Search Resources
 
Login เข้าระบบ
สมัครสมาชิกฟรี
ลืมรหัสผ่าน
 
  homenewsmagazinecolumnistbooks & ideaphoto galleriesresources50 managermanager 100join us  
 
 


bulletToday's News
bullet Cover Story
bullet New & Trend

bullet Indochina Vision
bullet2 GMS in Law
bullet2 Mekhong Stream

bullet Special Report

bullet World Monitor
bullet2 on globalization

bullet Beyond Green
bullet2 Eco Life
bullet2 Think Urban
bullet2 Green Mirror
bullet2 Green Mind
bullet2 Green Side
bullet2 Green Enterprise

bullet Entrepreneurship
bullet2 SMEs
bullet2 An Oak by the window
bullet2 IT
bullet2 Marketing Click
bullet2 Money
bullet2 Entrepreneur
bullet2 C-through CG
bullet2 Environment
bullet2 Investment
bullet2 Marketing
bullet2 Corporate Innovation
bullet2 Strategising Development
bullet2 Trading Edge
bullet2 iTech 360°
bullet2 AEC Focus

bullet Manager Leisure
bullet2 Life
bullet2 Order by Jude

bullet The Last page


ตีพิมพ์ใน นิตยสารผู้จัดการ
ฉบับ ตุลาคม 2536








 
นิตยสารผู้จัดการ ตุลาคม 2536
"ศูนย์กู้ภัยแตกต่างแต่อย่าแก่งแย่ง"             
โดย วิลาวัณย์ วิวัฒนากันตัง
 

   
related stories

"ป่อเต็กตึ๊ง-ร่วมกตัญญู : คู่บุญคู่แค้น"

   
search resources

คณะกรรมการป้องกันอุบัติภัยแห่งชาติ - กปอ.
ชาตรี สุทัศน์ ณ อยุธยา




เป็นความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมี "ศูนย์กู้ภัย" เพื่อรองรับ และช่วยเหลือผู้ประสบอุบัติภัยในรูปแบบอันหลากหลายที่ถี่ขึ้น โดยมีโครงสร้างและสายบังคับบัญชาที่ชัดเจน กระจายความช่วยเหลือได้ทั่วประเทศด้วยระบบการประสานงานข่ายการสื่อสารที่ครบวงจรทันสมัยและเป็นเอกภาพ ไม่ใช่แค่มุ่งขอให้ตนเป็นใหญ่ มิเช่นนั้นแล้วคงจะเป็นดังที่พูดกันว่า…ถ้าเกิดอีก ก็ตายแบบเดิมอีก…?

ยังจำได้ไหม…?

…รถแก๊สระเบิดบนถนนเพชรบุรีตัดใหม่

…ไฟไหม้สารเคมีที่คลองเตย

…ไฟไหม้โรงงานตุ๊กตาเคเดอร์

…ตึกโรงแรมรอยัลถล่มที่โคราช

เหตุการณ์ที่ล้วนแต่ก่อโศกนาฏกรรมครั้งใหญ่ซ้ำแล้วซ้ำอีก แต่บุคคลผู้ไม่เคยพลัดพรากและสูญเสียสิ่งอันเป็นที่รัก ย่อมไม่อาจรู้ซึ้งถึงความรู้สึกปวดร้าวและเศร้าโศก..!

ทั้งที่หลายคนมองว่า เราไม่น่าที่จะต้องสังเวยอุบัติภัยด้วยคนเจ็บหรือคนตายเป็นร้อยๆ อย่างนั้น ถ้าเพียงแต่เรามีระบบงานกู้ภัยที่มีประสิทธิภาพ

แน่นอน…การป้องกันมิให้เกิดอันตรายขึ้นทั้งแก่ชีวิตและทรัพย์สินย่อมเป็นหนทางที่ดีที่สุด แต่ขณะเดียวกันก็จำเป็นต้องมีศูนย์กู้ภัยที่ครบวงจรสมบูรณ์แบบเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบอุบัติภัยในรูปแบบต่างๆ ให้อยู่รอดปลอดภัยที่สุด

แต่ที่ผ่านมา ไร้การประสานงานอย่างสิ้นเชิง จะมีก็แต่การประสานงาเท่านั้น…!

"ถ้าเกิดอีก ก็ตายแบบเดิมอีก" แหล่งข่าวระดับสูงจากคณะกรรมการป้องกันอุบัติภัยแห่งชาติ (กปอ.) กล่าวถึงความด้อยประสิทธิภาพในการกู้ภัย "การประสานงานไม่มี ผู้สั่งการก็ไม่มี"

ยิ่งกรณีตึกโรงแรมรอยัลที่โคราชถล่มนับเป็นความทุลักทุเลที่สุดในประวัติศาสตร์การกู้ภัยทีเดียว ไม่มีที่ไหนที่ต้องใช้เวลาถึง 3 วันกว่าจะรื้อซากตึกที่ถล่มเพื่อช่วยชีวิตที่ติดอยู่ในนั้น

"ถ้าเอาซากตึกพังด้านหน้าออกก่อน คนจะไม่เจ็บเพิ่มเพราะตึก 6 ชั้น ยุบจนเกือบจะเซ็ทตัวของมันเองก่อน โดยใช้เครื่องมือหรืออุปกรณ์เอาชิ้นส่วนตึกออก ช่วยคนออกมา แล้วเจาะด้านข้างของตัวอาคารที่ยุบไป" พล.ต.ต.ชาตรี สุทัศน์ ณ อยุธยา ผู้บังคับการกองตำรวจดับเพลิงย้อนถึงความวุ่นวายที่เกิดขึ้นจนเป็นเหตุความเศร้าสลดที่ไม่น่าจะเป็น

แท้จริง คนไทยมีน้ำใจ ใครเดือนร้อนอะไรก็อยากจะช่วย แต่เพราะความเป็นไทยๆ โดยไม่มีการจัดระบบและสายบังคับบัญชานี่เอง ที่ทำให้คนเจ็บน้อยต้องเจ็บมากหรือคนเจ็บมากอาจจะต้องตายไป

ทำไม…?

เพราะมีคนไปช่วยเป็นพัน "ลองคิดดู ถ้าน้ำหนักตัว 50 กิโลต่อคน ไปยืนบนตึกที่พัง จะขนาดไหน เอารถตีนตะขาบไปวิ่งยังเบากว่า" ผู้การกองตำรวจดับเพลิงเปรียบเทียบถึงความวุ่นวายสับสนที่โคราช

คนที่อยู่ในเหตุการณ์ย่อมจะรู้เห็นว่า มีคนช่วยเป็นร้อยต่อคนเจ็บแค่หนึ่งคน ยังไม่รวมถึงคนที่มามุงดูกันคณานับ ทุกคนอยากช่วยแต่ก็ไม่รู้จะทำยังไง" แต่บางคนก็แค่ให้ได้แตะคนเจ็บหรือศพเพราะมีภาพที่จะออกทั้งหนังสือพิมพ์และทีวี มันเหมือนกับขอให้ได้เห็นหน้าก็ยังดี" แหล่งข่าวรายหนึ่งจากกองตำรวจดับเพลิงลำดับภาพความยุ่งยากที่เกิดขึ้น

ในเหตุการณ์มีผู้ปฏิบัติงานหลายหน่วย แต่ไม่มีใครสั่งใครได้ กลายเป็นว่าใครจะลงมือในส่วนไหนของตึกก็รื้อขุดกันไปตามดุลยพินิจของตน

น้ำใจคนไทยจึงกลายเป็นคมดาบที่ทำร้ายชีวติใต้ตึกถล่มไปอย่างน่าเสียใจยิ่ง…!

ขณะที่คนที่มีความรู้ เขาก็ไม่กล้าเข้าไป เพราะเขาได้กลิ่นแก๊ส แหล่งข่าวกปอ.เล่าถึงสภาพปัญหาที่เรายังไม่มีคนมีความรู้และชำนาญการกู้ภัยพอ แต่คนมีความรู้ซึ่งซ่อนตัวอยู่ตามหน่วยงานต่างๆ ก็ไม่ได้ทำ

กรณีตึกถล่มที่โคราชต่างจากไฟไหม้โรงงานตุ๊กตาเคเดอร์ ส่วนใหญ่ตึกพังหลังไฟไหม้ คนงานที่ตายส่วนมากเพราะสูดอากาศพิษเข้าไป

ที่สำคัญกว่าโรงงานเคเดอร์จะแจ้งดับเพลิงก็ไหม้ไปแล้วหนึ่งชั่วโมง "เราเดินทาง 20 นาที ไปถึงประมาณ 5 นาทีตึกก็ถล่มแล้ว" แหล่งข่าวจากกองตำรวจดับเพลิงอธิบายถึงจุดอ่อนที่ทำให้สูญเสียแรงงานหญิงมากอย่างน่าเสียดาย เนื่องจากคิดว่าจะดับไฟเองได้

เพราะฉะนั้น สิ่งที่จะต้องทำก็คือ ดับทะเลเพลิงที่กำลังลุกโชนอยู่พร้อมทั้งช่วยชีวิตที่ติดอยู่ตามจุดต่างๆ ใต้ตึกที่ถล่มลงไป

แต่กรณีเคเดอร์ยังดีกว่ากรณีที่โคราชเพราะผู้บริหารระดับสูง คือ พลเอกชวลิต ยงใจยุทธหรือบิ๊กจิ๋ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยซึ่งไปถึงที่เกิดเหตุเร็ว และเรียกแบบได้ พร้อมทั้งสั่ง การต่างๆ ทำให้ประสานงานได้ดีกว่าที่โคราช

ส่วนไฟไหม้ที่คลองเตยกลับเจอปัญหาเรื่องสารเคมี เมื่อตำรวจดับเพลิงไปถึงก็ต้องช่วยคนที่ติดอยู่ในกองไฟก่อน คนทำงานที่เข้าไป ก็ไม่รู้ว่าเป็นสารอะไร ขณะที่ตำรวจดับเพลิงไม่มีเครื่องป้องกันตัวเอง ชุดกันสารพิษก็ไม่มี อันเป็นจุดขาดแคลนที่เกิดขึ้นในกองตำรวจดับเพลิง ไม่ต่างจากกรณีรถแก๊สระเบิดบนถนนเพชรบุรีเมื่อกันยายน 2533

กรณีแก๊สระเบิด "คนเจ็บเยอะ ตายมากเพราะมุงดูกันมาก ทั้งที่บอกว่าห้ามเข้าตั้งแต่ช่วงประตูน้ำรถก็ยังเข้ากันมา คนทำงานก็ลำบาก" แหล่งข่าวจากตำรวจดับเพลิงชี้ถึงลักษณะไทยมุงที่เป็นเหตุทำให้เกิดอันตรายที่ตามมาอยู่เสมอๆ

"แต่ยังโชคดีตอนนั้นนายกชาติชายไปถึงที่เกิดเหตุเร็วมาก ไปถึงก็สั่งตามทุกคนที่เกี่ยวข้องและดำเนินการทันที ไม่อย่างนั้นแล้ว คนคงเจ็บและตามเพิ่มขึ้นอีกมาก" แหล่งข่าวรายเดิมกล่าวสอดคล้องกับพ.อ.พีระพัฒน์ รุ่งวิทูหรือหมอพีร์ แพยท์ประจำตึกอุบัติเหตุ โรงพยาบาลพระมงกุฏ หน่วยแพทย์เคลื่อนที่เร็วที่มักจะไปถึงที่เกิดเหตุเป็นประจำโดยมองว่า ถ้าทุกฝ่ายประสานงานกันด้วยดี จะทำให้แพทย์ช่วยคนเจ็บได้อย่างมีประสิทธิภาพเป็นเงาตามตัวเช่นกัน

ที่ผ่านมา อาจจะยังไม่มีศูนย์แพทย์กู้ภัยโดยตรง แต่ก็มีชุดแพทย์ที่เข้าร่วมกู้ชีวิตหลักหลายแห่ง เช่น ชุดแพทย์ของโรงพยาบาลพระมงกุฏฯ ของโรงพยาบาลตำรวจ ของสภากาชาดไทย และของกทม.เป็นต้น

แต่ที่เด่นเป็นพิเศษเป็นชุดแพทย์ที่นำทีมโดยหมอพีร์ ด้วยวัย 41 ที่เก็บเอาความรู้สึกฝังใจมาแปรสู่ฝันต่อลมหายใจแก่เพื่อนมนุษย์…!

จากการตรวจสอบข้อมูลหลายแห่งพบว่าหมอพีร์จะเป็นคนแรกๆ ที่ไปถึงพื้นที่พร้อมชุดรถพยาบาลอยู่บ่อยๆ แต่เขาไม่นิยมเปิดตัวว่าเป็นคนที่มีความรู้เรื่องแพทย์กู้ภัยดีมากคนหนึ่ง

ดูเหมือนว่าหมอพีร์จะเป็นคนนอกวงการกู้ภัยโดยตรงคนเดียวที่สนใจ และศึกษางานกู้ภัยไม่น้อยไปกว่าคนวงในหลายๆ คน เพราะเขารู้ซึ้งถึงความรู้สึกของคนที่ต้องเจออุบัติภัยได้ดี ถึงจะทำงานโดยอาศัยช่องโหว่ของระเบียบที่มีอยู่ก็ตาม แต่ครั้นไม่ทำใครจะไปรู้ว่าเราอาจจะต้องสูญเสียชีวิตมากกว่าที่เกิดขึ้นมาแล้วก็ได้

ขณะที่มีการตั้งข้อสังเกตกันว่า ถ้าเป็นอุบัติภัยการเมือง เช่น กรณีมหาวิปโยค 14 ตุลา 2516 หรือพฤษภาโหดเมื่อปีก่อน มักจะมีหน่วยช่วยเหลือโดยเฉพาะหน่วยแพทย์ให้ความสนใจช่วยเหลือมากกว่าแต่อุบัติภัยทั่วไปจะมีแพทย์ทำอยู่จำกัดเฉพาะกลุ่มที่เล็กกว่า

เนื่องจากการที่โรงพยาบาลต่างๆ จะส่งหน่วยแพทย์ไปช่วยงานกู้ภัย (ทั่วไป) แต่ละครั้งนั้นมักจะติดระเบียบราชการจุกจิกมากมาย เช่น ถ้าแพทย์สั่งเอารถพยาบาลออก แล้วเกิดรถชนก็มีความผิดอีก

แต่สำหรับหมอพีร์ เขามีแรงบันดาลใจตั้งแต่เด็กเขาอาศัยความได้เปรียบของความเป็นหมอทหารในการเข้าช่วยกู้ชีวิตแต่ละครั้ง ตามระเบียบที่บิ๊กสุหรือพลเอกสุจินดา คราประยูร เคยออกไว้ในช่วงที่เป็นผบ.ทบ.ปี 2534 มีสาระสำคัญว่า

…ถ้ามีอุบัติภัยร้ายแรงใดๆ เกิดขึ้นต่อสังคมให้ทหารทุกคนโดยไม่จำกัดชั้น สั่งการให้ความช่วยเหลือได้..

"อย่างกรณีเคเดอร์ ถ้าไม่มีคำสั่งนี้ รถพยาบาลก็ออกนอกเขตกทม.ไม่ได้ ทั้งที่ต้องระดมกำลังไปช่วยกัน พอมีคำสั่งนี้ ทำให้เราได้รับความร่วมมือ และช่วยเหลือกันอย่างดี เพราะปกติจะสั่งข้ามกระทรวงกันไม่ได้" หมอพีร์อธิบายถึงข้อดีของระเบียบที่ขึ้นอยู่กับคนใช้ว่าจะแปรให้เป็นประโยชน์ต่อสังคมได้มากน้อยเพียงใด ขณะที่หลายคนคงไม่รู้หรือลืมไปแล้วว่ามีระเบียบอันนี้

ทุกงานกู้ภัย จึงมีหมอพีร์แฝงตัวช่วยกู้ชีวิตอยู่อย่างเงียบๆ และสม่ำเสมอไม่ว่าจะเป็นอุบัติภัยทางการเมืองหรืออุบัติภัยทั่วไป

ด้วยเหตุว่า เมื่อ 35 ปีก่อนขณะที่เขาอายุได้เพียง 6 ขวบ "ปี 2501 ไฟไหม้ใหญ่สโมสรสหมิตร ย่านหัวลำโพง ไฟไหม้ที่บ้านด้วย แต่อาจเพราะมีสติกว่า แม่จึงสั่งให้ดูแลพี่สาวอายุ 6 ขวบที่ตกใจร้องไห้หนีไฟไปบ้านญาติ ขณะที่แม่ก็ต้องดูแลคนอื่น มันเป็นภาพจำลองชีวิตจริง เมื่อเจออุบัติภัยรุนแรงเราก็ต้องพยายามเอาชีวิตให้รอด" หมอพีร์เล่าถึงที่มาอันเป็นความใฝ่ใจต่องานกู้ภัยในปัจจุบัน และอยากเห็นศูนย์กู้ภัยที่ทรงประสิทธิภาพเฉกเช่นคนที่เกี่ยวข้องโดยตรง

มิใช่เฉกเช่นที่ผ่านมา มีปัญหาไปหมดทุกจุด..ทุกหน่วยงาน..?

ภาพความยุ่งเหยิงที่ซ่อนตัวอยู่ในองค์กรหลักคือ ที่มาของปัญหาใหญ่บวกเข้ากับการไร้การประสานงาน เราจึงต้องใช้ลมหายใจแห่งผู้คนสังเวยบทเรียนบทแล้วบทเล่า…!

โดยเฉพาะกปอ.ซึ่งถูกวิจารณ์หนักที่สุดว่าเป็นแค่เสือกระดาษที่ทำอะไรไม่ได้ จะมีก็แต่ผลงานด้านอุบัติภัยที่เกิดจากการจราจรเท่านั้น ส่วนอุบัติภัยหมู่นั้นกลับตกอยู่ในความเงียบอย่างสิ้นเชิงจนบางกระแสถึงกับเสนอว่าน่าจะยุบเสียดีกว่าในเมื่อตั้งขึ้นมาแล้วทำงานไม่ได้

"เขามีแต่ผลงานเรื่องจราจร ทั้งที่ควรเข้าพื้นที่ขณะเกิดเหตุมากกว่านี้ กปอ.ไม่ควรทำหน้าที่พิสูจน์หลักฐานอย่างเดียวแล้วแค่สื่อข้อมูลสู่ฝ่ายบริหาร" ผู้เกี่ยวข้องกับงานกู้ภัยสะท้อนถึงกปอ.ที่เป็นอยู่

ขณะที่แหล่งข่าวจากกปอ.ย้ำว่า "เรามิใช่หน่วยงานปฏิบัติ เป็นแค่กำกับนโยบาย เมื่อเกิดอุบัติภัยขึ้นเรามีตัวแทนเข้าไปเพื่อสังเกตการณ์ ดูว่าเกิดจากสาเหตุอะไรและต่อไปควรจะต้องป้องกันอย่างไร" กระนั้นก็ตาม ด้วยภาพที่ออกมางานกปอ.ในส่วนนี้ก็ไม่เป็นชิ้นเป็นอันอยู่ดี

เช่น จากกรณีตึกถล่มที่สำโรงเหนือเมื่อปี 2532 ซึ่งเป็นเหตุการณ์อุบัติภัยตึกถล่มครั้งแรกที่รุนแรงเพราะสูงถึง 5 ชั้น เวลากู้ภัยก็ไม่มีผู้สั่งการไม่มีการประสานงาน

"แล้วเราจะทำยังไง" แหล่งข่าวจากกปอ.ตั้งคำถามอย่างไร้หวังเหมือนประชาชนเดินดิน "ทั้งที่เรารู้ปัญหาว่าบรรดาตึกต่างๆ มีปัญหาเรื่องเทปูนทำให้สะเทือนได้ง่ายตั้งแต่สมัยก่อนหน้านี้"

นั่นก็คือ ตึกส่วนใหญ่มักใช้พื้นสำเร็จรูป แล้วเทปูนโดยไม่ได้ผูกตะแกรงยึดเสาเช่นเดียวกับกรณีเคเดอร์ ซึ่งไม่มีการคุมฐานให้ดี ขณะที่ก่อนหน้าที่เศรษฐกิจจะบูมสุดขีดในช่วง 3-4 ปีที่แล้วจะผูกตะแกรงยึดกับเสาซึ่งทำให้โครงสร้างฐานรากแข็งแรงกว่ามาก

นี่เป็นเพียงตัวอย่างกรณีศึกษาของกปอ.ต่ออุบัติภัยหมู่ แต่ก็เป็นเพียงบทสรุปที่อยู่บนแผ่นกระดาษเท่านั้น…!

เพราะกปอ.ใหญ่เกินกว่าที่จะลงมาผลักดันนโยบายให้เป็นจริง ตามโครงสร้างที่กปอ.สังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานโดยตำแหน่ง มีคณะกรรมการป้องกันอุบัติภัยแห่งชาติ") อนุกรรมการแต่ละชุดจะมีผู้บริหารของกระทรวงที่เกี่ยวข้องเป็นประธานโดยตำแหน่ง

เช่น อนุกรรมการป้องกันอุบัติภัยจากเคมีภัณฑ์มีอธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรมเป็นประธานอนุกรรมการป้องกันอุบัติภัยในเคหสถานมีปลัดกระทรวงมหาดไทยเป็นประธาน เป็นต้น อนุกรรมการเหล่านี้จะมีหน้าที่ในการวางแผน กำหนดนโยบาย กำกับดูแลให้เป็นไปตามแผนที่กำหนด

"แต่แท้ที่จริงตลอดเวลาที่ผ่านมา อนุกรรมการส่วนใหญ่ไม่ได้ประชุมกันเลย ที่มีกิจกรรมจริงๆ ก็มีแต่ชุดจราจรที่มีวิจิตร บุณยะโหตระเป็นประธานซึ่งก็หนักไปในเรื่องของจราจร และก็อีกนั่นแหละเมื่อมีการออกเอกสาร เสนอคำแนะนำวิธีป้องกันอุบัติภัยก็ไม่มีการติดตามผลตามแบบฉบับของราชการไทย คนจึงเห็นว่าเป็นความสูญเปล่า" แหล่งข่าวที่เกี่ยวข้องจากกปอ.สะท้อนถึงปัญหาที่เกิดขึ้น

แม้วิจิตร อดีตเลขากปอ.จะยืนยันถึงบทบาทของที่นี่ว่า มีเป้าหมายป้องกันมิให้เกิดอุบัติภัยต่างๆ ขึ้น ดังนั้น สิ่งที่สื่อออกมาจึงเป็นรูปการป้องกันมากกว่า

"12 ปีของกปอ.เราทำพวกนี้ค่อนข้างมาก แต่บางเรื่องอาจจะดูไม่เข้มแข็งเท่าที่ควร เพราะถ้าเข้มมากประโยชน์ก็จะตกแก่ผู้รักษากฎหมายเมื่อทำไม่ได้ก็จะกลายเป็นช่องทางให้เกิดการขูดรีดกันมากขึ้น และสำหรับศูนย์กู้ภัยนั้นเป็นเรื่องของปลายเหตุ"

แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าเป็นปลายเหตุที่จะต้องเตรียมพร้อมไว้ทุกขณะ..!

ทว่า กองตำรวจดับเพลิงหน่วยปฏิบัติงานที่ยอมรับกันว่าช่วยกู้ภัยได้มากที่สุดและพร้อมที่สุดเมื่อเทียบกับหน่วยงานที่มีอยู่ เนื่องจากคณะกรรมการป้องกันพลเรือนหรือกปพ. "เขาไม่มีคนทำงานเท่าไหร่ส่วนใหญ่เป็นอาสาสมัคร เจ้าหน้าที่ไม่ได้ลงไปปฏิบัติงานเต็มที่นัก" แหล่งข่าวจากกปอ.เปรียบเทียบความพร้อมของหน่วยงานได้มากที่สุด ขณะนี้ แต่เขาก็มีปัญหาซับซ้อนซ่อนปมอยู่หลายชั้น"

เริ่มจากตัวโครงสร้างองค์กรกองตำรวจดับเพลิง "ซึ่งเดิมมีการโอนสังกัดโยกกันไปโยนกันมาเหมือนลูกไม่มีพ่อ จนเกิดปั่นป่วน เพราะไม่มีใครอยากให้อยู่ในสังกัด" แหล่งข่าวระดับสูงจากกองตำรวจดับเพลิงชี้ถึงจุดโครงสร้างที่เป็นปัญหามาแต่ต้น

โดยผู้การชาตรีเสนอไปว่าจะขอขึ้นกับกรมตำรวจ ดีกว่าที่จะสังกัดตำรวจนครบาล เพราะจะได้ครอบคลุมงานดับเพลิงทั่วประเทศ มิเช่นนั้นแล้วเวลาปฏิบัติงานก็สั่งการข้ามสายกันไม่ได้ เนื่องจากไม่มีใครพังใคร นอกจากจะอยู่ใต้สังกัดเดียวกันหรือแม้แต่ในกรุงเทพฯ เองก็ดับไฟได้ในรัศมีเพียง 200 กิโลเมตร

ยังไม่รวมถึงกำลังคนที่ขาดถึงประมาณ 1,600 คนจากที่ควรมี 3,600 คนเพื่อรองรับงานได้อย่างทั่วถึงมิหนำซ้ำ ยังไม่มีเครื่องมือป้องกันตัวเอง มีแต่ชุดกันไฟ แต่ก็ไม่ใช่ชุดกันไฟมาตรฐาน ไม่มีชุดป้องกันสารพิษ อันเป็นที่มาหนึ่งในปัญหาการกู้ภัยไฟไหม้ที่คลองเตย

"ตำรวจดับเพลิงเข้าไปก็ไม่รู้ว่าเป็นสารอะไร คนที่นั่นก็ไม่รู้ เมื่อจะดับเพลิงก็ต้องลองสารแต่ละตัว มีปฏิกิริยายังไงก็ต้องลองรับกันไป เพราะเรามีหน้าที่ต้องดับไฟและช่วยคนที่ติดอยู่" ผู้การชาตรีเล่าถึงสภาพที่ตำรวจต้องเสี่ยงอันตรายอย่างไม่รู้ชะตา

ดังที่หมอพีร์ ซึ่งเคยเข้าอบรมหลักสูตรสงครามนิวเคลียร์ ชีวะ เคมี (การให้การช่วยเหลือทางการแพทย์) ที่โรงพยาบาลภูมิพลสะท้อนเหตุการณ์ขณะนั้นว่า "ตอนนั้นมีหน้ากาก แต่คนใช้ก็ไม่รู้ว่าปกติหน้ากากจะมีอายุการใช้งานเพียง 30 นาที แล้วต้องมีตัวเปลี่ยน แต่เราใช้อันเดิมตลอด และ เมื่อคนอยู่ในเหตุการณ์ไม่มีชุดกันไฟ ก็ควรจัดโซนให้อาบน้ำในพื้นที่ หรืออย่างถุงมือซึ่งมีอยู่จำกัด ใส่เสร็จ ชาวบ้านถอดซักก็คิดว่าปลอดภัย แต่สารพิษก็ติดมืออีก" อันเป็นจุดที่แต่ละฝ่ายยังไม่มีความรู้ความเข้าใจดีพอ

โดยเฉพาะชีวิตตำรวจดับเพลิง ที่ต้องเสี่ยงชีวิตโดยไม่มีหลักประกันใด ยิ่งจะเป็นตัวบั่นทอนกำลังใจการทำงานไม่น้อย หรือแม้แต่ระเบียบที่หยุมหยิมที่ทำให้ต้องพะวงหน้าพะวงหลัง

เฉกเช่นที่แหล่งข่าวจากกปอ.และกองตำรวจดับเพลิงยอมรับว่า การที่จะเสี่ยงเข้าไปช่วยชีวิต ก็ต้องให้รู้ก่อนด้วยว่ามีอันตรายแค่ไหน และอยากให้มีประกันชีวิตเขาบ้าง ถ้าเสี่ยงตายแล้วจะได้อะไรและลูกเมียเล่า..? นอกจากจะได้ 2-3 ขั้น นี่เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ตำรวจไม่กล้าเข้าไป รวมถึงบางครั้งที่ตำรวจดับเพลิงจะขออยู่เฝ้าอุปกรณ์เครื่องมือดีกว่าเพราะอาจมีกลุ่มมือดีขโมยหรือทำลาย ตำรวจดับเพลิงส่วนนั้นจะต้องรับผิดชอบซึ่งไม่คุ้มกับเงินเดือนที่ได้แม้ผู้การชาตรีบอกว่า "ไม่ถึงขนาดนั้นโดยเราจะดูเป็นแต่ละกรณี" ก็ตาม

เมื่อแต่ละหน่วยงานล้วนแต่มีปัญหาของตัวเอง ขณะที่สายบังคับบัญชาไม่ชัดเจน การสั่งการก็วุ่นวายทำให้ความตั้งในดีที่แต่ละฝ่ายพยายามจะช่วยชีวิตคนด้อยค่าไปอย่างช่วยไม่ได้

โดยเฉพาะต่ออุบัติภัยที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้แต่ละฝ่ายดูจะกระตือรือร้นที่จะปรับปรุง หรือตั้งหน่วยงานกู้ภัยขึ้นมาเพื่อรับมือกับปัญหาที่มีแนวโน้มว่าจะเกิดตามขึ้นมาอีกเป็นระยะทั้งในรูปของขนาดองค์กรและการจัดหาเครื่องมืออุปกรณ์ในการกู้ภัย และต่างฝ่ายต่างก็อยากให้องค์กรของตัวเองเป็นหลักในการทำงานในบทบาทใหม่ที่ขยายตัวเพิ่มขึ้น

แนวคิดต่อศูนย์กู้ภัยที่พูดกันจึงยังคงกระจัดกระจาย ลักลั่นสับสนกลายเป็นเรื่องของการมุ่งเน้นซื้อเครื่องมือกู้ภัย ทั้งที่หลายฝ่ายยอมรับว่าถ้าพูดถึงความพร้อมด้านนี้แล้ว เมื่อดูทั้งประเทศเราไม่ขาดแคลน แต่เราขาดการประสานงานต่างหาก…!

จะเห็นว่า ระยะหลังกปอ.ซึ่งมีบุญชู โรจนเสถียร รองนายกรัฐมนตรีเป็นประธานบอร์ดแทนตามที่นายกชวนมอบหมายจะขยันประชุมกันเป็นพิเศษโดยมีข้อสรุปว่าจะมีการเพิ่มจำนวนอนุกรรมการที่เกี่ยวข้อง และเร่งรัดนโยบายให้มีการประเมิน และติดตามงานมากขึ้นว่าได้ผลมากน้อยเพียงใด และกำลังให้ก.พ.ดูว่าจะจัดระบบเพื่อให้กปอ.เป็นศูนย์การประสานงานกู้ภัยอย่างแท้จริงอย่างไร

ขณะที่แหล่งข่าวระดับสูงจากกปอ.ยอมรับว่าที่ผ่านมา อนุกรรมการไม่ค่อยได้ทำงานกันอยู่แล้ว ถ้าเพิ่มชุดใหม่ขึ้นอีก ก็ไม่รู้ว่าจะมีประโยชน์อะไรและถ้าจะให้กปอ.เป็นศูนย์ปฏิบัติการ ก็จะมีเรื่องการช่วงชิงอำนาจไม่น้อย และไม่แน่ว่าจะมีประสิทธิภาพเพราะถ้าตั้งขึ้นมาสวยหรู แต่ทำงานไม่ได้ ก็ไม่รู้จะสร้างขึ้นมาให้เสียเวลาเสียงบประมาณทำไม

ส่วนอีกด้านหนึ่ง มีการเสนอให้กองตำรวจดับเพลิงเป็นหน่วยหลักการกู้ภัยและเป็นกองบัญชาการเมื่อเกิดอุบัติภัยขึ้น แต่ประเด็นนี้บุญชู รองนายกรัฐมนตรีบอกว่ารอเอาไว้พิจารณาก่อน

เพราะถ้าจะให้กองตำรวจดับเพลิงเป็นคนทำก็จะต้องเปลี่ยนโครงสร้างจากกองเป็นกรมซึ่งจะติดปัญหาความไม่คล่องตัวที่เป็นระบบราชการ แต่หากจะให้เป็นอิสระก็มีคนท้วงว่าจะมีปัญหาเรื่องงบประมาณและเครื่องมือ ซึ่งไม่แน่ว่าจะทำให้ประสานงานกับหน่วยงานรัฐกันเองได้ผลหรือไม่

อย่างไรก็ตาม "เราพยายามที่จะปรับแผนกู้ภัยใหม่ ต้องกำหนดหน้าที่ให้ชัดเจน เพราะยิ่งถ้าเกิดอุบัติภัยในกรุงเทพฯ อาสาสมัครที่จะเข้าช่วยรื้อซากหน่วยขนคนป่วย หน่วยขนศพ ไม่ใช่คนเก็บศพก็จ้องแต่จะเก็บศพ อย่างเปลนึง บางทีแบกัน 50-60 คน" แหล่งข่าวระดับสูงจากกองตำรวจดับเพลิงฉายภาพคนที่แห่กันมาช่วย ซึ่งรวมถึงมูลนิธิป่อเต็กตึ๊งและมูลนิธิร่วมกตัญญู องค์กรเอกชนที่มีเข้ามามีบทบาทช่วยได้มาก มิฉะนั้นแล้วจะกลายเป็นความโกลาหลหนักกว่าที่เกิดในต่างจังหวัด

ขณะเดียวกัน กองตำรวจดับเพลิงได้งบประมาณ 1,000 ล้านบาท เพื่อซื้อรถดับเพลิงอาคารสูง กู้ตึกถล่ม แผ่นดินไหว หรือรถกู้สารเคมี

"ดังนั้น ถ้าพูดถึงหน่วยกู้ภัยในปี 2537 เชื่อว่าเราเป็นหน่วยกู้ภัยที่มีเครื่องมือที่พร้อมที่สุด ซึ่งเวลานี้ มีรถดับเพลิงที่จะดับไฟขนาดตึกสูง 20 ชั้นอยู่ 12 คันตามแผนที่ควรจะมี 30 กว่าคันคือสถานีละคันเพื่อรับมือกับตึกสูงทั่วกทม.จำนวน 1,600 ตึก" พร้อมทั้งเปลี่ยนชุดป้องกันไฟมาใช้แบบมาตรฐานเพื่อเสริมสร้างความมั่นใจและความปลอดภัยในการทำงาน "ไม่ใช่รุ่นเก่าที่ใช้อยู่ แค่หมวกก็หนักถึง 2-3 กก.แต่ถ้าของตกใส่ ก็แตก" ผู้การชาตรีเล่าถึงการเตรียมเครื่องมือที่คิดว่าจำเป็นเพิ่มขึ้น

รวมไปถึงการเตรียมเปิดศูนย์ฝึกดับเพลิงให้เป็นโรงเรียนในตัว เพื่อศึกษาวิจัยถึงสาเหตุและบทสรุปไฟไหม้ในรูปแบบต่างๆ พร้อมทั้งจะเริ่มดำเนินการคัดเลือกคนทำงานด้วยตัวเอง

กระนั้นก็ตาม แนวคิดศูนย์กู้ภัยที่กปอ. และกองตำรวจดับเพลิงพูดถึงยังคงเน้นที่จะให้องค์กรศูนย์ปฏิบัติการในทุกกรณี ทั้งที่แหล่งข่าวจากกปอ.บางคนและผู้การชาตรีเองก็เห็นด้วยว่า หากจะตั้งศูนย์กู้ภัยขึ้นควรจะเป็นศูนย์กู้ภัยขึ้นควรจะเป็นศูนย์กู้ภัยทุกรูปแบบที่สามารถทำงานด้วยกลไลของมันเองได้ทั่วประเทศ ไม่ใช่ต้องรอผู้ใหญ่ระดับนายกฯ รองนายกฯ เข้าสั่งการในเหตุการณ์ซึ่งคล้ายคลึงกับความฝันของหมอพีร์

นั่นก็คือ ศูนย์กู้ภัยควรจะเป็นศูนย์ประสานงานในการกู้ชีวิตและทรัพย์สินจากอุบัติภัยทุกกรณี โดยเฉพาะอุบัติภัยหมู่ ไม่ว่าจะเป็นไฟไหม้ ตึกถล่ม แก๊สระเบิด ฮ. ตก เขื่อนพัง รถไฟชนกัน สะพานทรุด แผ่นดินไหว หรือแม้แต่การดูแลเด็กที่ตกอยู่ในที่ลำบาก หรืออย่างช้างตกเหว เรียกว่าควรจะรวมเป็นศูนย์เบ็ดเสร็จอยู่ในที่เดียวกัน

โดยอาศัยหลักของระบาดวิทยา ซึ่งเป็นระบบการจัดเก็บ ศึกษาเกี่ยวกับความสูญเสียของชีวิตและทรัพย์สินในแต่ละเหตุการณ์ว่ามีสาเหตุที่แท้จริงจากอะไร และจะใช้เป็นบทเรียนและป้องกันต่อไปอย่างไร ไม่ใช่แค่เก็บเป็นสถิติเฉย ๆ

ขณะเดียวกัน ให้อาศัยหลัะกการระดมผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านจากทั่วประเทศเพื่อร่วมกู้ชีวิตในแต่ละอุบัติภัย เนื่องจากตอนนี้ไม่มีองค์กรใดที่จะมีความรู้ความเชี่ยวชาญรู้รอบไปในทุกสาขา

"ที่ต้องยอมรับว่าเรายังขาดคนชำนาญในการกู้ภัย นี่พูดถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการกู้ภัยที่มีอยู่ แต่เราจะมีผู้รู้เรื่องกู้ภัยเฉพาะด้านที่ซ่อนตัวอยู่ตามวิขาชีพต่าง ๆ ที่ควรจะระดมกำลังมาร่วมกันทำงานเพื่อสังคม" แหล่งข่าวระดับสูงจาก กปอ. อธิบายถึงจุดแข็งที่ดำรงอยู่ในงานที่ผ่านมา

"..อย่างในต่างประเทศ หน่วยกู้ภัยที่เป็นตัวประสานงานหลักจะเป็นของรัฐ แต่จะมีองค์กรเอกชนเสริมช่วยกู้ภัยในแต่ละครั้ง โดยรัฐจะเป็นคนสั่งการ…" แหล่งข่าว กปอ. ที่รู้เรื่องปัญหาภายใน กปอ. ดีเห็นสอดคล้องกับผู้การชาตรีและหมอพีร์ เพราะองค์กรธุรกิจเอกชนแต่ละสาขาจะมีเครื่องมือที่ทันสมัยที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจที่ลงทุนอยู่

เช่น โรงกลั่นน้ำมันก็จะมีรถดับเพลิงที่มุ่งใช้เมื่อไฟไหม้ที่เกิดจากน้ำมันโดนเฉพาะ หรือโรงปูนซิเมนต์ก็จะมีเครื่องมือระเบิดหินซึ่งใช้ในการระเบิดตึกในพื้นที่จำกัด เพื่อช่วยชีวิตคนได้อย่างมีประสิทธิภาพ เป็นต้น

ทั้งนี้ ศูนย์กู้ภัยที่จะตั้งขึ้นควรจะมีโครงสร้างและคนทำงานน้อยที่สุด แต่ต้องมีความสามารถและสูงประสิทธิภาพที่สุด…!

คือ ศูนย์กู้ภัยควรสังกัดสำนักนายกรัฐมนตรีให้นายกรัฐมนตรีเป็นประธานโดยตำแหน่ง หรือมอบหมายให้ใครเป็นตัวแทนก็ได้ มีเลขาธิการคอยกำกับดูแลส่วนงานหลัก ที่เป็นธุรการและประสานคนที่เชี่ยวชาญเฉพาะด้านนอกศูนย์กู้ภัย โดยสังกัดกับสำนักนายกรัฐมนตรี เพื่อช่วยเป็นตัวเชื่อมระหว่างหน่วยงานรัฐต่างสังกัด

จากนั้น ก็แตกย่อยไปเป็นคณะทำงานแต่ละชุดโดยแยกเป็นคณะทำงานที่เชี่ยวชาญเแพาะสาย ซึ่งจะต้องทำรายการออกมาให้หมดว่าควรจะมีอะไรบ้าง เช่น คณะทำงานเชี่ยวชาญด้านตึกถล่ม ด้านไฟไหม้ทั่วไป หรือไฟไหม้ป่า ด้านสารเคมี ด้านก๊าซ ฯลฯพร้อมทั้งสืบค้นดูทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องว่ามีใครเป็นผู้เชี่ยวชาญงานสายนั้นบ้าง เพื่อทาบทามและระดมเข้ามาเป็นคณะทำงานกิตติมศักดิ์

ทั้งนี้ กลุ่มผู้เชี่ยวชาญแต่ละด้าน ยังคงสังกัดอยู่ในหน่วยงานหลักของตัวเอง ใครอยู่ในหน่วยงานรัฐหน่วยงานใดหรือใครที่ทำงานอยู่ในหน่วยงานเอกชนก็คงทำงานประจำ ซึ่งถือเป็นวิชาชีพของตนไปตามปกติ แต่อาศัยศูนย์กู้ภัยที่เป็นกลไกของรัฐในเรื่องอุบัติภัยดึงคนเหล่านี้มาเป็นอาสาสมัคร และขึ้นเป็นบัญชีไว้ว่ามีใครเชี่ยวชาญเรื่องอะไรอยู่ที่ไหนบ้างพร้อมทั้งทุกองค์กรที่มีเครื่องมือกู้ภัยเพื่อขอความช่วยเหลือเมื่อเกิดเหตุ โดยใช้ระบบสื่อสารไฮเทคเข้ามาช่วยคือ เก็บข้อมูลและประสานงานด้วยระบบคอมพิวเตอร์ เมื่อเกิดอุบัติภัยด้านใดขึ้นที่ไหนเมื่อโทรเข้าแจ้งที่ศูนย์กู้ภัยซึ่งมีเลขาธิการเป็นผู้บริหารฝ่ายปฏิบัติงานแล้วก็ใช้ระบบเพจโฟนกระจายข่าวไปยังผู้ชำนาญการเฉพาะด้านนั้นได้พร้อมๆ กัน เพื่อเรียกตัวช่วยกู้ภัย แต่ละคราว

อาทิ ไฟไหม้ป่า ก็เรียกตัวคณะทำงานที่เป็นเจ้าหน้าที่ป่าไม้ ซึ่งจะรู้เรื่องการกู้ภัยจากไฟป่าดีที่สุด

การใช้ระบบสื่อสารที่ทันสมัยและจัดเก็บข้อมูลด้วยระบบคอมพิวเตอร์ รวมถึงระบบที่จะเรียกแบบโครงสร้างของตึกมาดูได้ว่า แปลนเป็นอย่างไรซึ่งจะทำให้วิเคราะห์โครงสร้างตึกที่อยู่ได้ชัดเจนขึ้นว่า ตึกจะมีการทรุดตัวอย่างไร จะรู้เส้นทางที่จะเข้าไปช่วยชีวิตได้สะดวกขึ้น

"ศูนย์กู้ภัยควรจะเป็นศูนย์ข้อมูลด้วย ส่วนแบบของตึกใดที่ต้องเสี่ยงต่อความปลอดภัย เช่นแบบของร้านทอง หรือธนาคาร กรณีนี้ก็ให้ศูนย์กู้ภัยติดต่อกับผู้ถือกุญแจ หรือคนกุมความลับได้ตลอดเวลาเมื่อเกิดเหตุที่ต้องเข้าไปกู้ภัย" แหล่งข่าวระดับสูงวงการกู้ภัยกล่าวเสริมถึงวิธีการที่จะจัดระบบกู้ภัยในอนาคต "ไม่ใช่เกิดเหตุที ก็ต้องมางมกันว่าตึกนี้เป็นอย่างไร จะเข้าช่วยคนเจ็บได้ยังไง"

ขณะเดียวกัน ศูนย์กู้ภัยจะต้องประสานกับต่างประเทศ โดยเฉพาะประเทศที่มีประสบการณ์กู้ภัยมากกว่า เพื่อขอคำแนะนำการกู้ภัยที่มีประสิทธิภาพโดยที่เราไม่จำเป็นต้องสรุปบทเรียนด้วยการพิสูจน์ที่ต้องเอาชีวิตคนไปเสี่ยงตายให้มากขึ้น

"อย่างฮ่องกงจะชำนาญการกู้ภัยในโครงสร้างที่เป็นตึกเยอะ แออัด แต่ถ้าเป็นตึกที่จัดเป็นระบบด้านนิวยอร์คจะเชี่ยวชาญกว่า" หมอพีร์ยกตัวอย่างในเชิงเดียวกับที่แหล่งข่าวระดับสูงกปอ.กล่าวว่า "ตัวอย่างกรณีที่โคราช เราน่าจะขอความช่วยเหลือจากต่างประเทศ แต่ก็ไม่มีคนประสานงานเรื่องนี้อีก ดังนั้นศูนย์กู้ภัยที่จะเกิดขึ้นตะต้องทำหน้าที่ตรงนี้ด้วย"

เพราะนั่นหมายถึงว่าการกู้ภัยได้รวดเร็วย่อมจะส่งผลให้หน่วยแพทย์ร่นระยะเวลาในการต่อลมหายใจของผู้คนได้อย่างเต็มที่เช่นกัน…!

ส่วนต่างจังหวัด ก็ให้มีคณะศูนย์กู้ภัยฉบับกระเป๋า รวมทีมเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเพื่อรับมือกับอุบัติภัยก่อนที่จะเรียกความช่วยเหลือเฉพาะด้านจากส่วนกลาง "เหมือนกับหมออายุรกรรมที่ต้องรักษาคนไข้เบื้องต้นทุกโรค แต่เมื่อต้องผ่าตัดเฉพาะโรคก็ส่งต่อให้หมอเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน" หมอพีร์ เปรียบเทียบความช่วยเหลือที่น่าจะเป็นรูปแบบเดียวกับหมอรักษาไข้

"ฝันเฟื่องเกินไปกระมัง…?"

หลายคนสงสัยว่าจะเป็นไปได้อย่างไรกับการที่จะระดมผู้ชำนาญการเฉพาะด้านมาช่วยกู้ภัยโดยไม่มีเงินเดือน นอกจากเบี้ยเลี้ยงพื้นฐานคนจำนวนมากต่างเหล่าต่างสังกัด

ทว่า…ในสังคมที่ดูเหมือนจะแห้งแล้งลงทุกวันก็ยังมีสายธารแห่งความเกื้อกูลที่รี่ไหลอยู่ในที่ต่างๆ ไม่น้อย เพราะนี่คืองานที่จะได้ความภูมิใจและเกียรติภูมิอันทรงคุณค่าที่ประเมินไม่ได้ ดังที่เกิดขึ้นแล้วแม้แต่บนภูมิภาควัตถุนิยมในประเทศกลุ่มอุตสาหกรรม

แท้ที่จริง มีหลายส่วนเห็นด้วยกับแนวคิดและโครงสร้างอย่างนี้ ไม่ว่าจะเป็นหมอพีร์ หัวหอกชุดแพทย์กู้ภัยยุคนี้ หรือนิคม จันทรวิทุร กรรมการกปอ. หรือผู้การชาตรี รวมไปเจ้าหน้าที่ระดับสูงในกปอ.เพราะเชื่อว่านี่จะเป็นโครงสร้างที่ประหยัดงบประมาณที่สุด และเมื่อจัดระบบได้ดี ก็จะทำงานได้สูงสุด พร้อมๆ กับเป็นการสกัดกั้นที่องค์กรรัฐจะมาช่วงชิงความเป็นใหญ่ มุ่งหาประโยชน์จากการมุ่งซื้อเครื่องมืออุปกรณ์หลัก

เพียงแต่จะต้องใช้เวลาเพื่อสร้างความพร้อมที่มีจุดอ่อนน้อยที่สุดไปสู่การรักษาชีวิตผู้คนที่มีค่ายิ่งในระยะยาวต่อไป…!

รองนายกฯ บุญชูเห็นทีจะต้องจริงจังกับเรื่องนี้หนักขึ้น เพราะเมื่อเริ่มต้นแล้ว ก็ควรสร้างองค์กรที่ทำงานได้ดี ไม่ใช่มีแต่ชื่อแล้วปล่อยให้อีเหละเขละขละเหมือนที่ผ่านมา

"เราอาจจะมีความคิดที่แตกต่างกันเพื่อสร้างศูนย์กู้ภัยที่ดีร่วมกัน แต่ไม่ใช่เพื่อเป็นฐานการแก่งแย่งชิงอำนาจกัน" แหล่งข่าวระดับสูงรายหนึ่งในกปอ.แสดงความเป็นห่วงต่อองค์กรที่จะเกิดขึ้น

รัฐบาลน่าจะลองเอาใจชีวิตประชาชนด้วนสิ่งดีๆ อย่างจริงใจบ้าง…!

เพราะชีวิตทุกชีวิต ไม่ว่าจะยากดีมีจน ต่างก็มีความหมายและคุณค่าต่อคนรอบข้างของตนทั้งสิ้น…!

   




 








upcoming issue

จากโต๊ะบรรณาธิการ
past issue
reader's guide


 



home | today's news | magazine | columnist | photo galleries | book & idea
resources | correspondent | advertise with us | contact us

Creative Commons License
ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย