Search Resources
 
Login เข้าระบบ
สมัครสมาชิกฟรี
ลืมรหัสผ่าน
 
  homenewsmagazinecolumnistbooks & ideaphoto galleriesresources50 managermanager 100join us  
 
 


bulletToday's News
bullet Cover Story
bullet New & Trend

bullet Indochina Vision
bullet2 GMS in Law
bullet2 Mekhong Stream

bullet Special Report

bullet World Monitor
bullet2 on globalization

bullet Beyond Green
bullet2 Eco Life
bullet2 Think Urban
bullet2 Green Mirror
bullet2 Green Mind
bullet2 Green Side
bullet2 Green Enterprise

bullet Entrepreneurship
bullet2 SMEs
bullet2 An Oak by the window
bullet2 IT
bullet2 Marketing Click
bullet2 Money
bullet2 Entrepreneur
bullet2 C-through CG
bullet2 Environment
bullet2 Investment
bullet2 Marketing
bullet2 Corporate Innovation
bullet2 Strategising Development
bullet2 Trading Edge
bullet2 iTech 360°
bullet2 AEC Focus

bullet Manager Leisure
bullet2 Life
bullet2 Order by Jude

bullet The Last page


ตีพิมพ์ใน นิตยสารผู้จัดการ
ฉบับ กรกฎาคม 2534








 
นิตยสารผู้จัดการ กรกฎาคม 2534
"ผู้ผลิตชิ้นส่วนรถกระบะ จะไม่ได้ผลกระทบจาก การเปลี่ยนแปลงอัตราภาษีนำเข้ารถยนต์"             
 

   
related stories

ข้อมูลบุคคล ศิริบูรณ์ เนาว์ถิ่นสุข

   
search resources

ศิริบูรณ์ เนาว์ถิ่นสุข
Auto-parts




เรื่องที่จะให้รถยนต์สำเร็จรูปเข่ามาในประเทศไทย ในอัตราภาษีนำเข้าที่ต่ำกว่าอัตราเดิมมากมายนั้น คนที่จะเป็นคนที่เจ็บที่สุด คือผู้ผลิตชิ้นส่วนรถยนต์นั่งในประเทศ

เพราะฉะนั้นเรื่องการวิ่งเต้นต่อรองเรื่องส่วนต่างภาษีรถยนต์นั่งสำเร็จรูปนำเข้ากับชิ้นส่วน ว่ากันจริงแล้วเป็นการประลองกำลังกันระหว่างผู้ผลิตชิ้นส่วนกับผู้ซื้อมากกว่า เพราะโรงงานประกอบรถยนต์มันไม่มีอะไรหรอก เพียงรับจ้างเอาชิ้นส่วนมาแล้วก็หยิบใส่ ๆ ประกอบเข้าตามแบบที่กำหนดมาเท่านั้น

เสร็จแล้วผู้ขายก็ขายรถยนต์ในราคาเท่าที่ผู้ซื้อ ๆ ได้ ถ้าผู้ซื้อโง่ก็ขายได้กำไรมาก ผู้ซื้อฉลาดก็ขายได้กำไรน้อยหน่อย

แต่คนที่จะเจ็บมากคือผู้ผลิตชิ้นส่วนในประเทศ เพราะว่าผลจากการที่ภาษีนำเข้าเปลี่ยนไป วันหนึ่งผู้ซื้อก็อาจจะพบว่ารถยนต์ที่สั่งเข้าจากต่างประเทศนั้น มันมีคุณภาพที่เปรียบเทียบกับราคาแล้วมันดีกว่ารถที่ประกอบในประเทศ คนก็จะไม่ซื้อรถยนต์ที่ประกอบในประเทศไทย เมื่อมันเป็นอย่างนี้ผู้ผลิตชิ้นส่วนก็ไม่ต้องผลิต เพราะว่าจะไม่คนซื้ออีกแล้ว

แต่กระนั้นก็ตาม ผมก็ยังอดสงสัยไม่ได้ว่าผู้ผลิตชิ้นส่วนอาจจะไม่ถึงกับเจ๊งก็ได้เพราะอะไรรู้ไหม ?

เพราะว่า ผู้ผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ส่วนใหญ่ไม่ได้ผลิตชิ้นส่วนรถยนต์เพียงอย่างเดียว หรือเน้นหนักชิ้นส่วนรถยนต์เป็นสำคัญเท่านั้น แต่พวกนี้ผลิตชิ้นส่วนเพื่อสินค้าอื่น ๆ ที่ไม่ใช่รถยนต์อยู่ตั้งหลายอย่างเป็นร้อย ๆ ชนิด

แต่ที่เขาหันมาผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ด้วยเพราะ มันบังเอิญเครื่องมือที่เขาใช้ในการผลิตชิ้นส่วนเพื่อสินค้าอื่น ๆ นั้น มันสามารถที่จะผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ได้ด้วย เขาก็เลยผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ไปด้วย

เพราะฉะนั้นผู้ผลิตชิ้นส่วนเหล่านี้เมื่อเขาขายชิ้นส่วนรถยนต์ไม่ได้ เขาก็จะไม่เดือดร้อน เพราะเขาเพียงแต่เสียรายได้ในส่วนที่เขาเคยได้จากการผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ไปเท่านั้นเอง ซึ่งเขาอาจหาทางออกด้วยการปิดสายการผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ลงขณะที่การผลิตชิ้นส่วนอื่น ๆ ก็ยังคงดำเนินต่อไปได้และขยับขยายหาตลาดสินค้าอื่นต่อไป

อย่างนี้แล้วโรงงานทั้งโรงงานหรือบริษัททั้งบริษัทก็ไม่เจ๊งถึงขั้นต้องปิดกิจการ นี่คือความจริง ไม่ใช่ข้อเท็จจริง !!

สำหรับบริษัทใหญ่ ๆ เช่น ซัมมิตออร์โตพาร์ท สยามกลการไทยรุ่งยูเนียนคาร์ ซึ่งเป็นผู้ผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ออกมาเพียงอย่างเดียวเท่านั้น

รายได้และผลประโยชน์ของเขาอิงอยู่กับโครงสร้างภาษีอย่างทุกวันนี้ เขาอาจเจ๊งหรือไม่

จริง ๆ แล้ว ผมก็เห็นว่าพวกนี้จะไม่เจ๊ง เพราะว่าพวกนี้เขาทำเป็นอุตสาหกรรมขนาดใหญ่และผลิตชิ้นส่วนออกมาแต่ละรุ่นมันมีความต้องการเป็นตลาดรองรับสูง เช่นเขาผลิตชิ้นส่วนรถกระบะ รถบรรทุก รถขนส่งต่าง ๆ แล้วผลิตออกมาก็เป็นหมื่น ๆ คันต่อปีเพราะฉะนั้นต้นทุนเฉลี่ยต่อชิ้นมันก็ไม่สูงเกินไปขณะเดียวกันก็มีบริษัทคู่แข่งกันเพียง 5 บริษัทเท่านั้น

ต่างกับพวกที่ผลิตชิ้นส่วนรถยนต์นั่งประเภทรถเก๋ง ซึ่งปีหนึ่งขายได้รวมกันทุกโมเดลเพียง 4-5 หมื่นคันในขณะที่มีโมเดลแย่งตลาดกันอยู่ตั้ง 40-50 โมเดล ต้นทุนมันก็สูง เพราะปริมาณชิ้นที่จะมาเฉลี่ยมันน้อย

เพราะฉะนั้นถ้าจะบอกว่าให้อุ้มอุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์ผมคิดว่าก็ต้องเลือกอุ้มอุตสาหกรรมที่มีอนาคต จะเติบโต เลี้ยงตัวมันเองได้

ผมก็เห็นว่าอุตสาหกรรมชิ้นส่วนรถยนต์กระบะ รถบรรทุกนี่แหละที่มันจะมีอนาคต สำหรับอุตสาหกรรมผลิตชิ้นส่วนรถยนต์นั่งประเภทเก๋ง นี่ยังมองไม่เห็นว่าจะต้องให้อุ้มไปอีกเท่าไหร่ถึงจะโต ครั้นเราจะอุ้มเขาต่อไปเรื่อย ๆ โดยที่เขาไม่รู้จักโตผมว่ามันไม่ถูกต้องเพราะคนอุ้มคือประชาชนคนไทยทั้ง 60 ล้านคน

ตรงนี้คือสิ่งที่ผมพยายามจะบอกว่า ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ต้องปรับตัว เลือกผลิตชิ้นส่วนที่มีตลาดรองรับจำนวนมากพอต่อการประหยัดต้นทุน

จริง ๆ แล้ว เราโง่มาตลอดที่ดันไปเข้าใจว่า อุตสาหกรรมยานยนต์มันต้องสร้างรถยนต์ขึ้นมาใหม่ทั้งคัน แต่จริง ๆ แล้วเพียงผลิตชิ้นส่วนเพียงชิ้นเดียว แต่ทำปีหนึ่ง ๆ 3 ล้านชิ้นอย่างนี้มันก็เป็นอุตสาหกรรมยานยนต์ไปได้แล้วเหมือนกัน

สมมติทำกระปุกอะไรอย่างหนึ่งที่ติดในรถ มูลค่ามันเพียงชิ้นละ 300 บาท แต่ว่าปีหนึ่งผลิต 3 ล้านชิ้นขายทั้งในและต่างประเทศ เพราะฉะนั้นปีหนึ่งก็สามารถทำยอดขายได้เกือบ 1,000 ล้านบาท ในขณะที่ต้นทุนแบบพิมพ์มันมีอยู่อันเดียว ปริมาณชิ้นส่วนมาหารมาก ต้นทุนก็ต่ำขายง่ายด้วย

หรืออย่างเวลานี้ ผู้ผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ในบ้านเราที่ทำกันก็ทำชิ้นส่วนประเภท กระจก หม้อน้ำ ถังน้ำมัน ท่อไอเสีย แบตเตอรี่ สายไฟ เย็บเบาะ พรม เป็นต้นชิ้นส่วนเหล่านี้มันใช้แรงงานมาก และขนย้ายลำบาก เสี่ยงต่อการแตกหักง่าย

พูดง่าย ๆ ถ้าจะนำเข้าจากต่างประเทศ มันก็ไม่คุ้มค่าโสหุ้ย ในการนำเข้า

   




 








upcoming issue

จากโต๊ะบรรณาธิการ
past issue
reader's guide


 



home | today's news | magazine | columnist | photo galleries | book & idea
resources | correspondent | advertise with us | contact us

Creative Commons License
ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย