Search Resources
 
Login เข้าระบบ
สมัครสมาชิกฟรี
ลืมรหัสผ่าน
 
  homenewsmagazinecolumnistbooks & ideaphoto galleriesresources50 managermanager 100join us  
 
 


bulletToday's News
bullet Cover Story
bullet New & Trend

bullet Indochina Vision
bullet2 GMS in Law
bullet2 Mekhong Stream

bullet Special Report

bullet World Monitor
bullet2 on globalization

bullet Beyond Green
bullet2 Eco Life
bullet2 Think Urban
bullet2 Green Mirror
bullet2 Green Mind
bullet2 Green Side
bullet2 Green Enterprise

bullet Entrepreneurship
bullet2 SMEs
bullet2 An Oak by the window
bullet2 IT
bullet2 Marketing Click
bullet2 Money
bullet2 Entrepreneur
bullet2 C-through CG
bullet2 Environment
bullet2 Investment
bullet2 Marketing
bullet2 Corporate Innovation
bullet2 Strategising Development
bullet2 Trading Edge
bullet2 iTech 360°
bullet2 AEC Focus

bullet Manager Leisure
bullet2 Life
bullet2 Order by Jude

bullet The Last page


ตีพิมพ์ใน นิตยสารผู้จัดการ
ฉบับ ตุลาคม 2536








 
นิตยสารผู้จัดการ ตุลาคม 2536
"นพพร ประโมจนีย์ อาร์แอนด์ดี โรงพิมพ์แบงก์ชาติ"             
 


   
search resources

โรงพิมพ์ธนบัตรแห่งประเทศไทย
นพพร ประโมจนีย์




"ธนบัตรเป็นเงินที่ชำระหนี้ได้ตามกฎหมาย" แต่สำหรับผู้บริหารโรงพิมพ์ธนบัตรแห่งประเทศไทย เงินกระดาษอันมีค่านี้จะต้องมีหน้าที่ประการสำคัญคือ ต่อต้านการปลอมแปลงได้ร้อยเปอร์เซนต์ยิ่งเทคนิคการพิมพ์ปัจจุบันเข้าสู่ขั้นไฮเทค และทรงประสิทธิภาพในการทำงานพิมพ์เลียนแบบ งานค้นคว้าและวิจัยพัฒนาธนบัตรคือหัวใจสำคัญที่สร้างสรร ที่ช่วยประหยัดเงินตราต่างประเทศ และพัฒนาศักยภาพการเติบโตอย่างแท้จริง

แต่คุณค่าของงานแบบนี้ในสังคมไทย ผู้ทำงานอาร์แอนด์ดีเป็นผู้ปิดทองหลังพระ !

91 ปีนับตั้งแต่มีการนำธนบัตรออกใช้ในระบบการเงินควบคู่กับเหรียญกษาปณ์ตั้งแต่ปี 2445 วงจรชีวิตของเงินกระดาษหมุนเวียนเปลี่ยนรูปแบบไปถึงธนบัตรแบบที่สิบสามแล้ว แต่ธนบัตรไทยเพิ่งจะผลิตโดยคนไทย เมื่อตั้งโรงพิมพ์ธนบัตรขึ้นในปี 2512 นี้เองหลังจากที่จ้างบริษัทโทมัส เดอ ลารูพิมพ์ให้มาตั้งแต่แรก โดยได้รับความช่วยเหลือด้านวิทยาการและบุคลากรจากแบงก์ชาติเบลเยี่ยม

ตั้งแต่มีโรงพิมพ์ ธนบัตรไทยมีพัฒนาการที่ยากต่อการปลอมแปลงมากขึ้นจากการศึกษาค้นคว้า ไม่ว่าจะเป็นหมึกพิมพ์ ลายเส้น สี กระดาษ ลายน้ำ การฝังเส้นใยทึบแสงที่พิมพ์คำว่า "ประเทศไทย"

ขณะที่การผลิตป้อนความต้องการมีความคล่องตัว ในปี 2530 มีธนบัตรหมุนเวียนอยู่ในท้องตลาดทั่วประเทศประมาณ 830 ล้านฉบับ คิดเป็นมูลค่าประมาณ 75,290 ล้านบาท

แต่มิใช่ว่ามีโรงพิมพ์ธนบัตรจะพิมพ์ธนบัตรออกใช้เองเท่าไหร่ก็ได้ เพราะหลักการที่ว่า "มูลค่าของสินทรัพย์ ทุนสำรองเงินตราจะต้องเท่ากับมูลค่าของธนบัตรที่ออกใช้"

ดังนั้นธนบัตรมีมูลค่า 75,290 ล้านบาท จึงต้องมีสินทรัพย์ทุนสำรองเงินตราหนุนหลังเช่น ทองคำ เงินตราต่างประเทศ หลักทรัพย์รัฐบาลไทย และตั๋วเงินในประเทศค้ำประกัน

ช่วงเศรษฐกิจโชติช่วงชัชวาล ปี 2533 โรงพิมพ์ธนบัตรแบงก์ชาติต้องทำงานปั๊มเงินหามรุ่งหามค่ำ จ่ายโอเวอร์ไทม์วันเสาร์ให้เกือบตลอดปี เครื่องพิมพ์ทำงานเต็มกำลังอาคารแรกเดิมเคยพิมพ์ปีละ 600 ล้านฉบับก็เพิ่มเป็น 900 ล้านฉบับในปีนั้น ส่วนอาคาร ฉ.หลังที่สองก็พิมพ์สองผลัดได้ 500 ล้านฉบับ

โรงพิมพ์ธนบัตรบนเนื้อที่เดิม 11 ไร่ 35 ตร.วาซึ่งเปิดใช้ตั้งแต่ปี 2512 เริ่มแออัดสำหรับพนักงานไม่ต่ำกว่าพันคนที่ต้องเข้าทำงานสองผลัด สิ่งที่ต้องคำนึงสูงสุดคือความมั่นคงปลอดภัยที่สุด

ในอีก 5 ปีข้างหน้า โรงพิมพ์ธนบัตรแห่งที่สองของแบงก์ชาติจะต้องเกิดขึ้นพร้อมกับคอนเซปท์ "ครบวงจร" ที่ขยายตัวไปสู่ BACKWARD INTERGRATION ศึกษาความเป็นไปได้ในการตั้งโรงงานผลิตกระดาษ และวางแผนถึงการเป็นศูนย์กลางการพิมพ์ธนบัตรในภูมิภาคอินโดจีนนี้

"ตอนนี้ กำลังการผลิตเท่าที่คุยกับกองวางแผนล่าสุดคือประมาณ 1,400-1,500 ล้านฉบับต่อปี ซึ่งขึ้นอยู่กับว่าขนาดธนบัตรจะใบใหญ่มากแค่ไหน ? เช่นปีนี้ยอดพิมพ์ลดลงเพราะธนบัตรใบละ 1,000 บาทออกมาและเลิกธนบัตรใบละ 10 บาทเมื่อก่อนกระดาษแผ่นหนึ่งพิมพ์ธนบัตรชนิด 10 บาทได้จำนวน 40 ฉบับ แต่พิมพ์ธนบัตรชนิด 20 บาทได้ 28 ฉบับและธนบัตรชนิด 1,000 บาทได้ 24-25 ฉบับ ดังนั้นแนวโน้มธนบัตรจะใหญ่ขึ้น" นพพร ประโมจนีย์หัวหน้ากองค้นคว้าและควบคุมคุณภาพ (R&D DIVISION) ของโรงพิมพ์ธนบัตรเล่าให้ฟัง

ดร.นพพร เป็นนักเรียนทุนแบงก์ชาติ รุ่นเดียวกับพิสิฐ ลี้อาธรรม ผู้อำนวยการสำนักผู้ว่าการฯ เขาใช้เวลาร่ำเรียนในอเมริกาสิบกว่าปี จนกระทั่งจบปริญญาเอกสาขาวิศวกรรมเคมีจากลีไฮ ยูนิเวอร์ซิตี้ที่เพนซิลเวเนีย ซึ่งเป็นสถาบันวิจัยค้นคว้าด้านหมึกพิมพ์ ตามความประสงค์ของดร.โอวาท นิติทัณฑ์ประภาส ซึ่งเป็นหัวหน้ากองค้นคว้าและควบคุมคุณภาพคนแรกของโรงพิมพ์ธนบัตร

งานวิจัยและค้นคว้าชิ้นแรกด้าน "หมึกพิมพ์ธนบัตร" (SECURITY PRINTING INK) เป็นผลงานที่ประสบความสำเร็จมากๆ ของ ดร.โอวาท ได้รับรางวัลมากที่สามจากสภาวิจัยแห่งชาติในปี 2515

ในงานพิมพ์ธนบัตรซึ่งถือว่าเป็น SECURITY PRINTING นั้น หมึกพิมพ์เส้นนูนหลายสี (INTAGLIO PRINTING MULTICOLOR INK ) จะใช้มากถึง 90% ของหมึกพิมพ์ทั้งหมด ขณะที่หมึกสีพื้น (TINT PRINTING INK) จะใช้น้อยเพราะพิมพ์บางๆ

"อุดมคติของผมคือต้องการให้หมึกพิมพ์สามารถจะละลายในน้ำธรรมดาได้ปัจจุบันเราปรับปรุงได้ดีขึ้นจนสามารถละลายหมึกกับด่างอ่อนๆ ได้ ทำให้ลดมลภาวะได้ ขณะที่เมื่อก่อนน้ำยาล้างหมึกบางตัวมีพิษต่อตับ" เป็นคำกล่าวของ ดร.โอวาท อดีตรองผู้อำนวยการด้านเทคนิคโรงพิมพ์ซึ่งเกษียณราชการแล้ว แต่ยังทำงานด้านวิจัยและพัฒนาอยู่โดยไปเป็นกรรมการบริหารศูนย์โลหะและวัสดุแห่งชาติกระทรวงวิทยาศาสตร์

ผลพวงของการศึกษาค้นคว้าอย่างหนักของดร.โอวาทได้กลายเป็นขุมทรัพย์อันทรงคุณค่าแห่งความเป็น "ไท" นับตั้งแต่ปี 2525 ไม่ต้องพึ่งพาหมึกพิมพ์สำเร็จรูปจากต่างประเทศแต่สามารถผลิตหมึกพิมพ์เองโดยใช้ "น้ำมันมะมึบ" ซึ่งพบมากในภาคอีสานมาสังเคราะห์เป็นน้ำมันVANICH ทำให้ลดต้นทุนมหาศาลนับร้อยล้านบาท ในช่วงสิบปีที่ผ่านมา

"เฉลี่ยต้นทุนที่ลดเมื่อสองปีที่แล้ว เราสามารถประหยัดเงินได้ไม่ต่ำกว่า 150 บาทต่อกิโลกรัม ถ้าเราสั่งซื้อหมึกพิมพ์เส้นนูนจะตกกิโลละ 300-400 บาท แต่ที่เราผลิตเองจะมีราคาต้นทุนไม่ถึง 100-200 บาทต่อกิโล ทำให้เราประหยัดกว่าเท่าตัว" ดร.นพพรเล่าให้ฟังถึงการประหยัดเงินสั่งซื้อหมึกพิมพ์ที่ต้องใช้ไม่ต่ำกว่า 200 ตันต่อปี

เมื่อดร.นพพรกลับมาเมืองไทยในปี 2525 เขาได้กลายเป็นทายาทที่ต้องสานต่อภารกิจด้านวิจัยและพัฒนาสืบต่อจากดร.โอวาท ที่ได้ปูรากฐานงานหมึกพิมพ์ไว้อย่างแน่นหนาตลอดจนงานพัฒนาแม่พิมพ์ธนบัตรแบบเส้นนูนแบบ ออฟเซทและเลตเตอร์เพรส ที่ต้องพลวัตตามวิวัฒนาการของวัสดุไวแสงผสมผสานกับเทคโนโลยีด้านคอมพิวเตอร์ประเภทไมโคร อิเลคทรอนิค

นอกจากนี้พื้นที่การวิจัยยังขยายขอบเขตไปถึงโครงการโรงงานผลิตกระดาษธนบัตรซึ่งมีเหตุผลในแง่ต้นทุน ความมั่นคงปลอดภัยและประหยัดเงินตราต่างประเทศ โดยขณะนี้กำลังศึกษาความเป็นไปได้ในการใช้ฝ้ายที่มีอุดมสมบูรณ์ในเมืองไทย เป็นวัตถุดิบทำเนื้อกระดาษธนบัตร ที่มีคุณสมบัติพิเศษเหนียว พับได้พันกว่าครั้งโดยไม่ฉีกขาด

ปัจจุบันโรงพิมพ์แบงก์ชาติต้องสั่งซื้อกระดาษธนบัตรจากยุโรปและเกาหลี โดยวิธีการประมูลและพิจารณาถึงความสวยงามของลายน้ำในกระดาษประกอบด้วย

แต่มีข้อสังเกตอย่างหนึ่งว่า ปริมาณการผลิตธนบัตรอาจจะล้นความต้องการ เนื่องจากกระบวนการผลิตต้องทำตลอด 24 ชั่วโมงและแนวโน้มการใช้ธนบัตรยังต่ำกว่าเป้าหมายจนอาจก่อให้เกิดปัญหาเชิงพาณิชย์ขึ้น ทั้งๆ ที่โรงพิมพ์ธนบัตรไม่สามารถจะ "ขายของ" ได้

"โรงพิมพ์ธนบัตรของเราถูกจำกัดโดยพระราชบัญญัติเราขายของไม่ได้ เราไม่ใช่รัฐวิสาหกิจเหมือนไฟฟ้า ประปา ถ้าจะพิมพ์ธนบัตรให้ต่างประเทศคงต้องเป็นไปในรูปของรัฐบาลต่อรัฐบาล ตอนนี้เราก็พิมพ์อากรแสตมป์ให้กรมสรรพากรและกรมสรรพสามิตซึ่งเคยพิมพ์แสตมป์เหล้า และยังพิมพ์เช็คเดินทางให้กับธนาคารออมสินด้วย" ดร.นพพร เล่าให้ฟัง

ในยุคของดร.นพพร ส่วนใหญ่เวลาจะหมดไปกับงานบริหารประจำวันมากกว่าศึกษาวิจัยค้นคว้า เนื่องจากการเติบโต ของเศรษฐกิจในทศวรรษที่ผ่านมามีสูงมาก โดยเฉพาะระยะ 1-2 ปี ภาคการเงินการลงทุนของไทยได้แผ่ขยายไปเชิงโลกานุวัตร

ศักยภาพของโรงพิมพ์ธนบัตรจึงมีโอกาสเติบโตกลายเป็นพี่ใหญ่ในประเทศแถบอินโดจีนนี้ได้ แต่ต้องแก้ไขโครงสร้างองค์ใหม่ กิจกรรมที่ผ่านมา แบงก์ชาติกัมพูชาหรือลาวได้ส่งบุคลากรมาฝึกงานดูงานที่โรงพิมพ์ธนบัตรของไทย

แต่เมื่อถามถึงโรงพิมพ์ธนบัตรไทยเคยรับจ้างพิมพ์ธนบัตรให้กัมพูชาหรือไม่ ? ดร.นพพร กล่าวว่า ยังไม่เคยพิมพ์ให้มีแต่ดำริที่ว่ารัฐบาลกัมพูชาต้องการพิมพ์ธนบัตรแต่จำนวนน้อยไม่ถึง 20 ล้านฉบับ และต้องการงานเร็ว ซึ่งโรงพิมพ์ไม่สามารถทำให้ได้ เพราะขั้นตอนเตรียมงานก่อนพิมพ์ต้องใช้เวลาแกะแม่พิมพ์ด้วยมือเพื่อป้องกันการปลอมแปลงคำสั่งซื้อกระดาษ ตั้งสเปคหมึกพิมพ์ใช้เวลาเป็นปี ขณะที่ขั้นตอนการพิมพ์ 20 ล้านฉบับ ใช้เวลาสัปดาห์เดียวก็เสร็จ

"โรงพิมพ์ของเราอยู่ในระดับค่อนข้างใหญ่ จะพิมพ์ประมาณ 1,500 ล้านฉบับพอๆ กับของอังกฤษ ส่วนอินโดนีเซียจะประมาณ 3,000 ล้านฉบับผมคิดว่าโทมัส เดอ ลา รู ซึ่งเป็นโรงพิมพ์เล็กๆ ที่พิมพ์ให้สิงคโปร์และประเทศเล็กๆ เขาพิมพ์ให้เขมรได้อย่างสบายๆ 20 ล้านฉบับ" นพพรกล่าว

ภารกิจหนักของนพพรเวลานี้ส่วนใหญ่ จึงอยู่ที่การปรับปรุงจัดองค์กรและโครงสร้างบุคลากรที่เอื้อต่อการทำงานของกองค้นคว้าและควบคุมคุณภาพ โดยมีแนวความคิดค่อยๆ แยกงานวิจัยออกจากงานควบคุมคุณภาพ ในอัตราละ 8 คน

บันไดของนักวิจัยจึงมิได้มุ่งสู่ผู้บริหารเหมือนสายงานอื่นๆ แต่จะได้อีกแบบที่เน้นงานวิจัยแท้จริง แต่ปัจจุบันคนของนพพรจำนวน 10 คนต่างต้องทำงานรูทีนจิปาถะ ประเภทควบคุมคุณภาพกระดาษหมึกพิมพ์ ออกสเปคต่างๆ และสั่งซื้อของนับร้อยรายการ

การสร้าง "คน" คือการลงทุนเพื่ออนาคตของโรงพิมพ์ธนบัตร โดยส่งนักเรียนทุนจำนวน 10 คน ไปเรียนสาขาวิศวกรรมด้านสิ่งพิมพ์ วิศวกรรมเคมีและอิเลคทรอนิค ที่นับวันจะหายากในสาขาสิ่งพิมพ์นี้

"แนวโน้มในอนาคตเรามองแบบอย่างญี่ปุ่นและเกาหลีที่เขาเป็นรูปสถาบันที่มีเอกเทศออกไป มีการบริหารและการให้ทุนวิจัย โดยไม่ผูกติดกับต้นทุนการผลิต ซึ่งบางครั้งทุนวิจัยก็อนุมัติยาก เพราะผลงานจะต้องใช้เวลาห้าหรือสิบปีโดยเฉพาะการวิจัยขั้นพื้นฐานที่ไม่ใช่การวิจัยประยุกต์" นพพร ทอฝันถึงอนาคต

จึงเป็นเรื่องที่น่าจับตาถึงการเปลี่ยนแปลงในอนาคต ที่มาจากลักษณะงานที่แตกต่างกัน เมื่อพิจารณาว่ากิจกรรมโรงพิมพ์เน้นการผลิตเชิงอุตสาหกรรมที่ต้องการความเป็นเอกเทศและความคล่องตัวในเชิงบริหารและการวิจัยพัฒนา ขณะที่หน้าที่หลักของแบงก์ชาติคือนายธนาคารของรัฐบาล ที่ทำงานกับข้อมูลมากกว่างานพิมพ์

ดังนั้นในอนาคตโรงพิมพ์ธนบัตรของธนาคารแห่งประเทศไทย น่าจะมีบทบาทที่ใหญ่กว่าระดับฝ่าย ที่พร้อมจะแตกตัวเป็นสถาบันกึ่งอิสระได้ !

   




 








upcoming issue

จากโต๊ะบรรณาธิการ
past issue
reader's guide


 



home | today's news | magazine | columnist | photo galleries | book & idea
resources | correspondent | advertise with us | contact us

Creative Commons License
ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย