Search Resources
 
Login เข้าระบบ
สมัครสมาชิกฟรี
ลืมรหัสผ่าน
 
  homenewsmagazinecolumnistbooks & ideaphoto galleriesresources50 managermanager 100join us  
 
 


bulletToday's News
bullet Cover Story
bullet New & Trend

bullet Indochina Vision
bullet2 GMS in Law
bullet2 Mekhong Stream

bullet Special Report

bullet World Monitor
bullet2 on globalization

bullet Beyond Green
bullet2 Eco Life
bullet2 Think Urban
bullet2 Green Mirror
bullet2 Green Mind
bullet2 Green Side
bullet2 Green Enterprise

bullet Entrepreneurship
bullet2 SMEs
bullet2 An Oak by the window
bullet2 IT
bullet2 Marketing Click
bullet2 Money
bullet2 Entrepreneur
bullet2 C-through CG
bullet2 Environment
bullet2 Investment
bullet2 Marketing
bullet2 Corporate Innovation
bullet2 Strategising Development
bullet2 Trading Edge
bullet2 iTech 360°
bullet2 AEC Focus

bullet Manager Leisure
bullet2 Life
bullet2 Order by Jude

bullet The Last page


ตีพิมพ์ใน นิตยสารผู้จัดการ
ฉบับ ตุลาคม 2550








 
นิตยสารผู้จัดการ ตุลาคม 2550
Airbus 380 : See the bigger picture             
 


   
www resources

โฮมเพจ แอร์บัส

   
search resources

Airbus S.A.S.




เช้าวันที่ 1 กันยายนที่ผ่านมา แอร์บัสผู้ผลิตเครื่องบินพาณิชย์ สัญชาติฝรั่งเศส ได้พาเครื่องบินลำใหญ่ที่สุดในโลกเท่าที่เคยมีบันทึกไว้ในหน้าประวัติการบินของโลกอย่าง "Air Bus A380" ซึ่งได้รับการกล่าวขวัญกันมานานชนิดข้ามหลายปี บินข้ามน้ำข้ามทะเลมาจากสำนักงานใหญ่ของแอร์บัสที่เมืองตูลูส ประเทศฝรั่งเศส เพื่อร่อนลงจอดที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ในโอกาสของการบินมาเยือนประเทศในทวีปเอเชีย หรือ A380 World Tour 2007

ก่อนพาลูกเรือและผู้โดยสาร ซึ่งเป็นทั้งแขกพิเศษ ผู้บริหารสายการบินไทย ซึ่งเป็นสายการบินแห่งชาติของไทยที่สั่งซื้อเครื่องบิน A380 ถึง 6 ลำ และสื่อมวลชน รวมแล้วทั้งสิ้น 210 ชีวิตทะยานขึ้นน่านฟ้า เพื่อรับประสบการณ์การบินกับเครื่องบินลำยักษ์ โดยมีจุดหมายปลายทางอยู่ที่จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งเป็นสนามบินที่ขนาดเล็กกว่า

แม้กำหนดเวลาออกเดินทางเขียนเอาไว้ชัดเจนในบัตรเชิญร่วมงานว่าเริ่มขึ้นในเวลา 09.30 น. แต่เอาเข้าจริง A380 World Tour 2007 ซึ่งมีจุดหมายปลายทางอยู่ที่สนามบินจังหวัดเชียงใหม่ ก็มีอันต้องขยับล่าช้าไปจนถึง 13.00 น. เพราะอุบัติเหตุจากการหมุนลำตัว เครื่องบินไปชนเข้ากับด้านหน้าโรงเก็บ ยังผลให้เกิดความเสียหายถึง ส่วนปลายของปีกเครื่องบินที่เรียกว่า Winglet

จนผู้บริหารของการบินไทย แอร์บัส และกัปตันของแอร์บัสต้องออกมาแถลงข่าวคั่นกลางเพื่อบอกว่าปลายปีกที่ว่ามีผลกับการประหยัดน้ำมันเท่านั้น ไม่มีผลกับประสิทธิภาพการบินโดยรวมทั้งหมด แต่อย่างใด เพียงแค่ถอดออกทั้งสองข้าง ก็บินต่อไปยังปลายทางเพื่อ ทดสอบต่อไปว่า เครื่องบินลำใหญ่ให้ประสบการณ์ที่ดีกว่าเครื่องบินรุ่นเดิมของแอร์บัสและเครื่องบินโบอิ้ง 747-400 ของสายการบินโบอิ้ง อย่างไรบ้าง

แอร์บัสพยายามบอกเสมอมาว่า A380 จะเข้ามาเปลี่ยนโฉม หน้าการบินของโลก ไม่ว่าจะด้วยขนาดตัวเครื่องที่ใหญ่กว่าเครื่องบิน พลเรือนทุกรุ่นในโลกนี้ทำให้สามารถจุคนได้เฉลี่ย 525 คนต่อเที่ยว

พื้นที่ปีกที่มีขนาด 845 ตารางเมตร ซึ่งใหญ่กว่าโบอิ้ง 747-400 ถึงร้อยละ 54 ทำให้สามารถร่อนลงจอดได้ที่ความเร็วต่ำกว่า ประกอบกับน้ำหนักตัวขณะลงจอดที่มากถึง 386 ตัน ทำให้เสียงร่อนลงจอดนั้นเงียบกว่า แถมยังใช้ระยะทางของรันเวย์ในการบินขึ้นน้อยกว่าอีกร้อยละ 17

ปริมาตรความจุของถังน้ำมันที่มากถึง 310,000 ลิตร การเลือกใช้วัสดุพลาสติกเสริมเส้นใยคาร์บอนและ Glare ซึ่งเป็นเส้นใยโลหะชั้นบาง ที่นำมาใช้ในเครื่องบินพลเรือนเป็นครั้งแรก รวมถึงคิดค้นนวัตกรรมช่วยลดน้ำหนักอย่างการเลือกใช้ระบบไฮดรอลิกแบบใหม่ ล้วนแล้วแต่ส่งผลในแง่ของการบินในระยะยาวได้ดี โดยที่ต้นทุนนั้นต่ำกว่าเมื่อเทียบกับปริมาณคนที่ขนได้นั่นเอง

อย่างไรก็ตาม แม้เครื่องบิน A380 จะได้รับการกล่าวขวัญทั่วจากคนในอุตสาหกรรมการบิน หรือผู้โดยสารทั่วไป แต่เครื่องบินลำแรกซึ่งแอร์บัสจะส่งมอบเพื่อจะให้ใช้บริการในเชิงพาณิชย์ ก็เพิ่งจะมีกำหนดจริงๆ คือในวันที่ 15 ตุลาคมที่จะถึงนี้ โดยมีสายการบิน สิงคโปร์ แอร์ไลน์ เป็นสายการบินแรกที่จะได้รับเครื่องบินลำดังกล่าว เพื่อให้บริการแก่ผู้โดยสารของตน ตามข่าวบอกว่า 10 วันให้หลัง เมื่อสิงคโปร์ แอร์ไลน์ ได้รับเครื่องบินลำใหญ่นี้ก็จะเริ่มนำขึ้นบินให้บริการในทันที

ไม่ว่าจะเป็นความใหญ่ของพื้นที่ที่มาพร้อมกับประสิทธิภาพในการออกแบบตกแต่งและประสิทธิภาพการบินที่ดีขึ้นแบบยาวเป็นหางว่าว ส่งผลอย่างชัดเจนที่ทำให้แอร์บัสประสบความสำเร็จในการสั่งซื้อจากลูกค้าซึ่งเป็นสายการบินพาณิชย์ทั่วโลก

โดยจนถึงปัจจุบันมีคนสั่งซื้อ A380 แล้วทั้งสิ้น 173 ลำจากลูกค้า 14 ราย โดย 8 ใน 173 ถือว่าได้ให้คำมั่นชัดเจนว่า จะซื้อแน่นอน และ 8 ลำที่ว่านี้เป็นของสายการบินเอมิเรตส์ แอร์ไลน์ ซึ่งเป็น ผู้สั่งซื้อ A380 มากที่สุดถึง 47 ลำ รองลงมาคือสายการบินแควนตัส แอร์เวย์ 20 ลำ สิงคโปร์ แอร์ไลน์ 19 ลำ

ขณะที่การบินไทยสั่งซื้อ 6 ลำ และรับมอบเครื่องบินลำแรกในปี 2553 โดยที่ผู้บริหารแอร์บัสบอกว่า จะทำให้สายการบินไทยสามารถขนคนบินจากกรุงเทพฯ ไปยังเมืองหลวงของประเทศที่อยู่ไกลแบบข้ามฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิก หรือประเทศที่มีชั่วโมงบินไกลมาก อย่างนิวยอร์ก ซิดนีย์ โยฮันเนสเบิร์ก ลอนดอน แวนคูเวอร์ และอื่นๆ ได้ดียิ่งขึ้น

ในเย็นวันนั้นหลังจากเครื่องบินแตะพื้นรันเวย์ของสนามบินสุวรรณภูมิ ผู้โดยสารแทบทั้งหมดปรบมือเป็นการแสดงความยินดีที่เครื่องร่อนลงจอดอย่างปลอดภัย ก่อนลงจากเครื่องผู้บริหารแอร์บัสแจกใบประกาศนียบัตรให้แขกที่ร่วมบินทดสอบ A380 ในวันนั้นทุกคน เพื่อยืนยันว่าได้รับประสบการณ์ในการขึ้นบินกับเครื่องบินลำนี้แล้ว ก่อนที่จะบินไปเยือนเวียดนาม ฮ่องกง และเกาหลี และน่าจะเป็นข่าวใหญ่ไปทั่วโลกอีกครั้งในวันที่ 15 ตุลาคม เมื่อ A380 จะถูกส่งมอบถึงมือลูกค้ารายแรกนั่นเอง   




 








upcoming issue

จากโต๊ะบรรณาธิการ
past issue
reader's guide


 



home | today's news | magazine | columnist | photo galleries | book & idea
resources | correspondent | advertise with us | contact us

Creative Commons License
ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย