Search Resources
 
Login เข้าระบบ
สมัครสมาชิกฟรี
ลืมรหัสผ่าน
 
  homenewsmagazinecolumnistbooks & ideaphoto galleriesresources50 managermanager 100join us  
 
 


bulletToday's News
bullet Cover Story
bullet New & Trend

bullet Indochina Vision
bullet2 GMS in Law
bullet2 Mekhong Stream

bullet Special Report

bullet World Monitor
bullet2 on globalization

bullet Beyond Green
bullet2 Eco Life
bullet2 Think Urban
bullet2 Green Mirror
bullet2 Green Mind
bullet2 Green Side
bullet2 Green Enterprise

bullet Entrepreneurship
bullet2 SMEs
bullet2 An Oak by the window
bullet2 IT
bullet2 Marketing Click
bullet2 Money
bullet2 Entrepreneur
bullet2 C-through CG
bullet2 Environment
bullet2 Investment
bullet2 Marketing
bullet2 Corporate Innovation
bullet2 Strategising Development
bullet2 Trading Edge
bullet2 iTech 360°
bullet2 AEC Focus

bullet Manager Leisure
bullet2 Life
bullet2 Order by Jude

bullet The Last page








 
ผู้จัดการรายสัปดาห์2 เมษายน 2550
รอปาฏิหาริย์เพิ่มลดหย่อนภาษี3แสน             
 


   
search resources

สาระ ล่ำซำ
Insurance
สมาคมประกันชีวิตไทย




นายกสมาคมประกันชีวิต "สาระ ล่ำซำ" ออกแรงผลักดันเพิ่มวงเงินลดหย่อนภาษีจาก 50,000 เป็น 300,000 เทียบเท่าธุรกิจกองทุนเต็มกำลังไล่หลังเพื่อนบ้านที่วิ่งไปไกลหลายก้าว ยอมรับคนส่วนใหญ่เริ่มมองเห็นการซื้อประกันชีวิตเป็นการบริหารค่าใชจ่าย ของชนชั้นระดับกลางถึงบน ขณะที่ภาพรวมธุรกิจประกันชีวิตใต้ร่มแบงก์เร่งเครื่องหนัก กระตุ้นการขยายตลาดอัตราสูง

ในหลายหัวข้อที่นายกสมาคมประกันชีวิต "สาระ ล่ำซำ" เสนอให้กรมการประกันภัยต้นสังกัดพิจารณา ดูเหมือนจะมีเพียงประเด็นเดียวที่ทำท่าจะเป็นจริง นั่นก็คือ การเสนอขอเพิ่มวงเงินลดหย่อนภาษีจากเดิม 50,000 บาทเป็น 300,000 บาท

ว่ากันว่า กว่าจะขยับขึ้นมาจาก 1 หมื่น เป็น 3 หมื่น และขึ้นมาเป็น 50,000 บาท ต้องใช้เวลานานร่วม 10 ปีกว่าจะได้มา ในขณะที่ธุรกิจกองทุนที่เสนอเรื่องไปใกล้เคียงกัน ไม่ว่าจะเป็น กองทุนรวมเพื่อเกษียณอายุหรือ (RMF) และกองทุนรวมลงทุนหุ้นระยะยาวหรือ (LTF) กลับลอยลำไปถึงหลัก 300,000 บาทอย่างง่ายดาย

สาระ บอกว่า ธุรกิจประกันชีวิตมีเม็ดเงินหมุนเวียนทั้งระบบถึง 6 แสนล้านบาท และส่วนใหญ่มากกว่า 80-90% มักจะลงทุนในตราสารหนี้ ดังนั้นเงินประกันชีวิตจึงเหมาะกับการลงทุนระยะยาว ขณะเดียวกันก็สามารถนำเงินไปลงทุนในพันธบัตรรัฐบาล เพื่อนำไปพัฒนาประเทศได้ ดังนั้นการลดหย่อนภาษีจึงต้องจำกัดเฉพาะกรมธรรม์อายุ 10 ปีขึ้นไป

" เรื่องภาษีได้นำสำเนาเข้าพบกับรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เพื่ออธิบายว่าทำไมต้องเพิ่มวงเงินลดหย่อนจาก 50,000 บาทเป็น 300,000 บาท"

สาระอธิบายว่า ต้องการ 300,000 บาท เพราะเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน ส่วนใหญ่จะให้วงเงินลดหย่อนมากกว่า 50,000 บาททั้งนั้น ขณะเดียวกันหลายคนก็เริ่มมองและเข้าใจว่า การซื้อประกันชีวิตก็เพื่อการบริหารค่าใช้จ่ายในกลุ่มคนระดับกลางถึงบน

" เราก็มีความหวัง ไม่ใช่แค่ผลักดันอย่างเดียว แต่จะได้ 300,000 หรือเปล่านั้น ก็คงไม่รู้ แต่เราก็อยากจะให้มีมาตรฐานเท่าเทียมกับเพื่อนบ้านและธุรกิจบริหารจัดการกองทุน เพราะสามารถนำมาเป็นหลักประกันให้กับคนไทยอย่างมีเหตุผล"

อภิรักษ์ ไทพัฒนกุล กรรมการสมาคมประกันชีวิตไทย อธิบายภาพธุรกิจประกันชีวิตหลังไตรมาส 4 ปี 2549 พบว่า หลายบริษัทเร่งกิจกรรมการตลาด จนตัวเลขออกมาเป็นบวก และแรงต่อเนื่องมาถึงต้นปี 2550 โดยเฉพาะประกันชีวิตภายใต้ชายคาธนาคารพาณิชย์ หลายแห่งหันมากระตุ้นการขยายตลาดในอัตราสูง ทั้งการขายตรง และขายสินค้าประเภทประกันอุบัติเหตุส่วนบุคคลหรือพีเอ ที่ขยายตัวสูงมาก ธุรกิจประกันเครือแบงก์จึงมีหน้าตาที่สะสวยเมื่อเทียบกับเจ้าอื่น

อย่างไรก็ตาม ภาวะเศรษฐกิจปีนี้ที่คาดว่าจะชะลอตัว ทำให้บริษัทหลายแห่ง โดยเน้นไปที่เครือแบงก์ เริ่มหันไปรุกการขายผ่านสาขาแบงก์ และผ่านช่องทางอื่นมากขึ้น โดยสรุปก็คือมีการตื่นตัวมากขึ้น ยกเว้นบางบริษัทที่ยังนอนนิ่งอยู่แต่กว่า 99% ตื่นตัวมากขึ้น

" ธุรกิจแบงแอสชัวรันส์ มีขึ้นก็เริ่มมีลง บางปีก็โผล่มามาก บางปีก็หายไป ขึ้นกับว่าแบงก์และธุรกิจประกันชีวิตในเครือจะให้ความสำคัญมากแค่ไหน ถ้าแบงก์เล่นด้วยธุรกิจประกันชีวิตก็ขยายตัว ตัวเลขก็โผล่ ขึ้นอยู่กับแบงก์จะเล่นไปตลอดหรือว่า

เล่นๆ หยุดๆ หรือเล่นไปตลอด โดยการกดดันพนักงานให้มากขึ้น"ในปี 2549 ธุรกิจประกันชีวิตมีเบี้ยประกันรับรวม 15,023 ล้านบาท เป็นเบี้ยรับปีแรก 2,992 ล้านบาท เบี้ยปีต่ออายุ 11,280.9ล้านบาท อัตราความคงอยู่ 89% และเบี้ยประกันจ่ายครั้งเดียว 750.5 ล้านบาท ส่วนปี 2550 คาดว่าเบี้ยรับรวมจะอยู่ที่ 192.3 พันล้านบาท จำนวนกรมธรรม์ 14-15 ล้านกรมธรรม์ จะมีผู้ถือกรมธรรม์เพิ่มประมาณ 23-24% จากประชากร 63.4 ล้านคน นั่นก็แสดงถึงกำลังซื้อและกำลังใช้จ่ายมีมากขึ้น

โดยคาดว่าปี 2550 ประชากรจะมีกำลังจ่ายเบี้ยประกันชีวิตได้คนละประมาณ 22,791 บาทต่อปีส่วนปี 2551 คาดว่าแนวโน้มอัตราการเติบโตจะอยู่ที่ประมาณ 10-15% มีเบี้ยรับรวมราว 212.9 พันล้านบาท จำนวนกรมธรรม์16-17 ล้านกรมธรรม์ มีผู้ถือกรมธรรม์เพิ่มขึ้นประมาณ 25-26% จากจำนวนประชากร 64.1 ล้านคน ซึ่งแสดงว่าประชากรจะมีกำลังจ่ายเบี้ยประกันชีวิตคนละ 23,149 บาทต่อปี   




 








upcoming issue

จากโต๊ะบรรณาธิการ
past issue
reader's guide


 



home | today's news | magazine | columnist | photo galleries | book & idea
resources | correspondent | advertise with us | contact us

Creative Commons License
ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย