Search Resources
 
Login เข้าระบบ
สมัครสมาชิกฟรี
ลืมรหัสผ่าน
 
  homenewsmagazinecolumnistbooks & ideaphoto galleriesresources50 managermanager 100join us  
 
 


bulletToday's News
bullet Cover Story
bullet New & Trend

bullet Indochina Vision
bullet2 GMS in Law
bullet2 Mekhong Stream

bullet Special Report

bullet World Monitor
bullet2 on globalization

bullet Beyond Green
bullet2 Eco Life
bullet2 Think Urban
bullet2 Green Mirror
bullet2 Green Mind
bullet2 Green Side
bullet2 Green Enterprise

bullet Entrepreneurship
bullet2 SMEs
bullet2 An Oak by the window
bullet2 IT
bullet2 Marketing Click
bullet2 Money
bullet2 Entrepreneur
bullet2 C-through CG
bullet2 Environment
bullet2 Investment
bullet2 Marketing
bullet2 Corporate Innovation
bullet2 Strategising Development
bullet2 Trading Edge
bullet2 iTech 360°
bullet2 AEC Focus

bullet Manager Leisure
bullet2 Life
bullet2 Order by Jude

bullet The Last page


ตีพิมพ์ใน นิตยสารผู้จัดการ
ฉบับ มีนาคม 2534








 
นิตยสารผู้จัดการ มีนาคม 2534
วิเทศ วิสนุวิมล มือปิโตรเคมีของปตท.             
 


   
www resources

โฮมเพจ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)

   
search resources

ปตท., บมจ.
วิเทศ วิสนุวิมล
Chemicals and Plastics




p>นักปิโตรเคมีในเมืองไทยนั้นเรียกว่านับตัวกันได้ทีเดียว…!

ที่มีอยู่และรู้จักกันดีก็มักจะทำงานในภาคเอกชน อาทิ ศิริ จิรยะพงษ์พันธ์ รองผู้จัดการอาวุโสดูแลสายงานด้านปิโตรเคมี ธนาคารกรุงเทพ จากเดิมซึ่งเคยอยู่บริษัท ปิโตรเคมีแห่งชาติ จำกัด (ปคช.) ประมวล เลี่ยวไพรัตน์ ผู้ดูแลการบริหารโรงงานผลิตเม็ดพลาสติกพีอีของบริษัท อุตสาหกรรมปิโตรเคมีกัลไทย จำกัด (ทีพีไอ)

สำหรับ "วิเทศ วิสนุวิมล" ถือได้ว่าเป็นนักปิโตรเคมีรุ่นใหม่ของรัฐวิสาหกิจ คือ การปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย (ปตท.) โดยเฉพาะในยุคซึ่งรัฐบาลได้กำหนดให้พัฒนาอุตสาหกรรมปิโตรเคมีเป็นนโยบายหลักวิเทศ เป็นคนหนึ่งที่มีบทบาทสูงอยู่เบื้องหลังโครงการนี้

ร่วม 20 ปีในชีวิตต่างแดนกับการสั่งสมชั่วโมงบิน ด้านปิโตรเคมีจากประเทศอังกฤษได้กลายมาเป็นรากฐานสำคัญที่วิเทศนำกลับมาช่วยพัฒนาอุตสาหกรรมด้านนี้ของไทย

ประมาณปลายปี 2528 วิเทศตัดสินใจกลับเมืองไทยหลังจากที่ได้ตักตวงประสบการณ์และสร้างฐานะความเป็นอยู่จนคิดว่า ถึงจุดที่น่าจะเพียงพอแล้ว ขณะที่ประเทศไทยกำลังเริ่มวางแผนพัฒนาอุตสาหกรรมปิโตรเคมี ราวกับว่าวิชาความรู้ที่วิเทศเลือกศึกษานั้น เพื่อเข้ามารองรับการพัฒนาอุตสาหกรรมปิโตรเคมีของประเทศได้อย่างเหมาะเจาะ

วิเทศจบการศึกษาปริญญาตรีด้านเคมีจาก BIRMINGHAM UNIVERSITY ประเทศอังกฤษ ปริญญาโทด้าน INDUSTRIAL SAFETY จาก IMPERIAL COLLEGE ที่ลอนดอน และปริญญาเอกสาขาเคมีจาก CITY UNIVERSITY

เขาเริ่มต้นทำงานจากตำแหน่ง INTERNAL AUDITOR ของบริษัท FISIONS "เป็นเหมือนคนคอยจับผิด มีหน้าที่ช่วยตรวจสอบขั้นตอนการทำงานด้านเทคนิค ดูวิธีการซื้อขายว่ามีช่องโหว่อะไร ตรงไหนหรือไม่ ที่นี่เป็นบริษัทด้านเคมี จึงถูกส่งไปยังโรงงานหลายแห่งในอังกฤษ ทำให้ได้เรียนรู้ทุกอย่าง ตั้งแต่การผลิต การตลาด รวมถึงระบบบัญชี" วิเทศพูดถึงประสบการณ์งานแรกของเขา

หลังจากที่เริ่มเรียนรู้ภาพกว้างตามที่ตั้งใจไว้แล้วระยะหนึ่ง วิเทศไปทำงานกับบริษัท KODAK เป็น SENIOR TECHNOLOGIST ซึ่งเป็นงานเต็มเวลา ดูแลด้านเคมีเน้นการพัฒนาเทคโนโลยี เช่น ศึกษาวิธีการผลิตน้ำยาที่ทำให้เกิดเกรนบนฟิล์ม โดยมีทีมงาน 3 คน

เป็นธรรมดาของคนอังกฤษเมื่อทำงานที่ใดได้ 3-4 ปีแล้วก็จะเปลี่ยนงานเพื่อหาสิ่งท้าทายใหม่ ๆ ประกอบกับโดยส่วนตัวแล้ววิเทศสนใจงานด้านปิโตรเลียมเป็นพิเศษ เนื่องจากเห็นว่าเป็นปัจจัยพื้นฐานดุจเส้นเลือดของการพัฒนาเศรษฐกิจ

"จริง ๆ อยากทำด้านน้ำมันและก๊าซ แต่ก็อยากอยู่ในกรุงลอนดอนตามประสาหนุ่มที่ยังคึกคะนอง เพราะงานด้านน้ำมันจะต้องออกชนบท ซึ่งมีสภาพเงียบมาก ๆ" วิเทศย้อนถึงมูลเหตุที่ไม่ได้เลือกทำด้านปิโตรเลียมแต่ต้น พอได้ทำงานในลอนดอนระยะหนึ่งแล้ว เขาจึงตัดสินใจไปทำงานกับบริษัท BS & B (GB)

ที่นี่ วิเทศเป็น PROJECT PROPOSAL MANAGER และ LEAD PROCESSING ENGINEER เพราะความเป็นบริษัทเล็กทำให้เขาได้ทำทุกอย่าง โดยมีทีมงานประมาณ 3-4 คน อันเป็นประสบการณ์ที่เขายอมรับว่า เป็นพื้นฐานที่ดีสำหรับการทำงานกับ ปตท.โดยเฉพาะการได้ออกแบบโรงกลั่นน้ำมันและโรงแยกก๊าซ เน้นหนักในแถบทะเลเหนือ ทางอาหรับ ก็ได้แก่ คูเวต ซาอุดีอาระเบีย

มีทั้งงานออกแบบและก่อสร้างตัวโรงงาน โครงการเด่น ๆ อาทิ โรงกลั่นน้ำมันของบริษัท ARABIAN OIL โรงแยกก๊าซของบริษัท BRITISH GAS ซึ่งเป็นบริษัทด้านก๊าซที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก เทียบกับ ปตท.แล้วใหญ่กว่าประมาณ 3 เท่าหรือโครงการของบริษัท SUNOIL แถบทะเลเหนือ ต้องสร้างในทะเลซึ่งจะยุ่งยากมากกว่าและต่างไปจากการสร้างโรงกลั่นน้ำมันบนบก เพราะต้องวาง PLATFORM หรือทุ่นรองรับตัวโรงงานในทะเล

ถ้าเป็นการออกแบบโรงงานเพื่อประมูล ตีราคา จนถึงทำสัญญา "งานเล็กขนาด 1-2 ล้านเหรียญจะใช้เวลา 2-3 สัปดาห์ งานใหญ่ใช้เวลา 2-3 เดือนจะมีขนาด 15 ล้านเหรียญขึ้นไป อย่างโครงการที่ซาอุดีอาระเบียมีมูลค่า 50 ล้านเหรียญในช่วงร่วม 10 ปีที่ผ่านมา" วิเทศยกตัวอย่างโครงการที่ทำมาในอดีต

ด้วยประสบการณ์เหล่านี้ ทำให้วิเทศรู้ดีในงานปิโตรเลียม พร้อมทั้งชี้ความต่างระหว่างการสร้างโรงกลั่นน้ำมันกับโรงแยกก๊าซว่า เนื่องจากน้ำมันจะมีก๊าซผสมอยู่มากน้อยขึ้นกับน้ำมันแต่ละหลุม ถ้าเป็นหลุมตื้น ปริมาณก๊าซจะน้อย ความดันน้อย ถ้าเป็นหลุมลึก ปริมาณก๊าซจะมาก ดังนั้นการสร้างโรงกลั่นน้ำมันจึงต้องมีหน่วยแยกก๊าซออกไป ส่วนจะนำไปใช้ประโยชน์อะไรก็ขึ้นอยู่กับนโยบายและแผนของแต่ละแห่ง เช่น อาจจะนำไปทำเป็นก๊าซหุงต้มหรือแอลพีจี

นอกจากก๊าซแล้ว การกลั่นน้ำมันยังมีส่วนผสมที่จะต้องแยกออกก่อน คือ น้ำซึ่งจะปนมากับน้ำมันจากหลุมผลิตบางหลุม และเกลือซึ่งมักจะพบในบริเวณตะวันออกกลาง ก่อนที่จะนำไปกลั่นแยกเป็นน้ำมันสำเร็จรูปแต่ละชนิดตามอุณหภูมิต่าง ๆ กัน

จากชั่วโมงทำงานที่วิเทศคลุกคลีมาด้วยตนเอง ทำให้เขาได้ใช้ความรู้เหล่านี้ในโครงการปิโตรเคมี โดยเฉพาะในระยะที่ 2 อย่างมาก

วิเทศได้ร่วมเป็นหนึ่งในคณะทำงานศึกษาแผนพัฒนาโครงการปิโตรเคมี 2 ซึ่งมีกร ทัพพะรังสี เป็นประธานอนุกรรมการวิเทศ มีหน้าที่ประสานงานกับหน่วยงานต่าง ๆ เป็นผู้ร่วมเจรจาและร่างสัญญาผู้ถือหุ้นของบริษัทไทยอะโรเมติกส์ (ประเทศไทย) จำกัด หรือทีเอซี ซึ่งมี ปตท. เอสโซ่ และไทยออยล์ ร่วมถือหุ้นเป็นเลขานุการบอร์ดทีเอซี

ขณะเดียวกัน ก็ร่วมจัดตั้งบริษัท ไทยโอเลฟินส์ จำกัด (ทีโอซี) ซึ่งมี ปตท.เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ วิเทศร่วมรับผิดชอบให้จัดโครงสร้างการบริหารการเงิน พิจารณาการเลือกเทคนิคของทีโอซี
จากบทบาทที่วิเทศได้ร่วมงานด้านปิโตรเคมีกับพละ สุขเวช รองผู้ว่าปตท.ซึ่งรับผิดชอบด้านนี้ เมื่อตั้งทีเอซีแล้ว ปตท.ก็ให้ยืมตัววิเทศไปเป็นผู้จัดการฝ่ายธุรกิจ

"ตอนนี้ก็เท่ากับว่ายังเป็นพนักงานปตท. แต่โอนมาทำงานให้ทีเอซี รับเงินเดือนที่นี่ ซึ่งถ้าเทียบสวัสดิการแล้ว ปตท.ดีกว่ามาก เนื่องจากทีเอซียังเป็นบริษัทใหม่ ที่มาเพราะได้ทำงานท้าทาย งานที่เคยทำมาทั้งหมดเรียกว่าเอาใช้ที่นี่ได้มาก" วิเทศเล่าถึงสถานภาพของตน

นอกจากประสบการณ์ครบวงจรด้านปิโตรเลียมด้านเอกชน ผนวกกับบทบาทของตัวแทนรัฐ คือ ปตท.ทำให้วิเทศกลายเป็นผู้ประสานงานระหว่างทีโอซีกับทีเอซี

ทุกวันนี้ วิเทศจึงเป็นตัวเชื่อมระหว่างสององค์กร ต้องหารืองานของทีโอซีกับพละอย่างใกล้ชิด ขณะเดียวกันก็ประสานความคิดกับอนุจินต์ สุพล ผู้จัดการใหญ่ของทีเอซี โดยเฉพาะในแนวคิดการพัฒนาปิโตรเคมีที่จะต้องยึดถือผลประโยชน์ของประเทศเป็นใหญ่

ขณะที่พละจะมองภาพรวมของประเทศเป็นหลัก อนุจินต์ก็จะมองด้วยสายตาของบริษัทธุรกิจเอกชน วิเทศจึงกลายเป็นคนประสานแนวคิดสองฝ่าย ซึ่งช่วยให้บรรยากาศการทำงานดีขึ้น เพราะทีโอซีและทีเอซีเป็นโครงการที่จะต้องไปด้วยกัน

"เมื่องาน (ที่ทีเอซี) เรียบร้อย คงจะกลับ ปตท. แล้วแต่ว่าจะมีงานให้ช่วยและน่าท้าทายแค่ไหน" วิเทศสะท้อนถึงความคิดของพนักงานที่ว่า เมื่อลงมือทำจะต้องมีความภูมิใจในงานและรู้สึกมีคุณค่า

แต่ตอนนี้ก็ทำหน้าที่ผู้ประสานที่ดีอย่างสนุกกับงานไปก่อน…!

   




 








upcoming issue

จากโต๊ะบรรณาธิการ
past issue
reader's guide


 



home | today's news | magazine | columnist | photo galleries | book & idea
resources | correspondent | advertise with us | contact us

Creative Commons License
ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย