Search Resources
 
Login เข้าระบบ
สมัครสมาชิกฟรี
ลืมรหัสผ่าน
 
  homenewsmagazinecolumnistbooks & ideaphoto galleriesresources50 managermanager 100join us  
 
 


bulletToday's News
bullet Cover Story
bullet New & Trend

bullet Indochina Vision
bullet2 GMS in Law
bullet2 Mekhong Stream

bullet Special Report

bullet World Monitor
bullet2 on globalization

bullet Beyond Green
bullet2 Eco Life
bullet2 Think Urban
bullet2 Green Mirror
bullet2 Green Mind
bullet2 Green Side
bullet2 Green Enterprise

bullet Entrepreneurship
bullet2 SMEs
bullet2 An Oak by the window
bullet2 IT
bullet2 Marketing Click
bullet2 Money
bullet2 Entrepreneur
bullet2 C-through CG
bullet2 Environment
bullet2 Investment
bullet2 Marketing
bullet2 Corporate Innovation
bullet2 Strategising Development
bullet2 Trading Edge
bullet2 iTech 360°
bullet2 AEC Focus

bullet Manager Leisure
bullet2 Life
bullet2 Order by Jude

bullet The Last page


ตีพิมพ์ใน นิตยสารผู้จัดการ
ฉบับ กรกฎาคม 2534








 
นิตยสารผู้จัดการ กรกฎาคม 2534
เยอรมันนีฐานบริษัทเอเชีย สู่อีซี 1992             
 


   
search resources

มิตซูบิชิ
International




ไม่ว่าจะเอามาตราฐานอะไรมาวัด งานแสดงสินค้า C&BIT ที่จัดขึ้นทุกเดือนมีนาคมของทุกปี ในเมืองแฮโนเวอร์ เยอรมนี ก็เป็นมหกรรม ที่ที่ทรงไว้ซึ่งความสำคัญเสมอ จากการที่ที่มีผู้เข้าชม สินค้าจาก 40 ประเทศราวครึ่งล้านคนเป็นประจำ

C & BIT ในฐานะที่ได้ซื่อว่าเป็นแห่งแสดงความก้าวหน้าทางเทคโนโลยนีข้อมูลข้อมูลใหญ่ ที่สุดของยุโรป นั้น ทำให้ผู้ผลิตสินค้าจากเอเชียให้ความสนใจเป็นเศษ โดยเฉพาะในปี 1991 นี้มีผู้นำสินเข้าร่วมแสดงงานถึง 510 ราย มากกว่าเมื่อ 5 ปี ที่แล้วถึง 10 เท่า

สำหรับปีนี้ฮ่องกงได้รับเกียรติให้เป็น "หุ้นส่วนทางธุรกิจ" จึงมีการแสดงสิงโตเปิดงานอย่างเอิกเกริกมีเจ้าหน้าที่ซึ่งเป็นตัวแทนจากรัฐบาลและบรรดาผู้บริจากจาก 77 บริษัท ค่อยทำหน้าที่ในการประชาสามพันธ์ยึนยันถึงสภาพทางฮ่องกงในฐานะที่เป็นศูนย์การค้าและเทคโนโลยี่ต่อไป

"ถ้าเมื่อ 10 ที่แล้ว ผมก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่า ฮ่องกงจะมีโอกาสได้รับเกียรติให้เป็นหุ้นส่วนทางธุรกิจในงานแสดงสินค้านี้หรือไม่ " เซอร์ เดวิด วิลสัน ผู้ว่าการของฮ่องกงให้ความเห็น" มาวันนี้เราได้ทำให้ประจักษ์แล้วว่า ในช่วงเวลาอันสั้นเราได้ก้าวมาไกลมากแล้ว" การก้าวมาไกลขนาดนี้พูดในแง่ของการค้าระหว่างทั่งสองประเทศโดย จากที่เมื่อปีที่แล้วยอดส่งออกของฮ่องกงสู่เยอรมนีพุ่งขึ้นราว 41 % เป็น 5.3 พันล้านดอลลาร์ และในปัจจุบันเยอรมนีเป็นตลาดส่งออก อันดับ 3 ของฮ่องกง และเป็นตลาดส่งออกอันดับ 3 เกาหลีใต้ด้วย

สำหรับเอเชียจำนวนมากแล้ว ความสำคัญของเยอรมนี นั้นมีมากกว่าการเป็นตลาดส่งออกมาก โดยเฉพาะพิจารณาจากทำเลในเชิงธุรกิจ อาทิ .

- การลงทุนของญี่ปุ่น ในเยอรมนีพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว บริษัทญี่ปุ่นเข้าไปกว้านซื้อเรียลเอสเตททำเลงามไว้ในมือมากมาย ซื้อบริษัทการผลิตจำนวน มาก และบางบริษัทถึงกับย้ายสำนักงานใหญ่ยุโรปไปอยู่ที่ เบอร์ลินเลยทีเดียว

ยอดขายของบริบริษัทในเครือซัมซุงแห่งเกาหลีใต้ อยู่ในเยอรมนีนั้นพุ่งพรวดขึ้นถึง 135 % ในปีที่แล้วเป็น 125 ล้านดอลลาร์ และกลุ่มอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ของเกาหลีอื่นๆ ก็กำลังพัฒนาจากการผลิตและการตลาดขึ้นที่เยอรมนีด้วย

บริษัทอิเล็คทรอนิคส์ ของไต่หวันก็พากันดาหน้ารุกเข้าตลาดเยอรมนีกันยกใหญ่ และสร้างชื่อยี่ห้อให้เป็นที่ยอมรับมากขึ้นเช่น เอเซอร์ ไมเท็คและ ไมโคเท็ค

เป็นเรื่องที่น่าแปลกมากการที่เยอรมนี กลายเป็นฐานสำคัญ สำหรับบริษัทเอเชียไปแล้ว เพราะมองในแง่ของต้นทุนในการผลิต และอัตราภาษีแล้ว ก็คือว่าอยู่ในระดับที่สูงที่สุดของโลก ประเทศหนึ่ง ขณะที่ประเทศสมาชิกอีซีอื่นๆ เช่น อังกฤษ สเปน และโปรตุเกสนั้นเสนอต้นทุนที่ตำกว่าและให้เงินอุดหนุนอีกต่างหาก

โตซิยูกิ คาวาคามิ กงสุล กงสุลทั่วไปของญี่ป่นในฮัมบูร์ก ให้คำตอบในเรื่องนี้ว่า "แรงงานของที่นี้(เยอรมนี) มีคุณภาพสูงมากและเราก็มองเห็นจุดนี้เหมือนกับที่ชาวเยอรมนีมองเห็น"

เยอรมนียังเป็นหนึ่งในตลาดยุโรปที่เปิดมากที่สุด และในฐานะที่เป็นในการส่งออกด้วยแล้วเยอรมนีเองสามารถที่จะตั้งกำแพงการนำเข้าเช่นกัน แต่เยอรมนไม่เหมือนฝรั่งเศษและอิตาลีตรงที่เป็นประเทศที่ไม่มีการกำหนด โควต้านำเขารถจากญี่ปุ่น หรือเกาหลีใต้แต่อย่างใด

ยุทธ์ศาสตร์ลงทุนในตลาดลงทุนในยุโรป ของเอเชีย กำลังเปลี่ยนไป จากผลการสำรวจความเห็นของผู้บยริหารญี่ปุ่นในมิวนิคได้คำตอบว่า ปัจจุบันปัจจัยที่จะช่วยดึงดืดการลงทุนของตนอยู่ที่บรรยากาศของที่พักอาศัย โครงการพื้นฐานด้านสาธารณูปโภคที่ดี และแรงงานที่มีความเชี่ยวชาญ ซึ่งถือว่ามีความสำคัญมากกว่าโครงการให้เงินช่วยเหลือจากรัฐบาลเสียอีก

สำหรับญี่ปุ่นนั้น เมื่อก่นดูเหมือนกับจะพอใจกับการเข้าไปตั้งสำนักงานขายเล็กๆ ในเยอนมนีก็พอ แต่เดี๋ยวกลับเปลี่ยนกลยุทธ์เป็นการผนวกและซื้อกิจการมากกว่า เห็นได้จากปี 1989 ที่ญี่ปุ่นเข้าไปซื้อบริษัทเยอรมนี 24 แห่ง และในช่วงครึ่งแรกของ ปีก่อนก็เพิ่มขึ้นอีก 19 แห่ง

เมื่อก่อนปัจจัยของความหวั่นวิตกเกี่ยวกับตลาดร่วมยุโรปปี 1992 เป็นแรงกระตุ้นสำคัญให้มีการผนวกและการซื้อกิจการ แต่มาถึงขณะนี้การรวมเยอรมนี 2 ประเทศเข้าด้วยกันได้กลายเป็นแรงผลักดันสำหรับการตัดสินใจลงทุนและทำการค้าของบริษัทเอเชียไปแล้ว

กับจำนวนประชากร 78 ล้านคน ทำให้เยอรมนีหลังการรวมประเทศแล้วขยายบทบาทมาอยู่ใในฐานะประเทศที่มีประชากรมากที่สุดในยุโรปตะวันตกทันที โดยมีอัตราจีเอ็นพีของประเทศคิดเป็น 27 % ของกลุ่มอีซีทั้งหมด เพิ่มจากเดิม 25 % ถือว่าเป็นตัวเลขมากที่สุดในบรรดาประเทศสมาชิกอีซีด้วยกัน

การได้เข้าไปทำธุรกิจใน 5 รัฐที่ครั้งหนึ่งเคยเป็น "เยอรมนีตะวันออก" นั้น ถือว่าเป็นข้อได้เปรียบเหนือกว่าเข้าตลาดประเทศยุโรปตะวันออกอื่น ๆ ซึ่งจะว่าไปแล้วแทบจะยังไม่ได้มีการเริ่มปฏิรูประบบเศรษฐกิจด้วยซ้ำ

ก่อนจะมีการทลายกำแพงเบอร์ลินเมื่อเดือนพฤศจิกายน 1989 เยอรมนีตะวันออกเป็นประเทศที่มีระบบเศรษฐกิจแบบรวมศูนย์และผูกติดกับค่ายโซเวียตอย่างมาก แต่ปัจจุบันได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของอีซีและใช้เงินที่เป็นที่ยอมรับกันในตลาดแลกเปลี่ยนคือ "ดอยซ์มาร์ก" นอกจากนี้ ยังมีการนำเอากลไกกฎหมาย และการเมืองของตะวันตกเข้าไปใช้ รวมทั้งรัฐบาล ก็มีมาตรการดึงดูดต่างๆ เพื่อกระตุ้นให้มีการฟื้นฟูบูรณะประเทศ

อย่างไรก็ตาม ช่วงระยะเปลี่ยนก็ไม่ได้เป็นไปอย่างง่ายดาย เพราะบริษัทท้องถิ่นต้องเผชิญหน้ากับการแข่งขันในตลาดระหว่างประเทศอย่างฉับพลันจากการที่ต้องพยายามขายสินค้าซึ่งมักจะมีคุณภาพเลว แต่ตั้งราคาสูงในรูปของเงินสกุลแข็งแกร่งที่สุดสกุลหนึ่งของโลก

ผลคือ มีบริษัทนับพันๆ แห่งถึงกับล้มละลาย ทำให้เกิดภาวะคนว่างงานราว 2.6 ล้านคนจากแรงงานทั้งประเทศ 8 ล้านคน และเมื่อไม่นานมานี้ คาร์ล ออตโตฑห์ล ผู้ว่าธนาคารกลางเยอรมนี หรือบุนเดสแบงก์ ซึ่งประกาศลาออกจากตำแหน่งด้วยเหตุผลส่วนตัว ก็ก่อให้เกิดความขัดแย้งทางการเมืองอย่างรุนแรง เมื่อประกาศกร้าวออกมาว่า การรวมเงินตราของ 2 เยอรมันนีซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการรวมประเทศนั้นก่อให้เกิดความหายนะมากกว่า และเป็นสาเหตุสำคัญให้ค่าดอยซ์มาร์กร่วงผล็อยลงทันที

อย่างไรก็ตาม ในระยะยาวแล้วผลในเชิงบวกมีสูงมาก เมื่อบรรดากลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ในฟากตะวันออก ในช่วงปีที่ผ่านมา มีธุรกิจขนาดย่อมผุดขึ้นถึง 180,000 แห่ง ถือเป็นการผุดขึ้นอย่างน่าทึ่งทีเดียวสำหรับประเทศที่ถูกครอบงำด้วยระบบสังคมนิยมมานานถึง 40 ปี

การรวมเยอรมนียังก่อให้เกิดความต้องการสินค้าที่บริษัทเอเชียต่างผลิตขึ้นขายได้อยู่แล้ว ได้แก่

สินค้าคอนซูเมอร์อิเล็คทรอนิกส์ - มีครัวเรือนในฟากตะวันออกเพียง 52 % เท่านั้นที่มีทีวีสีในครอบครอง เทียบกับ 94 % ในฟากตะวันตกสำหรับตู้เย็นแล้วสัดส่วนการมีไว้ครอบครองคือ 43% เทียบกับ 73 % สินค้าเหล่านี้หากผลิตโดยบริษัทในท้องถิ่นจะไม่เป็นที่นิยม เพราะปราศจากความซับซ้อนและปราณีต จึงทำให้ความต้องการในสินค้าที่ผลิตโดยบริษัทเอเชียเป็นที่ยอมรับกันมาก

สินค้าจากเอเชียที่เป็นที่ต้องการมากคือ ทีวี กล้องวิดีโอ วิทยุ สเตอริโอ เครื่องเทป นอกจากนี้ ก็มีสินค้าประเภท เครื่องเป่าผม เครื่องดูดฝุ่น เครื่องต้มกาแฟ ฯลฯ

สิ่งทอและเสื้อผ้า - เพราะเหตุที่โรงงานผลิตของเยอรมนีฟากตะวันออกจะเน้นสินค้าที่มีความซับว้อนสูง ทำให้สินค้าที่ใช้กระบวนการผลิตขั้นพืน้ฐานมีไม่เพียงพอต่อความต้องการ ตลาดเสื้อผ้าสำเร็จรูปจึงเป็นโอกาสที่ดีมากสำหรับผู้ผลิตเอเชีย โดยเฉพาะยีนส์ เสื้อผ้าเด็ก และสินค้าสไตล์ตะวันตก ซึ่งเป็นข้อมูลที่ปรากฏในรายงานของสภาพัฒนาการค้าฮ่องกงที่กล่าวถึงตลาดเยอรมนีนั่นเอง

เทคโนโลยี่ข้อมูล - ในช่วงที่มีการรวมประเทศอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ของฟากตะวันออก ถูกจัดว่าเป็นแขนงที่มีการเจริญเติบโต แต่ผลิตต่ำแต่ไม่มีทางที่จะเข้าไปเสริมจนเพียงพอต่อความต้องการของตลาดได้

โทรคมนาคม - 9 % ของครัวเรือนในเยอมนีเท่านั้นที่มีโทรศัพท์ใช้ เทียบกับตะวันตกที่มีถึง 98 % ระบบเชื่อมต่อต่างๆ ก็แย่มากและเครื่องโทรสารหรือเครื่องแฟกส์นั้น สำหรับชาวเยอรมนีฟากตะวันออกเป็นสิ่งที่แทบจะไม่เคยได้ยินกันเลย จึงมีการตั้งงบไว้สำหรับปรับปรุงระบบโทรคมนาคมถึง 35,000 ล้านดอลลาร์

จากการเข้าไปร่วมทุนกับบริษัทท้องถิ่น บริษัทเอเชียอาจมีสิทธิได้เข้าไปมีส่วนร่วมในโครงการดีๆหลายโครงการ เช่น รัฐบาลกลางเสนอเงินช่วยเหลือไว้ถึง 23 % ของงเงินที่ต้องใช้ลงทุนในการตั้งโรงงานในเยอรมนีฟากตะวันออก สำหรับการขยายโรงงานที่มีอยู่เดิมจะได้รับเงินช่วยเหลือ 20 %

แต่มาตรฐานการสร้างแรงจูงใจเหล่านี้ ไม่ประสบความสำเร็จในการโน้มน้าวบริษัทญี่ปุ่นใหญ่ๆ เห็นได้จากการที่ไม่มีบริษัทญี่ปุ่นประกาศแผนเข้าไปตั้งโรงงานผลิตในฟากตะวันออกเลย ทั้งที่แรงงานก็มีความรู้และค่าแรงก็อยู่ในอัตราเพียงครึ่งหนึ่งของฟากตะวันตกเท่านั้น

บริษัทญี่ปุ่นกลับใช้วิธีไปตั้งโรงงานผลิตในเยอรมนีตะวันตก แล้วตั้งศูนย์จำหน่ายและขายในฟากตะวันออก จนถึงขณะนี้มีบริษัทญี่ปุ่นเข้าไปร่วมทุนแล้ว 30 โครงการด้วยกัน

บริษัทเหล่านี้รวมทั้ง "นิสสัน" ซึ่งแต่งตั้งดีลเลอร์ในฟากตะวันออก 80 แห่ง และตั้งเป้าทำยอดขายให้ได้ 10,000 คันในปีนี้ สำหรับคู่แข่งอย่าง "มิตซูบิชิ" ก็วิ่งเต้นตั้งเครือข่ายดีลเลอร์ในฟากตะวันออก 250 แห่ง รวมทั้งตั้งคลังสินค้าประเภทอะไหล่รถในเบอร์ลินด้วย

บรรดาแบงค์ญี่ปุ่นเองก็เร่งเข้าไปตั้งสำนักงานตัวแทน โดย "แบงก์ ออฟ โตเกียว" เป็นแบงค์แห่งแรกที่รุกเข้าเบอร์ลินตะวันออก ตามมาด้วยซูมิโตโมซันวา มิตซูมิชิ และมิตซุย ไทโย โกเบคาดว่ามีอีก 7 แบงก์จะเข้าไปเปิดสำนักงานตัวแทนในเบอร์ลิน ซึ่งถือว่าเป็นนครหลวงแห่งใหม่ของเยอรมนี (แต่ไม่ได้เป็นที่ตั้งของทำเนียบรัฐบาลซึ่งอยู่ในบอนน์ต่อไป)

วิธีการรอดูท่าทีของญี่ปุ่นนี้ ทำให้บรรดานักลงทุนจากประะเทศเอเชียอื่นๆเลียนแบบด้วย "ซัมซุง" ของเกาหลีใต้ก็ใช้ยุทธวิธีเดียวกับนิสสันและมิตซูบิชิโดยรุกเข้าตลาดแบบเชิงรุก ตั้งเครือข่ายจัดจำหน่ายถึง 100 แห่ง และตั้งเป้าทำยอดขายต่อปีในฟากตะวันออกไว้ 31 ล้านดอลลาร์ แต่ไม่เคยประกาศโครงการตั้งโรงงานผลิตแต่อย่างใด

"พวกเกาหลีทำธุรกิจที่ฟากตะวันออกไปได้ด้วยดี แต่ยังทำตัวโลว์-โปร์ไฟล์อยู่" ดีเตอร์ ฟอน บีสเทน กรรมการผู้จัดการของโคเรีย ดีเวลลอปเม้นท์แบงก์สาขาแฟรงต์เฟิร์ตเล่า "จะเป็นผู้ขายส่งหรือจัดจำหน่ายของเยอรมนีเป็นผู้จัดการดำเนินเรื่องทั้งหมด ซัมซุงมีสินค้าไว้ป้อนฟากตะวันออกได้ตรงตามความต้องการพอดี ไม่ว่าจะเป็นเครื่องเล่นวิดีโอ วิทยุ ทีวี และสินค้าอุปโภคบริโภคราคาถูกทั้งหลายสินค้าเหล่านี้ขายดีมาก แต่จะขายภายใต้ยี่ห้อของเยอรมนีไม่ใช่ซัมซุง"

บรรดาผู้ส่งออกฮ่องกงก็ประสบความสำเร็จด้วยดีด้วยวิธีการคล้ายกัน "ความต้องการสินค้าอุปโภคบริโภคในเยอรมนีมีสูงมาก" อูโด เคสเลอร์ แห่งสภาพัฒนาการค้าแห่งฮ่องกงประจำแฟรงเฟิร์ตให้ความเห็น "ห้างสรรพสินค้าเยอรมนีซึ่งเข้าไปสั่งซื้อสินค้าในฮ่องกงมหาศาลอยู่แล้วก็พากันเพิ่มออร์เดอร์ของตนมากขึ้นไปอีก"

แต่การเข้าไปตั้งฐานในฟากตะวันออกนั้น เป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลา เคสเลอร์ยังเตือนต่อไปว่า ข้อมูลด้านการตลาดของฟากตะวันออกกระจัดกระจายมาก นอกจากนี้บริษัทในฟากตะวันออกก็ยังไม่คุ้นเคยกับการทำธุรกิจกับบริษัทเอเชียและโครงสร้างพื้นฐานด้านสาธารณูปโภคก็ยังย่ำแย่ด้วย เขาแนะนำว่าทางที่ดีคือ ใช้วิธีเข้าไปร่วมทุนกับบริษัทเยอรมนีตะวันตกที่มีชื่อเสียงก่อนจะดีกว่า

คำแนะนำของเคสเลอร์ยังได้รับการตอกย้ำจากคริส ชาน รองกรรมการผู้จัดการของดอยซ์แบงก์์ "ถ้านักลงทันต้องการเข้าไปตั้งฐานในตลาดที่มีศักยภาพสูงแห่งนี้ ก็ควรจะรีบๆทำเสียแต่ต้องทำด้วยความระมัดระวังด้วย"

อย่างไรก็ตาม พัฒนาการเหล่านี้ให้ข้อสรุปอย่างหนึ่งว่า เพราะเหตุที่โครงการฟื้นฟูเยอรมนีฟากตะวันออกกำลังเข้าที่เข้าทาง จึงคิดว่าอีกไม่นานนักเยอรมนีจะกลายเป็นแหล่งเงินทุนยอดนิยมของบริษํทเอเชียที่ต้องการเจาะตลาดอีซีเป็นแน่

สัญญาณที่บ่งบอกถึงความเปลี่ยนแปลงนี้เห็นได้ชัดจากเมื่อเร็ว ๆ นี้ "เจวีซี" บริษัทคอนซุเมอร์อิเล็คทรอนิกส์ของญี่ปุ่นตัดสินใจเปลี่ยนที่ตั้งสำนักงานใหญ่ยุโรปจากรอตเตอร์ดัมไปยังเบอร์ลิน เจวีซีถือว่าเป็นหนึ่งในบรรดาบริษัทญี่ปุ่นรุ่นแรกที่มีความเคลื่อนไหวอย่างนี้ แต่แนวโน้มก็คือจะไม่เป็นบริษัทสุดท้ายแน่เหมือนอย่างกงสุลทั่วไปของญี่ปุ่นสรุปไว้ว่า
"เราคาดหมายไว้เลยว่า เยอรมนีจะกลายเป็นศูนย์กลางในยุโรปของเรา"

มิตซูบิชิกับย่างก้าวที่ถูกจังหวะ

สำหรับการดำเนินธุรกิจในยุโรปแล้วการเลือกทำเลให้เหมาะกับโครงการธุรกิจนั้น

ถือเป็นส่วนสำคัญของความสำเร็จ

อีซีอาจกลายเป็นตลาดร่วมในปี 1993 เป็นต้นไป แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าความแตกต่างระหว่างประเทศสมาชิกด้วยกันจะมลายหายไปทันทีในชั่วข้ามคืน ค่าแรง ภาษีและการให้เงินอุดหนุน.....เหล่านี้ล้วนมีความสำคัญแตกต่างลดหลั่นกันไปสำหรับแต่ละประเทศสมาชิกอี ซี และการเลือกทำเลที่เหมาะสมด้วยความระมัดระวังจะทำให้นักลงทุนได้เปรียบในเชิงธุรกิจอย่างมาก

"มิตซูบิชิ" เป็นตัวอย่างที่ดีของบริษัทญี่ปุ่นที่มียุทธศาสตร์การรุกเข้าตลาดอีซี โดยในปีที่แล้วมิตซูบิชิเลือก "อัลส์ดอร์ฟ" เป็นที่ตั้งโรงงานมูลค่า 350 ล้านดอลลาร์ เพื่อผลิตคอมพิวเตอร์ชิพรุ่นล่ารุ้นคือ 4 เมกะบิต เมืองอัลส์ดอร์ฟนี้ในอดีตเคยเป็นเมืองเหมืองถ่ายหินที่อยู่บริเวณชานเมืองอาเช่น มีพลเมือง 48,000 คน

สำหรับกระบวนการเลือกสรรทำเลที่ตั้งโรงงานนี้หมายรวมถึงการประเมินคุณค่าของทำเลในยุโรปนับร้อยแห่ง การรวบรวมรายงานด้านการตลาด การส่งแบบสอบถามไปยังเจ้าหน้าที่รับบาล และการเปรียบเทียบเงินอุดหนุนที่จะได้อย่างละเอียด

"จะว่าไปแล้วไม่มีที่ไหนที่มีทำเลในการทำธุรกิจแย่ ๆ" ยูคิโอะ โคงะ ผู้อำนวยการฝ่ายโครงการของมิตซูบิชิให้ความเห็น "แต่จะมีเพียงแห่งเดียวเท่านั้นที่ถือว่าดีที่สุด"
สำนักงานใหญ่ยุโรปของมิตซูบิชิซึ่งตั้งอยู่ที่เมืองราทิงเงนใกล้กับดุสเซลดอร์ฟ เริ่มตั้งข้อสังเกตในกลางปี 1988 ว่า บริษัทคอมพิวเตอร์รายใหญ่ต่างต้องการชิพที่เหมาะกับความต้องการผู้ใช้มากขึ้นกว่าเดิม

มิตซูบิชิซึ่งมียอดขายเซมิคอนดัคเตอร์ในอีซีปีละ 500 ล้านดอลลาร์ จึงเริ่มสำรวจตลาดในอนาคตสำหรับชิพเหล่านี้ หลังจากนั้น 6 เดือนก็ตัดสินใจว่า จำเป็นต้องมีโรงงานผลิตชิพขึ้นในยุโรปเสียแล้ว เพราะมิตซูบิชิรู้สึกว่าความต้องการชิพขนาด 4 เมกะบิตของอีซีจะต้องเพิ่มพรวดขึ้นแน่นอน เพราะชิพเหล่านี้จะไม่ได้ใช้สำหรับคอมพิวเตอร์เท่านั้น แต่ยังเป็นส่วนประกอบสำคัญของทีวีระบบดิจิตอลรุ่นต่อไปด้วย

ทีมเจ้าหน้าที่ของมิตซูบิชิจึงเดินทางไปยังอิตาลีและสเปน รวมทั้งสำรวจบริเวณที่คิดว่า เป็นทำเลที่ดีในอังกฤษและเยอรมนี จากนั้นก็ต่อไปยังโรงงานผลิตอุปกรณ์วิดีโอที่มิตซูบิชิมีอยู่แล้วในสก็อตแลนด์ และโรงงานผลิตอุปกรณ์การสื่อสารเคลื่อนที่ที่เมืองเลอมองส์ในฝรั่งเศส

ทีมนี้สรุปว่าทำเลที่จะคัดเลือกเยอรมนี และตัดสินใจต่อไปว่า ทำเลที่จะเลือกให้เป็นที่ตั้งโรงงานนั้น จะต้องตั้งอยู่ใกล้กับผู้บริโภค ต้องมีโครงสร้างพื้นฐานชั้นเยี่ยมและมีแหล่งน้ำคุณภาพดีด้วย ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการผลิตชิพเลยทีเดียว

มิตซูบิชิยังมีแผนว่า จะรวบรวมวิศวกรและช่างเทคนิคในท้องถิ่นจำนวนมากเอาไว้ เพราะพวกที่จะควบคุมโรงงานผลิตที่ได้นั้น จำเป็นต้องได้รับการฝึกอบรมในญี่ปุ่นก่อนเป็นเวลาถึง 2 ปีและมิตซูบิชิก็ต้องการให้แน่ใจว่าพนักงานเหล่านี้ได้รับแรงกระตุ้นเพียงพอที่จะอยากทำงานด้วยและไม่คิดจะเปลี่ยนงาน

จากทำเลที่เลือกไว้ไม่กี่แห่งมิตซูบิชิหมายตาไว้ 2 แห่ง และส่งแบบสอบถามไปยังสำนักงานส่งเสริมการลงทุนส่วนท้องถิ่น ซึ่งจะทำให้สามารถเปรียบเทียบข้อเสนอได้

จากนั้นทำเลที่เลือกจะเริ่มตีวงแคบเข้ามาจนเหลือเพียง 3 แห่ง คือ อัลส์ดอร์ฟและบราวอันชไวก์ในเยอรมนี และลิฟวิงสตันในสก็อตแลนด์

ถัดจากนี้มีตัวแทนญี่ปุ่นตระเวนไปพร้อมแบบสอบถาม 5 หน้าเกี่ยวกับเงื่อนไขการทำงานโดยตัวแทนจะตรวจสอบในทุกกรณี ตั้งแต่ระเบียบการเปลี่ยนกะทำงาน ตลอดไปจนถึงภูมิหลังของผู้นำแรงงานในท้องถิ่น

"บรรดาผู้จัดการของมิตซูบิชิจะต้องรู้ดีว่าพวกเขาต้องการอะไร" ฟริทซ์ ร็อตติ้ง แห่ง AACHEN SOCIETY FOR INNOVATION AND TECHNOLOGY TRANSFER (AGIT)

ด้วยวิธีเลือกทำเลจากแห่งหนึ่งไปยังอีกแห่งหนึ่งทำให้มิตซูบิชิสามารถได้รับส่วนลดเป็นมูลค่า 100 ล้านดอยซ์มาร์ก ถือว่าเป็นเงินช่วยเหลือมูลค่าสุงที่สุดวงเงินหนึ่งที่รัฐบาลเยอรมนีเคยให้กับนักลงทุนต่างชาติ

แม้ว่าทำเลที่เมืองลิฟวิงสตันจะมีค่าแรงถูกกว่า และเมืองบราวอันชไวก์ก็ให้เงินอุดหนุนมากว่า แต่มิตซูบิชิตัดสินใจเลือกอัลส์ดอร์ฟในต้นปี 1990 นั่นเอง ด้วยเหตุผลที่ว่า

- จากผลการสำรวจของรัฐบาลส่วนท้องถิ่น มีบัณฑิตที่จบการศึกษาด้านเทคนิคเพียง 20% ยอมรับว่า พวกเขาสามารถหางานที่ตนพอใจได้ในอัลส์ดอร์ฟนั่นเอง แต่มีถึง 80% บอกว่า ไม่ต้องการไปทำงานที่อื่นสำหรับมิตซูบิชิแล้วนั่นหมายถึงการจะได้สต๊าฟผู้มีความจงรักภักดีจำนวนมากไว้ป้อนโรงงาน

- การที่ไม่เลือกลิฟวิงสตันหรือบราวอันชไวก์ซึ่งเอ็นอีซีและโตชิบาก็มีโรงงานผลิตชิพอยู่
ด้วยกันจะทำให้คนงานมิตซูบิชิไม่ถูกรบกวนด้วยภาวะการแข่งขัน

- โรงงานแห่งใหม่ที่อัลส์ดอร์ฟไม่เพียงแต่จะตั้งอยู่ใกล้พรมแดดนเยอรมนี-เบลเยี่ยมเท่า
นั้น แต่ยังอยู่ห่างจากราทิงเงนที่ตั้งของสำนักงานใหญ่ภาคพื้นเพียงขับรถ 10 นาทีเท่านั้น ยิ่งกว่านั้น บรรดาผู้จัดการชาวญี่ปุ่นที่ประจำในอัลส์ดอร์ฟ ก็จะอยู่ใกล้กับดุสเซลดอร์ฟ ซึ่งเป็นแหล่งชุมชนชาวญี่ปุ่นใหญ่ที่สุดในเยอรมนี

เบ็ดเสร็จแล้วมิตซูบิชิใช้เวลาถึง 18 เดือนกว่า สำหรับการสรรหาทำเลที่ตั้งโรงงานแห่งใหม่และตัดสินใจในขั้นสุดท้าย ฟังดูอาจคิดว่าเป็นเวลาอันยาวนานมาก แต่ยูคิโอะ โคงะ กลับคิว่า

"ในความคิดของคนญี่ปุ่นแล้ว การสรรหาครั้งนี้ถือว่าเร็วอย่างไม่น่าเชื่อ

ความพยายามของเอเชียเริ่มเห็นผล

ครั้งหนึ่งเยอรมนีก็เคยเป็นประเทศที่ได้ชื่อว่าพยายามดปรโมทการลงทุนจากเอเชียอยู่เหมือนกัน แต่มาถึงตอนนี้เยอรมนีกลับกลายเป็นเป้าหมายสำคัญอันดับหนึ่งของบริษัทเอเชียทั้งหลาย ที่ต้องการรุกเข้าไปปักหลักในตลาดยุโรป ปัจจัยเบื้องแรกที่นำมาซึ่งความเปลี่ยนแปลงนี้คือ แรงผลักดันทั้งสองด้านจากบรรดาเจ้าหน้าที่พัฒนาอุตสาหกรรม

ด้านแรกคือ บรรดารัฐต่าง ๆ อาทิ บาวาเรีย เฮสเซ่อ และบาเดน-วูร์ทเทมเบิร์ก ซึ่งเข้าไปตั้งสำนักงานข่าวสารตามเมืองสำคัญ ๆ ในเอเชีย ไม่ว่าจะเป็นโตเกียว ไทเป โซล ฮ่องกง และสิงคโปร์

ด้านที่สองเป็นการโปรโมทในเยอรมนีเอง เมื่อทางการส่วนท้องถิ่นพากันตั้งศูนย์ธุรกิจ และนิคมอุตสาหกรรมขึ้นมา และพุ่งเป้าหมายไปที่บริษัทเอเชีย โดยเฉพาะศูนย์ธุรกิจที่ถือว่าใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งคือ "ยูโรเปี้ยน-เอเชียน เทรด เซ็นเตอร์" ปัจจุบันอยู่ในระหว่างก่อสร้างที่เมืองดุยส์เบิร์กในรัฐนอร์ธ ไรน์เวสต์ฟาเลีย

คอมเพล็กซ์แห่งนี้ซึ่งได้รับเงินช่วยเหลือจากรัฐบาลและดอยซ์แบงก์มีพื้นที่ถึง 4 แสนตารางเมตรมีกำหนดเสร็จปลายปีหน้า ได้รับการออกแบบเพื่อเป็นศูนย์บริหารและใช้งานอเนกประสงค์สำหรับบริษัทญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และไต้หวัน

แต่สำหรับบริษัทเอเชียที่ต้องการเข้าไปตั้งกิจการในเยอรมนีแล้ว ดุสเซลดอร์ฟยังได้ชื่อว่าเป็นทำเลที่ต้องเลือกแห่งแรกอยู่ดี ดุสเซลดอร์ฟเป็นเมืองที่มีสายสัมพันธ์แนบแน่นกับญี่ปุ่นมาตั้งแต่ทศวรรษ 1950 เมื่อมิตซูบิชิได้ชื่อว่าเป็นบริษัทการค้าระหว่างประเทศของญี่ปุ่นแห่งแรกที่เข้าไปตั้งสำนักงานในเมืองนี้

ปัจจุบันมีบริษัทญี่ปุ่นกว่า 400 แห่งเข้าปักหลักอยู่ในดุสเซลดอร์ฟ ซึ่งรวมทั้ง 8 ยักษ์การค้าระหว่างประเทศที่เรียกกันในภาษาญี่ปุ่นว่า "โซโกะ โซชะ" ด้วยบริษัทเหล่านี้มีทุนหมุนเวียนต่อปีโดยเฉลี่ยประมาณ 6.1 พันล้านดอลลาร์

เมืองยอดนิยมอันดับสองคือแฟรงต์เฟิร์ต ซึ่งมีบริษัทญี่ปุ่นเข้าไปตั้งสำนักงานอยู่ราว 160 แห่ง

นอกจากนี้ ยังมีอีกราว 100 บริษัทเข้าไปปักหลักในเมืองทางตอนใต้คือ มิวนิคและสตุทการ์ทที่เหลืออีก 100 บริษัทอยู่ทางแถบเหนือในเมืองฮัมบูร์กและบรีเมนเป็นส่วนใหญ่

ดุสเซลดอร์ฟเป็นเมืองที่มีคุณสมบัติเด่นหลายอย่าง ซึ่งเป็นองค์ประกอบทำให้ได้ชื่อว่า เป็นทำเลยอดนิยมอันดับหนึ่งของบริษัทญี่ปุ่น เริ่มจากระบบขนส่งดีเลิศ ราคาที่ดินและค่าเช่าค่อนข้างถูก และมีชุมชนชาวเอเชียขนาดใหญ่ตั้งถิ่นฐานเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว

ภัตตาคารญี่ปุ่นแห่งแรกในเยอรมนีเปิดให้บริการที่ดุสเซลดอร์ฟนี้เช่นกันเมื่อต้นทศวรรษ 1970 ซึ่งเป็นระยะเดียวกับการมีหอการค้าญี่ป่นและโรงเรียนญี่ปุ่นแห่งแรกด้วย

ปี 1978 เทศบาลเมืองดุสเซลดอร์ฟให้เงินช่วยเหลือ 100 ล้านมาร์กสร้าง "เยอรมนีเจแปน เซ็นเตอร์" ซึ่งเป็นที่ตั้งของสำนักงานบริษัทญี่ปุ่นในเยอรมนีมากมายในปัจจุบัน

เยอรมนียังสร้างภาวะแข่งขันฉันท์มิตรขึ้นระหว่างดุสเซลดอร์ฟและแฟรงต์เฟิร์ต โดยแฟรงต์เฟิร์ต ซึ่งมีฐานะเป็นศูนย์กลางการเงินเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ได้เริ่มขยายชุมชนชาวเอเชียให้มีขนาดใหญ่ขึ้นอีก นอกเหนือจากญี่ปุ่นแล้ว แฟรงต์เฟิร์ตยังเป็นฐานของบริษัทเอเชียอีก 156 บริษัท แยกเป็นเกาหลี 90 บริษัท จากจีน 29 แห่ง ฮ่องกงอีก 9 และไต้หวัน 8 บริษัท สำหรับโรงเรียนญี่ปุ่นที่รองรับนักเรียนได้ 3,000 คนก็อยู่ในระหว่างก่อสร้างเช่นกัน

เพื่อดึงให้บริษัทเอเชียเข้าไปมากกว่าที่เป็นอยู่เยอรมนีวางแผนสร้างศูนย์ธุรกิจขนาดใหญ่อีก 2 แห่ง ขึ้นที่แฟรงต์เฟิร์ต และเมื่อเร็ว ๆ นี้อินดัสเตรียลแบงก์ ออฟ เจแปนก็เผยว่า มีโครงการสร้างอาคารสำนักงานมูลค่า 195 ล้านดอลลาร์สูง 35 ชั้นให้กับบริษัทญี่ปุ่น และโครงการสร้างศูนย์ ไชน่า บิชิเนสเซ็นเตอร์" ก็อยู่ในระหว่างเจรจาด้วย

   




 








upcoming issue

จากโต๊ะบรรณาธิการ
past issue
reader's guide


 



home | today's news | magazine | columnist | photo galleries | book & idea
resources | correspondent | advertise with us | contact us

Creative Commons License
ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย