Search Resources
 
Login เข้าระบบ
สมัครสมาชิกฟรี
ลืมรหัสผ่าน
 
  homenewsmagazinecolumnistbooks & ideaphoto galleriesresources50 managermanager 100join us  
 
 


bulletToday's News
bullet Cover Story
bullet New & Trend

bullet Indochina Vision
bullet2 GMS in Law
bullet2 Mekhong Stream

bullet Special Report

bullet World Monitor
bullet2 on globalization

bullet Beyond Green
bullet2 Eco Life
bullet2 Think Urban
bullet2 Green Mirror
bullet2 Green Mind
bullet2 Green Side
bullet2 Green Enterprise

bullet Entrepreneurship
bullet2 SMEs
bullet2 An Oak by the window
bullet2 IT
bullet2 Marketing Click
bullet2 Money
bullet2 Entrepreneur
bullet2 C-through CG
bullet2 Environment
bullet2 Investment
bullet2 Marketing
bullet2 Corporate Innovation
bullet2 Strategising Development
bullet2 Trading Edge
bullet2 iTech 360°
bullet2 AEC Focus

bullet Manager Leisure
bullet2 Life
bullet2 Order by Jude

bullet The Last page








 
ผู้จัดการรายวัน28 สิงหาคม 2550
เอสโซ่ขายหุ้นไอพีโอเม.ย.51นี้             
 


   
www resources

โฮมเพจ บริษัท เอ็กซอนโมบิลเคมี (ประเทศไทย)

   
search resources

เอสโซ่ (ประเทศไทย), บมจ.
Oil and gas




ชงแผนแก้ไขสัญญาเอสโซ่เข้าครม.วันนี้ หลังเงื่อนไขเดิมไม่สอดคล้องกับตลาดหลักทรัพย์ฯ คลังเตรียมควัก 2.6 พันล้านบาทใช้เพิ่มทุนเอสโซ่ ยันรักษาสัดส่วนถือหุ้นไว้ 10% มั่นใจเข้าระดมทุนตลาดหลักทรัพย์เม.ย. 51 พร้อมเปิดทางให้เอ็กซอนลดการถือหุ้นลงได้ถึง 50% แต่มีเงื่อนไขต้องขายให้กับผู้ค้าน้ำมันมาตรา 7 ลำดับแรก

นายโชติชัย สุวรรณาภรณ์ ผู้ช่วยโฆษกคณะรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ในการประชุมคณะรัฐมนตรีวันนี้(28 ส.ค.) จะมีการนำเรื่องการแก้ไขสัญญาขยายและประกอบกิจการโรงกลั่นน้ำมันปิโตรเลียมของบริษัทเอสโซ่ ( ประเทศไทย ) จำกัด (มหาชน) หรือESSO เข้าที่ประชุม โดยเฉพาะประเด็นสัดส่วนผู้ถือหุ้นหลังจากการระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ฯจากเดิมที่เอสโซ่ถืออยู่ 70% กระทรวงคลัง 10% และผู้ถือหุ้นรายย่อย 20% โดยเปลี่ยนแปลงให้สามารถกระจายหุ้นให้ผู้ถือหุ้นรายย่อยได้เป็น 25%ขึ้นไป แต่ไม่เกิน 50%ตามหลักเกณฑ์ของก.ล.ต. ส่วนกระทรวงการคลังจะถือหุ้นในสัดส่วนเท่าเดิม 10%

ทั้งนี้ เอสโซ่จะเพิ่มทุนจดทะเบียนเป็น 2.1 หมื่นล้านบาทในเดือนก.ย.นี้ โดยกระทรวงการคลังจะใส่เงินเพิ่มทุนจำนวน 2.6 พันล้านบาท เพื่อนำไปชำระหนี้ในเดือนต.ค. หลังจากนั้นจะลดทุนเพื่อตัดขาดทุนสะสมที่มีอยู่ 1.7 หมื่นล้านบาทที่เกิดขึ้นหลังจากวิกฤตเศรษฐกิจปี 2540 ส่งผลให้มีอัตราหนี้สินต่อทุนอยู่ที่ 1 เท่า การเข้าตลาดหลักทรัพย์ฯครั้งนี้ มีบริษัทหลักทรัพย์ มอร์แกนสแตนเล่ย์และบล.ภัทร เป็นที่ปรึกษาทางการเงิน

นายวีระพล จิรประดิษฐกุล ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน ในฐานะเลขานุการคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ(กพช.) กล่าวว่า การประชุมกพช.วานนี้(27ส.ค.) ได้อนุมัติให้กระทรวงพลังงานดำเนินการแก้ไขสัญญาเอสโซ่ เพื่อเอื้อให้ ESSO เข้าระดมทุนจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ได้ โดยเฉพาะเงื่อนไขเดิมที่กำหนดสัดส่วนการระดมทุนเพียง 20 % แต่ปัจจุบันเงื่อนไขตลาดหลักทรัพย์กำหนดสัดส่วนขั้นต่ำในการกระจายหุ้นไม่น้อยกว่า 25%

“ สัญญาจะมีความยืดหยุ่นของโครงสร้างการถือหุ้นเมื่อนำเข้าตลาดหลักทรัพย์ฯระหว่างเอ็กซอน โมบิลคอร์ปอเรชั่น และกระทรวงการคลังจากที่กำหนดไว้ 70% และ 10% ตามลำดับและเปิดให้ ESSO ออกหุ้นสามัญเพื่อจำหน่ายให้กับประชาชนได้มากกว่า 20% และเปิดให้เอ็กซอน ลดสัดส่วนการถือหุ้นลงได้ถึง 50% โดยต้องเสนอขายให้กับผู้ค้าน้ำมันมาตรา 7 แห่งพ.ร.บ.การค้าน้ำมันเชื้อเพลิงพ.ศ.2543 เป็นลำดับแรกและหากไม่สามารถตกลงได้จึงจะมีสิทธิเสนอขายผู้อื่น”นายวีระพลกล่าว

ทั้งนี้ คาดว่าบริษัท ESSO จะยื่นจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์(ไฟลิ่ง )ได้ประมาณเดือนพฤศจิกายน – ธันวาคม 2550 นี้ และจะดำเนินการกระจายหุ้น (IPO) ประมาณเดือนเมษายน 2551 ซึ่งหลังจากเข้าตลาดฯแล้วโครงสร้างกรรมการจะต้องเป็นไปตามระเบียบที่บริษัทตลาดหลักทรัพย์ฯกำหนดและตราบที่กระทรวงการคลังยังถือหุ้นใน ESSO ตามสัดส่วนที่กำหนดให้มีผู้แทนรัฐบาลซึ่งคลังเสนอเป็นกรรมการ 1 คน

นอกจากนี้ ในที่ประชุม กพช. ยังได้รับทราบการควบรวมกิจการระหว่างบริษัทโรงกลั่นน้ำมันระยอง จำกัด (มหาชน ) (RRC ) กับบริษัท อะโรเมติกส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน)(ATC) เพื่อต้องการเพิ่มศักยภาพและประสิทธิภาพในการดำเนินธุรกิจปิโตรเคมีอย่างครบวงจร และการควบรวมกิจการดังกล่าวเป็นประโยชน์ต่อประเทศโดยรวม ทั้งในด้านการเพิ่มความมั่นคงด้านพลังงาน การเพิ่มมูลค่ามวลรวมของประเทศ และการเพิ่มการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ฯ และกพช.ได้เห็นชอบให้กระทรวงพลังงานดำเนินการแก้ไขสัญญาเพื่อให้ผู้รับอนุญาต(บริษัทโรงกลั่นน้ำมันระยอง จำกัด (มหาชน ) ) สามารถโอนสิทธิและหน้าที่ตามสัญญาไปให้บริษัทใหม่ได้

พร้อมกันนี้ ยังเห็นชอบร่างบันทึกความเข้าใจ ( MOU ) การรับซื้อไฟฟ้าโครงการเทิน-หินบุนส่วนขยาย จากสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว) ระหว่างการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) และบริษัท เทิน-หินบุน เพาเวอร์ จำกัด จากกำลังการผลิตเดิม 210 เมกกะวัตต์ เป็นกำลังการผลิตรวม 440 เมกะวัตต์ โดยมีกำหนดจ่ายไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ในวันที่ 1 มีนาคม 2555 อายุสัญญาซื้อขายไฟฟ้าอายุ 27 ปี และความคืบหน้าการจัดตั้งกองทุนพัฒนาชุมชนในพื้นที่รอบโรงไฟฟ้า   




 








upcoming issue

จากโต๊ะบรรณาธิการ
past issue
reader's guide


 



home | today's news | magazine | columnist | photo galleries | book & idea
resources | correspondent | advertise with us | contact us

Creative Commons License
ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย