือไม่ ต้องรอลุ้นกันต่อไป

ก่อนอื่น มาทำความรู้จักเธอกันให้มากขึ้น... เดิมฮิลลารี่มีชื่อเต็มๆ ว่า ฮิลลารี่ ไดแอน รอดแฮม (Hillary Diane Rodham) เกิดเมื่อวันที่ 26 ตุลาคม เมื่อ 60 ปีที่แล้วที่โรงพยาบาล Edgewater ในชิคาโก และเติบโตในเมืองพาร์ค ริดจ์ มลรัฐอิลลินอยส์ ครอบครัวเธอเป็นครอบครัวชั้นกลาง บิดาของเธอเป็นชาวอังกฤษที่เข้ามาตั้งรกรากในอเมริกา โดยเป็นผู้บริหารธุรกิจสิ่งทอในเพนซิลเวเนีย ขณะที่มารดาเป็นแม่บ้านฮิลลารี่ เป็นลูกสาวคนโต และมีน้องชายอีก 2 คน

เธอเติบโตมาในครอบครัวรีพับลิกัน ทำให้ชีวิตในวัยเยาว์ของเธอค่อนข้างอนุรักษนิยม ถึงขณะนี้เธอเปลี่ยนมาเป็นเดโมแครต แต่มีหลายคนวิจารณ์ว่าเธอยังคงความอนุรักษนิยมอยู่มาก อย่างไรก็ดี ประกายความเป็นผู้นำของเธอเจิดจ้ามาตั้งแต่วัยเด็ก เธอได้รับเลือกเป็นหัวหน้าชั้น เป็นสมาชิกสภานักเรียน และประกอบกิจกรรมอื่นเกี่ยวกับการเมืองมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการโต้วาที หรือช่วยสมาชิกพรรครีพับลิกันหาเสียงด้วยวัยเพียง 16 ปี

ต่อมาเธอเข้าศึกษาต่อในคณะรัฐศาสตร์ จากเวลล์สลี่ย์ คอลเลจ (Wellesley Collage) ในวอชิงตัน ดี.ซี. ระหว่างที่เธอศึกษาอยู่ปีที่ 3 ซึ่งเป็นปีที่มาร์ติน ลูเธอร์ คิงจูเนียร์ เสียชีวิต เหตุการณ์ครั้งนั้นส่งผลทางความคิดทางการเมืองของเธออย่างมาก เธอเริ่มเอนเอียงมาทางเสรีนิยม วันรับปริญญา เธอขึ้นกล่าวปาฐกถาวิจารณ์การทำงานของรีพับลิกัน และเธอจบการศึกษาด้วยเกียรตินิยม

ในปี 1969 เธอเข้าศึกษาต่อที่คณะกฎหมายของมหาวิทยาลัยเยล (Yale) เธอทำกิจกรรมเกี่ยวกับสิทธิของเด็กและเยาวชนมาตลอด เริ่มจากในโรงพยาบาลเยล-นิว เฮเวน (Yale-New Haven) ไปถึงการได้รับทุนวิจัยเกี่ยวกับการต่อสู้เพื่อเยาวชนในมหาวิทยาลัยแคมบริดจ์ รัฐแมสซาชูเซตต์ และขณะนั้นเธอเริ่มออกเดทกับบิล คลินตัน ซึ่งเป็นนักเรียนกฎหมายที่เยลเช่นกัน หลังจากพบรักกับบิล คลินตันแล้ว ชีวิตของเธอจะเป็นอย่างไรต่อไป โปรดติดตามต่อฉบับหน้านะคะ

ข้อมูลน่ารู้ : ในสหรัฐอเมริกาทั้งประเทศมีจำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้งได้ประมาณ 201 ล้านคน แต่มีเพียง 169 ล้านคนเท่านั้น ที่ลงทะเบียนเลือกตั้ง แบ่งเป็นสังกัดพรรคเดโมแครต จำนวน 72 ล้านคน พรรครีพับลิกัน จำนวน 55 ล้านคน และพรรคเสรี จำนวน 42 ล้านคน ทั้งนี้ จำนวนผู้ที่ลงทะเบียนเลือกตั้ง ยังมีผู้ที่นอนหลับทับสิทธิ์แฝงอยู่อีกหลายล้านคน (สถิติจากวันที่ 22 มกราคม 2004: USA Today)   




 








upcoming issue

จากโต๊ะบรรณาธิการ
past issue
reader's guide


 



home | today's news | magazine | columnist | photo galleries | book & idea
resources | correspondent | advertise with us | contact us

Creative Commons License
ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย