Search Resources
 
Login เข้าระบบ
สมัครสมาชิกฟรี
ลืมรหัสผ่าน
 
  homenewsmagazinecolumnistbooks & ideaphoto galleriesresources50 managermanager 100join us  
 
 


bulletToday's News
bullet Cover Story
bullet New & Trend

bullet Indochina Vision
bullet2 GMS in Law
bullet2 Mekhong Stream

bullet Special Report

bullet World Monitor
bullet2 on globalization

bullet Beyond Green
bullet2 Eco Life
bullet2 Think Urban
bullet2 Green Mirror
bullet2 Green Mind
bullet2 Green Side
bullet2 Green Enterprise

bullet Entrepreneurship
bullet2 SMEs
bullet2 An Oak by the window
bullet2 IT
bullet2 Marketing Click
bullet2 Money
bullet2 Entrepreneur
bullet2 C-through CG
bullet2 Environment
bullet2 Investment
bullet2 Marketing
bullet2 Corporate Innovation
bullet2 Strategising Development
bullet2 Trading Edge
bullet2 iTech 360°
bullet2 AEC Focus

bullet Manager Leisure
bullet2 Life
bullet2 Order by Jude

bullet The Last page


ตีพิมพ์ใน นิตยสารผู้จัดการ
ฉบับ พฤศจิกายน 2550








 
นิตยสารผู้จัดการ พฤศจิกายน 2550
Sasin A Powerful Business Network             
โดย นภาพร ไชยขันแก้ว
 

   
related stories

เติมศักดิ์ กฤษณามระ ผอ. เพียงคนเดียวของศศินทร์
เป้าหมายสู่ Golden Jubilee

   
www resources

โฮมเพจ สถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจศศินทร์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

   
search resources

สถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจศศินทร์ แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย - Sasin
อดิศร เสริมชัยวงศ์
ชัยวัฒน์ อุทัยวรรณ์
ชาญ ศรีวิกรม์
MBA




การเรียน MBA มิใช่เพียงแค่การศึกษาวิชาการเกี่ยวกับการบริหารจัดการเท่านั้น สิ่งที่ได้รับจากชั้นเรียนยังมีอีกมาก และจะยิ่งทรงพลังมากขึ้นทุกวัน ตามอายุของสถาบันการศึกษาและการเจริญเติบโตในหน้าที่การงานของศิษย์เก่า ซึ่ง ณ วันนี้ศศินทร์ได้เดินทางมาถึงจุดนี้แล้ว

ครั้งหนึ่งในตอนที่ชาญ ศรีวิกรม์ ยังดำรงตำแหน่งนายกสมาคมศิษย์เก่าศศินทร์ เขาเคย ถามคำถามที่มีความหมายยิ่งกับ Dipark C.Jain คณบดีของเคลล็อกก์ ว่ามีวิธีการอย่างไรจึงสามารถทำให้เคลล็อกก์กลายเป็นโรงเรียนสอนหลักสูตรการบริหารจัดการธุรกิจอันดับหนึ่งของโลก

Dipark Jain ตอบคำถามของชาญว่ามีองค์ประกอบสำคัญอยู่ 3 ประการ คือ 1. กระบวนการรับสมัครคนที่มีคุณภาพสูงเข้ามาเรียน 2. มีความเป็นเลิศด้านวิชาการสอน มีครูที่ดี และอุปกรณ์การเรียนการสอนที่พร้อม และ 3. มีเครือข่ายศิษย์เก่าที่แข็งแกร่ง

ในองค์ประกอบ 2 ข้อแรก คงไม่ต้องใช้ระยะเวลาในการพิสูจน์

องค์ประกอบแรก กระบวนการรับสมัครคนเข้าเรียนของศศินทร์มีขั้นตอนการคัดกรอง อย่างดี หากไม่นับศิษย์เก่ารุ่นแรกที่เริ่มเข้าเรียนในปี 2526 จำนวน 32 คน ซึ่งเป็นนักเรียนทุน ที่ถูกส่งมาจากองค์กรธุรกิจชั้นนำในประเทศไทยขณะนั้นทั้ง 100% แล้ว ในการรับนักศึกษาใน รุ่นต่อมา ไม่เพียงแต่บุคคลผู้นั้นจะต้องถูกพิจารณาความเป็นเลิศทางด้านวิชาการ แต่บุคลิกภาพ ชาติตระกูล รวมทั้งการมีแววว่าจะสามารถเจริญเติบโตในหน้าที่การงานได้ในอนาคต จะต้องถูกพิสูจน์โดยละเอียดในขั้นตอนการสัมภาษณ์

"คนส่วนใหญ่มักจะมองว่าค่าเล่าเรียนที่ศศินทร์แพง มีแต่คนรวยเท่านั้นจึงจะสามารถ เรียนได้" เป็นเสียงสะท้อนหนึ่งที่ศิษย์เก่าศศินทร์เคยได้รับและได้พิสูจน์ในเวลาต่อมาแล้วว่า ไม่เป็นความจริง เพราะค่าเล่าเรียนที่นี่คิดเป็นเพียง 1 ใน 3 ของค่าเล่าเรียน หากต้องเดินทาง ไปเรียนถึงมหาวิทยาลัยที่สอนทางด้านบริหารธุรกิจชั้นนำในต่างประเทศ อย่างสแตนฟอร์ด ฮาร์วาร์ด แม้กระทั่งที่เคลล็อกก์ หรือวาร์ตัน


กิตติรัตน์ ณ ระนอง อดีตกรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เมื่อครั้งที่ตัดสินใจลาออกจากบริษัทพูลผล เพื่อเข้าเรียนต่อที่ศศินทร์เป็นรุ่นที่ 2 ในปี 2527 บุคคลที่สัมภาษณ์เพื่อพิจารณาว่าจะรับเขาเข้าเรียนที่ศศินทร์หรือไม่ในขณะนั้นคือ ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล ซึ่งยังเป็นรอง กรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย โดยมีบรรยงค์ พงษ์พานิช ศิษย์เก่ารุ่นที่ 1 ปัจจุบันเป็นประธานกรรมการ บริษัทหลักทรัพย์ภัทร เป็นผู้เอาใบสมัครของศศินทร์มาให้เขาด้วยตัวเองที่สนามซ้อมกีฬา

องค์ประกอบที่ 2 หลักสูตรของศศินทร์ เป็นการพัฒนามาจากหลักสูตรของเคลล็อกก์ และวาร์ตัน รวมถึงอาจารย์ผู้สอน และกรณีศึกษาที่นำเข้ามาสอนมาจากทั้ง 2 สถาบัน โดยในการเรียนการสอนใช้ภาษาอังกฤษตลอดเวลา

ดังนั้นมาตรฐานคุณภาพด้านวิชาการของศศินทร์ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันจึงเทียบ เท่ามาตรฐานของทั้งเคลล็อกก์และวาร์ตัน

จะเหลือเพียงองค์ประกอบที่ 3 ซึ่งหากนับจากจุดเริ่มต้นก่อตั้งจนถึงปัจจุบันเป็นเวลาครบ 25 ปีพอดี เครือข่ายศิษย์เก่าศศินทร์ได้เริ่มแสดงศักยภาพให้สังคมได้มองเห็นแล้วว่ามีความเข้มแข็งเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

เคยมีการประมาณกันคร่าวๆ ว่าหากดูจากมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดรวม (Market Capitalization) ของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยปัจจุบันประมาณ 80% ของ total market cap. บริหารงานโดยฝีมือของศิษย์เก่าคณะ วิศวกรรมศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

สำหรับศศินทร์แม้ปัจจุบันยังไม่สามารถประเมินตัวเลขจนเห็นภาพที่ชัดเจนได้แบบนั้น แต่หากพิจารณาจากเงินออมที่อยู่ ในรูปแบบของกองทุนรวมแล้ว ปัจจุบันมูลค่า ทรัพย์สินของกองทุนรวมทั้งระบบประมาณ 1.2 ล้านล้านบาท มีผู้บริหารระดับสูงของบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม (บลจ.) 3 แห่งที่เป็นศิษย์เก่าศศินทร์ คือ อดิศร เสริมชัยวงศ์ กรรมการผู้จัดการ บลจ.ไทยพาณิชย์ โชติกา สวนานนท์ กรรมการผู้จัดการ บลจ.ทหารไทย และฉัตรพี ตันติเฉลิม กรรมการผู้จัดการ บลจ.กรุงศรีอยุธยา

มูลค่าทรัพย์สินภายใต้การบริหารของ บลจ.ทั้ง 3 แห่งที่เป็นศิษย์เก่าศศินทร์นี้ เมื่อรวมแล้วตกประมาณ 4.5 แสนล้านบาท ซึ่งเท่ากับเกือบครึ่งหนึ่งหรือประมาณกว่า 40% ของเงินออมที่อยู่ในรูปแบบกองทุนรวมทั้งหมด

"เราคงไปเปรียบเทียบกับวิศวะ จุฬาฯ ไม่ได้ เพราะคณะวิศวะ จุฬาฯ ก่อตั้งมาหลายสิบปี ก่อนหน้าเรานานมาก เพราะฉะนั้นศิษย์เก่าที่ได้ขึ้นมาเป็นผู้บริหารระดับสูงขององค์กรต่างๆ จึงมีมาก ขณะที่เราเพิ่งจะครบรอบ 25 ปี ศิษย์เก่าที่ได้ขึ้นมาเป็นผู้บริหารเบอร์ 1 ยังมีเพียงไม่กี่คน ส่วนใหญ่จะเป็นผู้บริหารระดับกลางเท่านั้น" อดิศร เสริมชัยวงศ์ ซึ่งเป็นนายกสมาคมศิษย์เก่าศศินทร์คนปัจจุบันยกตัวอย่างเปรียบเทียบให้ "ผู้จัดการ" เห็นภาพ

อดิศรสามารถเปรียบเทียบได้อย่างเต็มปาก เพราะเขาเป็นทั้งศิษย์เก่าศศินทร์ และศิษย์เก่าคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

"อย่างศศินทร์คงมองเฉพาะ market cap. ในตลาดหลักทรัพย์ฯ เพียงอย่างเดียวไม่ได้ ต้องมองเปรียบเทียบไปถึงระดับ GDP ของประเทศ" ศิษย์เก่าศศินทร์ผู้หนึ่งยกตัวอย่างเปรียบ เทียบที่กว้างกว่า โดยให้เหตุผลว่าปัจจุบันเครือข่ายศิษย์เก่าของศศินทร์ได้กระจายออกไปอยู่ทุกจุด ทั้งเป็นผู้บริหารมืออาชีพในองค์กรเอกชน ผู้บริหารหน่วยงานภาครัฐและเจ้าของกิจการ

ที่สำคัญศศินทร์ไม่ได้ผลิตบุคลากรด้านการบริหารจัดการเกี่ยวกับภาคการเงินการธนาคารเท่านั้น แต่ยังผลิตบุคลากรทางด้านการตลาด ศิษย์เก่าศศินทร์จึงกระจายออกไปเป็นวงกว้างในทุกวงการธุรกิจ

เครือข่ายศิษย์เก่าของศศินทร์จึงเป็นเครือข่ายนักธุรกิจที่มีบทบาทน่าสนใจไม่น้อยเลยทีเดียว!!!

การร่วมเรียนบริหารธุรกิจในชั้นเรียนที่ศศินทร์ ซึ่งในแต่ละห้องมีนักศึกษาประมาณ 40-60 คน ทำให้นักศึกษาแต่ละรุ่นมีความใกล้ชิดสนิทสนมกัน นอกจากนี้การที่ศศินทร์เป็นสถาบันการศึกษาที่สอนปริญญาโททางด้านบริหาร ซึ่งมีบัณฑิตที่จบการศึกษาจากทั้งสายวิทย์และสายศิลป์เข้ามาเรียนร่วมกัน ทำให้เกิดการเกื้อกูลแบ่งปันความรู้เฉพาะด้านระหว่างสายซึ่งกันและกัน ตลอดจนการร่วมกันทำ case study วิเคราะห์ปัญหา จุดเด่น จุดด้อยขององค์กร ต่างๆ ทำให้ศิษย์เก่าเหล่านี้เหมือนกับได้เข้ามาร่วมถกร่วมพูดภาษาเดียวกัน คือภาษาธุรกิจ

ดังนั้น เมื่อศิษย์เก่าแต่ละรุ่นจบการศึกษาออกไป สายสัมพันธ์ที่ตามมาในภายหลังตั้งแต่การเริ่มพบปะสังสรรค์กัน ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน จึงขยายวงกว้างไปจนบางครั้งกลายเป็นดีลทางธุรกิจ

ชาญ ศรีวิกรม์ ยกตัวอย่างสายสัมพันธ์ดังกล่าวว่า เมื่อครั้งที่เขาได้รับมอบหมายจาก ภควัต โกวิทวัฒนพงศ์ ให้จัดตั้งฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ให้กับบริษัทหลักทรัพย์ โกลด์ฮิลล์ (ซึ่ง บริษัทเงินทุนเอกธนกิจซื้อใบอนุญาตมาแล้วภายหลังเปลี่ยนเป็นบริษัทหลักทรัพย์เอกธำรง และ ปัจจุบันคือบริษัทหลักทรัพย์เคจีไอ) ด้วยความ ที่เป็นบริษัทหลักทรัพย์น้องใหม่ ไม่มีฐานข้อมูล เป็นของตัวเอง เขาต้องอาศัยฐานข้อมูลจากบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ภัทรธนกิจที่ขณะนั้น มีบรรยงค์ พงษ์พานิช เป็นผู้อำนวยการฝ่าย วาณิชธนกิจ โดยเป็นการขอก๊อบปี้มาทั้งดุ้น

ชาญเป็นศิษย์เก่าศศินทร์รุ่นที่ 2 จึงมีความใกล้ชิดกับบรรยงค์ ซึ่งเป็นศิษย์เก่ารุ่นที่ 1

"ตอนนั้นยกหูคุยกับพี่เตา (บรรยงค์ พงษ์พานิช) บอกจะขอดาต้าเบสที่เป็นงบการเงินของบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ฯ ก็ไปก๊อบปี้มาทั้งหมดเลย ซึ่งเป็นคนอื่นคงไม่ให้ ฉะนั้นดาต้าเบสชุดแรกของโกลด์ฮิลล์จึงมาจากภัทรฯ" ชาญบอก

กรณีของอดิศร เสริมชัยวงศ์ ซึ่งชีวิตเขาได้เปลี่ยนไปอย่างหน้ามือเป็นหลังมือ จากที่เคยเป็นวิศวกรกลับมาเป็นนักการเงินเต็มตัว เพราะเผลอไปเขียนใบสมัครงานไว้ที่ บลจ. วรรณ อินเวสเม้นท์ หลังจากเรียนจบศศินทร์ เพราะเห็นว่าบริษัทนี้มีกิตติรัตน์ ณ ระนอง ซึ่งเป็นรุ่นพี่ศศินทร์เป็นกรรมการผู้จัดการ

โดยหารู้ไม่ว่าขณะนั้น Government of Singapore Investment Corporation : GIC จากประเทศสิงคโปร์ กำลังต้องการขยาย ตลาด โดยหาผู้จัดการกองทุนที่เป็นชาวต่างชาติได้มาฝากใบสมัครไว้ที่ บลจ.วรรณ อิน เวสเม้นท์ เขาจึงได้ไปทำงานเป็นผู้จัดการ กองทุนให้กับ GIC ที่สิงคโปร์ โดยที่ไม่รู้เนื้อรู้ตัวมาก่อน

"ตอนไปเขียนใบสมัครผมก็สงสัยตั้งแต่แรกแล้วว่าทำไมใบสมัครงานของ บลจ. วรรณ ถึงต้องมีภาษาจีนด้วย มารู้ทีหลังเขาก็รับเราเข้าทำงานแล้ว"

การสร้างเครือข่ายให้แข็งแกร่งถือเป็น สิ่งที่ศิษย์เก่าศศินทร์ทุกคนตระหนัก ในยุคที่ชาญเป็นนายกสมาคมศิษย์เก่า เขาจึงมีแนวคิด ที่จะสร้างสัญลักษณ์บางอย่างที่แสดงตัวตนของ คนที่เป็นศิษย์เก่าศศินทร์

สมาคมศิษย์เก่าศศินทร์ในยุคของเขาจึงได้ออกบัตรเครดิต SAA Card (Sasin Alumni Association Card) ขึ้น โดยมีบริษัทเงินทุนเอไอจี ไฟแนนซ์ ที่ขณะนั้นมีชัยวัฒน์ อุทัยวรรณ์ เป็นกรรมการผู้จัดการสถาบันการเงินผู้ออกบัตร

ชัยวัฒน์เป็นศิษย์เก่าศศินทร์หลักสูตร MM (ปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็น EMBA) รุ่น 3 ที่ได้ให้ความร่วมมือกับชาญในโครงการนี้อย่างเต็มที่

สำหรับหลักสูตร EMBA รุ่น 3 ที่ชัยวัฒน์เรียนนั้น มีสันติ วิลาสศักดานนท์ ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยคนปัจจุบันเป็นเพื่อนร่วมชั้นเรียนอยู่ด้วย

การออกบัตรเครดิต SAA เป็นแนวคิดของกลุ่มทำงานวิจัยของศิษย์เก่า ที่ระบุว่าน่าจะมีสัญลักษณ์บางอย่างที่เป็นเสมือนไอดี การ์ด และเป็นกิจกรรมที่แสดงให้เห็นถึงความเป็นกลุ่ม เป็นก้อน ที่สำคัญยังได้ฐานข้อมูลของของบรรดาศิษย์เก่าที่มีอยู่ในขณะนั้น

ชาญยอมรับว่าในฐานะที่เป็นนักศึกษา รุ่นที่ 2 ในด้านของ connection หรือ network เขาได้รับเต็มที่ โดยเฉพาะนักศึกษา ที่เรียนระหว่างปี 2526-2530 ล้วนรู้จักกันค่อนข้างมาก แม้จะเรียนจบกันไปแล้วก็ตาม แต่ยังได้มีโอกาสพบเจอกัน คุยกัน เพื่อมองหาโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ เพราะในยุคนั้นเศรษฐกิจกำลังขยายตัว

"ตอนนั้นก็มีการยกหูคุยกัน มันเร็วกว่า จบรุ่นไหน คุยกันทั้งเรื่องส่วนตัวและเรื่องธุรกิจ เพราะเราเรียนมาเหมือนกัน จึงรู้ว่างานเป็นอย่างไร ไม่ต้องอธิบาย ทำให้การ ทำธุรกิจ การพัฒนากลยุทธ์ได้เร็ว ถ้าอันไหน ไม่เวิร์ก ก็บอกว่าไม่เวิร์ก ไม่ต้องดูท่ากันเยอะ คุยกันง่ายและสบายใจ"

ขณะที่ชัยวัฒน์ อุทัยวรรณ์ ซึ่งปัจจุบัน เป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารนครหลวงไทย ยอมรับ ว่าในสังคมไทย การมีเครือข่ายที่กว้างขวางเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการทำธุรกิจ

"ต้องยอมรับว่าเราอยู่คนเดียวในโลกไม่ได้ ผมทำงานธนาคาร ผมไม่ได้คุยกับคนที่ทำงานธนาคารด้วยกันเพียงอย่างเดียว แต่ผมต้องติดต่อกระทรวงการคลัง ต้องติดต่อตลาดหลักทรัพย์ฯ ต้องคุยกับนักธุรกิจที่เป็นลูกค้า หรือนักธุรกิจที่เป็นพันธมิตรกันด้วย"

ชัยวัฒน์บอกว่าปัจจุบันศิษย์เก่าศศินทร์ ที่มีอยู่ทั้งหมด 5,100 คน ได้กระจายออกไปอยู่หลากหลายวงการ และส่วนใหญ่เป็นคนที่ประสบความสำเร็จแล้วในวงการนั้น จึงมีส่วนสำคัญที่ช่วยให้การประสานงานในด้านต่างๆ ราบรื่นขึ้น นอกเหนือจากการช่วยเหลือ ในแง่การให้แนวคิดในการทำงาน หรือให้คำแนะนำซึ่งกันและกัน

ในยุคที่ชาญเป็นนายกสมาคม นอก จากการออกบัตรเครดิต SAA Card แล้ว เขา ยังได้เริ่มต้นพัฒนาฐานข้อมูลศิษย์เก่า ให้ สามารถเข้าถึงศิษย์เก่าทั้งหมด เพราะที่ผ่านมา กิจกรรมต่างๆ ที่สมาคมศิษย์เก่าศศินทร์จัดขึ้นนั้น จะยังมีศิษย์เก่าเข้าร่วมด้วยไม่มากนัก หรือมีเพียง 10% ของศิษย์เก่าทั้งหมด

ชาญแบ่งศิษย์เก่าศศินทร์ออกเป็น 3 กลุ่ม กลุ่มแรกคือกลุ่มที่เข้าร่วมกิจกรรมเป็นประจำ กลุ่มที่ 2 คือกลุ่มที่มาบ้าง ไม่มาบ้าง และกลุ่มที่ 3 คือพวกที่หลังจากเรียนจบแล้ว เงียบหายไปจากวงการเลย

ดังนั้นภารกิจในยุคของเขา จึงต้องการเน้นให้กลุ่มที่ 2 และ 3 เข้ามามีส่วนร่วมกับกิจกรรมที่สมาคมจัดให้มากขึ้น

กิจกรรมที่จัดขึ้นจึงมีหลายรูปแบบ มีทั้งไลฟ์สไตล์เป็นการพบปะกันแบบผ่อนคลาย มีครอบครัวมารู้จักกัน แม้กระทั่งจัดงานสัมมนาเพื่อเสริมความรู้ให้กับบรรดาศิษย์เก่า

"บทบาทหลักของสมาคมศิษย์เก่ามี 3 สิ่ง คือ การสร้างศศินทร์ให้มีชื่อเสียง สร้างความ ผูกพัน และเชื่อมโยงเครือข่ายให้มีการเรียนรู้ตลอดชีวิต"

แนวคิดของชาญได้รับการสานต่ออย่างเป็นระบบ หลังจากอดิศร เสริมชัยวงศ์ เข้ามารับตำแหน่งนายกสมาคมศิษย์เก่าในปีนี้โดยเฉพาะการเปิดตัวให้เครือข่ายศิษย์เก่าศศินทร์เป็นที่รู้จักของสาธารณชนมากขึ้น และเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมในกิจกรรมของศศินทร์เพิ่มมากขึ้น ที่สำคัญคือการให้ศิษย์เก่าได้มีโอกาสเข้าไปช่วยเหลือแนะแนวทางการทำงานให้กับศิษย์ที่กำลังศึกษาอยู่ในปัจจุบัน

"สมาคมฯ จะใช้สายสัมพันธ์และประสบการณ์ของศิษย์เก่าให้เป็นประโยชน์มากที่สุด" อดิศรบอก

โครงการ Mentor ถือเป็นโครงการหนึ่งที่เกิดขึ้นในยุคนี้ โดยศิษย์เก่าจะทำหน้าที่ เป็นเสมือน "พี่เลี้ยง" ให้กับศิษย์ปัจจุบันเริ่มต้นจากกรรมการสมาคมศิษย์เก่า 1 คน จะเป็นพี่เลี้ยงให้กับศิษย์ปัจจุบัน 8-10 คน โดยจัดให้มีการพบปะกัน 1 ครั้งภายใน 2 เดือน เพื่อให้มาพูดคุย กินข้าว มีการซักถาม สิ่งที่พบเจอในห้องเรียน รวมไปถึงประสบ การณ์การทำงานจริงๆ ว่าพบปัญหาอย่างไร

"เป็นการแลกเปลี่ยนกับเด็ก เด็กจะได้รับประสบการณ์จริงๆ ว่าเป็นอย่างไร เช่น บางคนอยากเป็นเจ้าของกิจการ ทุกคนบอกว่าไม่รู้หรอกว่าอยากมีกิจการนั้นมันยากแค่ไหน ก็ได้ถามรุ่นพี่ที่เป็นเจ้าของกิจการว่าต้องทำอย่างไร ใช้อะไร ต้องเรียนอะไรเป็นพิเศษ ต้องค้นคว้าอะไร ไปแล้วเจอปัญหาอะไร"

อดิศรให้มุมมองไว้อย่างน่าสนใจว่า การเรียน MBA เป็นการเรียนอีกระดับหนึ่ง เป็นการเรียนที่ควรสามารถนำไปใช้ในชีวิตจริงได้หลังเรียนจบ ไม่เหมือนระดับปริญญาตรี ซึ่งเรียนเพื่อปรับพื้นฐาน เมื่อออกไปทำงานต้องไปหาประสบการณ์ในชีวิตจริงอีก 2-3 ปี จึงจะทำงานเป็น แต่ MBA มีวัตถุประสงค์เพื่อจะหาเครื่องมือที่สามารถใช้ได้จริงๆ ในการทำธุรกิจ

นอกเหนือจากแนวคิดโครงการ Mentor แล้ว สมาคมศิษย์เก่าในยุคนี้ยังมีแนวคิดที่จะให้ศิษย์ปัจจุบันมีโอกาสได้เรียนรู้ case study ที่เกิดขึ้นจริงในองค์กรของศิษย์เก่า เพื่อรับรู้และสัมผัสชีวิตธุรกิจที่แท้จริง เป็นอย่างไร ควบคู่ไปกับการเรียนในตำรา หรือ case study จากต่างประเทศ

บลจ.ไทยพาณิชย์ได้นำร่องเปิดโอกาส ให้นักศึกษาปัจจุบันเข้าไปทำ case study เมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา แต่ยอมรับว่ายังเป็นเคสเล็กๆ แต่ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่จะขยายต่อไปในอนาคต

ความได้เปรียบของศศินทร์ที่มีอาจารย์ ทั้งไทยและต่างชาติซึ่งมาจากเคลล็อกก์และวาร์ตัน มีองค์ความรู้และงานวิจัยใหม่มาต่อ ท่อถ่ายทอดผ่านศิษย์เก่าศศินทร์ เพื่อเชื่อมโยง ความรู้ไปสู่ภาคธุรกิจในภาพกว้าง เป็นอีกแผนงานหนึ่งที่สมาคมจะทำต่อไป

ที่ผ่านมาสมาคมศิษย์เก่าในยุคของอดิศรได้เชิญวิทยากรมาพูดถึงกระแสความเปลี่ยนแปลงต่างๆ ที่กำลังเกิดขึ้นในการทำธุรกิจ อาทิ การทำ Digital Marketing เรื่อง กฎหมายนอมินี ฯลฯ

"การสร้างสายสัมพันธ์เพื่อให้สามารถ ช่วยเหลือเกื้อกูลกันได้ การที่จะเลือกช่วยเพื่อน สนับสนุนคนที่รู้จัก ไม่ใช่เรื่องแปลกแต่ต้องอยู่ ในระดับที่เหมาะสมในกรอบที่ถูกต้อง คุณจะ เลือกเพื่อนหรือเลือกคนที่ไม่รู้จัก ในการทำงาน อะไรก็ได้ ตรงนี้ก็เป็นอีกหน้าที่หนึ่งที่สร้างคอนเนกชั่นให้เข้มแข็งมากขึ้น แม้แต่ผมกับพี่ติ๊ก พี่อู๋ อยู่ในอุตสาหกรรมเดียวกัน เป็นคู่แข่งกัน แต่มีเวลาว่างๆ ก็กินข้าว แชร์ไอเดีย กัน พูดคุยหารือกัน แชร์ข้อมูลกันบ้าง ก็ประโยชน์กับลูกค้าต่อภาพรวม และสามารถ สร้างธุรกิจให้เข้มแข็ง"

"พี่ติ๊ก" ที่อดิสรกล่าวถึงคือโชติกา สวนานนท์ กรรมการผู้จัดการ บลจ.ทหารไทย ส่วน "พี่อู๋" คือฉัตรพี ตันติเฉลิม กรรมการผู้จัดการ บลจ.กรุงศรีอยุธยา

เครือข่ายศศินทร์ ซึ่งเริ่มขยายวงกว้าง และเพิ่มบทบาทขึ้นมาเรื่อยๆ จนครบวงจรอย่างเป็นรูปธรรมในปัจจุบันแล้ว กล่าวคือ

เป็นสถาบันการศึกษาที่มีหลักสูตรและ เครือข่ายพันธมิตรที่เข้มแข็ง สามารถสร้างศิษย์เก่าออกไปสร้างชื่อเสียงจนเป็นที่ยอมรับ และสามารถเป็นต้นแบบดึงดูดเด็กรุ่นใหม่ให้อยากเข้าไปเรียนบ้าง รวมทั้งเครือข่ายศิษย์เก่า ที่เริ่มมีส่วนในการคัดเลือก หรือแนะนำเด็กรุ่นใหม่บางคนให้เข้ามาเรียน ตลอดจนมีส่วน สำคัญในการแสดงความเห็นต่อหลักสูตร วิธีการเรียนการสอนให้ทันสมัย ตรงกับความต้องการของภาคธุรกิจในปัจจุบัน

ศศินทร์ถือเป็นเครือข่ายธุรกิจที่ทรงพลังเครือข่ายหนึ่งที่น่าจับตาเป็นอย่างยิ่ง!!!   




 








upcoming issue

จากโต๊ะบรรณาธิการ
past issue
reader's guide


 



home | today's news | magazine | columnist | photo galleries | book & idea
resources | correspondent | advertise with us | contact us

Creative Commons License
ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย