Search Resources
 
Login เข้าระบบ
สมัครสมาชิกฟรี
ลืมรหัสผ่าน
 
  homenewsmagazinecolumnistbooks & ideaphoto galleriesresources50 managermanager 100join us  
 
 


bulletToday's News
bullet Cover Story
bullet New & Trend

bullet Indochina Vision
bullet2 GMS in Law
bullet2 Mekhong Stream

bullet Special Report

bullet World Monitor
bullet2 on globalization

bullet Beyond Green
bullet2 Eco Life
bullet2 Think Urban
bullet2 Green Mirror
bullet2 Green Mind
bullet2 Green Side
bullet2 Green Enterprise

bullet Entrepreneurship
bullet2 SMEs
bullet2 An Oak by the window
bullet2 IT
bullet2 Marketing Click
bullet2 Money
bullet2 Entrepreneur
bullet2 C-through CG
bullet2 Environment
bullet2 Investment
bullet2 Marketing
bullet2 Corporate Innovation
bullet2 Strategising Development
bullet2 Trading Edge
bullet2 iTech 360°
bullet2 AEC Focus

bullet Manager Leisure
bullet2 Life
bullet2 Order by Jude

bullet The Last page








 
ผู้จัดการรายสัปดาห์28 พฤษภาคม 2550
เปิดปฏิบัติการ Money politics ยุทธวิธีใหม่ “ทักษิณ” ป่วนเมือง วิทยุชุมชนเรื่อง “จิ๊บๆ”             
 


   
search resources

ทักษิณ ชินวัตร
Political and Government




- เปิดปฏิบัติการ Money politics "ทักษิณ"เตรียมใช้เพื่อสื่อสารกับทุกระดับชั้นในประเทศ
- เป้าหมายล่อสื่อมวลชน ร่วมปลุกกระแส
- ส่วนรัฐบาล-คมช.ตกหลุมแทรกแซงสื่อ
-แต่เจ้าตัวกับเดินสายต่างประเทศสร้างความชอบธรรม

ยิ่งใกล้วันที่ 30 พฤษภาคม 2550 ที่ตุลาการรัฐธรรมนูญจะตัดสินคดียุบพรรค การเคลื่อนไหวของพันตำรวจโททักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีก็มากขึ้นทุกขณะ โผล่ให้สัมภาษณ์ในวิทยุชุมชนบ้าง ส่งคลิปภาพและเสียงบรรยายความรู้สึกผ่านเว็บไซต์กลุ่มคนที่ยังศรัทธาในตัวอดีตผู้นำ หรือข่าวเรื่องการกลับเมืองไทยในวันที่ 29 พฤษภาคมนี้ รวมถึงการได้รับมอบปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ ด้านเศรษฐศาสตร์ ที่รัสเซีย ล้วนแล้วเป็นข่าวที่ทำให้ฝ่ายรัฐบาลต้องออกมาตอบโต้และแสดงความเห็นทุกครั้ง

ขณะเดียวกันได้มีการนัดหมายของกลุ่มคนจากต่างจังหวัดที่จะเข้ามาชุมนุมกันในวันที่ 30 พฤษภาคมนี้ที่ท้องสนามหลวง ซึ่งตรงกับวันที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำตัดสินในคดียุบพรรคการเมือง ขณะที่ทางการเร่งหาทางที่จะสกัดกั้นการเข้ามาชุมนุมในวันดังกล่าว

นับตั้งแต่การยึดอำนาจการปกครองของพลเอกสนธิ บุญยรัตกลิน ผู้บัญชาการทหารบก เมื่อ 19 กันยายน 2549 พร้อมกับได้รัฐบาลใหม่ชุดพลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรี แต่อดีตนายกรัฐมนตรียังคงทำตัวให้เป็นข่าวในต่างประเทศตลอดเวลา ขณะที่ในประเทศไทยได้เกิดกลุ่มคนที่คัดค้านการเข้ามายึดอำนาจของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ(คมช.) และอีกหลายกลุ่มที่มีวัตถุประสงค์เดียวกัน คือปฏิเสธกลุ่มอำนาจใหม่และกลายเป็นแรงหนุนกลุ่มอำนาจเก่าไปในตัว

แม้อดีตนายกรัฐมนตรีจะยังคงไม่สามารถเดินทางกลับมาในประเทศไทยได้ แต่คนไทยทั้งประเทศยังรับรู้รับทราบท่าทีของทักษิณ ชินวัตร ได้ตลอดเวลา

กลุ่มที่สนับสนุนอดีตนายกรัฐมนตรีใช้ช่องทางป้อนข้อมูลข่าวสาร หรือความเคลื่อนไหวของพันตำรวจโททักษิณ ชินวัตร และการเสนอข่าวในเชิงลบกับกลุ่มที่ต่อต้านอดีตนายกรัฐมนตรีผ่านสื่อในหลากรูปแบบ โดยเริ่มจากการรวมกลุ่มขึ้นมา เช่น กลุ่มคนวันเสาร์ไม่เอาเผด็จการ กลุ่มพลเมืองวิวัฒน์ สมาพันธ์ประชาธิปไตย และเครือข่าย 19 กันยาต้านรัฐประหาร

นอกจากการเคลื่อนไหวในกิจกรรมทางการเมืองต่าง ๆ แล้วยังได้เปิดเว็บไซต์เพื่อเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารด้านลบของฝ่ายตรงข้าม เช่น www.saturdayvoice.com ของกลุ่มคนวันเสาร์ฯ หรือ www.shinnawatradio.com และ www.hi-thaksin.org โดยเว็บไซต์หลังนี้กลายเป็นเว็บไซต์หลักที่นำเสนอเนื้อหาที่ต่อต้าน คมช.โดยตรง และนำเสนอภาพและเสียงที่พันตำรวจโททักษิณ ชินวัตร กล่าวถึงความในใจ 9 เดือนกับความในใจของทักษิณ เผยแพร่ต่อผู้ที่ยังชื่นชมในตัวอดีตนายกรัฐมนตรีท่านนี้

ปฏิบัติการ Money Politics

แหล่งข่าวจากหน่วยข่าวกรอง ระบุว่านับตั้งแต่พรรคไทยรักไทยเข้ามาบริหารประเทศ นับเป็นการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองครั้งใหญ่ และเป็นปรากฎการณ์ใหม่ที่กลุ่มทุนหรือนักธุรกิจเข้ามาสวมบทนักการเมืองบริหารประเทศ (Money Politics) เงินทุนจึงเป็นปัจจัยสำคัญที่นำมาใช้วางนโยบายหรือนำมาใช้เพื่อแก้ปัญหา รวมถึงการทวงคืนอำนาจของอดีตนายกรัฐมนตรีในขณะนี้

"ช่องทางทั้งหมดที่คุณทักษิณใช้ ต้องขับเคลื่อนด้วยเม็ดเงินทั้งสิ้น ส่วนจะผ่านช่องทางใด ขณะนี้รัฐบาลก็ยังไม่สามารถตรวจสอบหรือสกัดเส้นทางของเงินได้"

ด้วยความรู้ความสามารถของทักษิณ ชินวัตร บวกกับเม็ดเงินที่มีอยู่ทั้งในและต่างประเทศเป็นขุมกำลังหลักที่ใช้สกัดกั้นกระบวนการถอนรากถอนโคนของอดีตผู้นำคนนี้ได้เป็นอย่างดี แม้ว่าเป้าหมายหลักของการต่อสู้ในครั้งนี้พุ่งไปที่ คมช.และรัฐบาล ไม่เกี่ยวกับภาคธุรกิจ ข้าราชการหรือภาคประชาชน แต่ก็ส่งผลให้ภาคส่วนที่ไม่เกี่ยวข้องเหล่านี้ไม่กล้าออกมาให้การสนับสนุนรัฐบาล หรือบรรดาข้าราชการต่าง ๆ แม้จะไม่สามารถขัดคำสั่งของรัฐบาลได้แต่ความร่วมมือที่มีต่อรัฐบาลก็มีไม่เต็มที่จึงเป็นที่มาของคำว่า "เกียร์ว่าง"

ใช้สื่อชั้นเซียน

ด้านนักวิชาการในวงการสื่อสารที่ใกล้ชิดกับระบอบทักษิณ กล่าวว่า ยุทธวิธีที่อดีตนายกรัฐมนตรีใช้เพื่อปลุกขวัญหรือแสดงสถานะที่มีตัวตนของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ว่ายังเรืองอำนาจและบารมีอยู่ในขณะนี้คือ การใช้หลักประชาสัมพันธ์ทั่วไป แต่ทีมงานของเขารู้จักเลือกใช้สื่อที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์ในการส่งต่อข้อมูลข่าวสารไปยังกลุ่มเป้าหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพ

แม้สื่อที่ส่งข้อความมานั้นอาจจะจำกัดเฉพาะกลุ่มเช่นผ่านเว็บไซต์ หรือผ่านวิทยุชุมชนที่ยังให้การสนับสนุนอยู่ ซึ่งในวันดังกล่าวที่ส่งข่าวสารมาอาจจะรับรู้กันไม่กี่คน แต่พ.ต.ท.ทักษิณรู้ดีว่าเพียงแค่นี้ก็พอ เพราะโดยธรรมชาติของสื่อมวลชนเมื่อทราบว่าพ.ต.ท.ทักษิณเริ่มเคลื่อนไหวที่ไหนก็นำเสนอข่าวต่อทันนี้ ตรงนี้จากการได้ยินได้ฟังแค่คนกลุ่มเดียวก็สามารถกระจายได้ทั้งประเทศ ผ่านทั้งหนังสือพิมพ์ระดับประเทศและสถานีโทรทัศน์ทุกช่อง

เพียงแค่นี้คนทุกชนชั้นก็ทราบความเคลื่อนไหวของอดีตนายกรัฐมนตรีได้ทั่งประเทศ!

นอกจากนี้ยังมีนัยยะอื่นที่ตามมาด้วย โดยเฉพาะกลุ่มระดับรากหญ้าที่เคยได้รับเม็ดเงินผ่านโครงการต่าง ๆ ของรัฐบาลชุดก่อน ก็เริ่มมีความหวังมากขึ้นต่อการกลับมาของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เนื่องจากรัฐบาลชุดปัจจุบันได้เปลี่ยนแนวทางการบริหารไปจากเดิม เม็ดเงินที่คนกลุ่มนี้เคยได้รับถูกตัดออกไป

รวมถึงการสื่อไปถึงคมช.รัฐบาลและหน่วยงานอย่างคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อรัฐ(คตส.) ที่กำลังเดินหน้าตรวจสอบและส่งฟ้องคดีต่าง ๆ ของอดีตนายกรัฐมนตรีว่าเขายังมีกลุ่มคนที่ยังรักและศรัทธราเขาอยู่ไม่น้อย และมองได้ว่าเป็นการกดดันการตัดสินคดียุบพรรคไปในตัว

"ต้องยอมรับความจริงว่าตัวคุณทักษิณยังมีเพาเวอร์อยู่มาก การทำอะไรแต่ละเรื่องล้วนแล้วแต่เป็นที่สนใจของผู้คนทั้งในและต่างประเทศ ดังนั้นสื่อทุกที่จึงติดตามความเคลื่อนไหวของคุณทักษิณตลอดเวลา ถือว่าเข้าทางของคุณทักษิณ"

ยิ่งการที่รัฐบาลสั่งปิดสถานีวิทยุชุมชนคนรู้ใจ FM 87.75 MHz และวิทยุชุมชนคนแท็กซี่ FM 92.75 MHz รวมถึงเว็บไซต์ที่นำข้อความไปเผยแพร่ต่ออย่าง www.saturdayvoice.com และ www.shinnawatradio.com ยิ่งทำให้สุ่มเสี่ยงต่อการถูกกล่าวหาว่ารัฐบาลแทรกแซงสื่อมวลชน ปิดกั้นสิทธิเสรีภาพของประชาชนในการรับรู้ข้อมูลข่าวสาร

แม้ว่าจะมีการสั่งปิดวิทยุชุมชน 2 แห่งหรือปิดเว็บไซต์ไปบ้างแล้วก็ตาม แต่ไม่ได้หมายความว่าอดีตนายกรัฐมนตรีจะใช้สื่อทั้ง 2 ประเภทนี้ไม่ได้อีก เพราะยังเหลือวิทยุชุมชนอีก 3,000 แห่งให้เลือกใช้ หรือปิดเว็บไซต์ก็เปิดใหม่ถือว่าไม่ใช่เรื่องยาก เช่น www.hi-thaksin.net เคยถูกบล็อกไม่ให้เข้า เขาก็เปลี่ยนมาเป็น www.hi-thaksin.org แค่นี้ก็สามารถสื่อข่าวสารกับประชาชนได้เหมือนเดิม

ขณะที่สื่อทางด้านโทรทัศน์พ.ต.ท.ทักษิณยังมี PTV ที่ก่อตั้งโดยอดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของพรรคไทยรักไทย แม้จะยังไม่มีการนำพ.ต.ท.ทักษิณมาออกรายการ แต่เนื้อหานั้นชัดเจนว่ายืนอยู่คนละข้างกับรัฐบาลปัจจุบันและเน้นหนักไปที่การโจมตีทีมงานคมช.ที่เข้ามายึดอำนาจจากอดีตนายกรัฐมนตรี

PTV ออกอากาศด้วยการส่งสัญญาณผ่านดาวเทียม ใครที่ติดตั้งจานรับสัญญาณก็สามารถชมได้ ยิ่งในต่างจังหวัดยิ่งสะดวกเนื่องจากส่วนใหญ่เป็นสมาชิกเคเบิ้ลทีวีท้องถิ่นเพื่อรับสัญญาณการชมฟรีทีวีให้ชัดเจน จึงสามารถรับชมรายการของ PTV ได้

ขณะที่ทีมงานของสถานีโทรทัศน์ไอทีวีเดิม แม้ว่าจะโอนย้ายไปสังกัดกรมประชาสัมพันธ์ภายใต้รัฐบาลชุดนี้แล้วก็ตาม แต่เนื้อหาในการนำเสนอ รวมถึงการทำหน้าที่ของผู้ประกาศข่าวบางท่านยังสอดแทรกมุมมองเชิงลบต่อรัฐบาลตลอดเวลา และเสนอข่าวสารของอดีตนายกรัฐมนตรีทุกครั้งเมื่อมีโอกาสเหมาะ

MMS-SMS ส่งถึงตัว

อย่างไรก็ดีแหล่งข่าวจากวงในพรรคไทยรักไทยและนักวิชาการด้านการสื่อสารกล่าวตรงกันว่า ยังมีสื่อประเภทอื่นที่ พ.ต.ท.ทักษิณจะใช้ได้อีกเยอะ โดยเฉพาะสื่อผ่านโทรศัพท์มือถือเข้าไปถึงตัวบุคคล อย่างเช่น SMS (Short Message Service) หรือเป็นบริการส่งข้อความสั้นๆ ผ่านทางโทรศัพท์มือถือ ที่สามารถส่งไปยังผู้รับโดยไม่ต้องกังวลว่าพื้นที่ของผู้รับจะมีสัญญาณหรือไม่ในขณะนั้น หากทางปลายทางไม่มีสัญญาณระบบ SMS นี้จะเก็บข้อมูลไว้จนกว่าปลายทางมีสัญญาณทางระบบจึงจะทำการส่งข้อมูลไปในทันที นอกจากนี้แล้ว SMS ยังสามารถส่งข้อความที่ได้รับมาต่อไปยังหมายเลขอื่น ๆ ได้อย่างไม่จำกัด

หรืออาจใช้ MMS (The Multimedia Messaging Service) ที่สามารถส่งภาพและคลิปภาพและเสียงไปยังโทรศัพท์เคลื่อนที่ปลายทางได้

ขณะที่ผู้ให้บริการก็มีพร้อมอยู่แล้วอย่าง AIS ที่แม้จะขายให้กับเทมาเส็ก โฮลดิ้งส์ ไปแล้ว แต่คนใน AIS ทุกวันนี้ก็เป็นทีมงานของบุญคลี ปลั่งศิริ มือขวาของอดีตนายกทั้งสิ้น

"สื่อประเภทนี้สามารถส่งถึงเจ้าของโทรศัพท์เคลื่อนที่ได้โดยตรง ไม่ว่าจะแจ้งข่าวสารหรือกำหนดนัดหมาย สื่อประเภทนี้แตกต่างจากสื่ออย่างวิทยุ โทรทัศน์หรืออินเทอร์เน็ต ที่เปิดเผยต่อสาธารณะ แต่ SMS และ MMS ถือเป็นเรื่องเฉพาะบุคคลที่กฎหมายให้ความคุ้มครอง การตรวจสอบทำได้ไม่ง่ายนัก และการดักฟังข้อมูลเหล่านี้ทำได้ไม่ง่ายเช่นกัน" แหล่งข่าวระบุ และย้ำว่า

หากกลุ่มอำนาจเดิมต้องการทำอะไรสักอย่างที่ไม่ต้องการเปิดเผยต่อบุคคลอื่น ช่องทางนี้ก็ใช้ได้เป็นอย่างดี เช่น นัดรวมพล หรือส่งสารเพื่อขอความร่วมมือต่าง ๆซึ่งเป็นเรื่องที่รัฐบาลและคมช.ต้องเฝ้าติดตามเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการเรียกระดมพลด้วยวิธีนี้

"ทักษิณ"พรีเซนเตอร์

ไม่เพียงแค่การใช้สื่อเพื่อปลุกเร้ากลุ่มคนที่ยังศรัทธาหรือรอความหวังจากอดีตนายกรัฐมนตรีคนนี้ เขายังมีกิจกรรมอื่น ๆ เข้ามาใช้ควบคู่กันด้วยนั่นคือการสร้างกิจกรรมเคลื่อนไหวทางการเมืองต่าง ๆ ทั้งรูปแบบองค์กรเทียบได้กับการจัดกิจกรรมทางการตลาด(Event Marketing) เช่น สมาพันธ์ประชาธิปไตย กลุ่มคนวันเสาร์ไม่เอาเผด็จการ กลุ่ม PTV เป็นต้น

รวมทั้งการแจกจตุคาม รามเทพ รุ่น 1 บาทปราบกบฏ ของกลุ่มคนวันเสาร์ไม่เอาเผด็จการที่จัดทำขึ้นในวันที่ 30 พฤษภาคมนี้ 2 แสนองค์ ให้องค์ละ 1 คน และต้องไปรับด้วยตัวเองเท่านั้น นั่นหมายความว่าคนที่ท้องสนามหลวงอาจจะมีนับแสนคนทั้งที่บางคนต้องการเพียงบูชาองค์จตุคาม โดยมิได้เป็นสมาชิก PTV ก็จะกลายเป็นพลังที่ช่วยหนุนอดีตนายกรัฐมนตรีไปในตัว

ขณะที่ตัวของ พ.ต.ท.ทักษิณ ก็ได้ก้าวเข้ามามีบทบาทในประเทศมากขึ้น เช่น นั่งเก้าอี้นายกสมาคมกอล์ฟอาชีพไทยที่พงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาล ที่ยกตำแหน่งให้ และการเดินสายในต่างประเทศสร้างความชอบธรรมด้วยการให้สัมภาษณ์สื่อต่างประเทศ หรือการเข้าร่วมประชุมโดฮาฟอรัมว่าด้วยประชาธิปไตย การพัฒนาและการค้าเสรีครั้งที่ 7 (THE 7TH DOHA FORUM ON DEMOCRACY, DEVELOPMENT AND FREE TRADE) จัดขึ้นระหว่างวันที่ 23-25 เมษายน 2550 ที่กรุงโดฮา ประเทศกาตาร์ และซื้อสโมสรฟุตบอลแมนเชสเตอร์ ซิตี้

ดังนั้นตัวของพ.ต.ท.ทักษิณจึงอยู่ในความสนใจของคนไทยและคนทั่วโลกตลอดเวลา คดียุบพรรค คดีทุจริตต่าง ๆ ต่างชาติจึงให้ความสนใจเป็นอย่างมาก ถือเป็นการฟ้องนานาประเทศไปในตัว

นี่คือความเหนือชั้นของอดีตนายกรัฐมนตรี ที่รัฐบาลและ คมช.ยังห่างชั้นอยู่มาก แม้ว่าเขาจะอยู่นอกประเทศ แต่ก็สามารถทำให้รัฐบาลและ คมช. รวมถึงฝ่ายที่เตรียมเล่นงานอดีตนายกรัฐมนตรีต้องห่วงหน้าพะวงหลังเช่นกัน หากเขาสามารถกลับมามีอำนาจได้อีกครั้ง

แฉเส้นทาง"เงิน-นอมินี"ซื้อแมนซิตี้" คมช-รัฐบาล" ไล่ไม่ทัน-สร้างกลลวงทั่วโลกประณามไทย

แฉเส้นทางการเงินของ พ.ต.ท.ทักษิณ ในการซื้อแมนซิตี้ โดยเฉพาะการใช้เงินในต่างประเทศมีการเตรียมการไว้อย่างเป็นระบบ พร้อมจัดหานอมินี และสัญญาถ่ายโอนไว้แล้ว ขณะที่รัฐบาล-คมช.ไม่มีโอกาสไล่ล่า "เงินก้อนนี้"ได้ทัน ส่วนการใช้เงินในประเทศซื้อเป็นเพียงเรื่อง "ขำ ๆ" เพื่อให้ประชาคมโลกได้รู้ว่าถูกกลั่นแกล้งจากผู้มีอำนาจ!

ต้นเดือนพ.ค.ที่ผ่านมา ข่าวการเข้าซื้อสโมสรฟุตบอลทีม "แมนเชสเตอร์ซิตี้" ด้วยมูลค่าที่สูงถึง 120 ล้านปอนด์ หรือราว ๆ 7,500 ล้านบาท ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร สามารถสร้างความสนใจให้กับสังคมอย่างกว้างขวางหลายฝ่ายมองว่า กระแสข่าวดังกล่าวจะเงียบหายไปดังเช่นเมื่อครั้งการซื้อสโมสรฟุตบอลก่อนหน้านี้ อาทิ ทีมฟูแลมและลิเวอร์พูล ทว่า นพดล ปัทมะ ที่ปรึกษากฎหมายได้รายงานความคืบหน้าในเรื่องดังกล่าวว่าขณะนี้ ถึงขั้นเจรจาเรียบร้อยเหลือเพียงการควักกระเป๋าซื้อเท่านั้น "ข่าวลือ" จึงใกล้จะเป็น"ข่าวจริง"มากขึ้นทุกขณะ

เมื่อย้อนไปมองเส้นทางการนำเงินไปซื้อทีมฟุตบอลดังกล่าวนั้นพบว่า มีความเป็นไปได้ 2 แนวทางที่พ.ต.ท.ทักษิณจะเลือกใช้ คือ การนำเงินจากในประเทศไปลงทุนและการใช้เงินนอกประเทศเพื่อลงทุนแทนหากเงินภายในประเทศถูกระงับโดยธปท.

ยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว

แนวทางที่ 1 ที่ตกเป็นข้อถกเถียงอยู่เวลานี้ คือการขอนำเงินที่อยู่ในประเทศไทยไปซื้อ เช่นเดียวกับขอนำเงิน 400 ล้านบาทไปซื้อบ้านในอังกฤษ ซึ่งประเด็นนี้แหล่งข่าวฝ่ายกฎหมายจากแบงค์ชาติและสถาบันการเงิน ฉายภาพให้ฟังว่า ตามพ.ร.บ.ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) กรณีคนไทยที่มีความต้องการที่จะนำเงินไปลงทุนยังต่างประเทศมากกว่า 50 ล้านดอลลาร์ จำเป็นที่จะต้องแสดงหลักฐานในหารซื้อ-ขายหรือเจตจำนงว่าต้องการทำธุรกิจอย่างจริงจังไม่มีสิ่งใดแอบแฝง เพื่อขออนุญาตต่อธปท.

ในจุดนี้เอง ได้มีการจับตามองจากสังคมว่า การติดต่อเข้ามายังธปท.เพื่อขอนำเงินออกนอกประเทศครั้งนี้พ.ต.ท.ทักษิณอาจ"ติดกับดัก" ของตนเอง จนอาจเป็นช่องทางที่ช่วยสาวไปถึงบัญชีลับที่ซุกซ่อนอยู่ในต่างประเทศได้ ทว่า นักธุรกิจมือระดับพระกาฬอย่างพ.ต.ท.ทักษิณ จะมองข้ามจุดนี้ไปได้อย่างไร ซี่งการเดินเกมครั้งนี้อาจจะเป็นการวางหมากสองชั้นของพ.ต.ท.ทักษิณ มากกว่าที่จะเป็นการพลาด

เปิด"ช่องโหว่"ให้ถูกสวนกลับได้

ดังนั้น หากรัฐบาล-คมช.อ่านเกมขาด โอกาสที่แนวทางดังกล่าวจะถูกสกัดดาวรุ่งจึงอาจจะเกิดขึ้นได้ ทว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ก็มิได้วิตกในเรื่องดังกล่าวมากนักเพราะเป้าประสงค์ในการ "ประชาสัมพันธ์" ค่อนข้างได้ผลตามที่วางไว้ ซึ่งหลังจากที่ปรากฎข่าวดังกล่าวออกมาสังคมโลกได้รับรู้ถึงความไม่ยุติธรรมและการกลั่นแกล้งของผู้มีอำนาจในรัฐบาลและคมช.มากขึ้นอีกระดับ

การเปิดเกมรุกของพ.ต.ท.ทักษิณ ในครั้งนี้เรียกได้ว่าเป็นการ "ยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว" ซึ่งจุดที่หนึ่งคือสามารถเป็นการการผ่องถ่ายเงินไปยังต่างประเทศเพื่อป้องกันการถูกอายัดได้อย่างง่ายดาย และสองสามารถที่จะจุดประเด็นความสนใจให้เกิดขึ้นในสังคมไทยและต่างประเทศได้อย่างกว้างขวาง หมากเกมนี้จึงเป็นหมากที่พ.ต.ท.ทักษิณวางไว้อย่างแยบยลอย่างที่สุดตาหนึ่ง...

เปิดท่อ"ผ่องถ่าย"เงิน

มรรคผลที่ได้จากหมากตานี้ นั้นเมื่อมองว่า ธปท.มีสิทธิ์ชี้ขาดว่าพ.ต.ท.ทักษิณจะสามารถนำเงินไปซื้อหุ้นได้สมใจหรือไม่ ซึ่ง คำตอบที่หนึ่ง หากมีการอนุญาตให้นำเงินไปได้ เกมนี้พ.ต.ท.ทักษิณ จะได้เปรียบรัฐบาล-คมช.อย่างมาก ซึ่งหากมีการอนุมัติในครั้งแรกจะเท่ากับว่าเป็นการเปิดประตูให้พ.ต.ท.ทักษิณสามารถที่จะผ่องถ่ายเงินไปยังต่างประเทศเพื่อป้องกัน ความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นหากมีการดำเนินคดีทุจริตกว่า13โครงการที่รออยู่ในอนาคตได้

กระนั้น เงิน 7,500 ล้านบาทในการซื้อทีมฟุตบอลดังกล่าวจึงเป็นเพียงค่าผ่านประตูที่พ.ต.ท.ทักษิณจะใช้ป็นช่องทางในการผ่องถ่ายทรัพย์สินต่อไปในอนาคต ที่สำคัญการทำธุรกิจต้องมีเงินทุนหมุนเวียน และธุรกิจที่ต้องใช้เงินทุนหมุนเวียนสูงอย่างการทำทีมฟุตบอลจึงเป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่พ.ต.ท.ทักษิณเลือกลงทุนในธุรกิจนี้โดยการทำกิจกรรมต่างๆอาทิ การซื้อนักเตะ การสร้างสนามใหม่ ฯลฯล้วนแล้วแต่เป็นเหตุผลที่ใช้ในการขออนุมัติเพื่อนำเงินออกนอกประเทศได้อย่างไม่มีสิ้นสุด

นอกจากนี้ เมื่อสามารถนำเงินออกได้ได้แล้วการจะขายทีมฟุตบอลดังกล่าวเพื่อเก็บเงินไว้ใช้ในกรณีต่างๆก็สามารถทำได้อย่างไม่มีข้อจำกัดและยากยิ่งต่อการอายัดทรัพย์ เม็ดเงินดังกล่าวจึงไม่อาจคาดเดาได้ว่าเงินจำนวนนั้นจะตีกลับมาใช้โจมตีรัฐบาล-คมช.เองหรือไม่

"เงิน 7,500 ล้านบาทที่นำไปเป็นเงินต้นในการลงทุนซื้อทีมฟุตบอลนั้น อย่าลืมว่า เมื่อเกิดเป็นการทำธุรกิจย่อมต้องมีเงินทุนหมุนเวียนในการดำเนินกิจการ อาทิ หญ้าสนามตายต้องเปลี่ยน ต้องหาผู้เล่นเพิ่มหรือสร้างสนามแข่งใหม่ ฯลฯ สิ่งต่างๆเหล่านี้จะถูกนำมาอ้างเป็นเหตุผลในการย้ายเงินสดไปยังต่างประเทศได้อย่างไร้ข้อกังขา

เงินที่ถูกนำไปถือในต่างประเทศนั้น ไม่มีใครที่จะสามารถทราบได้ว่าจะถูกนำมาโจมตีรัฐบาลและคมช.เองหรือไม่ หรือว่าท้ายที่สุดเมื่อย้ายเงินไปจนหมดก็อาจขายกิจการแล้วเก็บเงินไว้ในมือได้อีกด้วย"

วางหมากดิสเครดิตรัฐบาล

ดังนั้น เมื่อมองว่าการอนุมัติให้พ.ต.ท.ทักษิณนำเงินออกไปลงทุนยังต่างประเทศนั้นอาจจะสร้างปัญหาได้ในอนาคต หากธปท.เลือกที่จะตัดเส้นทางการลำเลียงเงินดังกล่าวก็อาจจะเป็นคำตอบที่ถูกต้อง แต่จะเป็นดังนั้นจริงหรือ..!?

เมื่อลองไร่เลียงเหตุการณ์นับตั้งแต่ วันรัฐประหารเมื่อวันที่ 19ก.ย.เป็นต้นมา จะพบว่าพ.ต.ท.ทักษิณพยายามที่จะประกาศให้โลกรู้ว่า เขาคือผู้นำที่บริสุทธิ์ที่ถูกโค่นอำนาจด้วยอำนาจเผด็จการทหาร ซึ่งบาดแผลนี้เป็นแผลที่ยากจะลบของรัฐบาล-คมช. และยิ่งหากครั้งนี้ ไม่มีการอนุมัติวงเงินดังกล่าวก็เท่ากับว่าเป็นการกลั่นแกล้งพ.ต.ท.ทักษิณได้ ซึ่งถึงแม้จะอ้างว่า พ.ต.ท.ทักษิณมีความเกี่ยวพันกับคดีทุจริต ต่างๆก็จริงแต่ ยังไม่มีบทสรุปออกมาจากศาลว่า พ.ต.ท.ทักษิณมีความผิดจริงในสายตาของชาวต่างชาติก็ยังมองว่าพ.ต.ท.ทักษิณเป็นผู้บริสูทธิ์อยู่ดีนั่นเอง

เป้าประสงค์ที่พ.ต.ท.ทักษิณ ตั้งเป้าไว้นั้นจึงเป็นความต้องการที่จะใช้ต่างประเทศหรือความเป็นสากลมาบีบรัฐบาลไทย ฉะนั้นจึงอยู่ที่ ธนาคารแห่งประเทศไทยและคตส.ว่าจะมีการอนุญาตให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ไปซื้อทีมฟุตบอลครั้งนี้หรือไม่ ถ้าไม่ก็จะมีการวิพากษ์วิจารณ์ว่ารัฐบาลไม่สนับสนุนกีฬาไทย แต่หากว่ามีการอนุญาตให้ขนเงินไปซื้อทีมฟุตบอลได้ ก็จะแสดงความบริสุทธิ์ของตัวพ.ต.ท.ทักษิณ กับสากล เพราะหากไม่บริสุทธิ์ธนาคารแห่งประเทศไทยจะอนุญาตให้นำเงินไปลงทุนต่างประเทศได้อย่างไร ดังที่แหล่งข่าวใกล้ชิดพ.ต.ท.ทักษิณเปิดเผยต่อ "ผู้จัดการรายสัปดาห์อธิบายว่า

"ด้วยความชอบในกีฬาฟุตบอลของพ.ต.ท.ทักษิณนั้น ย่อมเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้เกิดความคิดที่จะซื้อทีมฟุตบอลพรีเมียมลีกครั้งนี้ขึ้น แต่เหตุผลสำคัญกว่านั้นคือการซื้อทีมฟุตบอลครั้งนี้ พ.ต.ท.ทักษิณ จะกลายเป็นผู้ที่มีแต่ได้กับได้ ขณะที่รัฐบาลและคมช.ถ้าตามเกม พ.ต.ท.ทักษิณ ไม่ทันก็จะเป็นฝ่ายเสียเปรียบทันที โดยเฉพาะในเชิงของการประชาสัมพันธ์ รัฐบาลจะเสียทั้งขึ้นทั้งล่อง"

ดังนั้น เมื่อมองไปถึงการต่อสู้กับรัฐบาล-คมช.แล้ว ก็ต้องบอกว่าเกมนี้เป็นเกมธุรกิจกึ่งการมือง ซึ่งต้องยอมรับว่าทางฝ่ายของ พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นฝ่ายรุกที่ค่อนข้างเก่งและมีความเชี่ยวชาญเกมกว่าภาครัฐบาลที่ส่วนใหญ่เป็นข้าราชการเก่าที่อาจไม่ทันเกมการเมือง

นำเงิน"ซุก"กว่า 1.6 แสนล้านซื้อหุ้น

อย่างไรก็ตาม ทางออกที่พ.ต.ท.ทักษิณได้เตรียมไว้ในกรณีที่ธปท.ระงับวงเงินดังกล่าวนั้น ตามที่ แหล่งข่าวในแวดวงการเงินวิเคราะห์เส้นทางการเงินของพ.ต.ท.ทักษิณว่า เมื่อย้อนไปสมัยที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ยังดำเนินธุรกิจโทรคมนาคม โดยการเป็นตัวแทนจำหน่ายโทรศัพท์มือถือยี่ห้อดัง และเจ้าของสัมปทานคลื่นโทรศัพท์ อันเป็นยุคบุกเบิกของโทรศัพท์มือถือ โดยราคาต่อเครื่องอยู่ที่ประมาณ 20,000-30,000 บาท ซึ่งต้นทุนที่แท้จริงอยู่ที่ราวๆ 5,000 บาท กำไรต่อเครื่องจึงอยู่ที่ 10,000-20,000 บาท ซึ่งเมื่อคูณเลขหมายในขณะนั้นกว่า 8 ล้านเลขหมาย ก็จะเป็นจำนวนประมาณ1.6 แสนล้านบาท โดยเงินดังกล่าวถูกเก็บสะสมไว้ที่บริษัทแห่งหนึ่งของพ.ต.ท.ทักษิณในหมู่เกาะ "เคย์แมน"และ "บริติช เวอร์จิน"ซึ่งวิธีการลำเลียงเงินนั้นมีวิธีคือ การใช้บริษัทลูกซึ่งตั้งไว้ที่เกาะเคย์แมน สั่งซื้อสินค้าจากบริษัทแม่ที่ประเทศไทย เป็นจำนวนเงินที่สูงกว่าปกติ เทียบได้ว่า จากราคาเครื่อง 100 บาท ก็จะขายให้บริษัทลูก 120 บาท ซึ่งเงิน 20 บาทนั้นก็จะถูกเก็บสะสมไว้ที่บริษัทลูก ส่วนเงิน 100 บาทค่าต้นทุนก็จะส่งไปยังบริษัทผู้ผลิตมือถือ และเงินดังกล่าวก็ถูกนำมาใช้เป็นทุนหมุนเวียนของตระกูล รวมถึงอาจจะถูกนำมาใช้ในการซื้อทีมฟุตบอลดังกล่าวก็ได้

ดัน "อัลฟายัด" เป็นนอมินีซื้อทีม

ดังนั้นเงินทุนที่สูงถึง1.6แสนล้านบาท ที่มีอยู่ในต่างประเทศจึงเป็นแนวทางที่ 2 ในการซื้อทีมฟุตบอลดังกล่าวจึงเป็นเรื่องที่ง่ายปานหยิบของออกจากย่าม แต่สิ่งที่ถูกจับตาจากหลายฝ่ายคือ เงินที่จะนำมาซื้อนั้นอาจถูกสาวและอาจจะเป็นการ"ซุกหุ้น"ภาคสามก็เป็นได้

ทางออกในเรื่องดังกล่าวที่พ.ต.ท.ทักษิณเตรียมไว้ ว่ากันว่าอาจขอความร่วมมือจากเพื่อนซี้อย่าง "โมฮัมเหม็ด อัลฟายัด" เจ้าของห้าง"แฮร์รอต"ของประเทศอังกฤษและเจ้าของทีมฟุตบอล"ฟูแลม" โดยทำสัญญาซื้อขายกันในทางลับซึ่งก็ยากที่จะสืบถึงที่มาที่ไปของเงินได้ เรียกได้ว่าปิดเส้นทางการสาวถึงได้อย่างสนิท

เมื่อมองย้อนไปถึงความสัมพันธ์ระหว่างพ.ต.ท.ทักษิณและอัลฟายัด นั้นพบว่าในสมัยที่ พ.ต.ท.ทักษิณเรืองอำนาจนั้น อัลฟายัดได้รับความช่วยเหลือในธุรกิจเชื้อเพลิงในการลดค่าสัมปทานและขยายเวลาในการรับช่วงสัมปทานออกไป ด้วยน้ำมิตรครั้งนั้นจึงทำให้เกิดมิตรภาพระหว่างคนทั้งคู่ยืนยาวมาถึงปัจจุบัน จนถึงกับเปิดคฤหาสน์เลี้ยงดูปู่เสื่อพ.ต.ท.ทักษิณอย่างดีเมื่อคราวลี้ภัยไปยังประเทศอังกฤษ ดังนั้นว่ากันว่าการเล่นบทนอมินีในการซื้อทีมฟุตบอลให้พ.ต.ท.ทักษิณจึงเป็นสิ่งที่เพื่อนสามารถที่ตอบแทนเพื่อนได้ ทั้งยังเป็นการการันตีถึงความน่าเชื่อถือของพ.ต.ท.ทักษิณได้อย่างดีอีกด้วย

วัดกึ๋นทักษิณ-คตส.

อย่างไรก็ตาม มิใช่ว่า รัฐบาล-คมช.จะไม่สามารถโต้กลับพ.ต.ท.ทักษิณได้ เพียงแต่ว่าการรุกกลับนั้นจำเป็นต้องมีเงื่อนไขที่จะสามารถใช้ตอบกับนานาประเทศได้ว่ามีความชอบธรรมและไม่เลือกปฎิบัติในการระงับเงินก้อนดังกล่าวของพ.ต.ท.ทักษิณ

ตัวจักรสำคัญ จึงไม่พ้น อาวุธสำคัญอย่างคตส.ที่มีหน้าที่หลักในการยื่นฟ้องคดีทุจริตโครงการต่างๆ ซึ่งเมื่อศาลรับฟ้องแล้วต้องมีการระงับการเดินทางการระงับการใช้จ่ายเงินหรืออายัดทรัพย์สินของพ.ต.ท.ทักษิณโดยให้เหตุผลว่า อาจมีผลต่อการพิจารณาคดี ซึ่งอาจจะนำเงินดังกล่าวไปใช้ในทางมิชอบได้ วิธีนี้จึงเป็นวิธีที่ดีที่สุดที่จะสามารถลดบทบาทความเคลื่อนไหวของพ.ต.ท.ทักษิณลงได้

วินาทีนี้ จึงต้องจับตาว่า ระหว่างพ.ต.ท.ทักษิณที่ถูกกดดันอย่างหนักทั้งจากคดียุบพรรคอันเป็น บันไดสู่การคืนอำนาจทางการเมืองรวมถึง การสูญทรัพย์สินเงินมูลค่ามหาศาลในการดำเนินคดีทุจริตโดยคตส. ทำให้การเดินเกมในช่วงนี้เพื่อสร้างกระแสและกดันรัฐบาล-คมช.รวมถึงการออกโรงปกป้องตนเองและครอบครัวเป็นไปอย่างต่อเนื่องและหนักขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งต้องวัดฝีมือว่าหลักฐานที่คตส.ได้รวบรวมมานั้น จะเป็นหลักฐานเด็ดที่สามารถตัดความเคลื่อนไหวและเอาผิดพ.ต.ท.ทักษิณได้หรือไม่...   




 








upcoming issue

จากโต๊ะบรรณาธิการ
past issue
reader's guide


 



home | today's news | magazine | columnist | photo galleries | book & idea
resources | correspondent | advertise with us | contact us

Creative Commons License
ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย