Search Resources
 
Login เข้าระบบ
สมัครสมาชิกฟรี
ลืมรหัสผ่าน
 
  homenewsmagazinecolumnistbooks & ideaphoto galleriesresources50 managermanager 100join us  
 
 


bulletToday's News
bullet Cover Story
bullet New & Trend

bullet Indochina Vision
bullet2 GMS in Law
bullet2 Mekhong Stream

bullet Special Report

bullet World Monitor
bullet2 on globalization

bullet Beyond Green
bullet2 Eco Life
bullet2 Think Urban
bullet2 Green Mirror
bullet2 Green Mind
bullet2 Green Side
bullet2 Green Enterprise

bullet Entrepreneurship
bullet2 SMEs
bullet2 An Oak by the window
bullet2 IT
bullet2 Marketing Click
bullet2 Money
bullet2 Entrepreneur
bullet2 C-through CG
bullet2 Environment
bullet2 Investment
bullet2 Marketing
bullet2 Corporate Innovation
bullet2 Strategising Development
bullet2 Trading Edge
bullet2 iTech 360°
bullet2 AEC Focus

bullet Manager Leisure
bullet2 Life
bullet2 Order by Jude

bullet The Last page


ตีพิมพ์ใน นิตยสารผู้จัดการ
ฉบับ กรกฎาคม 2536








 
นิตยสารผู้จัดการ กรกฎาคม 2536
"ยุทธจักรน้ำเมา บนแผ่นดินมังกร"             
โดย มาร์ค อีแวนส์
 


   
search resources

Food and Beverage
Alcohol




ขณะที่ผู้ผลิตเบียร์จากชาติตะวันตกกำลังชักแถวเข้าไปลงทุนในจีน อุตสาหกรรมเบียร์บนผืนแผ่นดินใหญ่ก็ซุ่มเงียบ เตรียมรุกคืบเข้าไปกินส่วนแบ่งในตลาดต่างประเทศเช่นกัน

เดวิด นิง ผู้จัดการทั่วไปของบริษัท ฮุ่ยโจว บริววิ่ง ในจังหวัดกวางตุ้ง ได้เรียนรู้เมื่อไม่นานมานี้เองว่า การขายเบียร์ในจีนนั้นเป็นเรื่องของการลองผิดลองถูก เมื่อบริษัทเบียร์แห่งนี้ริเริ่มการโปรโมชั่นแบบตะวันตก ด้วยการแจกเหยือกเบียร์คารล์สเบอร์กและไฟแช็กตอนปลายปี ก็ค้นพบว่าวิธีที่ง่ายที่สุดที่จะทำธุรกิจเบียร์ให้สำเร็จในจีนคือ ผลิตเบียร์ที่มีคุณภาพ "ของที่แจกไม่เคยไปถึงมือลูกค้าเลย เพราะมันสูญหายหรือไม่ก็ถูกขโมย" นิงกล่าวอย่างยอมจำนนในสิ่งที่เกิดขึ้น ฮุ่ยโจว บริววิ่ง เป็นกิจการของกลุ่มเวิลด์เทรด เซนเตอร์แห่งฮ่องกง ซึ่งได้รับอนุญาตให้ผลิตเบียร์คาร์ลสเบอร์ก

ข้อมูลเกี่ยวกับตลาดเบียร์ในจีนเป็นสิ่งที่ยั่วให้ผู้ผลิตเบียร์ต่างชาติน้ำลายหกได้ง่ายๆ ในทศวรรษ 1980 อัตราการดื่มเบียร์เติบโตประมาณ 25% ขณะที่การขยายตัวเฉลี่ยในตลาดโลกเพิ่มขึ้นเพียง 3% เท่านั้น กระนั้นก็ตามอัตราการเติบโตที่สูงกว่าทั่วโลกถึง 8 เท่าตัวนี้ ไม่ได้ทำให้เบียร์ยี่ห้อดังๆ ผลีผลามกระโจนเข้าไปลงทุนตั้งโรงงานเบียร์ในจีน ตรงกันข้ามกลับมีท่าทีที่ระมัดระวังมาก

สิ่งที่ต่างไปจากอุตสาหกรรมอื่นๆ ที่เข้าไปในจีนก็คือเจ้าของเบียร์จะใช้วิธีขายไลเซนส์ให้จีนผลิตเบียร์โดยใช้ยี่ห้อของตนได้ซึ่งเป็นวิธีทีไม่มีความเสี่ยงเลย มากกว่าจะร่วมทุนตั้งโรงงาน แต่รูปแบบนี้กำลังจะเปลี่ยนไป เมื่อการบริโภคเบียร์ในประเทศของผู้ผลิตเอง แทบจะไม่เพิ่มขึ้นเลย ก็ไม่ใช่เรื่อง่ายเลยที่จะไม่แยแสกับตลาดจีน ซึ่งเพิ่งจะเริ่มมีการนำเข้าเบียร์ต่างประเทศ

"ผมคิดว่าคนจีนชอบเบียร์ต่างประเทศมากกว่าเบียร์ที่ทำในนี้ เพราะเบียร์ต่างประเทศมีการโฆษณาและโปรโมชั่นที่ดีกว่า ดื่มแล้วเท่กว่า และคุณภาพดีกว่าเบียร์จีนมาก ทำให้พวกเขามีความมั่นใจในการดื่ม" นิงกล่าว

สิ่งที่เย้ายวนใจบรรดาผู้บริหารธุรกิจเบียร์ในต่างประเทศก็คือ อัตราการดื่มเบียร์ของคนจีนยังอยู่ในระดับต่ำเพียง 7.3 ลิตรต่อคนต่อปีเท่านั้น ซึ่งน้อยมากเมื่อเทียบกับคนเยอรมนีซึ่งดื่มเบียร์โดยเฉลี่ยคนละ 144 ลิตรต่อปี และ 130 ลิตรสำหรับคนอเมริกัน

แฟรงคลิน โฮ ผู้จัดการทั่วไปของบริษัทคิริน บริวเวอรี่ (ฮ่องกง) จำกัด กล่าวว่า การดื่มเบียร์ของคนจีนมีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นในอัตราเร่งในอนาคตในความเห็นของเขา คนจีนเริ่มคิดว่าเบียร์คือเครื่องดื่มที่แสดงถึงความทันสมัย "ประชาชนมีเงินที่จะจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น และเบียร์ก็ไม่ใช่สินค้าราคาแพงอีกแล้ว" เขากล่าว "เบียร์ที่ขายตามร้านค้าปลีก ถ้าเป็นเบียร์จีน ราคาเพียงขวดละประมาณ 2 หยวน (35 เซนต์) ส่วนเบียร์ที่นำเข้าก็แค่ขวดละ 5-7 หยวน (0.87-1.23 เหรียญ) ซึ่งเป็นราคาที่ถูกมาก"

ถึงแม้อัตราการดื่มเบียร์ต่อหัวยังต่ำอยู่ แต่จีนก็กลายเป็นผู้ผลิตเบียร์มากที่สุดเป็นอันดับ 3 ของโลก โดยมีผลผลิตเพิ่มขึ้นถึง 1,360% นับตั้งแต่ปี 1978 เมื่อปีที่แล้วกำลังการผลิตเบียร์รวมของผู้ผลิต 800 รายเศษ เพิ่มขึ้น 21% หรือประมาณ 10 ล้านตัน หนึ่งในปัจจัยหลายๆ ข้อที่รัฐบาลจีนอ้างว่าเป็นสาเหตุของการเพิ่มขึ้นนี้ก็คือ การยอมรับในคุณค่าทางโภชนาการของเบียร์

บนพื้นฐานของความคาดหวังว่า เศรษฐกิจของประเทศจะเติบโตต่อไป ผู้บริหารในอุตสาหกรรมเบียร์ของจีนมั่นใจว่า กำลังการผลิตจะเพิ่มขึ้นจากปัจจุบันเท่าตัวเมื่อถึงต้นศตวรรษที่ 21 ซึ่งจะทำให้จีนแซงหน้าแชมป์ผลิตเบียร์อย่างเยอรมนีและสหรัฐฯ ได้ และเมื่อถึงเวลานั้น จีนก็หวังว่าจะสามารถผลิตเบียร์ที่มีชื่อเสียงไม่แพ้เบียร์ซิงเตา และสร้างอุตสาหกรรมเบียร์ขนาดใหญ่ขึ้นมาอีก 3 แห่งที่ ปักกิ่ง เซี่ยงไฮ้ และกวางเจา ขณะที่เบียร์ต่างประเทศรุกเข้ามาในตลาดจีนอย่างเงียบๆ เบียร์จีนซึ่งปัจจุบันส่งออกในสัดส่วน 1 เปอร์เซ็นต์ของกำลังการผลิตต่อปี ก็กำลังจ้องมองตลาดระหว่างประเทศอยู่ตาเป็นมัน

ความมั่นใจที่จะออกไปแข่งขันในตลาดโลกของอุตสาหกรรมเบียร์จีน มีประจักษ์พยานชัดเจนจากความเคลื่อนไหวของจีนเมื่อเร็วๆ นี้ เมื่อสภารัฐมนตรีเลือกบริษัทซิงเตา บริวเวอรี่เป็นหนึ่งในเก้าวิสาหกิจของรัฐที่จะไปจดทะเบียนในตลาดหุ้นฮ่องกง เดิมมีกำหนดขายหุ้นในเดือนกรกฎาคมนี้แต่ต้องเลื่อนออกไป เพราะปรากฏว่าการประเมินมูลค่ากิจการยุ่งยากกว่าที่คาดคิดไว้ อย่างไรก็ตามบรรดานักวิเคราะห์หวังว่าหุ้นซิงเตาจะได้รับความสนใจจากนักลงทุนเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะพวกผู้จัดการพอร์ตการลงทุนในจีน

เปอร์ซี่ เอา-ยัง ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยของบริษัทหลักทรัพย์ซันฮุงไกในฮ่องกงกล่าวว่า สาเหตุที่ซิงเตาได้รับความสนใจจากนักลงทุนมาก ไม่เพียงเพราะเป็นหุ้นในอุตสาหกรรมเบียร์ที่มีอนาคตสดใสเท่านั้น แต่ยังเป็นบริษัทแรกของ 9 บริษัทจีนที่จะจดทะเบียนในตลาดหุ้นฮ่องกง เขากล่าวว่า "การเข้าสู่ตลาดหุ้นฮ่องกงของบริษัทพวกนี้เป็นเรื่องน่าตื่นเต้น ดังนั้นเราจึงหวังว่า หุ้นตัวแรกๆ ที่เข้าซื้อขายจะได้รับความสนใจจากนักลงทุนสูงมาก"

ซิงเตาซึ่งครอบครองส่วนแบ่ง 90% ของมูลค่าการส่งออกเบียร์จีน มีแผนที่จะนำเงินทุนที่ระดมมาได้มาสร้างโรงงานที่มีกำลังการผลิตเบียร์ปีละ 1 ล้านตัน ซึ่งเป็นปริมาณที่มากกว่าระดับการผลิตในปี 1993 จำนวน 150,000 ตันถึง 6 เท่าตัวเศษ

หนึ่งในผู้บริหารธุรกิจเบียร์จากต่างประเทศที่ประทับใจกับสภาพตลาดที่เอื้ออำนวยต่อการขยายตัวของธุรกิจนื้คือ ลินคอน ยัง กรรมการผู้จัดการกวางซู ซานมิเกล บริวเวอรี่ ซึ่งเป็นการลงทุนร่วมกันของซาน มิเกลจากฟิลิปปินส์ เยา ชิน ฮง โพนวิชั่นของฮ่องกง กับหุ้นส่วนอีก 2 รายในจีน

ยางกล่าวว่า ซาน มิเกลกลายเป็นเบียร์นำเข้าที่มียอดขายระดับต้นๆ ในกวางตุ้ง ซึ่งเป็นความสำเร็จที่น่าประทับใจในตลาดที่การแข่งขันรุนแรงมากแห่งนี้ "ปีที่ผ่านมา ส่วนแบ่งตลาดของเราเพิ่มมากกว่า 2 เท่า" เขากล่าวด้วยความภูมิอกภูมิใจอย่างเห็นได้ชัด ขณะที่ละเลียดเบียร์ซานมิเกลจากแก้วที่ติดโลโก้ของคาร์ลสเบอร์ก

ซานมิเกลซึ่งมีกำลังการผลิตมากกว่า 100,000 ตัน มองอนาคตของจีนไว้อย่างสวยหรู ถึงกับลงมือก่อสร้างโรงงานอีกแห่งหนึ่งแล้วในเซี่ยงไฮ้

ฟอสเตอร์ บริวเวอรี่ กรุ๊ปเป็นอีกกลุ่มหนึ่งที่เข้าไปลงทุนในจีน โดยวางแผนที่จะผลิตเบียร์จากโรงงานที่นี่ในปริมาณที่มากพอๆ กับโรงงานในออสเตรเลียภายใน 5 ปี เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมาบริษัทในเครือฟอสเตอร์ คือคาร์ลตันและยูไนเต็ด บริวเวอรี่ส์ได้บรรลุข้อตกลงร่วมทุนกับหัวกวงบริวเวอรี่ในเซี่ยงไฮ้ เพื่อขยายโรงงานเดิมและสร้างโรงงานใหม่ในวงเงิน 83 ล้านเหรียญ

แต่สำหรับผู้ผลิตเบียร์รายอื่นๆ จากโลกตะวันตก กลับระมัดระวังในการลงทุนเป็นอย่างมาก แอนไฮเซอร์-บุช ผู้ผลิตเบียร์รายใหญ่ของสหรัฐฯ ไม่มีแม้กระทั่งสัญญาขายไลเซนส์การผลิตเบียร์ในจีน แต่ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกมากเท่าไรนัก เพราะผู้ผลิตเบียร์รายใหญ่ที่สุดของโลกรายนี้ เพิ่งจะบรรลุข้อตกลงร่วมทุนกับเบียร์คิริน เพื่อขายในตลาดโลกเมื่อเร็วๆ นี้เอง ยางกล่าวว่า เบียร์ยี่ห้อดังๆ เช่น คาร์ลสเบอร์ก ไฮเนเกนส์ และมิลเลอร์ จงใจจำกัดบทบาทในจีนอยู่เพียงแค่การขายไลเซนส์การผลิตหรือความร่วมมือทางเทคนิคเท่านั้น

อย่างไรก็ตามผู้สันทัดกรณีในอุตสาหกรรมเบียร์กล่าวว่า ผู้ผลิตเบียร์ต่างประเทศไม่อาจจะเมินเฉยต่อตลาดเบียร์ในจีนได้นานมากนัก โดยเฉพาะเมื่อผู้ผลิตเบียร์ของจีนเอง กำลังวางแผนที่จะออกไปรบนอกบ้าน

   




 








upcoming issue

จากโต๊ะบรรณาธิการ
past issue
reader's guide


 



home | today's news | magazine | columnist | photo galleries | book & idea
resources | correspondent | advertise with us | contact us

Creative Commons License
ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย