Search Resources
 
Login เข้าระบบ
สมัครสมาชิกฟรี
ลืมรหัสผ่าน
 
  homenewsmagazinecolumnistbooks & ideaphoto galleriesresources50 managermanager 100join us  
 
 


bulletToday's News
bullet Cover Story
bullet New & Trend

bullet Indochina Vision
bullet2 GMS in Law
bullet2 Mekhong Stream

bullet Special Report

bullet World Monitor
bullet2 on globalization

bullet Beyond Green
bullet2 Eco Life
bullet2 Think Urban
bullet2 Green Mirror
bullet2 Green Mind
bullet2 Green Side
bullet2 Green Enterprise

bullet Entrepreneurship
bullet2 SMEs
bullet2 An Oak by the window
bullet2 IT
bullet2 Marketing Click
bullet2 Money
bullet2 Entrepreneur
bullet2 C-through CG
bullet2 Environment
bullet2 Investment
bullet2 Marketing
bullet2 Corporate Innovation
bullet2 Strategising Development
bullet2 Trading Edge
bullet2 iTech 360°
bullet2 AEC Focus

bullet Manager Leisure
bullet2 Life
bullet2 Order by Jude

bullet The Last page


ตีพิมพ์ใน นิตยสารผู้จัดการ
ฉบับ ตุลาคม 2536








 
นิตยสารผู้จัดการ ตุลาคม 2536
"โคลด์ บัสเตอร์ ช็อกโกแลตพิชิตความหนาวเย็น"             
โดย เชอรรี่ วอน
 


   
search resources

แอล แอนด์ อาร์ แวง เอ็นเตอร์ไพรซ์
ลาร์รี่ แวง




จากงานวิจัยเรื่องการจำศีลของกระรอกในฤดูหนาว แตกลูกออกมากลายเป็นช็อคโกแลตไฮเทค ที่เสริมสร้างความต้านทานต่อความหนาวเย็นของร่างกาย และทำให้นักวิทยาศาสตร์อย่างลาร์รี่ แวง ตัดสินใจทุบกระปุกควักเงินที่สะสมมาชั่วชีวิตทุ่มลงไปในธุรกิจช็อกโกแลต "โคลด์ บัสเตอร์"

ลาร์รี่ แวง ไม่เคยคิดและฝันเลยว่า งานวิจัย 18 ปีที่ผ่านมาเกี่ยวกับเรื่องอาการของคนไข้ ที่อุณหภูมิต่ำกว่าธรรมดา (HYPOTHERMIA) จะนำไปสู่การคิดค้น "แท่งช็อคโกแลต ไฮ-เทค" ที่ชื่อว่า "แคนาเดียน โคลด์ บัสเตอร์" ซึ่งในปัจจุบันได้นำไปใช้ในการควบคุมอุณหภูมิร่างกายให้อุ่นพอดี ท่ามกลางบรรยากาศที่หนาวเหน็บหรือเป็นการสร้างความอดทนในยามออกกำลัง

"ด้วยความสัตย์ เจ้าแท่งช็อคโกแลตนี้เกิดมาจากเหตุบังเอิญในงานวิจัยพื้นฐาน" แวง ศาสตราจารย์ทางด้านสัตววิทยา ประจำมหาวิทยาลัย เอ็ดมันตัน ในแอลเบอร์ต้า วัย 52 ปีกล่าว

เหตุบังเอิญในครั้งนั้นก่อให้เกิดบริษัทแอล แอนด์ อาร์ แวง เอ็นเตอร์ไพรซ์ขึ้นในปี 1990 ด้วยกำลังผลิตช็อคโกแลตกว่า 1 ล้านแท่ง และได้รับยกย่องเป็นผลิตภัณฑ์อาหารยอดเยี่ยมของปี 1992 โดยสถาบันวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี่ทางด้านอาหารของแคนาดา

ราคาขายของช็อคโกแลตบาร์นี้ตกประมาณอันละ 1.40 ดอลลาร์ ยอดขายครึ่งปีแรกของปีนี้ ประมาณ 505,570 ดอลลาร์ ในขณะที่ปีแรกที่เริ่มขายใหม่ ๆ นั้น มียอดขายเพียง 280,589 ดอลลาร์ เทานั้น โดยมีตลาดใหญ่ที่อยู่แถบแคนาดาตอนใต้และได้มีการส่งออกบางส่วนไปยังญี่ปุ่นและไต้หวัน นอกจากนั้นยังมีการไปร่วมลงทุนผลิตในจีนด้วย

เมื่อเปรียบเทียบกับขนมหวานประเภทอื่นแล้ว ในขณะที่ จำนวนแคลอรี่ของ "โคลด์ บัสเตอร์" ทั้งหมด 154 แคลอรี่ จะมีไขมันอยู่เพียง 9% เท่านั้น ส่วนขนมหวานทั่ว ๆ ไปมีไขมัน 30% จำนวนโปรตีนและคาร์โบไอเดรตก็มีสูงกว่าน้ำตาลธรรมดา โคลด์ บัสเตอร์จึงให้พลังงานที่จะถูกเผาผลาญออกจากร่างกายได้อย่างรวดเร็ว ไม่ตกค้างเก็บสะสมไว้จนเป็นต้นเหตุของความอ้วน โคลด์ บัสเตอร์ ทำจากส่วนผสมธรรมดา ๆ คือ หางนม, น้ำผึ้ง, ข้าว, โกโก้, และเคลือบด้วยช็อกโกแลตจากสวิส แต่กรรมวิธีในการผสมส่วนประกอบเหล่านี้คือเคล็ดลับที่ทำให้ช็อกโกแลตของแวง มีคุณสมบัติเป็นตัวเร่งการเผาผลาญไขมันในร่างกาย เพื่อให้เกิดความร้อนและพลังงาน "เรามีความมั่นใจในตัวสินค้านี้จนถึงกล้ารับประกันคืนเงินให้ นี่เป็นความตั้งใจอย่างแรงกล้าสำหรับสินค้าตัวนี้" แวงกล่าว

แวงเกิดที่จุงกิง ประเทศจีนเมื่อปี 1941 และได้ย้ายถิ่นฐานไปอยู่ที่ไต้หวันเมื่อปี 1949 ที่นี่พ่อของเขามีอาชีพเป็นนายไปรษณีย์ แวงจบการศึกษาทางด้านวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยแห่งชาติไต้หวันที่ไทเป และไปจบปริญญาโททางด้านสรีรวิทยาของสัตว์จากมหาวิทยาลัยไรซ์ และจบปริญญาเอกจากมหาวิทยาลัยคอร์แนล

ด้วยพื้นฐานทางด้านการศึกษาของเขา ไม่สามารถนำพาให้เขาเข้าสู่ธุรกิจได้ ปี 1970 เขาได้อพยพไปอยู่ที่แคนาดา เป็นอาจารย์สอนในมหาวิทยาลัยที่เมืองเอ็ดมันตัน ซึ่งเป็นเมืองหลวงของรัฐแอลเบอร์ต้า แรงจูงใจที่ทำให้แวงตัดสินใจมาอยู่ที่นี่ก็คือแอลเบอร์ต้ามีกระรอก 5 ชนิดที่สามารถใช้เป็นสัตว์ทดลองในการวิจัยเรื่อง "การจำศีลในฤดูหนาว" (HIBERNATION) ได้เป็นอย่างดี

นอกจากนั้นแอลเบอร์ต้ายังเป็นเมืองที่เหมาะสมสำหรับสินค้าอย่าง "โคลด์ บัสเตอร์" เนื่องจากมีฤดูหนาวที่โหดร้าย อุณหภูมิที่ต่ำกว่า -40 องศาเซลเซียส ซึ่งภายใต้อุณหภูมิดังกล่าว ผิวหนังที่ไม่มีอะไรปกคลุมจะโดนแช่แข็งได้ภายในไม่กี่นาที

งานวิจัยของแวงเป็นเรื่องเกี่ยวกับการเผาผลาญพลังงานในร่างกายคน โดยใช้ไขมันที่เก็บสะสม ๆ ไว้ ในทำนองเดียวกับการเผาผลาญไขมันของร่างกายในช่วงจำศีลของกระรอกทั้ง 5 ชนิดเพื่อความอยู่รอดในช่วงฤดูหนาว เขาค้นพบว่าเมื่อมนุษย์อยู่ในอุณหภูมิที่หนาวเย็นมาก ๆ หรือเมื่อออกกำลังกายนาน ๆ ร่างกายจะสร้างสารเคมีธรรมชาติที่ชื่อว่า ADENISINE ออกมา สารตัวนี้มีคุณสมบัติยับยั้งการเปลี่ยนไขมันให้กลายเป็นกรดไขมัน ซึ่งกรดไขมันนี้เป็นตัวสร้างความร้อนให้กับกล้ามเนื้อได้

แวงกล่าวว่าโคลด์ บัสเตอร์ จะป้องกันไม่ให้สาร ADENOSINE ไปยับยั้งการสร้างกรดไขมัน มีผลทำให้ร่างกายของมนุษย์ทนต่อความหนาวเย็นได้มากขึ้น 50% ซึ่งจะช่วยทำให้คนที่ถูกความเย็นเป็นเวลานานมีเวลาพอที่จะหาสถานที่ที่มีความอบอุ่นได้ทันก่อนที่จะเกิดอาการ HYPOTHERMIA ขึ้นมาได้

ผลงานวิจัยใช้เงินทุน 1 ล้านดอลลาร์ โดยได้รับการสนับสนุนจากหลายแหล่งรวมทั้ง
กระทรวงกลาโหมของแคนาดา และมหาวิทยาลัยอัลเบอร์ต้า ซึ่งได้ร่วมเป็นเจ้าของสิทธิบัตรอันนี้ด้วย แวงในฐานะผู้ซื้อไลเซนส์ต้องจ่ายค่าโรยัลตี้ให้กับทั้ง 2 องค์กร สำหรับโคลด์บัสเตอร์ทุกอันที่ขายได้ ถึงแม้ว่าทางกระทรวงกลาโหมแคนาดา จะเป็นผู้ให้การสนับสนุนทางด้านการเงินแก่งานวิจัยซึ่งเป็นที่มาของผลิตภัณฑ์นี้และรับค่าโรยัลตี้เข้ากระเป๋าด้วย แต่ก็ยังไม่ยอมขึ้นบัญชีโคลด์ บัสเตอร์ไว้ในรายการของกิน เครื่องใช้สำหรับทหารประจำการ โฆษกกระทรวงกลาโหม ร้อยเอก มาร์ค รูโลว์ บอกว่าทางกองทัพยังไม่มีความมั่นใจว่าผลิตภัณฑ์ใหม่นี้จะดีกว่าช็อคโกแลตอื่น ๆ จริงหรือไม่

จุดยืนของกระทรวงกลาโหมในเรื่องนี้ เป็นไปตามความเห็นของนักสรีรวิทยาของกองทัพ อังเดร แวเลอรันด์ ซึ่งบอกว่าเขาไม่พบสิ่งแตกต่างระหว่างโคลด์ บัสเตอร์กับช็อคโกแลตประเภทอื่นที่จะสร้างเสริมความอดทนต่อความเย็น แต่เขาก็ยอมรับว่าวิธีการทดลองของเขาแตกต่างจากของแวง

อย่างไรก็ตาม ความเห็นของแวงที่ว่า ช็อคโกแลตของเขาจะเห็นผลเมื่ออยู่ในอุณหภูมิเย็นจัดมาก ๆ นั้น ก็ยังไม่มีใครต่อต้าน กระทรวงสาธารณสุขและสวัสดิการสังคมของแคนาดาอนุมัติให้โคลด์ บัสเตอร์วางตลาดได้ โดยจัดอยู่ในประเภท ขนมขบเคี้ยวซึ่งจะให้พลังงานที่จะช่วยให้ร่างกายอบอุ่นได้ แวงเองก็ได้ทุ่มเงินทุนกว่า 100,000 เหรียญสหรัฐที่อุตส่าห์สะสมมาทั้งชีวิตเพื่อการลงทุนครั้งนี้ เมื่อถูกคะยั้นคะยอจากเพื่อนร่วมงาน "ผมยอมรับว่าผมมีความกลัวเป็นอย่างมาก เพราะผมไม่เคยร่วมลงทุนทางด้านธุรกิจในชีวิตนี้มาก่อนเลย ผมเป็นเพียงนักวิทยาศาสตร์ทึ่ม ๆ คนหนึ่งเท่านั้น"

โคลด์ บัสเตอร์ออกสู่ท้องตลาดเมื่อเดือนธันวาคม 1991 แวงเจอปัญหาบางประการอย่างไม่คาดคิด มีคนที่อ้างตัวว่าเป็นตัวแทนของกลุ่มผู้รักสัตว์ ซึ่งต่อต้านการใช้หนูเป็นสัตว์ทดลองในงานของแวง ส่งจดหมายฉบับหนึ่งถึงสื่อมวลชน เตือนว่าได้พบโคลด์ บัสเตอร์จำนวน 87 ชิ้นที่เจือปนด้วยน้ำยาทำความสะอาดเตาอบ

แวงปฏิเสธข้อกล่าวหานี้ แต่ก็ถูกบีบให้เก็บโคลด์ บัสเตอร์จำนวน 40,000 ชิ้นคืน ทำให้สูญเสียรายได้ไปถึง 46,600 ดอลลาร์ หลังจากนั้น 2 อาทิตย์เขาก็พบว่ามันเป็นเรื่องหลอกลวงกัน

แวงยังได้เตรียมออกช็อคโกแลตตัวอื่น ที่อาศัยเทคโนโลยี่เผาผลาญไขมันเช่นนี้ในอนาคตอันใกล้ อย่างเช่น PACE SETTER BAR ก็จะเป็นผลิตภัณฑ์ที่วางตลาดในปีหน้า เพื่อช่วยเพิ่มความทนทานของร่างกายในระหว่างการออกกำลังกายแบบแอโรบิค หรือ MEAL REPLACEMENT BAR ซึ่งใช้แทนอาหารสำหรับผู้ที่ต้องการควบคุมน้ำหนัก ก็กำลังอยู่ระหว่างการวิจัยพัฒนา

เมื่อเร็ว ๆ นี้ แวงได้เซ็นสัญญามูลค่าหลายล้านเหรียญกับบริษัทอเมริกันแห่งหนึ่ง โดยแวงจะเป็นผู้ป้อนวัตถุดิบที่ใช้ทำโคลด์ บัสเตอร์ เพื่อให้บริษัทนี้ผลิตช็อคโกแลตให้พลังงานออกมาขายในสหรัฐ แต่จะใช้ชื่อและแพคเกจจิ้งใหม่ ซึ่งมีกำหนดจะวางตลาดภายในปีนี้ และหากทำยอดขายในปีแรกได้ 10 ล้านเหรียญตามที่คาดการณ์ไว้ ฝันของแวงที่จะนำโคลด์ บัสเตอร์ออกสู่ตลาดโลกก็จะเป็นจริง

"ผมตื่นเต้นมาก" แวงพูดอย่างกระตือรือล้น "ถ้าช็อคโกแลตของผมขายเป็นไฟในสหรัฐฯ มันก็น่าจะขายดิบขายดีเป็นเทน้ำเทท่าได้ในที่อื่น ๆ"

   




 








upcoming issue

จากโต๊ะบรรณาธิการ
past issue
reader's guide


 



home | today's news | magazine | columnist | photo galleries | book & idea
resources | correspondent | advertise with us | contact us

Creative Commons License
ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย