Search Resources
 
Login เข้าระบบ
สมัครสมาชิกฟรี
ลืมรหัสผ่าน
 
  homenewsmagazinecolumnistbooks & ideaphoto galleriesresources50 managermanager 100join us  
 
 


bulletToday's News
bullet Cover Story
bullet New & Trend

bullet Indochina Vision
bullet2 GMS in Law
bullet2 Mekhong Stream

bullet Special Report

bullet World Monitor
bullet2 on globalization

bullet Beyond Green
bullet2 Eco Life
bullet2 Think Urban
bullet2 Green Mirror
bullet2 Green Mind
bullet2 Green Side
bullet2 Green Enterprise

bullet Entrepreneurship
bullet2 SMEs
bullet2 An Oak by the window
bullet2 IT
bullet2 Marketing Click
bullet2 Money
bullet2 Entrepreneur
bullet2 C-through CG
bullet2 Environment
bullet2 Investment
bullet2 Marketing
bullet2 Corporate Innovation
bullet2 Strategising Development
bullet2 Trading Edge
bullet2 iTech 360°
bullet2 AEC Focus

bullet Manager Leisure
bullet2 Life
bullet2 Order by Jude

bullet The Last page








 
ผู้จัดการรายสัปดาห์9 เมษายน 2550
แผลใหม่…สุวรรณภูมิ! ร้าย เละ รุนแรงกว่าเดิม             
 


   
www resources

โฮมเพจ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ

   
search resources

ท่าอากาศยานสากลกรุงเทพแห่งใหม่
Airport




เปิดแผลใหญ่สนามบินสุวรรณภูมิ รายงานทุจริตฉบับล่าสุดส่งถึงมือ คตส. และ ป.ป.ช.สดๆ ร้อนๆ มั่นใจลากคอ “ทักษิณ” กับพวกพ้องเข้าตะรางได้แน่ เปิดปมปัญหามากมาย แต่ทำไมไม่เคยได้รับการแก้ไข ใครเข้าเกียร์ว่างในท่าอากาศยานแห่งนี้ “บรรณวิทย์” เสนอโละบอร์ด ทอท. เชื่อเป็นทางออกที่ให้ทุกเรื่องหนักอกของสุวรรณภูมิคลี่คลาย

การเดินเกมขุดคุ้ยเบาะแสการทุจริตคอร์รัปชัน พร้อมๆ กับการติดตามแก้ไขปัญหาสนามบินสุวรรณภูมิ ของ พล.ร.อ.บรรณวิทย์ เก่งเรียน ประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษา และติดตามการแก้ไขปัญหาสนามบินสุวรรณภูมิ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เข้ามาถึงอีกจุด “ร้อน” เมื่อ พล.ร.อ.บรรณวิทย์ ส่งเรื่องเกี่ยวกับการทุจริตในสัญญาก่อสร้างอาคารสนามบินสุวรรณภูมิไปให้กับคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) เมื่อวันที่ 3 เมษายนที่ผ่านมา หลังจากใช้เวลาในการศึกษาความทุจริตในสัญญามาเป็นเวลากว่า 3 เดือน 3 สัปดาห์กว่าจะได้ข้อยุติ

“สัญญานี้เอาผิดถึงนักการเมืองมีการสั่งการลงมา เป็นการแก้แบบที่เป็นสาระสำคัญ และเพิ่มวงเงินโดยไม่ขออนุมัติจากคณะกรรมการการท่าฯ ที่เป็นบริษัทมหาชน มีกฎเกณฑ์ แม้เป็นนายกรัฐมนตรีก็ทำไม่ได้ และเมื่อแก้แบบก็ไม่ได้มีการประกวดราคาใหม่สร้างเลย” พล.ร.อ.บรรณวิทย์ กล่าวกับ “ผู้จัดการรายสัปดาห์”

นี่เป็นอีกสัญญาคอร์รัปชันใหม่สดๆ ร้อนๆ ที่คณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษา และติดตามการแก้ไขปัญหาสนามบินสุวรรณภูมิส่งเรื่องไปยัง คตส.เพื่อเอาผิดนักการเมืองขี้ฉ้อตั้งแต่ระดับนายกรัฐมนตรีลงมา ซึ่งไม่ต้องบอกก็คงทราบดีแล้วว่าเป็นใคร หลังจากที่ก่อนหน้านี้ได้ส่งเรื่องร้องทุกข์กล่าวโทษกรณี ซีทีเอ็กซ์ 9000 ท่อร้อยสาย และคิงเพาเวอร์ ไปเรียบร้อยแล้ว

เปิดแผลใหม่! ส่งถึงมือ คตส.ร้อนๆ

สัญญาก่อสร้างสนามบินสุวรรณภูมิที่ส่งกลิ่นเหม็นโฉ่ คือ แผลใหม่ที่ พล.ร.อ.บรรณวิทย์เปิดขึ้นก่อนที่จะส่งให้ คตส.รับไปชำแหละต่อ

“ปัญหาที่พบใหม่ๆ ที่นี่เยอะมาก แต่เราไปไม่ถึง ตอนนี้ต้องเลือกทำเฉพาะที่จะกระทบต่อผู้ใช้บริการ จากสัญญาทั้งหมดเราไปได้อย่างเก่งผมว่าไม่เกิน 10 สัญญา วันนี้ (3 เมษายน) เพิ่งเสร็จสัญญาเดียว เพิ่งจะได้ข้อยุติว่าสัญญาก่อสร้างอาคารผิดพลาดตรงไหน มีการแก้ไขอย่างไร มีการเพิ่มวงเงินอย่างไร เมอร์ฟี่จาห์นออกแบบ แต่สุดท้ายก็ไม่ใช่เมอร์ฟี่จาห์น เพราะมีการแก้แบบทั้งหมด 24 ครั้ง เลยไม่รู้ว่าใครออกแบบแล้ว”

สำหรับผู้ที่ออกแบบก่อสร้างอาคารผู้โดยสารท่าอากาศยานสุวรรณภูมิก็คือ เมอร์ฟี่ จาห์น แทมส์ แอ็ก : MJTA ที่ใช้เวลาในการออกแบบสนามบินแห่งนี้ยาวนานนับ 10 ปี สัมผัสทุกรัฐบาล โดย วันชัย วิมุกตายน กรรมการผู้จัดการ บริษัท แอ็คคอนซัลแท้นส์ และกรรมการบริหารกลุ่มเมอร์ฟี่ จาห์น แทมส์ แอ็ก ยอมรับว่าการออกแบบและการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงของเอ็มเจทีเอไม่ถือว่าเป็นเรื่องแปลก เพราะคงปฏิเสธไม่ได้ว่าสุวรรณภูมิเป็นสนามบินที่มีอายุการดำเนินงานก่อสร้างมายาวนานกว่า 45 ปี มีการปรับเปลี่ยนรัฐบาลหลายยุคหลายสมัย (ฐานเศรษฐกิจ : พลิกปูมแก้แบบ “สุวรรณภูมิ” เอ็มเจทีเอ แจงยิบ 5 รัฐบาลมีเอี่ยว)

เมื่อเป็นเช่นนี้จึงส่งผลให้แบบการก่อสร้างจึงต้องเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา แต่การปรับเปลี่ยนจะไม่กระทบต่อโครงสร้างของอาคารแต่อย่างใด และแม้การออกแบบจะผิด พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 ก็ผิดในจุดที่ยอมรับได้ เพราะหากจะต้องก่อสร้างตามข้อกำหนดใน พ.ร.บ.ดังกล่าว สนามบินแห่งนี้จะต้องมีทางหนีไฟมากมาย ต้องมีห้องน้ำหญิงชายรวมกันกว่า 2 หมื่นห้อง เพราะเป็นอาคารที่มีเนื้อที่ขนาดใหญ่ ซึ่งในทางปฏิบัติเป็นไปไม่ได้ และเรื่องนี้ไม่ได้เป็นปัญหา ซึ่งอาคารของรัฐอีกหลายโครงการก็เข้าข่ายผิด พ.ร.บ.นี้ แต่ก็แก้ไขด้วยการออกกฎกระทรวงมาแก้ไข ซึ่งกฎหมายก็เปิดช่องว่างเรื่องนี้ไว้

สำหรับเนื้องานที่ปรับแบบในหลายครั้งของเอ็มเจทีเอมีทั้งหมดจำนวน 24 ครั้ง ซึ่งจะปรับแก้ไขแบบในทุกส่วน อาทิ บริเวณชั้น 4 ของอาคารผู้โดยสารได้เพิ่มเช็คอินเคาน์เตอร์เป็น 460 เคาน์เตอร์ เพิ่มช่องตรวจสำหรับตำรวจตรวจคนเข้าเมืองจาก 40 เป็น 72 เคาน์เตอร์ ยกพื้นที่ด้านตะวันออกและเช็กอินเคาน์เตอร์ที่ 1 ให้เป็นจุดสำหรับเช็กอินพรีเมียมของการบินไทย ปรับปรุงทางลงชัน 3 เดิมของผู้โดยสารขาออกในประเทศเป็นทางลงหลักของเลาจน์การบินไทย เพิ่มทางลงของผู้โดยสารขาออกในประเทศจากชั้น 3 ลงไปชั้น 2 อาคารเทียบเครื่องบิน

ในส่วนอาคารเทียบเครื่องบินมีการปิดช่องโล่งในบริเวณอาคารเทียบเครื่องบินหมายเลข D และแอร์ไซด์ เซ็นเตอร์ เพื่อเพิ่มพื้นที่พาณิชย์ตามคำแนะนำของไออาต้า และอาร์ซี (Retail Consultant) เนื่องจากไออาต้าได้ให้ข้อเสนอแนะว่าควรเพิ่มพื้นที่เชิงพาณิชย์เพื่อให้ทอท.มีรายได้จากส่วนนี้เพิ่มขึ้นเป็น 50-55% เพราะเกรงว่าหากมีพื้นที่เชิงพาณิชย์น้อยเกินไปจะส่งผลให้ทอท.เรียกเก็บค่าธรรมเนียมและค่าบริการจากสายการบินในอัตราที่สูงเกินไป

นั่นคือคำให้การของฝ่ายเอ็มเจทีเอ ซึ่งน่าสังเกตว่าเพราะเหตุผลที่ทอท.ต้องการเพิ่มพื้นที่เชิงพาณิชย์ให้มากขึ้นนั่นเอง จึงเป็นที่มาของการเพิ่มพื้นที่ดิวตี้ฟรี และพื้นที่เชิงพาณิชย์ให้กับกลุ่มคิงเพาเวอร์ และที่น่าสนใจต่อจากนั้นก็คือ จากการนี้ทำให้ต้องปิดพื้นที่ที่จะต้องเป็นทางเลื่อนจากเดิมที่ต้องทำ 35 ทางเลื่อนเหลือเพียง 17 ทางเลื่อนเพื่อให้พื้นที่ร้านค้าเชิงพาณิชย์แทน ทำให้ผู้โดยสารขาเข้าประเทศต้องเดินลากกระเป๋าจนขาแทบลาก

สำหรับรายงานผลการพิจารณาสอบสวน กรณีการจัดจ้างก่อสร้างอาคารผู้โดยสาร และอาคารเทียบเครื่องบิน ณ สนามบินสุวรรณภูมินั้น ที่พล.ร.อ.บรรณวิทย์ได้ยื่นให้กับประธานคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) และประธานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ในประเด็นการทุจริตนั้นมี 3 เล่ม เล่มที่ 1 เกี่ยวกับคำร้อง เล่มที่ 2 เป็นข้อกล่าวหา และเล่มที่ 3 ความเสียหาย กลุ่มบุคคลที่เกี่ยวข้อง และฐานความผิด

รายละเอียดในเอกสารสรุปได้ว่า กรรมาธิการวิสามัญฯ อื่น และที่ปรึกษาประจำคณะกรรมาธิการวิสามัญอีกจำนวน 49 คน ได้ร่วมกันพิจารณาสอบสวนและศึกษาเรื่องเกี่ยวกับทุจรติในการจัดจ้างอาคารผู้โดยสารฯ ตั้งแต่กระบวนการและขั้นตอนก่อนเกิดสัญญา ขั้นตอนการสั่งให้เกิดสัญญา และสาระสำคัญของสัญญา ตลอดจนการดำเนินการบริหารสัญญาในการก่อสร้าง โดยเห็นว่าเรื่องนี้เป็นโครงการที่สำคัญที่สุดในสนามบินสุวรรณภูมิทั้งมูลค่าสูงที่สุดในโครงการเดียว และเป็นฐานเกี่ยวเนื่องกับการตรวจสอบกรณีอื่นๆ ที่ คตส. และ ป.ป.ช.ให้ความสนใจ เช่น เกี่ยวเนื่องกับกรณีซีทีเอ็กซ์ เกี่ยวเนื่องกับกรณีท่อร้อยสาย เกี่ยวเนื่องกับกรณีคิงเพาเวอร์ ซึ่งทุกโครงการที่พบว่ามีการทุจริตส่วนมีความสัมพันธ์ตรงกับอาคารผู้โดยสารทั้งสิ้น มีราคาทรัพย์สินที่ทุจริต 53,000 ล้านบาทโดยประมาณ

ในเอกสารยังระบุด้วยว่า ความเสียหายในด้านการใช้งานที่สัมผัสได้โดยสาธารณชนนั้น นักวิชาการชี้ปฐมเหตุว่าน่าจะต้องวิเคราะห์ที่ต้นเหตุ ต้นตอ คือ แบบที่ใช้ก่อสร้างในสัญญา ประกอบกับขณะนี้ผู้รับจ้าง (ITO) ในโครงการดังกล่าวขอเงินเพิ่มอีก 9.3 พันล้านบาท ในรูปของงานที่ต้องเปลี่ยนแปลง อันเนื่องจากความไม่สมบูรณ์ของแบบก่อสร้าง และผลกระทบอื่นของแบบก่อสร้างที่ใช้ลงนามในสัญญา

ฉ้อฉลสุวรรณภูมิ สูญ 9.3 พันล้าน

ทั้งนี้รายงานดังกล่าวได้ระบุถึงความเสียหายที่เกิดขึ้นแบ่งเป็น 3 ด้าน คือ ด้านการเงิน ด้านเวลา และด้านการใช้งาน โดยความเสียหายด้านการเงิน ตามเอกสารเรียกร้องของผู้รับจ้าง ITO มีมูลค่ารวมกว่า 9.3 พันล้านบาท ซึ่งความเสียหายแรกระบุว่าเป็นผลมาจากการทำ Variations หรือการเปลี่ยนแปลง ทั้งนี้ได้แยกการเปลี่ยนแปลงในรูป Supplementary Contracts ออกแล้ว คือมีการแยกจ้างในรายการที่เคยตัดออกตามคำสั่ง 96/2544 อีกหลายพันล้าน เช่น Automated People Mover (APM)

นอกจากนี้ยังมีข้อสังเกตว่า ในรายการ 9.3 พันล้านบาท ได้รวมความเสียหายจากด้าน Claim ทับซ้อนไว้แล้ว ซึ่งตามเอกสารแนบความเสียหายการรวมหมวด Claim ที่ผู้รับเหมากล่าวอ้างนั้นสืบเนื่องจากความไม่สมบูรณ์ของแบบที่มีปฐมเหตุมาจากคำสั่งที่ 96/2544 อันก่อให้เกิดความเสียหายระหว่างการก่อสร้าง และการกลับกลายมาต้องจ้าง MJTA กลับมาอีกหลายสัญญาจ้าง ซึ่งสร้างความเสียหายโดยไม่มีผู้รับผิดชอบเพราะบางสัญญาจ้างที่เอื้อให้ MJTA เซ็นต์เพิ่มเติมกัล บทม.นั้น หัวหน้าทีมหลักคือ Murphy/Jeans ก็ปฏิเสธที่จะเข้าร่วมลงนามกับ บทม.แม้ต่อมามีการส่งคนมาร่วมทำงานรับเงินแต่ก็ไม่มี Liability ปัญหาพื้นฐานจึงล้วนเนื่องจากแบบก่อสร้างของนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา และพวก

กรณีตัวอย่างเช่น แบบหลังคาเทอร์มินอลเมื่อก่อสร้างแล้วสามารถที่จะพังได้ ผู้ตรวจสอบอิสระแจ้งว่าเป็นเหตุจากผู้ออกแบบ แต่นายศรีสุข กลับเร่งจ่ายเงินและเพิ่มเงินอีกหลายร้อยล้าน หรือกรณีแบบโครงสร้างง่ายๆ เช่น แบบคานปูน (Edge Beam) ที่รับโครงหลังคา Concourse เมื่อถูกลดขนาดเล็กลงไปในการแก้แบบของนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา และพวก ก็ต้องเสียเงินอีกรวมหลายร้อยล้านบาทเพื่อแก้ไขให้โครงสร้างคงอยู่ได้ โดยขณะนี้แม้มีการสงวนสิทธิ์ที่จะเก็บเงินจาก MJTA แต่ก็ยังมิได้เก็บเงินจาก MJTA แต่อย่างใด แต่กลับร่วมเอื้อประโยชน์ให้ MJTA และ ACT (ส่วนร่วมค้าใน MJTA) เข้ามาเป็นคู่สัญญาในกิจการออกแบบ แก้ไขแบบ และงานเพิ่มเติมรวมอีก 9 สัญญา คิดเป็นมูลค่านับพันล้านบาท เหล่านี้ล้วนเป็นตัวอย่างความเสียหายที่นายศรีสุข จันทรางศุ นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา และพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และพวกเป็นผู้ก่อทั้งสิ้น

ความเสียหายด้านการเงินที่เกิดขึ้นมานี้ยากจะเยียวยา ส่วนความเสียหายเชิงปริมาณสรุปได้ดังนี้ ประการแรกการตัดเนื้องานออกแล้วเพิ่มเข้ามาใหม่ให้ไอทีโอผู้รับจ้างรายเดิม โดยวิธีพิเศษ และสร้างส่วนต่างที่แพงขึ้น ให้รัฐเสียหายรวมประมาณได้ 4,700 ล้านบาท จากรายการ เช่น Airside Groups, APM, Training, Design, Spare Parts และอื่นๆล้วนเป็นรายการที่ PMC เคยโต้แย้งถึงความจำเป็นในกระบวนการออกแบบและก่อสร้างโครงการขนาดใหญ่

ทั้งนี้ ยังมีค่าเรียกร้องเพราะแบบและเอกสารประกวดราคาของนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา และพวก เกิดความไม่สมบูรณ์ (เกิด Claims) ประมาณ 2,700 ล้านบาท และงานเพิ่มเติม 6,600 ล้านบาท (รวม 9,300 ล้านบาท)

นอกจากนี้ยังมีสัญญาเพิ่มเติมโดยวิธีพิเศษเช่น CTX และสายพานประมาณ 4,335 ล้านบาทและเก้าอี้บริหารต่างๆอีก 6,330 ล้านบาท โดย บทม.(ทอท.) ควรจะเรียกร้องค่าเสียหายคืนจาก MJTA หรือกลุ่มตามคำสั่ง 96/2544 ได้ประมาณ 1,400 ล้านบาท ในทันที แต่ บทม.(ทอท.) โดยมีนายศรีสุข จันทรางศุ เป็นผู้กำกับโครงการก่อสร้างกลับมิได้ดำเนินการใดๆทั้งสิ้น

สำหรับความเสียหายด้านเวลาและความล่าช้าจะเห็นได้ว่าโครงการก่อสร้างอาคารยังไม่แล้วเสร็จ ยังมีความบกพร่องจนไม่สามารถรับงานได้ เกิดความล่าช้าจากสัญญาเดิมปี 2547 และมีการถือเหตุขยายเวลามาโดยตลอด เช่นเหตุจากแบบบกพร่องหรือเหตุจากการเปลี่ยนแปลงงาน และกระทั่งบัดนี้ก็ยังไม่มีการออก Certificate of Substantial Completion อีกทั้งยังเกิดความเสียหายอีกมากมายในรูปของ Liquidated Damages และ General Damages ที่ต้องเก็บนับหลายพันล้านบาทแต่ ทอท.ยังคงวางเฉย

ในเชิงปริมาณความเสียหายด้านเวลานั้น บทม.ควรเป็ยฝ่ายได้รับเงินค่าปรับกลับมาวันละ 5 ล้านบาท นับจากวันที่ 28 กันยายน 2548 แต่ยังคงเสียหายด้านโอกาส โดยเฉลี่ยเป็นยอดสุทธิจากรายได้ปีละ 14,000 ล้านบาท

ในส่วนของความเสียหายด้านการใช้งาน และชื่อเสียง มีมากเกินกว่าจะประเมินเป็นตัวเงิน ปัจจุบันสนามบินสุวรรณภูมิมีระดับการใช้งานเพียง 3 ดาวจากมาตรฐานสากล และเฉพาะตัวอาคารผู้โดยสารของสนามบินถูกกำหนดให้อยู่ในระดับต่ำเพียง 2 ดาวเท่านั้น และตามที่ปรากฏจากรายงานร้องเรียนหลายร้อยหน้ากระดาษจากทุกส่วนของผู้ใช้อาคารระบุว่าปัญหาเกิดจากแบบก่อสร้าง ซึ่งมีการกล่าวมาโดยตลอดว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา นายศรีสุข จันทรางศุ เป็นผู้ดำเนินการไปจนถึงขั้นนำไปประกอบสัญญาจ้าง

ทั้งนี้ ปัญหาในการลดคุณภาพและลดขอบเขตการรับประกัน เช่น อายุผ้าใบ จากมาตรฐานสากล 20 ปีเหลือเพียง 5 ปี ปรากฏตามการเปลี่ยนแปลงสัญญาโดยพลการของนายศรีสุข จันทรางศุ ส่งผลให้สนามบินสุวรรณภูมิกำลังจะหมดสภาพการใช้งาน หรือบางรายการเช่น โครงสร้างถึงขั้นแตก เป็นอันตรายแม้จะมีความพยายามในการซ่อมแซมปรับปรุงมาโดยตลอด

ความภาคภูมิใจกลับกลายเป็นความเสียหาย โดยผู้ถูกกล่าวหาคือ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายศรีสุข จันทรางศุ มีความผิดตาม พ.ร.บ.พนักงานในองค์กรของรัฐ มาตรา 4, 8 และ 11ความผิดตาม พ.ร.บ.ทอท.มาตรา 46 ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 152, 157, 352, 354 ประกอบมาตรา 83,86 ความผิดตาม พ.ร.บ.ตลาดหลักทรัพย์มาตรา 304,308,311,313 และ 315 ความผิดตาม พ.ร.บ.บริษัทมหาชนจำกัด มาตรา 85 และ 91 โดยในส่วนของนักการเมืองที่เกี่ยวข้องต้องให้กระทรวงการคลังและ ทอท.ซึ่งเป็นหน่วยงานเข้าร้องทุกข์กล่าวโทษต่อ คตส.ก่อน ตามกฎหมาย ป.ป.ช.มาตรา 66 และ 67

ทุกปัญหาสุวรรณภูมิผ่านไปเกือบปีไม่มีแก้ไข

นับจากเปิดสนามบินสุวรรณภูมิมาตั้งแต่วันที่ 28 กันยายนปีที่ผ่านมาจนถึงวันนี้มีปัญหาเกิดขึ้นตลอด ไม่ว่าจะเป็น ท่าน้ำประปาแตก กระจกร้าว อาคารทรุด แท็กซี่เวย์-รันเวย์ร้าว ระบบปรับอากาศ ความสกปรกในห้องน้ำ และอื่นๆอีกมาก แต่เชื่อหรือไม่ว่าจนถึงวันนี้ปัญหาต่างๆ หลายต่อหลายเรื่องโดยเฉพาะเรื่องใหญ่ๆ ยังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างเป็นเรื่องเป็นราว อาทิ ปัญหาทางวิ่ง-ทางขับ ที่มีปัญหาทั้งทรุดทั้งร้าวเกือบแสนตารางเมตร จนเป็นเหตุให้ต้องย้ายเที่ยวบินภายในประเทศกลับมายังสนามบินดอนเมือง เปลี่ยนนโยบายที่จะใช้สนามบินนานาชาติเพียงแห่งเดียวกลายเป็น 2 สนามบินคู่ขนานกันไปนั้น

ล่าสุด เมื่อวันที่ 4 เมษายนที่ผ่านมา ภาสกร สุวรรณกนิษฐ์ รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ ทอท. ในฐานะประธานคณะกรรมการบริหารโครงการกรณีการชำรุดบริเวณทางขับ และทางวิ่งท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เพิ่งออกมาแถลงข่าวว่า ขณะนี้คณะกรรมการได้จัดทำร่างเงื่อนไขการประมูล หรือทีโออาร์ เพื่อจัดจ้างบริษัทที่ปรึกษามาศึกษาหาสาเหตุการชำรุดและแนวทางแก้ไขเสร็จเรียบร้อยแล้ว โดยภายในสัปดาห์นี้จะส่งร่างทีโออาร์ดังกล่าวไปยังสมาคมวิชาชีพวิศวกรเพื่อขอความคิดเห็น ก่อนเสนอให้คณะกรรมการ ทอท.พิจารณาเพื่อประกาศเชิญชวน เชื่อว่าจะดำเนินการได้ต้นเดือนพฤษภาคมนี้ ทั้งที่จริงแล้วปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาที่ค่อนข้างรุนแรงส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยต่อชีวิต ทรัพย์สิน และภาพลักษณ์ของประเทศ

“ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมเกิดอย่างนี้ทั้งที่ทางวิ่งทางขับ ทางสภาวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทยก็แนะนำแล้วว่าให้ฟ้องคุ้มครองฉุกเฉินเพื่อจะให้บริษัทที่ก่อสร้างรับผิดชอบก็ไม่ยอมทำ การที่เราไม่ทำทำให้เราเสียเปรียบเรื่องจะไปเคลม เพราะสัญญาเคลมจะหมดในเดือนสิงหาคม หรือกันยายน

แล้วเรื่องการเรียกค่าค้ำประกัน ใครจะเชื่อว่าคณะกรรมการท่าอากาศยานที่เป็นวิศวกรไม่รู้ว่ามีสัญญาเคลม เราเชิญทางบอร์ดที่เป็นคณะกรรมการในการซ่อมแท็กซี่เวย์ กับรันเวย์มาชี้แจงที่สภาแล้วบอกว่า ทำไมท่านถึงไม่เรียกค่าเสียหายจากบริษัท เขาก็บอกว่าไม่รู้ เราก็บอกว่ามีสัญญานะ เขาก็บอกว่าไม่มี เราก็มอบสัญญานั้นให้ไป เขาก็เอาสัญญานั้นไปดูแล้วก็ยังไม่ทำอีก ผมไม่อยากคิดเลยว่าวันหนึ่งคณะวิสามัญฯจะต้องไปแจ้งร้องทุกข์กล่าวโทษกับคณะกรรมการชุดนี้” พล.ร.อ.บรรณวิทย์ กล่าว และว่า วันนี้มองให้เห็นว่าการทำงานของฝ่ายบริหารที่ควบคุมสุวรรณภูมิไม่ใช่แค่เกียร์ว่าง แต่เป็นเกียร์ถอยหลังด้วย

สิ่งที่สามารถสะท้อนให้เห็นได้อย่างเป็นรูปธรรมว่าสนามบินสุวรรณภูมิมีปัญหา และไม่สมบูรณ์พร้อม ก็คือ การที่กรมการขนส่งทางอากาศ (ขสอ.) ปฏิเสธการต่อใบแอร์โรโดม โอเปอเรติ้ง แมนวล หรือคู่มือการดำเนินการในเขตปฏิบัติการบินให้กับสนามบินสุวรรณภูมิที่หมดอายุลงเมื่อ 25 มกราคมที่ผ่านมา ซึ่งแม้ว่าทางอธิบดีกรมการขนส่งทางอากาศ ชัยศักดิ์ อังค์สุวรรณ จะออกมาบอกถึงสาเหตุของการไม่ต่อใบอนุญาตให้ว่า ไม่ได้เกิดจากปัญหาต่างๆที่เกิดขึ้นภายในสนามบินก็ตาม แต่ก็เป็นเรื่องแปลกว่าทั้งที่สนามบินสุวรรณภูมิเป็นของประเทศไทยแท้ๆ แต่ขสอ.กลับไม่ยอมต่อใบอนุญาตให้ ย่อมต้องแสดงให้เห็นว่าสนามบินที่เป็นความภาคภูมิใจของคนไทยทั้งประเทศแห่งนี้ต้องมีข้อบกพร่องที่ไม่ยอมแก้ไข หรือยังไม่ได้แก้ไขอีกมากมาย

ตัวอย่างปัญหาคาราคาซังเหตุเกิดจากฝ่ายใด

ปัจจุบันสุวรรณภูมิมีปัญหากว่า 60 จุด แบ่งเป็นปัญหาที่เป็นอันตรายร้ายแรง 30 จุด ที่เหลือเป็นความปลอดภัยทั่วไป ปัญหาที่เป็นอันตรายร้ายแรง เช่น ตู้ควบคุมระบบไฟที่ติดตั้งอยู่บนคานของอาคารสามารถอยู่ในอุณหภูมิไม่เกิน 40 องศา แต่หน้าร้อนของไทยมีอุณหภูมิเกิน 40 องศาซึ่งอาจทำให้ไฟไหม้ในอาคารได้ ขณะที่ระบบดับเพลิงบริเวณดังกล่าวจะใช้เวลาอย่างน้อย 45 นาทีเพื่อให้คนขึ้นไปดับไฟเพราะไม่มีบันได และทางหนีไฟ เช่น ประตูหนีไฟยังมีสิ่งของกีดขวาง ขณะที่ปัญหารันเวย์และแท็กซี่เวย์อาจไม่ใช่ปัญหาใหญ่หากเทียบกับปัญหาภายใตอาคารผู้โดยสารและอาคารเทียบเครื่องบินที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิที่ส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยของผู้โดยสารมากกว่า เพราะเที่ยวบินหนึ่งมีผู้โดยสาร 300-400 คน แต่ผู้อยู่ในอาคารมีไม่น้อยกว่าหมื่นคน

จากปัญหาใหญ่ที่มีผลต่อชีวิตและทรัพย์สินอย่างรันเวย์ และแท็กซี่เวย์ ไปจนถึงปัญหาเล็กๆอย่างห้องน้ำสกปรกนั้น ไม่ว่าปัญหาจะเล็กหรือใหญ่แทบจะไม่ได้รับการแก้ไขเลย ตัวอย่างเรื่องห้องน้ำที่ทั้งน้อยและสกปรกนั้น จริงแล้วหลายฝ่ายก็ล้วนตระหนักในปัญหานี้ว่าเกิดจากจำนวนห้องน้ำที่น้อยมาก แต่ปัญหาใหญ่กว่าคือไม่สามารถเพิ่มจำนวนห้องน้ำได้ เมื่อเป็นเช่นนี้จึงต้องทำความสะอาดห้องน้ำที่มีจำนวนน้อยอยู่แล้วให้สะอาดมากยิ่งขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน

สิ่งที่เกิดขึ้นจริงในขณะนี้ คือ เวลานี้มีคนทำความสะอาดไม่เพียงพอ คือ มีคนเพียงหนึ่งคนแต่ต้องทำความสะอาดห้องน้ำทั้งชาย-หญิง และห้องสูบบุหรี่ โดยต้องทำงานกะละ 12 ชั่วโมง ขณะเดียวกันอ่างล้างหน้าที่มีขนาดเล็กผิดปกติทำให้เวลาเปิดน้ำใช้แต่ละครั้งจะกระเซ็นเปียกเปื้อนพื้นเต็มไปหมด เมื่อเป็นเช่นนี้ทำให้พนักงานเกิดความอ่อนล้า ซึ่งที่ผ่านมามีการเสนอให้เพิ่มจำนวนพนักงานให้มากขึ้นเป็นห้องละ1 คน และให้ทำงานกะละ 4 ชั่วโมง หรือ 6 ชั่วโมง แต่ต้องทำงานตลอดเวลา แต่แนวทางนี้กลับไม่ได้รับการตอบรับเนื่องจากคณะกรรมการทอท.อ้างว่าไม่สามารถเพิ่มได้ในเวลานี้ เนื่องจากผิดสัญญาที่ทำไว้กับบริษัททำความสะอาด

“เรื่องนี้ผมเคยเสนอว่า เมื่อมีสัญญาเราก็ตั้งคณะทำงานเข้าไปดู เรียกบริษัทมาว่าเพิ่มคนได้หรือไม่ ถ้าเขาบอกว่าไม่ได้ เพราะถ้าเพิ่มต้องเพิ่มเงิน ทางแก้ง่ายๆก็คือ เราก็ไปฟ้องคุ้มครองฉุกเฉินว่าเขาไม่สามารถทำความสะอาดห้องน้ำได้ ขอให้หยุดไปก่อน แล้วนำศาลเผชิญสืบ ศาลไปเห็นห้องน้ำว่าอยู่ได้อย่างไร สกปรกอย่างนี้เป็นหน้าตาของประเทศ ก็คุ้มครองฉุกเฉินให้กับเรา เราก็จ้างบริษัทใหม่เข้ามาออกทีโออาร์ใหม่ ถามว่าทำอย่างนี้แล้วห้องน้ำจะสะอาดไหม นี่เรื่องง่ายที่สุดท่านยังไม่ทำเลย ก็สงสัยอยู่เหมือนกันว่าท่านทำอะไรอยู่” พล.ร.อ.บรรณวิทย์ กล่าว และว่า

“ผมอยากเห็นการโละบอร์ดชุดเดิม เพราะเป็นบอร์ดที่ประธานบอร์ดไม่ได้กำหนดเลือกมาสักคน แล้วถามว่าจะทำงานได้อย่างไร”   




 








upcoming issue

จากโต๊ะบรรณาธิการ
past issue
reader's guide


 



home | today's news | magazine | columnist | photo galleries | book & idea
resources | correspondent | advertise with us | contact us

Creative Commons License
ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย