Search Resources
 
Login เข้าระบบ
สมัครสมาชิกฟรี
ลืมรหัสผ่าน
 
  homenewsmagazinecolumnistbooks & ideaphoto galleriesresources50 managermanager 100join us  
 
 


bulletToday's News
bullet Cover Story
bullet New & Trend

bullet Indochina Vision
bullet2 GMS in Law
bullet2 Mekhong Stream

bullet Special Report

bullet World Monitor
bullet2 on globalization

bullet Beyond Green
bullet2 Eco Life
bullet2 Think Urban
bullet2 Green Mirror
bullet2 Green Mind
bullet2 Green Side
bullet2 Green Enterprise

bullet Entrepreneurship
bullet2 SMEs
bullet2 An Oak by the window
bullet2 IT
bullet2 Marketing Click
bullet2 Money
bullet2 Entrepreneur
bullet2 C-through CG
bullet2 Environment
bullet2 Investment
bullet2 Marketing
bullet2 Corporate Innovation
bullet2 Strategising Development
bullet2 Trading Edge
bullet2 iTech 360°
bullet2 AEC Focus

bullet Manager Leisure
bullet2 Life
bullet2 Order by Jude

bullet The Last page


ตีพิมพ์ใน นิตยสารผู้จัดการ
ฉบับ ตุลาคม 2536








 
นิตยสารผู้จัดการ ตุลาคม 2536
"ตลาดการศึกษานานาชาติลงทุนเพื่ออนาคตคนรุ่นใหม่"             
โดย สุปราณี คงนิรันดรสุข จิตติมา คุปตานนท์
 

   
related stories

"อรนุช พณิชากิจ กับมนตรีทรานสปอร์ต ยักษ์ใหญ่รับ-ส่งนักเรียนโรงเรียนนานาชาติ"

   
search resources

International School




การเปิดเสรีโรงเรียนนานาชาติในรัฐบาล อานันท์ ปันยารชุน ได้ก่อให้เกิดความตื่นตัวแบบก้าวกระโดดด้านวัฒนธรรมการศึกษาและวิดีทัศน์แบบโลกานุวัตร สมัยใหม่ขึ้นในหมู่ชนชั้นกลางระดับสูงของไทย ซึ่งกลายเป็นกลุ่มเป้าหมายทางการตลาดการศึกษาที่น่าลงทุนเพื่ออนาคตมากๆ ยามเช้าตรู่ ก่อนจะไปทำงานที่ธนาคารกสิกรไทย กิจวัตรประจำวันของ ดร.วรภัทร โตธนะเกษม คือพา "ปอย" ลูกสาวคนเดียวไปส่งถึงห้องเรียนชั้นประถมปีที่หนึ่งที่โรงเรียนนานาชาติเซนต์จอห์น ลาดพร้าว ซึ่งอยู่ใกล้ๆ บ้าน

ดร.วรภัทรเป็นตัวอย่างความวิตกกังวลที่เห็นและเป็นอยู่ของพ่อแม่ชนชั้นกลางระดับสูงยุคใหม่ที่มีลูกเพียงคนเดียว และพร้อมที่จะจ่ายค่าเล่าเรียนราคาแพงไม่ต่ำกว่า 150,000-250,000 บาทต่อปี เพื่อส่งเสริมให้ลูกสาวตัวน้อยๆ ได้มีโอกาสศึกษา "โรงเรียนนานาชาติ" เร็วกว่าที่ตนเคยสัมผัสมาสมัยเป็นเด็กที่ได้รับทุนเอเอฟเอสและทุนแบงก์กสิกรไทยเรียนปริญญาโทและเอกที่สหรัฐอเมริกา

แปดปีในอเมริกา ทำให้ดร.วรภัทรเห็น "คุณค่าการศึกษาในต่างประเทศ" ที่เปิดวิสัยทัศน์อันเปรียบเสมือนสปริงบอร์ดที่สร้างโอกาสก้าวไกลกว่าคนอื่น และพลิกผันชีวิตเด็กบ้านนอกอย่างเขาให้สามารถไต่เต้าฐานะทางสังคมสู่วงการระดับสูงได้ ปัจจุบันดร.วรภัทรดำรงตำแหน่งผู้ช่วยกรรมการผู้จัดกร ธนาคารกสิกรไทย สถาบันการเงินชั้นนำของไทย

"เด็กรุ่นผม มาถึงจุดนี้ได้เพราะสังคมเปิดโอกาส แต่วันนี้มันไม่ใช่..เด็กวัดไม่มีโอกาส ทุกอย่างต้องแข่งขันกันมากๆ เด็กรุ่นใหม่ที่พ่อแม่มีฐานะส่งไปเรียนเมืองนอก ต่างพูดฝรั่งไม่มีเพี้ยน ในอนาคตอีกสิบปีข้างหน้า อนาคตเศรษฐกิจจะอยู่ในมือพวกเขา ถ้าเราไม่เตรียมการศึกษาให้ ลูกจะมีความรู้ไม่ทัดเทียมเขา ผมจึงอยากให้ลูกเรียนภาษาตั้งแต่เด็ก ๆ พอสัก 6-7 ปี ที่ภาษาอยู่ตัว จึงจะเข้าระบบเรียนโรงเรียนไทย" ดร.วรภัทรเล่าให้ฟังถึงเหตุผลที่เลือกส่งลูกเข้าเรียนโรงเรียนนานาชาติเซนต์จอห์น เฉกเช่นเดียวกับ ขรรค์ ประจวบเหมาะ กรรมการบริหารธนาคารไทยทนุ

โลกานุวัตรของคนรุ่นพ่อแม่ซึ่งแตกเนื้อหนุ่มในยุคทศวรรษ 60 และขณะนี้อายุขึ้นต้นด้วยเลขสี่ ปรากฏตัวและเติบโตในรูปของเศรษฐีใหม่-เจ้าของกิจการ-มืออาชีพผู้บริหารระดับสูงที่มาพร้อมกับเศรษฐกิจแบบลูกโป่งในระยะ 5 ปีมานี้ โดยเฉพาะภาคธุรกิจที่ฉับไวต่อการเปลี่ยนแปลงมากเป็นพิเศษเช่นธุรกิจการค้าระหว่างประเทศเกี่ยวข้องกับการส่งออก-นำเข้า ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ธุรกิจ บริการ-จัดการ ธุรกิจโทรคมนาคม และธุรกิจตลาดเงินตลาดหุ้น

บทบาทของเศรษฐีใหม่หรือชนชั้นกลางระดับสูงนับวันจะยิ่งแข็งแกร่งมากขึ้นในโครงสร้างเศรษฐกิจไทย เพราะส่วนใหญ่เป็นคนหนุ่มสาวที่ไต่เต้าเขยิบฐานะทางสังคมจากความสามารถของตัวเองเป็นหลัก และสั่งสมฐานเงินทุนและแผ่ขยายทุนในเชิงโลกานุวัตรยิ่งกว่ารุ่นพ่อแม่เคยทำมา

พฤติกรรมของชนชั้นกลางรุ่นใหม่นี้ จึงมีหลักการชีวิตที่ปฏิเสธการผูกขาดที่จะลิดรอนเสรีภาพและโอกาสที่จะแสวงหาความร่ำรวย ปฏิเสธระบบราชการและการควบคุมจากราชการ แต่ก็ต้องการและรู้วิธีการหาประโยชน์จากความเละเทะในกลไลราชการ ผ่อนคลายในประเพณี ศีลธรรมและค่านิยมแบบดั้งเดิมของสังคม เข้าใจและเอาใจใส่ต่อกลไกและการเปลี่ยนแปลงของโลกว่า โลกทุกวันนี้พ้นขอบเขตจากพรมแดน กลายเป็นพลเมืองโลกมากกว่าพลเมืองไทย และเชื่อในเรื่อง SOCIAL MOBILIZATION

จากผลสำรวจอาชีพผู้ปกครองของนักเรียนโรงเรียนร่วมฤดีวิเทศศึกษา ซึ่งมีเด็กไทยเรียน 447 คนหรือ 25% ของนักเรียนทั้งหมด 1,791 คน จะพบว่าพ่อแม่เด็ก 35.41% อยู่ในระดับบริหารของธุรกิจชั้นนำ และอีก 31.25% เป็นเจ้าของกิจการ ขณะที่เป็นข้าราชการไทยประจำกระทรวงต่างประเทศ 16.28% และลูกเจ้าหน้าที่สถานฑูตมาเรียนเพียง 2.84% เท่านั้น

ถ้ารายได้ของครอบครัวต่ำกว่า 150,000 บาทต่อเดือน ก็เมินเสียเถอะ! ที่จะส่งลูกเข้าเรียนหลักสูตรนานาชาติ ยกเว้นแต่เป็นข้าราชการกระทรวงการต่างประเทศและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จะได้รับส่วนลดหย่อนค่าเล่าเรียนประมาณ 58%

ในปีการศึกษา 2535-36 จากตัวเลขของกระทรวงศึกษาธิการ ครอบครัวคนไทยระดับสูงที่ส่งลูกหลานนักเรียนไทยไปเรียนในโรงเรียนนานาชาติสิบแห่งมีจำนวนมากถึง 1,816 คนหรือ 21% ของจำนวนทั้งสิ้น 8,596 คน

แต่น่าสังเกตว่า โรงเรียนที่มีสัดส่วนเด็กไทยเรียนมากที่สุด ส่วนใหญ่เพิ่งตั้งขึ้นในปี 2535 เช่น นานาชาติเซนต์จอห์นมีนักเรียนชั้นปี 1-3 รวม 76 คน แต่เป็นเด็กไทยถึง 60 คนหรือ 78% หรือนานาชาติเอกมัยมีเด็กไทย 555 คนจากจำนวน 815 คน

จนเป็นที่น่าสงสัยว่า โรงเรียนจะประสบความสำเร็จหรือไม่ในหลักสูตรนานาชาติ หากรับเด็กไทยเข้าเรียนมากเกินกึ่งหนึ่งเช่นนี้ แทนที่จะกระจายสัดส่วนรับเด็กชายอื่นๆ บ้าง!?

โดยทั่วไปหลักสูตรนานาชาติจะมีวิชาพื้นฐานหลักๆ ได้แก่ ภาษาอังกฤษ คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และครอบคลุมไปยังวิชาภูมิศาสตร์ ประวัติศาสตร์ ดนตรี ศิลป การออกแบบ และพลศึกษาโดยมีครูผู้สอนและหลักสูตรที่ถ่ายทอดกระบวนการรู้เป็นภาษาอังกฤษ ที่แฝงด้วยวัฒนธรรมตะวันตกแบบรู้หน้าที่และทำงานเป็นทีม มีเสรีภาพในการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับเพื่อนภายในห้องเรียนขนาดเล็กที่มีจำนวนนักเรียนแค่ 20 คน

"โรงเรียนร่วมฤดีวิเทศศึกษาของเราจะมีโควต้ารับเด็กไทยประมาณร้อยละ 30 จากจำนวนเด็กใหม่ทั้งหมดที่รับแต่ละปีประมาณ 200 คน เพราะหากเรารับเด็กไทยมากเกินไปจะไม่เป็นผลดีต่อเด็กเอง" นี่คือคำบอกเล่าของอาจารย์ ถวิดา พิชเยนทรโยธิน บุตรสาวพันเอกถนัด คอมันตร์ อดีต รมว.ต่างประเทศ อาจารย์ถวิดาเป็นอดีตศิษย์เก่าร่วมฤดีฯ และเข้ารับงานบริหารโรงเรียนแห่งนี้มานานกว่า 10 ปี

อย่างไรก็ตาม เป็นที่น่าจับตาถึงผลกระทบของนโยบายกดดันของกระทรวงศึกษาธิการที่กำหนดสัดส่วนเด็กไทยกับเด็กต่างชาติในอัตราส่วน 50 ต่อ 50 ก็อาจจะทำให้ขีดจำกัดของโรงเรียนนานาชาติที่เพิ่งตั้งใหม่ ต้องกระทบกระเทือน

"ดิฉันเห็นด้วยที่กระทรวงมีการกำหนดสัดส่วนดังกล่าว เพราะถ้าหากนานาชาติมีเด็กไทยร้อยเปอร์เซนต์แล้วก็ไม่ได้เป็นนานาชาติแต่อย่างไร" อาจารย์ลักขณา ตะเวทิกุล ให้ความเห็นในฐานะเจ้าของโรงเรียนอนุบาลนานาชาติ ดิษยะศริน และแม่ของลูกสาวคนเก่งได้แก่ นิศานาถ (กิ๊บ) ลลิตา (แพม) ทั้งสองมีชื่อเสียงจากการเป็นนักร้องยุวชนยอดเยี่ยมปี 1990 และพิธีการรายการ "จิ๋วแต่แจ๋ว" กับ "ทอป สตาร์ พาเลส" ที่ช่อง 3 และพัชราลักษณ์ (เลดี้)

ทั้งสามได้รับการศึกษาอยู่ที่ร่วมฤดีวิเทศศึกษาและสิ้นปีการศึกษานี้ หลังจากเรียนจบไฮสกูล เกรด 12 แล้วนิศานาถจะต้องไปเรียนต่อยังสหรัฐอเมริกาพร้อมกับน้องแพม

"หลังจากกิ๊บเรียนจบเกรด 12 แล้วก็คิดว่าจะไปอเมริกา ตอนนี้ก็ดูข้อมูลหลายๆ มหาวิทยาลัยเราต้องเตรียมตัวมากเรื่องคณิตศาสตร์ ยิ่งคะแนนสูงยิ่งมีโอกาสติดทอปเทน และถ้าเราทำกิจกรรมเยอะๆ ก็จะดีต่อตัวเรา ไม่ใช่เก่งเรียนอย่างเดียว" นิศานาถเล่าให้ฟัง

ตัวเลขนักเรียนไทยที่เพิ่มขึ้นสะท้อนถึงความตื่นตัวของตลาดการศึกษาที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากนโยบายเปิดเสรีโรงเรียนนานาชาติ ที่ริเริ่มมาตั้งแต่สมัยรัฐบาลพลเอก ชาติชาย ชุณหะวัณ เพื่อแก้ปัญหาขาดแคลนสถานศึกษาแก่ลูกหลานนักลงทุนชาวต่างประเทศ

ต่อมาในรัฐบาลยุคอานันท์ ปันยารชุน ได้สานต่อนโยบายนี้จนสำเร็จ และยังเปิดเสรีเต็มที่ให้โรงเรียนนานาชาติรับเด็กไทยเข้าเรียนได้ โดยยกเลิกเงื่อนไขข้อที่ว่า ต้องเป็นลูกหลานคนไทยที่เกิดหรือเคยเรียนหนังสือต่างประเทศมาแล้วไม่น้อยกว่า 3 ปี

บรรดาพ่อแม่ต่างไชโยโห่ร้อง ที่ไม่ต้องส่งลูกไปศึกษาไกลถึงต่างประเทศ ขณะที่เจ้าของโรงเรียนที่ประสบความสำเร็จในหลักสูตรภาษาไทย ก็เริ่มมองเห็นลู่ทางลงทุนตั้งโรงเรียนนานาชาติแห่งใหม่ขึ้นมา เพื่อสนองตอบความต้องการของกลุ่มเป้าหมายที่เป็นเศรษฐีใหม่ หรือชนชั้นกลางระดับสูง ที่เคยผ่านการศึกษาจากต่างประเทศหรือเกี่ยวข้องระหว่างประเทศมา

กรณีของครอบครัวผู้ดีไทยแท้ที่สืบเชื่อสายสกุล "กุญชร ณ อยุธยา" อย่างมลุลี ปิ่นสุวรรณ์ อดีตครูไทยที่เคยสอนในโรงเรียนนานาชาติ และปัจจุบันเปิดร้านอาหารไทยที่อินโดนีเซียมีชื่อเสียงมากด้านขนมอร่อยจนต้องเปิดสอนสตรีชาวต่างประเทศ เป็นตัวอย่างชีวิตต่างแดนของคนไทย ซึ่งสามีทำงานอยู่อินโดนีเซีย มีลูกสี่คนที่ล้วนผ่านการศึกษาต่างประเทศ ลูกชายคนเล็ก "นิคกี้" หรือชื่อไทยว่า "อานนท์" ก็เกิดที่นั่นและศึกษาชั้นประถมจากโรงเรียนนานาชาติอินโดนีเซีย เมื่อต้องกลับมาเมืองไทย ลูกชายคนเล็กปรับตัวยากมาก เกิดอาการ CULTURE SHOCK พูดไทยไม่ชัดแต่พูดภาษาอังกฤษและอินโดนีเซียเป็นภาษาแม่ไม่ชอบคบคนไทยเพราะถูกล้อเลียนเรื่องชื่อว่า "นิคกี้" ชื่อเหมือนหมา" และรู้สึกว่าคนไทยหัวเราะมากเกินไป จนเขาแยกแยะไม่ออกว่า LAUGHT หรือ LAUGH WITH

"พี่คิดว่าระบบการศึกษาแบบอเมริกันให้โอกาสคนและยืดหยุ่น สำหรับลูกถ้าเข้าเรียนโรงเรียนไทย เขาอาจจะมีปมด้อย แต่ตอนนี้เขาเรียน I.S.B. ซึ่งมาตาฐานดีมากๆ และแคร์เด็ก อย่างพี่ไปเยี่ยมลูกสาวคนโตที่อเมริกา หนึ่งเดือน ลูกชายอยากไปด้วย แต่ไม่ได้ไป พอกลับมาทราบจาก PROGRESSIVE REPORT ของโรงเรียนว่าไม่ทำการบ้านเลย ทางครูทุกคนก็ประชุมกับผู้ปกครองทำ OPEN HOUSE ช่วยกันให้ความสนใจปัญหาจริงใจ ทุกวันนี้เขาเรียนเกรด 7 และเมื่อจบเกรด 8 ก็คิดว่าจะส่งเขาไปเรียนไฮสกูลที่อเมริกา โรงเรียนเดียวกับที่พ่อเขาเคยเรียน" มลุลีเล่าให้ฟังถึงวิถีที่เลือกแล้วของลูกชายคนเล็ก

เพียงชั่วระยะเวลาปีเดียวหลังเปิดเสรีในปี 2534 ปรากฏรายชื่อที่กระทรวงศึกษาธิการยาวเหยียดจากเดิมที่มีอยู่นานแล้ว 5 แห่งคือสถานศึกษานานาชาติ (I.S.B) ร่วมฤดีวิเทศศึกษา (R.I.S) บางกอกพัฒนา สมาคมไทย-ญี่ปุ่น และนานาชาติเชียงใหม่ โดย I.S.Bกับร่วมฤดีและนานาชาติเชียงใหม่ได้รับรองวิทยฐานะจาก WASC(WESTERN ASSOCIATION OF SCHOOLS AND COLLEGEES) สามารถเข้าศึกษาต่อที่อื่นได้ทั่วโลกก็เพิ่มขึ้นอย่างมากมาย

ช่วงปีแห่งการท้าทาย ตลาดเสรีที่ต้องแข่งขันกันในตลาดการศึกษานานาชาติ ระหว่างปี 2535-37 จะมีโรงเรียนนานาชาติที่ก่อตั้งขึ้นใหม่ถึง 16 แห่ง สำหรับปีที่แล้ว สถานศึกษาที่เปิดรับเด็กใหม่มีเพียง 5 แห่งคือ อนุบาลนานาชาติดิษยะศริน นานาชาติเซนต์จอห์น นานาชาติเอกมัย นานาชาติใหม่แห่งประเทศไทย และไทยซิกข์นานาชาติ

ส่วนปีหน้า 2537 โรงเรียนนานาชาติจะเกิดขึ้นมหม่ 11 แห่ง แยกตั้งในกรุงเทพ 3 แห่ง คืออนุบาลนานาชาติสารสาสน์ มัธยมนานาชาติ ประชาคมนานาชาติ และกระจายตามหัวเมืองบริวารสำคัญๆ เพื่อสนองตอบนักลงทุนชาวต่างประเทศที่อยู่ในต่างจังหวัด ได้แก่โรงเรียนนานาชาติจักรวาลตั้งที่อ.ปากช่อง นครราชสีมา โรงเรียนนานาชาติอัสสัมชัญที่ชลบุรี นานาชาติการ์เดนที่ระยอง นานาชาติภูเก็ต นานาชาติพัฒนาที่สมุทรปราการ นานาชาติพัทยาที่ชลบุรีและเยอรมันคริสเตียนเชียงใหม่ ที่อ.สารภี

รายล่าสุดคือโครงการโรงเรียนนานาชาติของ ดร.อาทิตย์ อุไรรัตน์ ซึ่งเซ็นสัญญากับ "ดัลลิชคอลเลจ" สถาบันการศึกษาแนวหน้าแห่งสหราชอาณาจักรที่ผู้ดีไทยนิยมส่งลูกหลานไปเรียน บุคคลชั้นนำที่เคยเป็นศิษย์เก่า เช่น ม.จ.ภีศเดช รัชนี ผู้อำนวยการมูลนิธิโครงการหลวง อานันท์ ปันยารชุน อดีตนายกรัฐมนตรี อาสา สารสิน ประธานกรรมการบริษัทผาแดงอินดัสทรี และปกรณ์ ทวีสิน ประธานธนาคารไทยทนุ

โรงเรียนประจำแบบสหศึกษาภายใต้ชื่อ "ดัลลิชคอลเลจ (ประเทศไทย)" แห่งนี้จะเกิดขึ้นบนเนื้อที่ 1,000 ไร่บนเกาะภูเก็ต ที่รายล้อมด้วยสนามกอล์ฟเขียวขจีและมหาวิทยาลัยนานาชาติรังสิต

หลักสูตรปฐมนิเทศพิเศษของดัลลิช คอลเลจ(ประเทศไทย) นี้จะเริ่มต้นครั้งแรกในเดือนมีนาคม 2538 ซึ่งจะเปิดรับนักเรียน "รุ่นก่อตั้ง" จำนวน 150 คนเพื่อรับเข้าติวเข้มด้านภาษาอังกฤษ และเรียนรู้การอยู่โรงเรียนประจำตามแบบฉบับอังกฤษ

จะเห็นได้ว่า ประเภทผู้ขอตั้งใหม่ก็มีหลากหลายวัตถุประสงค์ เช่น องค์การสหประชาชาติขอตั้งโรงเรียน "นานาชาติใหม่แห่งประเทศไทย" (IST) สำหรับลูกเจ้าหน้าที่ยูเอ็นที่ประจำอยู่ในประเทศไทย โดยใช้สถานที่เดิมของ I.S.B ที่ซอยสุขุมวิทซอย 15 ส่วน I.S.B ได้ย้ายไปยังที่แห่งใหม่เนื้อที่กว้างขวางถึง 80 ไร่บริเวณที่นิชดาธานี ปากเกร็ด นนทบุรี

สำหรับโรงเรียนไทยซิกข์นานาชาติที่สมุทรปราการจัดตั้งขึ้นตามเชื้อชาติ ศาสนา เปิดสอนหลักสูตรแบบอเมริกัน มีทั้งหมด 12 เกรด ปรากฏว่ามีเด็กไทยซิกข์ที่เกิดในประเทศไทยเข้าเรียนมากถึง 404 คนหรือ 75% ของจำนวนนักเรียนทั้งหมด 535 คน

บางรายก็มุ่งเจาะตลาดคนไทย เช่น โรงเรียนนานาชาติเซนต์จอห์นและนานาชาติเอกมัย ล่าสุดที่โรงเรียนสาธิตเกษตร ซึ่งไม่ได้สังกัดกระทรวงศึกษาธิการก็คาดว่าจะเปิดหลักสูตรนานาชาติขึ้นในปีหน้า โดยเน้นกลุ่มผู้ปกครองที่ต้องการวัฒนธรรมความเป็นไทยเป็นหลัก แม้ว่าจะใช้หลักสูตรระบบอเมริกันและครูชาวต่างประเทศก็ตาม

"คนที่เป็นไทยๆ ไม่ว่าจะเป็นนักธุรกิจสาขาใดก็ตาม ดิฉันคิดว่าเขาคงอยากให้ลูกมีความเป็นไทย มีวัฒนธรรม มารยาทดีงาม แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าเรื่องภาษาเป็นสิ่งสำคัญในชีวิตการงานต่อไป" อาจารย์ จงรักษ์ ไกรนาม ครูใหญ่โรงเรียนสาธิตเกษตรให้ความเห็น

ตามแผนการเปิดรับนักเรียนหลักสูตรนานาชาติของสาธิตเกษตร ปีแรกจะเปิดรับเฉพาะชั้นป.1 -ป.3 ห้องละ 20 คน ส่วนในปีถัดไปจะรับเฉพาะเด็ก ป.1 เท่านั้น โดยชั่วโมงเรียนประมาณ 33 ชม.ต่อสัปดาห์ และจะมีชั่วโมงเรียนวัฒนธรรมไทยอาทิตย์ละ 2 คาบ

อัตราเก็บค่าเล่าเรียนของหลักสูตรนานาชาติสาธิตเกษตรจะอยู่ในเกณฑ์สูงมากปีละไม่เกิน 300,000 บาท ซึ่งรวมค่าเล่าเรียน หนังสือตำรา และอาหารแต่ไม่มีบริการรถรับ-ส่งนักเรียน

"ค่าเล่าเรียนนี้เราคำนวณจากค่าใช้จ่ายที่จ่ายออกไป เงินเดือนครูเป็นค่าใช้จ่ายสูงสุด เช่นต้องจ้างอาจารย์ประจำชาวต่างประเทศมีเงินเดือนๆ หนึ่งไม่ต่ำกว่า 1,500-2,000 เหรียญสหรัฐ นอกเหนือจากสวัสดิการอื่นๆ" อาจารย์จงรักษ์เล่าให้ฟัง

เมื่อเปรียบเทียบค่าเล่าเรียนเกณฑ์มาตรฐานโลกของโรงเรียนนานาชาติที่มีชื่อเสียงและเป็นผู้นำการศึกษาด้านนี้มานานอย่าง I.S.B จะพบว่าระดับอนุบาล
(KINDERGARTEN) เกรด 5 จ่ายค่าเล่าเรียนปกติปีละ 179,300 บาทบวกกับค่าลงทะเบียนแรกเข้า 71,000 บาท ไม่รวมอัตราค่ารถอยู่ระหว่าง 27,000-41,000 บาทซึ่งขึ้นอยู่กับระยะทางใกล้ไกล

แต่ถ้าต้องเรียน ESL(ENGLISH AS A SECOND LANGUAGE) เสริมทักษะภาษาอังกฤษ ก็จ่ายเพิ่มเติมตามลำดับ LEVEL A=71,400 บาท B=61,000 บาท C=50,700 บาท

สำหรับระดับเกรด 6-8 (MIDDLE SCHOOL PROGRAM) ค่าเล่าเรียนปกติ 195,200 บาท และระดับไฮสกูล เกรด 9-12 จะจ่ายค่าเล่าเรียนปีละ 199,300 บาท

นักเรียนไทยที่ไม่เก่งภาษาอังกฤษก็ต้องติวเข้ม ESL โดย LEVEL A จ่าย 74,900 บาท B=53,200 บาทและ C=30,000 บาท

"โรงเรียนของเราจัดว่าการเรียนการสอนนานาชาติที่ดีที่สุด เรามีครู่ที่เก่งที่คัดเลือกจากสถาบันการศึกษาชั้นนำของอเมริกา เมื่อเทียบกับการส่งลูกคุณไปเรียนต่างประเทศ ต้องสิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายสูงผมคิดว่าที่นี่จะเป็นสถานศึกษาที่ดีที่สุดที่ให้การศึกษาและสิ่งอำนวยความสะดวกอันโออ่าและกว้างขวาง" มร.ROBERT W.BREWITT ผู้อำนวยการที่บริหาร I.S.B มาแล้วสิบปีเล่าให้ฟัง

อย่างไรก็ตาม ค่าเล่าเรียนที่แพงมากเหล่านี้ไม่เป็นปัญหาสำหรับผู้ปกครองนักเรียนซึ่งพร้อมจะจ่ายแต่ปัญหาเรื่องสถานที่ตั้งของโรงเรียนซึ่งโยกย้ายมาอยู่นอกเมือง ห่างไกลจากใจกลางเมืองอย่างลิบลับถือว่าเป็นข้อพิจารณาประการแรกสุดของพ่อแม่ที่ไม่ต้องการให้ลูกต้องทุกข์ทรมานกับการเดินทางยาวนานเกินไป เพราะปัญหาการจราจรติดขัดมากๆ

เมื่อสองปีที่แล้ว เป็นที่ปริวิตกของผู้ปกครองโรงเรียนนานาชาติชั้นนำสองแห่ง I.S.B และร่วมฤดีวิเทศศึกษา (R.I.S) ว่า ถ้าโรงเรียนย้ายจากใจกลางเมืองย่านสุขุมวิทไปอยู่ชานเมือง นนทบุรีและมีนบุรี จะให้ลูกลาออกดีหรือไม่ ?

แต่ด้วยระบบบริการรับ-ส่งนักเรียนอันทันสมัยและมีประสิทธิภาพการจัดการของมนตรีทรานสปอร์ต ซึ่งเป็นผู้คุมตลาดโรงเรียนนานาชาติเกือบทุกแห่ง ทำให้ความวิตกกังวลแทบไม่มี

"ตอนที่เราย้ายจากซอยร่วมฤดีมาอยู่ที่นี่ อัตราการเพิ่มของนักเรียนเป็นแบบก้าวกระโดดอย่างเด่นชัดเพราะแคมปัสใหญ่ขึ้นจำนวนห้องมากขึ้น แต่ยังคงรักษาจำนวนนักเรียนต่อห้องไว้ประมาณ 20-25 คนเท่านั้น" อาจารย์ถวิดา ครูใหญ่โรงเรียนร่วมฤดีฯ เล่าให้ฟัง

ในอดีต ปี 2532 โรงเรียนร่วมฤดีวิเทศศึกษามีนักเรียนเพียง 528 คน แต่ภายในระยะเวลาเพียง 4 ปีอัตราก้าวกระโดดทะยานขึ้นสู่หลักยอดรวมถึง 1,791 คน โดยมีนักเรียนจาก 43 เชื้อชาติ

ถึงกระนั้นก็ตาม ก็มีเสียงบ่นจากผู้ปกครองบางคนว่า แม้โรงเรียนจะมีบริเวณกว้างขวางใหญ่โตขึ้น เพียบพร้อมด้วยสิ่งอำนวยความสะดวก เช่นสระว่ายน้ำ สนามเทนนิส สนามกีฬา แต่เมื่อนักเรียนบางกลุ่มที่บ้านอยู่ไกลต้องรับกลับ ก็ทำให้ไม่สามารถใช้บริการจากสิ่งเหล่านี้ได้เต็มที่

จุดนี้เองที่ทำให้ โรงเรียนนานาชาติขนาดเล็กที่เพิ่มตั้งขึ้นใหม่ จึงยึดหัวหาดอยู่ในใจกลางกรุงเทพย่านที่อยู่ชาวต่างประเทศ แถบบริเวณถนนสุขุมวิท พระโขนง และถนนสาธร ยานนาวาเป็นหลัก เช่นอนุบาลนานาชาติสารสาสน์ที่ยานนาวา มัธยมนานาชาติที่พระโขนง ประชาคมนานาชาติที่ยานนาวา เป็นต้น

แต่บนเส้นทางถนนลาดพร้าว ซึ่งมีโรงเรียนนานาชาติเซนต์จอห์น เป็นแหล่งศึกษาเพียงแห่งเดียวที่ได้เปรียบด้านที่ตั้ง สามารถดึงดูดใจผู้ปกครองที่ฐานะสูงบริเวณย่านนั้นให้ส่งลูกๆ มาเรียนที่นี่มาก

แม้บางครั้งจะมีเสียงบ่นจากพ่อแม่เด็กว่า สิ่งแวดล้อมบางด้านของนานาชาติเซนต์จอห์นไม่เอื้ออำนวยต่อพัฒนาการของเด็กเท่าที่ควร เช่นสนามหญ้าเทียมมีเนื้อที่แคบเกินไปสำหรับเด็กวิ่งเล่นการปนเปหลักสูตรต่างๆ ทั้งประถม มัธยม และอาชีวะในสถานที่เดียวกันเป็นภาพน่าวุ่นวายใจสำหรับผู้ปกครองเด็ก

"ต่อไปในอนาคตอาคารทั้งหลังนี้จะเป็นของโรงเรียนนานาชาติเซนต์จอห์น แล้วเด็กโตจะย้ายออกไปอยู่อาคารหลังใหม่ที่จะสร้างเสร็จเร็วๆ นี้ ทำให้เรามีเนื้อที่จัดสรรได้เหมาะสมมากขึ้น" MR.ALUN R.THOMAS ครูใหญ่ที่รับภารกิจบริหารหลักสูตรใหม่นี้เล่าให้ฟัง

แต่ปัญหาความคับแคบของสถานที่โรงเรียนเซนต์จอห์น ซึ่งมีหลักสูตร "ครบวงจร" มากที่สุดในตลาดการศึกษา ได้กลายเป็นข้อเปรียบเทียบกับโรงเรียนสาธิตเกษตร ที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ใกล้เคียงกัน ปีหน้าจะเปิดหลักสูตรนานาชาติโดยใช้จุดแข็งในแง่ภาพพจน์ความเป็นโรงเรียนสาธิตและอาณาบริเวณโรงเรียนที่กว้างขวางกว่ามากๆ

จุดนี้อาจจะกระตุ้นให้พ่อแม่ซึ่งต้องการสรรหาสิ่งแวดล้อมที่ดีที่สุดแก่ลูกอาจต้องเปลี่ยนย้ายไปอยู่ที่ใหม่ แม้จะพอใจกับระบบการเรียนการสอนของนานาชาติเซนต์จอห์นก็ตาม

ธุรกิจการศึกษาในระยะยาวในรูปแบบองค์กรไม่แสวงหากำไร จึงเป็นเหมือนน้ำซึมบ่อทราย ที่ต้องการสร้างความเชื่อถือในรูปภาพพจน์ และชื่อเสียงของสถาบันให้เป็นปึกแผ่นมั่นคง

แม้ว่าต้นทุนการลงทุนด้านนี้จะสูงมาก เพราะต้องจ้างครูชาวต่างประเทศด้วยผลตอบแทนเทียงเคียงมาตรฐานสากล เงินเดือนไม่ต่ำกว่า 1,500-2,000 ดอลลาร์สหรัฐ นอกเหนือจากสวัสดิการค่าเช่าบ้าน ค่ารักษาพยาบาลและอื่นๆ

ด้านการลงทุนตำราเรียนก็ต้องนำเข้าจากต่างประเทศ และอุปกรณ์เครื่องมือการสอนต้องทันสมัย ซึ่งจะมีบริษัทมืออาชีพต่างประเทศจัดทำหลักสูตรเป็นชุดให้

จากต้นทุนการศึกษาที่แพงมากนี้ ทำให้ค่าเล่าเรียนของโรงเรียนนานาชาติมีอัตราสูงมาก เมื่อเทียบกับค่าเล่าเรียนทั่วไปของโรงเรียนไทย แต่จะอยู่ในมาตรฐานใกล้เคียงกับโรงเรียนเอกชนในต่างประเทศ

"หากมองในแง่ธุรกิจ จะว่าเสี่ยงก็เสี่ยง แต่ถ้าเรามองในแง่การศึกษา ก็จะไม่มีความเสี่ยงมากมากอยู่ได้ก็อยู่ อยู่ไม่ได้ก็ไม่เป็นไร…เราถือว่าเราทำวิชาชีพนี้ด้วยใจรัก" อาจารย์ลักขณา ตะเวทิกุล เจ้าของโรงเรียนอนุบาลดิษยะศริน ซึ่งร่ำเรียนวิชาการบริหารการศึกษาระดับปริญญาโทจากสหรัฐอเมริกาเล่าให้ฟัง

ประสบการณ์ที่เคยทำงานด้านเนอสเซอรี่เด็กและได้รับการถ่ายทอดวิชาจากคุณปู่คุณย่าซึ่งเป็นเจ้าของโรงเรียน บวกกับวิชาการที่ศึกษาจากอเมริกาทำให้เธอตัดสินใจก้าวเข้าสู่การทำธุรกิจโรงเรียนอนุบาลดิษยะศรินขึ้นมาเองจากทุนส่วนตัว และต่อมาได้เปิดสอนหลักสูตรอนุบาลนานาชาติ เพื่อตอบสนองปัญหาขาดแคลนที่เรียนของลูกนักธุรกิจชาวต่างประเทศและเจ้าหน้าที่สถานฑูตต่างๆ

อนุบาลนานาชาติดิษยะศรินจะรับเด็กเล็กอายุตั้งแต่ 2 ขวบจนถึง 6 ขวบ โดยจัดแบ่งเวลาสองปีสำหรับเนอสเซอรี่ ซึ่งค่าเล่าเรียนเก็บ 16,000 บาทต่อเทอม และอีกสองปีสำหรับชั้นอนุบาลที่เก็บ 18,000 บาทต่อเทอม ไม่รวมค่ารถที่อยู่ระหว่างเดือนละ 800-1,500 บาท ปัจจุบันมีนักเรียนประมาณ 150 คนเป็นคนไทย 20 คน ต่างชาติ 130 คน

"สัดส่วนเด็กไทยต่อเด็กต่างชาติประมาณ 15 ต่อ 85 ซึ่งเพิ่มขึ้นกว่าเดิมเล็กน้อย แต่เดิมพ่อแม่เด็กไทยจะส่งเรียนหลักสูตรนานาชาติน้อยมากเพราะแม้เขาเรียนจบแล้ว ก็ไม่สามารถเรียนต่อในโรงเรียนนานาชาติได้ แต่ขณะนี้ทำได้แล้วเพราะเปิดเสรีให้คนไทย" เจ้าของอนุบาลนานาชาติดิษยะศรินเล่าให้ฟัง

การเปิดเสรีภาพการศึกษานานาชาติจะวางตำแหน่งลูกหลานของครอบครัวชนชั้นกลางระดับสูงไปในทิศทางที่พวกเขาสามารถจะ INTERGRATE ตัวเองเข้าไปในภูมิภาคแห่งโลกานุวัตรได้อย่างมีประสิทธิภาพหรือไม่ เป็นเรื่องน่าจับตาถึงอำนาจเศรษฐกิจภายใต้กำมือของกลุ่มชนชั้นนำที่มีไม่ถึงหมื่นคนนี้ !?

   




 








upcoming issue

จากโต๊ะบรรณาธิการ
past issue
reader's guide


 



home | today's news | magazine | columnist | photo galleries | book & idea
resources | correspondent | advertise with us | contact us

Creative Commons License
ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย