Search Resources
 
Login เข้าระบบ
สมัครสมาชิกฟรี
ลืมรหัสผ่าน
 
  homenewsmagazinecolumnistbooks & ideaphoto galleriesresources50 managermanager 100join us  
 
 


bulletToday's News
bullet Cover Story
bullet New & Trend

bullet Indochina Vision
bullet2 GMS in Law
bullet2 Mekhong Stream

bullet Special Report

bullet World Monitor
bullet2 on globalization

bullet Beyond Green
bullet2 Eco Life
bullet2 Think Urban
bullet2 Green Mirror
bullet2 Green Mind
bullet2 Green Side
bullet2 Green Enterprise

bullet Entrepreneurship
bullet2 SMEs
bullet2 An Oak by the window
bullet2 IT
bullet2 Marketing Click
bullet2 Money
bullet2 Entrepreneur
bullet2 C-through CG
bullet2 Environment
bullet2 Investment
bullet2 Marketing
bullet2 Corporate Innovation
bullet2 Strategising Development
bullet2 Trading Edge
bullet2 iTech 360°
bullet2 AEC Focus

bullet Manager Leisure
bullet2 Life
bullet2 Order by Jude

bullet The Last page


ตีพิมพ์ใน นิตยสารผู้จัดการ
ฉบับ พฤษภาคม 2536








 
นิตยสารผู้จัดการ พฤษภาคม 2536
"ไทยสกายทีวี ท่าดีทีเหลว"             
 


   
search resources

ไทยสกายทีวี
คีรี กาญจนพาสน์
News & Media




ไทยสกายเริ่มต้นด้วยการสร้างภาพของความยิ่งใหญ่เพราะมี "คีรี กาญจนพาสน์" เป็นผู้ปลุกปั้นเมื่อ 2-3 ปีที่แล้ว คีรีประสบความสำเร็จและมือขึ้นในด้านธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ธุรกิจเคเบิลทีวีจึงดูยิ่งใหญ่ตามแบบฉบับของเขา ทว่าหนึ่งปีผ่านไปแล้วก็ยังล้มลุกคลุกคลานอยู่ จนน่าเป็นห่วง

เดือนพฤษภาคม ปี 2534 ไทยสกายทีวี เปิดฉากแนะนำตัวเองอย่างเป็นทางการ หลังจากได้รับสัมปทานดำเนินกิจการเคเบิลทีวีจากองค์การสื่อสารมวลชนแห่งประเทศไทยในยุคที่มีผู้อำนวยการชื่อ ราชันย์ ฮูเซ็น นับเป็นรายที่สองในธุรกิจเคเบิลทีวีต่อจากไอบีซีซึ่งได้รับสัมปทานเป็นรายแรกและแพร่ภาพไปก่อนหน้านี้แล้วหนึ่งปี

"เราไม่ต้องการเป็นแค่โทรทัศน์ระบบบอกรับเป็นสมาชิกเท่านั้น แต่เราวางเป้าหมายที่จะเป็นผู้บุกเบิกธุรกิจบันเทิงเต็มรูปแบบของประเทศไทย" คีรี กาญจนพาสน์ กรรมการผู้จัดการบริษัทสยามบรอดคาสติ้ง ซึ่งเป็นเจ้าของไทยสกายแถลงด้วยความมั่นอกมั่นใจในตอนนั้น

ช่วงนั้นชื่อ คีรี กาญจนพาสน์ กำลัง "ฮ้อต" อย่างสุด ๆ สำหรับวงการธุรกิจเมืองไทย ด้วยการนำบริษัทธนายงเข้าตลาดหลักทรัพย์ได้เป็นผลสำเร็จ และตามมาด้วยยุทธการ "แชร์แมนเดท" เทคโอเวอร์โรงแรมราชดำริอันลือลั่น

การกระโจนเข้าสู่สนามเคเบิลทีวี ทำให้หลาย ๆ คนวาดภาพว่า จะสร้างความคึกคักให้กับวงการเคเบิลทีวีเมืองไทยเป็นแน่ หลังจากที่มีแต่ไอบีซีของกลุ่มชินวัตรอยู่ในธุรกิจนี้แต่เพียงผู้เดียว

ไอบีซีขณะนั้นถึงกับต้องปรับปรุงการดำเนินงานอย่างขนานใหญ่ เพื่อรับมือกับคู่แข่งรายใหม่ หลังจากที่อยู่แบบสบาย ๆ ไร้คู่ต่อกรมาปีกว่า ๆ

ไทยสกายเริ่มแพร่ภาพออกอากาศอย่างเป็นทางการตอนต้นปี 2535 ด้วยภาพที่ยิ่งใหญ่จากการทุ่มเงินกว่า 100 ล้านบาท ดึงการประกวดนางงามจักรวาลประจำปี 2535 เข้ามาจัดในไทยเป็นครั้งแรกในนามของสยามบรอดคาสติ้ง ตามสไตล์ของคนที่ทำอะไรเล็ก ๆ ไม่เป็นอย่างคีรี และงานนี้ดูเหมือนจะเป็นงานเดียวที่พอจะกล่าวได้ว่าเป็นผลงานที่โชว์ได้ของไทยสกาย

แต่หลังจากนั้นเป็นต้นมา จนกระทั่งบัดนี้เวลาล่วงเลยมาปีครึ่งแล้ว เป้าหมายที่จะเป็นผู้บุกเบิกธุรกิจบันเทิงเต็มรูปแบบในประเทศไทยของไทยสกายที่คีรีคุยไว้ ยังไม่มีวี่แววว่าจะเป็นจริงขึ้นมาได้ คู่แข่งอย่างไอบีซีเสียอีกที่มีการเคลื่อนไหวปรับปรุงรายการเป็นระยะ ๆ

ฟอร์มใหญ่โตที่สร้างเอาไว้แต่แรกของไทยสกายมาถึงวันนี้กลับกลายเป็นว่าท่าดีทีเหลวเสียแล้ว!!

ข้อผิดพลาดประการแรกของไทยสกาย เป็นเรื่องของการบริหารงานภายในองค์กรที่ไม่มีการประสานงานเพื่อเดินไปในทิศทางเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นระหว่างผู้บริหารในระดับเดียวกัน หรือระหว่างพนักงานระดับล่างด้วยกัน

การลงทุนเปิดไทยสกายขึ้นมานั้น คีรียืนยันว่าเป็นการลงทุนโดยส่วนตัวของเขาคนเดียว 100% ซึ่งไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับบริษัทธนายงใด ๆ ทั้งสิ้น ดังนั้นเขาจึงเป็นผู้คัดเลือกหรือแต่งตั้งผู้บริหารเข้ามาทำงานให้ไทยสกายด้วยตัวของเขาเองมาตั้งแต่แรก

ความที่คีรีไปเติบโตในฮ่องกง เพื่อนทางธุรกิจของเขาจึงมักเป็นชาวฮ่องกงมากกว่าคนไทย ดังนั้นผู้บริหารไทยสกายเมื่อแรกตั้งจึงเป็นชาวฮ่องกงล้วน ๆ ไม่ว่าจะเป็น มร. คิท ซีโต้ มร. ลอเรนซ์ โล และ มร. คาแรงค์ เชง ส่วนผู้บริหารฝ่ายไทยคีรีได้แต่งตั้ง มรว. ราษี อมาตยกุล ภรรยาของพลตำรวจเอกพงษ์อำมาตย์ มาตยกุล เข้ามาเป็นผู้บริหารระดับสูง

"ผู้บริหารฮ่องกงและคนไทยต่างคนต่างทำงานไม่ประสานซึ่งกันและกัน ต่างแบ่งพรรคแบ่งพวก เช่น ซีโต้กับโลเกาะเกี่ยวมาด้วยกัน ในขณะที่เชงมีความสนิทสนมกับคุณหญิงจึงเป็นอีกสายหนึ่ง ทั้งโลและเชงมีประสบการณ์ด้านทีวีที่เหมือนกันต่างคนจึงต่างเก่งด้วยกันทั้งคู่ นอกจากนี้ เขายังไม่มีเวลานั่งอยู่เมืองไทยนาน ๆ หลายวันเหมือนกับพวกเรา สัปดาห์หนึ่งเขาจะมาทำงานเพียงแค่วันหรือสองวันเท่านั้น" อดีตผู้บริหารคนหนึ่งของไทยสกายที่เป็นคนไทยผู้หนึ่งกล่าว

มรว. ราษี กล่าวกับ "ผู้จัดการ" ว่า คีรีต้องการให้ตนเข้ามาทำงานเฉพาะช่วงที่มีการถ่ายทอดสดการประกวดนางงามจักรวาลเท่านั้น มิได้ต้องการให้เข้ามานั่งบริหารงานอย่างจริงจังในระยะยาว ซึ่งโดยส่วนตัวคุณหญิงก็ได้ออกปากก่อนหน้าที่จะรับเข้ามาทำให้คีรีว่าเธอทำงานไม่เป็น เมื่อหมดงานถ่ายทอดสดจึงเท่ากับว่าเป็นการสิ้นสุดภาระของคุณหญิงไปด้วยเช่นกัน

จากปัญหาทั้ง 2 ฝ่าย ทำให้มองเห็นภาพย้อนหลังในชั่วโมงการทำงานของไทยสกายได้อย่างเด่นชัดว่า ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายไทยหรือฮ่องกงต่างก็ไม่เป็นมืออาชีพด้วยกันทั้งคู่ นักการตลาดท่านหนึ่งให้ความเห็นว่า นั่นคือการตกอยู่ในสภาพความล้มเหลวของการบริหารงานที่ไม่เป็นระบบอันเนื่องมาจากการพิจารณาความสามารถของคนผิด (JUDGEMENT OF TALENT)

หรือพูดง่าย ๆ ก็คือ ใช้คนไม่เป็น

คีรียอมรับว่า เพราะความผิดพลาดของเขาจึงทำให้งานไม่บรรลุผลสำเร็จ "แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าคนฮ่องกงทำงานไม่เป็น หรือคุณหญิงทำงานไม่ได้" คีรียังยืนยันในจุดนี้

ข้อผิดพลาดประการต่อมาก็คือ การเลือกรายการมาตอบสนองความต้องการของตลาดไม่ตรงตามรสนิยมคนไทย

"เพราะความที่เป็นคนฮ่องกง เขาจึงทำธุรกิจแบบคนฮ่องกง จะเรียกว่าเข้าไม่ถึงพฤติกรรม หรือรสนิยมคนไทยก็ไม่น่าจะผิดนัก เพราะคนฮ่องกงส่วนใหญ่จะดูรายการหรือหนังจากยุโรป เขาจึงคิดว่าคนไทยหรือคนต่างชาติที่เข้ามาอยู่ในเมืองไทยจะนิยมชมชอบรายการหนังทางยุโรปด้วยเช่นกัน รายการต่าง ๆ และหนังจึงออกมาในรูปแบบนั้น ในขณะที่ไอบีซีจับทางถูกมาตั้งแต่ต้น พยายามไล่ล่าซื้อลิขสิทธิ์มาจากอเมริกาเป็นส่วนใหญ่" แหล่งข่าวคนเดิมเล่าให้ฟังในประเด็นความผิดพลาดที่มาจากผู้บริหารชาวฮ่องกง ซึ่งหมายรวมไปถึงการตัดสินใจผิดพลาดของคีรีที่นำคนฮอ่องกงเข้ามาบริหารงานแทนที่จะเป็นคนไทย

แต่เหตุผลเฉพาะหน้า ที่คีรีนำเอาคนฮ่องกงเข้ามาบริหารงานในไทยสกายนั้นนอกเหนือจากความเป็นเพื่อนกันแล้ว ลึก ๆ คีรีมีความมุ่งหวังที่จะได้โนว์ฮาวจากคนเหล่านี้มากกว่าอย่างอื่น เพราะ 2 ใน 3 คนนี้เป็นผู้ที่มีประสบการณ์ด้านงานทีวีในฮ่องกง

"โลและเชงมาจากทีวีบี เขามีฝีมือ มีประสบการณ์จึงคิดว่าเขาจะตอบสนองคนต่างประเทศที่มาจากทั่วโลกได้มากกว่าคนไทย" คีรีอธิบายให้เห็นแนวความคิดลึก ๆ ของเขา การเลือกรายการจึงออกมาเช่นนั้น

ข้อผิดพลาดประการต่อมา และดูเหมือนจะเป็นข้อที่สำคัญที่สุดซึ่งเป็นที่มาของปัญหาทั้งหลายทั้งปวงก็คือ ตัวคีรีเองนั่นแหละ ที่ไม่ยอมกระจายอำนาจการบริหารออกไปให้คนอื่น ๆ แต่กับกุมการตัดสินใจเอาไว้หมดคนเดียว

"คีรีลงมาบริหารงานเอง เข้ามา DOMINATE งานในทุกส่วน แม้กระทั่งการเซ็นเช็คสั่งจ่ายเงินไม่ว่าจะเป็นจำนวนมากหรือน้อยเท่าไร เขาต้องเป็นคนเซ็นเอง" อดีตพนักงานไทยสกายทีวีกล่าว

คีรีมีธุรกิจส่วนตัวมากมายหลายบริษัททั้งในเมืองไทยและต่างประเทศมากมาย ในช่วงนั้นคีรีแบ่งเวลาอยู่เมืองไทยสัปดาห์ละไม่ถึง 3 วัน เมื่อเกิดปัญหาไม่ว่าเรื่องอะไรก็ตามจะต้องรอการตัดสินใจขั้นสุดท้ายจากเขา จึงทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างล่าช้าไปหมด

"ผู้บริหารระดับสูงที่คีรีจ้างเข้ามานั่งบริหารงานไม่ว่าจะเป็นฮ่องกงหรือคุณหญิงต่างไม่มีการประสานและไม่ลงรอยกันอยู่แล้ว จึงไม่มีใครกล้าตัดสินใจเมื่อเกิดเรื่องหรือปัญหาขึ้น ขณะเดียวกันคีรีเองก็ไม่มีการมอบหมายอำนาจเด็ดขาดไปที่คนใดหรือฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง การแก้ปัญหาจึงเกิดความล่าช้าไม่ทันการ" แหล่งข่าวคนเดิมกล่าว

ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดตัวอย่างหนึ่งก็คือ การสั่งซื้ออุปกรณ์ติดตั้งเพื่อรับสัญญาณภาพจากห้องส่งสู่บ้านสมาชิก การสั่งซื้อในขั้นต้นจะเป็นลักษณะของการสั่งซื้อมาเป็นล็อตใหญ่ ๆ แหล่งข่าวเล่าว่า ช่วงต้นนั้น ฝ่ายเทคนิคของไทยสกายไม่มีความชำนาญมากพอ เมื่อลงมือทำงานกันจริง ๆ จึงได้รับรู้ปัญหาที่เกิดขึ้น เช่น ถ้ามีตึกสูงบังคลื่น จะไม่สามารถปรับเปลี่ยนจานรับให้หันไปในทิศทางที่จะรับคลื่นได้ เพราะหน้าจานมีขนาดเล็ก รัศมีแคบ ก้มเงยไม่ได้ 180 องศา ทางออกที่มีให้เลือกคือ สั่งซื้อจานรับสัญญาณใหม่หมด โล้ะของที่สั่งมาแล้วทิ้งไป หรือเปลี่ยนช่างเทคนิคใหม่ เพราะไม่มีความสามารถพอ

ผู้บริหารที่มีอยู่ของไทยสกาย ไม่สามารถแก้ไขปัญหาเหล่านี้ได้ คนที่จะลงมาตัดสินใจมีอยู่คนเดียวคือ คีรี ซึ่งไม่ค่อยจะมีเวลาให้เสียด้วย ปัญหาจึงคาราคาซังและกลายเป็นตัวที่สร้างผลกระทบในด้านการตลาดไปอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

แม้กระทั่งกรณีง่าย ๆ อย่างเช่น ภาพซ้อนไม่คมชัดเพราะคลื่นทับกันหรือใกล้เคียงกันกับคลื่นของไอบีซี ทำให้สมาชิกของไอบีซีรับสัญญาณของไทยสกายได้ หรือเมื่อติดตั้งไทยสกายไปแล้วทำให้การรับสัญญาณภาพของทีวีช่องอื่นเคลื่อนไปด้วย เหล่านี้ผู้บริหารระดับสูงที่คีรีแต่งตั้งไม่มีใครแก้ไขได้ ต่างต้องรอนายใหญ่ทั้งสิ้น

คีรียอมรับว่าเขาเองไม่ค่อยมีเวลาที่จะอยู่เมืองไทย เนื่องจากว่ามีกิจการในฮ่องกงต้องดูแลอีกหลายบริษัท และเขาไม่คิดว่าจะเกิดปัญหามากมายขนาดนี้ โดยเฉพาะเรื่องสมาชิกไอบีซีสามารถรับภาพของไทยสกายได้ เพราะช่างเทคนิคของไอบีซีใช้ความพยายามในการตั้งจานรับคลื่นให้ตรงกับไทยสกายนั้น คีรีถึงกับกล่าวว่า "ลักษณะเช่นนี้ในทางธุรกิจถือว่าไอบีซีไร้มารยาท"

นอกจากนี้ยังมีประเด็นปลีกย่อยเช่น เรื่องการคอรัปชั่นภายในองค์กร ไม่ว่าจะเป็นหน่วยการหาสมาชิก หน่วยติดตั้งตามบ้าน หรือแม้แต่การซื้อรายการซึ่งเป็นเรื่องที่รู้กันภายในว่า ผู้บริหารชาวฮ่องกงคนหนึ่งที่ดูแลเรื่องการซื้อลิขสิทธิ์รายการจากต่างประเทศมีหุ้นร่วมกับตระกูลกาญจนพาสน์ในบริษัทเอ็ม อี ไอ ซึ่งเป็นบริษัทที่ทำธุรกิจการจัดรายการโทรทัศน์ อาทิ รายการกีฬา การประกวด ฯลฯ ให้กับสถานีโทรทัศน์ขนาดใหญ่ของฮ่องกง คือ ทีวีบี และเอทีวี เอ็ม อี ไอ เป็นตัวกลางในการซื้อรายการมาป้อนให้กับไทยสกายด้วย

"ผมรู้ว่าปัญหาเกิดขึ้นจากอะไรบ้าง และได้พยายามที่จะแก้ไขเปลี่ยนแปลงหรือปรับปรุงให้ดีขึ้น แต่การแก้ปัญหาไม่ใช่เรื่องที่จะทำให้เสร็จสิ้นภายในวันเดียว มันต้องใช้เวลา" คีรีกล่าว

ไม่มีใครรู้แน่ชัดว่า ถึงวันนี้แล้วคีรียังคงจริงจังกับธุรกิจเคเบิลทีวีมากน้อยแค่ไหน เคยมีผู้วิเคราะห์ถึงสไตล์การทำธุรกิจของเขาว่า นอกจากทำอะไรเล็ก ๆ ไม่เป็นแล้ว ยังชอบการลงทุนที่ได้รับผลตอบแทนกลับคืนมาในระยะเวลาอันรวดเร็ว ทั้งยังไม่นิยมการลงทุนที่ต้องทุ่มเทเงินทองและเวลานาน ๆ ซึ่งเป็นลักษณะพื้นฐานที่อาจติดตัวมาจากวัฒนธรรมการทำธุรกิจแบบฮ่องกงก็ได้

นอกจากนั้น เมื่อพิจารณาถึงธุรกิจทั้งหมดของเขาในประเทศไทยแล้ว ไทยสกายไม่ใช่ธุรกิจหลักอย่างแน่นอน หากแต่เป็นธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ของบริษัทธนายง ซึ่งเชื่อว่าเป็นช่วงเวลาที่เขากำลังใช้ความพยายามอย่างหนัก ที่จะเอาชนะสภาวะที่อุตสาหกรรมเรียลเอสเตทกำลังซบเซาอย่างถึงที่สุด

ไม่ว่าเขาจะคิดอย่างไร แต่การตัดสินใจสละเรือลำนี้ เป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ อย่างน้อยที่สุดก็ในอนาคตอันใกล้นี้ นอกจากจะซื้อหน้า ซึ่งคนที่มีภาพพจน์อหังการ์อย่างคีรีจะยอมให้เกิดขึ้นไม่ได้แล้ว ปมเงื่อนที่มัดไทยสกายไว้อย่างยากที่จะถอนตัวออกไป ก็คือ สัญญาที่ทำไว้กับ อสมท. ซึ่งมีข้อผูกมัดที่จะต้องจ่ายผลประโยชน์ตอบแทนอีก 18 ปีจนกว่าจะหมดอายุสัมปทานในปี 2555

การเช่าสัมปทานดำเนินกิจการเคเบิลทีวีของ อสมท. ทั้งไอบีซีและไทยสกายทีวีจ่ายผลประโยชน์ตอบแทนในอัตราที่แตกต่างกัน

ไอบีซีจ่ายค่าตอบแทนให้ อสมท. เป็นระยะเวลา 20 ปีนับตั้งแต่เดือนตุลาคม 2532 ถึงกันยายน 2552 ในอัตราร้อยละ 6.5 ของรายได้ก่อนหักภาษีต่อปี แต่รวมแล้ว 20 ปีต้องไม่ต่ำกว่า 121 ล้านบาทหรือเฉลี่ยปีละ 6 ล้านบาท

ในขณะที่ไทยสกายแบ่งการจ่ายผลประโยชน์แลกกับสัมปทานออกเป็น 4 ช่วง ระหว่างเดือนมกราคม 2535 ถึงธันวาคม 2555 โดยในปีที่ 1-5 ต้องจ่ายให้ปีละไม่ต่ำกว่า 5 ล้านบาท ปีที่ 6-10 ปีละไม่ต่ำกว่า 7.5 ล้านบาท ปีที่ 11-15 ปีละ 10 ล้านบาท และช่วง 5 ปีสุดท้ายก่อนหมดสัญญาต้องจ่ายให้ อสมท. ปีละ 12.5 ล้านบาทเป็นอย่างต่ำ รวมเป็นเงินที่จะต้องจ่ายทั้ง 20 ปี 175 ล้านบาทเป็นขั้นต่ำ นอกเหนือจากการยอมให้ อสมท. เข้ามาถือหุ้นบริษัทสยามบรอดคาสติ้งร้อยละ 7 ของทุนจดทะเบียน

ภายใต้เงื่อนไขข้อตอบแทนเช่นนี้ไทยสกายจึงไม่มีทางเลือกมากนัก นอกจากต้องเดินหน้าหาทางแก้ไขกิจการให้ดีขึ้นต่อไป

เมื่อลงมือทำเองแล้วไม่ได้ดี ทางออกของคีรีก็คือ การแสวงหาพันธมิตรทางธุรกิจให้เข้ามาช่วยกอบกู้ไทยสกายทีวี!!

ปลายปี 2535 ไทยสกายเพิ่มทุนจาก 100 ล้านบาทเป็น 200 ล้านบาทและก่อรูปพันธมิตร 3 ฝ่ายขึ้น โดยให้ทางหนังสือพิมพ์วัฎจักรเข้ามาถือหุ้น 20% บริษัทมีเดียพลัสถือหุ้น 10% ตัวคีรีเองถือหุ้น 63% อีก 7% เป็นของ อสมท.

ขณะเดียวกัน คีรีก็เข้าไปถือหุ้นวัฎจักรซึ่งเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ 20% และได้รับตำแหน่งรองประธานกรรมการของวัฏจักรด้วย

ส่วนวัฏจักรซึ่งกลายเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่อันดับสองของไทยสกายที่คีรีเป็นประธานกรรมการอยู่ ก็ส่ง ดร. สิงหา เจียมสิริเข้าไปเป็นรองประธานของไทยสกายด้วย

ก่อนหน้านี้ไทยสกายเคยตกเป็นข่าวว่า สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์เข้าไปเทคโอเวอร์ บ้างก็ว่าเข้าไปถือหุ้นอยู่ 10% ข่าวดังกล่าวพัวพันไปถึงเรื่องไอเอ็นเอ็น (ไอเอ็นเอ็นเป็นสำนักข่าวที่เกิดขึ้นมาจากการร่วมทุนระหว่างมีเดียพลัสกับสำนักงานทรัพย์สินฯ ไอเอ็นเอ็นรายงายข่าวตลอด 24 ชม. ในรายการของเครือข่ายมีเดียพลัส 5 สถานี คือ เอฟเอ็ม 94.5, 98, 99.5, 102.5 และ 107) เข้ามาเป็นผู้ทำข่าวให้กับไทยสกายด้วย

คีรีปฏิเสธข่าวนี้อย่างหนักแน่น และย้ำว่าการรายงานข่าวที่เกิดขึ้นในเคเบิลนั้นเป็นทีมงานของไทยสกายที่ผลิตรายการเองทั้งสิ้น

"เราเคยมีโครงการที่จะเข้าไปถือหุ้นในไอเอ็นเอ็นโดยคำแนะนำจากสำนักงานทรัพย์สินฯ และเมื่อเราเข้าไปถือหุ้นในส่วนนี้แล้ว เราก็น่าจะใช้ประโยชน์จากจุดนี้ แต่ก็ยังไม่มีการตกลงกันว่าจะทำอย่างไร ข่าวก็ออกไปเสียก่อน" คีรีกล่าว

การดึงวัฏจักรและมีเดียพลัสเข้ามาเป็นพันธมิตรในไทยสกาย คีรีหวังว่า จะใช้ความชำนาญของทั้งสององค์กรนี้เข้ามาช่วยในการบริหารงาน ภายใต้โครงสร้างพันธมิตรทางธุรกิจใหม่นี้ สามผู้ร่วมทุนจะเป็นกลุ่มที่มีความสมบูรณ์ที่สุดในแง่ของการมีสื่ออยู่ในมืออย่างครบวงจร คือ สื่อสิ่งพิมพ์ (หนังสือพิมพ์วัฏจักร) วิทยุ (รายการในเครือข่ายของมีเดียพลัส) และเคเบิลทีวี (ไทยสกาย) ซึ่งน่าจะเกื้อหนุนซึ่งกันและกันได้เป็นอย่างดี

ฝ่ายวัฏจักรซึ่งเป็นบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ต้องการที่จะขยายขอบเขตของการทำงาน เพื่อสร้างภาพลักษณ์ขององค์กรให้แข็งขึ้น อันจะส่งผลต่อการขึ้นลงของราคาหุ้นอีกด้วย

ส่วนมีเดียพลัสมุ่งหวังจะทำให้ครบวงจร แม้ว่ามีเดียพลัสจะเข้าประมูลรายการทางสถานีโทรทัศน์ช่องต่าง ๆ ได้ แต่ก็มีความไม่แน่นอน ที่อาจมีการรื้อผังรายการเดิมทิ้งเมื่อครบอายุสัญญา แต่ทว่าการเข้าร่วมถือหุ้นทำรายการในไทยสกาย ก็หมายถึง ความมั่นคงในการเข้าไปสู่รายการทีวีที่มีเดียพลัสตั้งใจ

จะเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหน สำหรับยุทธศาสตร์จับมือร่วมกันเดินนี้ ก็ต้องพิจารณาฝีไม้ลายมือของไทยสกาย วัฏจักรและมีเดียพลัสกันเอาเอง !!!

การแก้ไขปัญหาลำดับต่อไปก็คือ การปรับรายการใหม่ ให้มีความแตกต่างอย่างชัดเจนกับไอบีซีและสถานีโทรทัศน์ทั้ง 5 ช่อง คือ ช่อง 1 จะเป็นเรื่องข่าวและสารคดี ช่อง 2 เป็นรายการเอนเตอร์เทนและช่อง 3 เป็นรายการหนัง คีรีคาดว่าไทยสกายของเขาจะเพิ่มได้เป็น 5 ช่องในปี 37 นี้

"โปรแกรมเป็นหัวใจสำคัญของการตลาด หากไม่มีภาพที่แตกต่างจากโปรแกรมของคู่แข่งหรือทีวีทั้ง 5 ช่อง ผู้คนก็จะไม่สนใจเป็นสมาชิก ดังนั้น สิ่งที่การตลาดจะต้องแกไขก่อนส่วนอื่น คือ ต้องปรับปรุงรายการ เช่นรายการสารคดีที่แสดงให้เห็นถึง ชีวิตความเป็นอยู่ของคนต่างชาติส่วนใหญ่จะเป็นโลกที่ 3 เน้นรายการสิ่งแวดล้อม หรือวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของคนในสมัยโบราณ หรือรายการข่าวที่ไม่จำเป็นต้องออกข่าวพร้อมทีวีช่องอื่น และเป็นการรายงานข่าวที่เจาะลึกลงไปในรายละเอียดของประเด็นปัญหานั้นมากกว่าที่จะเป็นเพียงการรายงานให้ทราบเท่านั้น" สายัณห์ เล็กอุทัย รองผู้จัดการอาวุโสฝ่ายโปรแกรมของไทยสกายกล่าว

ว่ากันตามจริงแล้ว โปรแกรมของไทยสกายและไอบีซีนั้นมีความแตกต่างกันมาตั้งแต่แรกอยู่แล้ว คือ ไทยสกายซื้อลิขสิทธิ์ รายการทางยุโรปและจีนเป็นหลัก ในขณะที่ไอบีซีซื้อลิขสิทธิ์ ทางอเมริกา

คีรีเสริมว่า การทำรายการสดสัมภาษณ์ใครก็ตาม เราสามารถใช้สื่อ 3 สื่อไปพร้อม ๆ กัน หากใครต้องการเห็นภาพให้ดูเคเบิล ใครต้องการอ่านให้อ่านหนังสือพิมพ์ และใครที่ไม่มีเวลาทั้งอ่านและดูทีวีก็สามารถฟังจากวิทยุได้ จุดนี้สามารถสร้างความแตกต่างและกลายเป็นจุดขายได้

ส่วนด้านคลื่นความถี่ คีรีแก้ปัญหาคลื่นความถี่ที่ใกล้เคียงกันกับคู่สัมปทานของเขาด้วยการร้องเรียนไปยังหน่วยงานที่รับผิดชอบ จนได้คลื่นใหม่ที่ไม่รบกวนคลื่นสถานีโทรทัศน์ทั้ง 5 ช่องเมื่อติดตั้งจานไมโครเวฟของไทยสกายแล้ว

นอกจากนี้การมีตึกสูงใน กทม. ที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ ก็เป็นอุปสรรคในการส่งคลื่นสัญญาณไปยังจานรับตามบ้าน คีรีแก้ปัญหานี้ด้วยการตั้งสถานีส่งทอดสัญญาณ (RELAY STATION) เพิ่ม โดยยังใช้ตึกทานตะวันเป็นสถานีแม่ข่ายคงเดิม

ขณะเดียวกันด้านการหาสมาชิกเพิ่มในต่างจังหวัดนั้น หาก อสมท. เปิดโอกาสให้มีการประมูลสัมปทานกันอีกครั้งไทยสกายก็มีความสนใจที่จะเข้าทำอย่างแน่นอน ส่วนจะเสียเปรียบไอบีซีตรงที่ฝ่ายไอบีซีมีดาวเทียมไทยคมเป็นจุดแข็งในการก้าวรุกไปข้างหน้านั้น คีรีบอกว่าบริษัทในเครือของธนายง ก็เป็นผู้ได้รับสัมปทานดูแลบริหารภาคพื้นดินให้กับดาวเทียมวีแซท ซึ่งอยู่ภายใต้ความรับผิดชอบของการสื่อสารแห่งประเทศไทยอยู่ จุดนี้จึงไม่น่าจะเป็นจุดที่เสียเปรียบสำหรับไทยสกาย นอกจากนี้หากพลาดจากดาวเทียมดวงนี้ ก็ยังมีดวงอื่น ๆ ที่โคจรอยู่ในรัศมีที่ส่งผ่านมายังจังหวัดต่าง ๆ ในเมืองไทย

ไทยสกายนั้น เริ่มต้นจากความต้องการเข้าสู่ธุรกิจสื่อและการบันเทิงของคีรีเอง จากตอนต้นที่ทำท่าว่าจะไปได้สวย แต่แล้วก็เหลวด้วยปัญหาการรวมศูนย์อำนาจการบริหารมากเกินไป และการแบ่งฝักฝ่ายในกลุ่มผู้บริหาร ตอนที่บริหารฝ่ายเดียวนั้น ยังมีปัญหา บัดนี้มีผู้ถือหุ้นใหม่มาร่วมอีกสอง ต่างฝ่ายต่างก็มีเป้าหมายของตน ต่างคนต่างก็มีส่วนในการบริหารตามความถนัด หากไม่ทะเลาะกันเสียก่อน ไอบีซีก็ยังคงไม่ต้องเดียวดายอยู่ในธุรกิจเคเบิลทีวีอีกต่อไป!!!

   




 








upcoming issue

จากโต๊ะบรรณาธิการ
past issue
reader's guide


 



home | today's news | magazine | columnist | photo galleries | book & idea
resources | correspondent | advertise with us | contact us

Creative Commons License
ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย