Search Resources
 
Login เข้าระบบ
สมัครสมาชิกฟรี
ลืมรหัสผ่าน
 
  homenewsmagazinecolumnistbooks & ideaphoto galleriesresources50 managermanager 100join us  
 
 


bulletToday's News
bullet Cover Story
bullet New & Trend

bullet Indochina Vision
bullet2 GMS in Law
bullet2 Mekhong Stream

bullet Special Report

bullet World Monitor
bullet2 on globalization

bullet Beyond Green
bullet2 Eco Life
bullet2 Think Urban
bullet2 Green Mirror
bullet2 Green Mind
bullet2 Green Side
bullet2 Green Enterprise

bullet Entrepreneurship
bullet2 SMEs
bullet2 An Oak by the window
bullet2 IT
bullet2 Marketing Click
bullet2 Money
bullet2 Entrepreneur
bullet2 C-through CG
bullet2 Environment
bullet2 Investment
bullet2 Marketing
bullet2 Corporate Innovation
bullet2 Strategising Development
bullet2 Trading Edge
bullet2 iTech 360°
bullet2 AEC Focus

bullet Manager Leisure
bullet2 Life
bullet2 Order by Jude

bullet The Last page








 
ผู้จัดการรายวัน3 กันยายน 2550
คลังลั่นพร้อมเพิ่มทุนเอสโซ่ ดันมาร์เก็ตแคปตลท.5หมื่นล.             
 


   
www resources

โฮมเพจ บริษัท เอ็กซอนโมบิลเคมี (ประเทศไทย)

   
search resources

เอสโซ่ (ประเทศไทย), บมจ.
Oil and gas




กระทรวงการคลังลุยเพิ่มทุนเอสโซ่ 2.6 พันล้าน หวังผลักดันให้ตลาดหุ้นไทยคึกคักด้วยมาร์เก็ตแคปของเอสโซ่กว่า 5 หมื่นล้าน เผยจดทะเบียนเดือนกันยายน 21,000 ล้าน นำเงินที่ได้ไปชำระคืนบริษัทแม่ของเอสโซ่ หลังจากนั้นจะลดทุนเพื่อตัดขาดทุนสะสม 17,000 ล้านก่อนเข้าระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์สิ้นปี บิ๊ก สคร.มั่นใจสามารถบริหารจัดการสรรพอร์ตลงทุนหุ้นในบริษัทต่างๆ ที่กระทรวงการคลังถือไว้ได้

นายอารีพงษ์ ภู่ชอุ่ม ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) เปิดเผยว่า ภายหลังจากที่คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) มีมติในวันที่ 27 สิงหาคมที่ผ่านมา "อนุมัติ" ให้กระทรวงพลังงานเข้าไปดำเนินการแก้ไขสัญญาขยายและประกอบกิจการโรงกลั่นน้ำมันปิโตรเลียมของบริษัท เอสโซ่ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ESSO เพื่อ "เอื้อประโยชน์" ให้บริษัทเอสโซ่ต้องเข้าระดมทุนจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยนั้น ในส่วนของแผนการจดทะเบียนเพื่อเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์นั้นเอสโซ่จะต้องดำเนินการเพิ่มทุนจดทะเบียนเพื่อนำไปชำระหนี้ทางการค้าจำนวน 21,000 ล้านบาทภายในเดือนกันยายนนี้นั้น ในส่วนของกระทรวงการคลังที่ถือหุ้นของเอสโซ่อยู่ประมาณ 10% จะต้องชำระเงินเพิ่มทุนใก้แก่เอสโซ่จำนวนประมาณ 2,600 ล้านบาทนั้นไม่มีปัญหาในการเพิ่มทุนแต่อย่างใด

"เงินเพิ่มทุนที่กระทรวงการคลังต้องใส่ให้เอสโซ่นั้นอยู่ในภาวะที่ สคร.สามารถบริหารจัดการได้เนื่องจาก สคร.เป็นผู้ดูแลพอร์ตการลงทุนของกระทรวงการคลังในบริษัทต่างๆ ทั้งที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์และนอกตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งเงินจำนวน 2.6 พันล้านบาท ที่ต้องใส่ให้เอสโซ่นั้นไม่มีปัญหาสำหรับกระทรวงการคลังแต่อย่างใด เงินจำนวนดังกล่าวอยู่ในแผนที่กระทรวงการคลังต้องดำเนินการอยู่แล้ว"นายอารีพงษ์กล่าว

ทั้งนี้ สคร.กำลังอยู่ระหว่างการคัดเลือกกิจการ หรือบริษัทที่กระทรวงการคลังถือหุ้นไม่ถึง 50% ซึ่งไม่ถือเป็นรัฐวิสาหกิจ โดยจะพิจารณานำหุ้นออกมาขายเพื่อนำรายได้จากการจำหน่ายหุ้นเข้ามาสมทบทุนไว้ในบัญชีเพื่อการซื้อหุ้นเพิ่มทุนในกิจการต่างๆ ตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการจำหน่ายหุ้น และการซื้อหุ้นของส่วนราชการ พ.ศ. 2535

แหล่งข่าวจากกระทรวงการคลังกล่าวว่า กระทรวงการคลังตัดสินใจถือหุ้นเอสโซ่ เนื่องจากการเพิ่มทุนให้กับเอสโซ่ เป็นการผลักดันให้เอสโซ่สามารถเข้าไประดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ได้โดยเร็ว เพราะมูลค่าสินทรัพย์ของเอสโซ่หรือมาร์เก็ตแคปที่จะเข้าไปซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์นั้นมีมูลค่าสูงถึง 40,000-50,000 ล้านบาท และปริมาณหุ้นที่เอสโซ่จะเปิดขายให้กับผู้ลงทุนรายย่อยเป็นครั้งแรก (IPO) จะอยู่ที่ประมาณ 30% ของจำนวนหุ้นทั้งหมด

โดยแผนการเข้าไประดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ของเอสโซ่จะเริ่มจากการจดทะเบียนเพิ่มทุนในเดือนกันยายน 2550 จำนวน 21,000 ล้านบาท และในเดือนตุลาคม 2550 จะนำเงินที่ได้จากการเพิ่มทุนไปชำระคืนเจ้าหนี้ซึ่งคือบริษัทแม่ของเอสโซ่ในต่างประเทศ หลังจากนั้นในเดือนพฤศจิกายนจะดำเนินการลดทุนเพื่อตัดขาดทุนสะสมที่มีอยู่ประมาณ 17,000 ล้านบาทและจะประชุมคณะกรรมการและผู้ถือหุ้นเพื่อชี้แจงแผนการเข้าไประดมทุนในตลาดหลักทรัพย์

"หลังจากลดทุนเพื่อตัดขาดทุนสะสมแล้วทำให้เอสโซ่มีอัตราหนี้สินต่อทุน(D/E Ratio) อยู่ที่ 1 เท่า และจะยื่นไฟล์ลิ่งให้กับคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์(ก.ล.ต.) ภายในเดือนธันวาคม 2550 เพื่อให้สามารถโรดโชว์และไอพีโอได้ในช่วงเดือนเมษายน 2551 และทำให้ราคาจองออกมาในระดับที่เหมาะสมโดยมีบริษัทหลักทรัพย์ มอร์แกนสแตนเล่ย์และบล.ภัทร เป็นที่ปรึกษาทางการเงิน” แหล่งข่าวกล่าว

การแก้ไขสัญญาขยายและประกอบกิจการโรงกลั่นน้ำมันปิโตรเลียมของบริษัทเอสโซ่ ( ประเทศไทย ) จำกัด (มหาชน) หรือESSO ประกอบไปด้วย 1)เปลี่ยนชื่อผู้อนุญาตให้บริษัทเอสโซ่ขยายการกลั่นจากกระทรวงการคลังมาเป็นกระทรวงพลังงาน และแก้ไขชื่อผู้ถือหุ้นใหญ่จาก Exxon มาเป็น Exxon Mobil เพื่อให้สอดคล้องกับการที่บริษัท Exxon ควบรวมกิจการกับ Mobil Cooperation แล้วเปลี่ยนชื่อมาเป็น Exxon Mobil ในปัจจุบัน

2)เนื่องจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ได้กำหนดสัดส่วนขั้นต่ำในการกระจายหุ้นไว้ไม่น้อยกว่าร้อยละ 25 ดังนั้นจึงขอ "ความยืดหยุ่น" การกระจายหุ้นของเอสโซ่ ในตลาดหลักทรัพย์ฯ จากเดิมที่กำหนดไว้ให้ Exxon ถือหุ้นร้อยละ 70 และกระทรวงการคลังถือหุ้นร้อยละ 10 เปลี่ยนมาเป็นให้เอสโซ่ออกหุ้นสามัญเพื่อจำหน่ายให้กับประชาชนได้ "มากกว่า" ร้อยละ 20 เพื่อให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์การกระจายหุ้นขั้นต่ำของตลาดหลักทรัพย์ฯ

3)เสนอให้ Exxon สามารถดำเนินการลดการถือหุ้นลงได้ถึงร้อยละ 50 แต่ต้องเสนอขายหุ้นที่จะลดลงให้กับผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 เป็นลำดับแรก หากไม่สามารถตกลงกันได้จึงจะให้สิทธิ Exxon เสนอขายผู้อื่น โดยในประเด็นนี้ วงการค้าน้ำมันตั้งข้อสังเกตว่า บริษัทผู้ค้าน้ำมันภายในประเทศที่มีศักยภาพที่จะเข้าไปซื้อหุ้นของโรงกลั่นน้ำมันเอสโซ่ได้ในขณะนี้มีอยู่เพียงบริษัทเดียวคือ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หรือเท่ากับเงื่อนไขข้อนี้เป็นการ "เปิดทาง" ให้ ปตท.เข้าไปถือหุ้นในโรงกลั่นน้ำมันเอสโซ่นั่นเอง

4)หลังจากที่บริษัทเอสโซ่เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯแล้ว ให้โครงสร้างกรรมการของบริษัทเอสโซ่ รวมถึงคุณสมบัติ การเลือกตั้ง และวาระการดำรงตำแหน่งของกรรมการเป็นไปตามกฎเกณฑ์ของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯตราบเท่าที่กระทรวงการคลังยังถือหุ้นอยู่ในบริษัทเอสโซ่ (ผู้แทนกระทรวงการคลังเป็นกรรมการ 1 คน)

5)ภายใต้สัญญาเดิมที่ทำไว้ ให้ขยายนิยามของคำว่า "ธุรกิจหลัก" เป็นไปตามที่บริษัทเอสโซ่ดำเนินธุรกิจจริงในปัจจุบัน นั่นหมายถึง ธุรกิจหลักตามสัญญาครอบคลุมถึงการผลิต/กลั่น กรรมวิธี การเก็บรักษา การตลาด การใช้/จำหน่ายผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม/ปิโตรเคมี/เคมีภัณฑ์ ผลพลอยได้จากปิโตรเลียม/น้ำมันชีวภาพ วัตถุดิบปิโตรเลียม และกิจกรรมสนับสนุนธุรกิจหลักด้วย ในประเด็นนี้เป็นที่เข้าใจกันว่า การขยายนิยาม ธุรกิจหลักออกไปก็เพื่อป้องกันการกล่าวอ้างที่ว่า บริษัทเอสโซ่มีผลประกอบการขาดทุนจากการประกอบธุรกิจการกลั่นน้ำมันเพียงอย่างเดียว

และ 6)เสนอให้มีการแก้ไขหลักการ ในการคุ้มครองแก่ผู้ถือหุ้นฝ่ายข้างน้อยเพื่อให้สอดคล้องกับการขยายขอบเขตของธุรกิจหลัก ทั้งหมดนี้ คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ตั้งความหวังไว้ว่า หลังจากที่กระทรวงพลังงานเข้าไปแก้ไขสัญญาขยายและประกอบกิจการโรงกลั่นน้ำมันเอสโซ่แล้ว บริษัทเอสโซ่จะยื่นจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ (filing) ได้ในระหว่างเดือนพฤศจิกายน-ธันวาคม 2550 และควรจะดำเนินการกระจายหุ้น (IPO) ได้ประมาณเดือนเมษายนปี 2551

อย่างไรก็ตาม ต้องเข้าใจว่าการขอแก้ไขสัญญาข้างต้นกับบริษัทเอสโซ่นั้น เป็น "ข้อเสนอ" ฝ่ายเดียวของกระทรวงพลังงาน การจะรับหรือไม่รับข้อเสนอนั้น ทางบริษัท เอสโซ่ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) จะต้องส่งเรื่องทั้งหมดไปให้กับบริษัทแม่คือ ExxonMobil เป็นผู้ตัดสินใจในฐานะคู่สัญญา   




 








upcoming issue

จากโต๊ะบรรณาธิการ
past issue
reader's guide


 



home | today's news | magazine | columnist | photo galleries | book & idea
resources | correspondent | advertise with us | contact us

Creative Commons License
ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย