Search Resources
 
Login เข้าระบบ
สมัครสมาชิกฟรี
ลืมรหัสผ่าน
 
  homenewsmagazinecolumnistbooks & ideaphoto galleriesresources50 managermanager 100join us  
 
 


bulletToday's News
bullet Cover Story
bullet New & Trend

bullet Indochina Vision
bullet2 GMS in Law
bullet2 Mekhong Stream

bullet Special Report

bullet World Monitor
bullet2 on globalization

bullet Beyond Green
bullet2 Eco Life
bullet2 Think Urban
bullet2 Green Mirror
bullet2 Green Mind
bullet2 Green Side
bullet2 Green Enterprise

bullet Entrepreneurship
bullet2 SMEs
bullet2 An Oak by the window
bullet2 IT
bullet2 Marketing Click
bullet2 Money
bullet2 Entrepreneur
bullet2 C-through CG
bullet2 Environment
bullet2 Investment
bullet2 Marketing
bullet2 Corporate Innovation
bullet2 Strategising Development
bullet2 Trading Edge
bullet2 iTech 360°
bullet2 AEC Focus

bullet Manager Leisure
bullet2 Life
bullet2 Order by Jude

bullet The Last page


ตีพิมพ์ใน นิตยสารผู้จัดการ
ฉบับ พฤศจิกายน 2550








 
นิตยสารผู้จัดการ พฤศจิกายน 2550
Ankur Kala ความหวังที่งอกงาม             
โดย ติฟาฮา มุกตาร์
 


   
search resources

Social
Ankur Kala




เก้าโมงเช้า ในห้องบนชั้นสองของตึกแถวคูหาเล็ก ผู้หญิงต่างวัย ศาสนาและปูมหลังความเป็นมา นั่งล้อมวงภาวนาต่อหน้าเทียนเล่มเล็กและพานดอกไม้ เสียงภาวนาสลับเปลี่ยนจากเบงกาลีเป็นอังกฤษ จากบทสวดมนต์เป็นท่วงทำนองเพลง ซึ่งถ้อยคำสรรเสริญในน้ำพระทัยของพระผู้เป็นเจ้าผู้เป็นหนึ่งเดียว ที่ประทานชีวิตและความเข้มแข็งแก่พวกเธอ โดยไม่เลือกว่าเป็นคริสต์ ฮินดู หรือมุสลิม หลังการภาวนาพวกเธอเงยหน้าขึ้นทักทายกัน ราวจะขอบคุณและให้กำลังใจสำหรับวันใหม่ที่พวกเธอจะเริ่มต้นด้วยกัน

นั่นคือกิจวัตรแรกของวันใน Ankur Kala องค์กรเล็กๆ ที่มุ่งมั่นกับการสร้างความเข้มแข็งให้กับผู้หญิงมาตลอด 25 ปี คำว่าอังกูร์ กาลา แปลตรงตามคำได้ว่าเมล็ดพันธุ์ แห่งศิลปะ แต่โดยนัยแล้วหมายถึงเมล็ดพันธุ์ แห่งความหวัง ที่เริ่มต้นจากกลุ่มผู้หญิง 5 คน ที่มีฝีมือในศิลปะผ้าบาติก ความเข้มแข็งผนวกกับฝีมือของพวกเธอ ได้แตกยอด หยั่งราก และเป็นร่มเงาให้ผู้หญิงอีกกว่า 1,500 คน จากชุมชนแออัดทั่วทั้งกัลกัตตาได้ยืนบนลำแข้งของตนเอง

เมล็ดพันธุ์ชื่ออังกูร์ กาลา ถือกำเนิดขึ้นในปี 1982 ด้วยความตั้งใจของผู้หญิงจาก ครอบครัวชนชั้นกลางชาวคาทอลิก ชื่อแอนนี่ โจเซฟ นับแต่เด็กแอนนี่ใกล้ชิดและได้รับแรงบันดาลใจจากการอุทิศตนเพื่อคนยากไร้ของแม่ชีเทเรซา แห่ง Mission of Charity ด้วยพ่อแม่ของเธอยกพื้นที่บ้านบางส่วนให้แม่ชีเทเรซาเปิดเป็น Shishu Bhavan หรือศูนย์ดูแลและโรงเรียนเด็กเล็กแห่งแรก ตั้งแต่ปี 1960 ต่อมาเมื่อชิชูภาวันขยายตัวและขยับขยายไปเปิดศูนย์ในบริเวณใกล้เคียง แอนนี่และน้องสาวก็ยังติดตามไปช่วยงานเป็นอาสาสมัครอยู่เสมอ

บุคคลอีกผู้หนึ่งซึ่งเป็นแรงบันดาลใจสำคัญสำหรับแอนนี่ คือ Father Roger of Taize ซึ่งพาทีมคนหนุ่มสาวราว 30 คน มาใช้ชีวิตและทำงานเป็นเวลาหนึ่งเดือน เพื่อช่วยเหลือคนยากจนในชุมชนแออัดของกัลกัตตา เมืองหลวงของรัฐเบงกอลตะวันตก ต่อมาแอนนี่ได้รับเชิญให้ไปใช้ชีวิตในชุมชนชาวคาทอลิกที่เมืองเทซ ประเทศฝรั่งเศส เป็นเวลาหกเดือน ทั้งเดินทางร่วมกับคนหนุ่ม สาวจากนานาประเทศ ไปเยือนหลายประเทศ ในยุโรป ฮ่องกง แอฟริกา รวมทั้งประเทศไทย

"ประสบการณ์ครั้งนั้นเปลี่ยนโลกทัศน์ ของฉันโดยสิ้นเชิง การได้ไปเห็นมาตรฐานชีวิตที่ดีของผู้คนในประเทศอื่นๆ แล้วกลับมาเห็นคนยากคนจนที่นอนอยู่ตามข้างถนนในกัลกัตตา ทำให้ฉันรู้สึกช็อก ตาสว่าง และ ถามตัวเองว่าฉันจะช่วยเหลือพวกเขาได้อย่างไรบ้าง"

แอนนี่ ซึ่งขณะนั้นกำลังเรียนปริญญาโท สาขาวรรณคดีอังกฤษ ตัดสินใจลาออก และหันไปเรียนด้าน Social Work ที่ Tata Institute of Social Science เมืองมุมไบ หลังจบเธอกลับมาฝึกงานเป็นอาสาสมัครกับ Seva Sangh Samiti องค์กรที่ทำงานเพื่อยกระดับชีวิตของคนยากจนในปิลคานา สลัม แห่งใหญ่ที่สุดในกัลกัตตา เป็นเวลาหนึ่งปี

ในขณะที่องค์กรพัฒนาเอกชนส่วนใหญ่สมัยนั้น ทำงานช่วยเหลือคนยากจนในลักษณะการสงเคราะห์ด้วยเงินทุนที่ได้จากการบริจาคเป็นหลัก แอนนี่กลับเห็นว่านั่นไม่ใช่การช่วยเหลือที่ยั่งยืน เธอจึงริเริ่มโครงการหารายได้เพื่อการพึ่งตนเองกับกลุ่มผู้หญิง ในชุมชนแออัดเขตเฮาราห์ ซึ่งมีฝีมือในการทำผ้าบาติก "พวกเขาฝีมือดี แต่ไม่มีความรู้ทำแล้วจะขายอย่างไร ตอนนั้นฉันคิดแต่ว่า ทำอย่างไรจะช่วยให้พวกเขามีรายได้ เพราะในอินเดียถ้าคุณจน ถ้าคุณเป็นผู้หญิง ชีวิตถ้าไม่ลงเอยด้วยการขอทานตามข้างถนน ก็ต้องไปขายตัว"

ด้วยเงินกู้ยืมจากกองทุน Seva Sangh Samiti จำนวน 900 รูปี แอนนี่และกลุ่มหญิง ทั้งห้าเริ่มผลิตผลิตภัณฑ์ผ้าบาติกพร้อมกับหาช่องทางขาย และนั่นคือจุดเริ่มต้นของอังกูร์ กาลา ไม่ช้าพวกเขาก็เริ่มยืนได้ด้วยตัวเอง ทั้ง เริ่มมีผู้หญิงด้อยโอกาสจากที่ต่างๆ เข้ามารับการอบรมและร่วมทีมมากขึ้น จากงานบาติก พวกเขาขยายสายงานไปสู่การตัดเย็บ การทำผลิตภัณฑ์อาหารบรรจุขวด และรับทำ อาหารนอกสถานที่ ซึ่งล้วนแต่เป็นงานที่ผู้หญิง และแม่บ้านเก่งอยู่โดยธรรมชาติ

หลังดำเนินงานมาได้แปดปี อังกูร์ กาลาเริ่มมองเห็นว่า ในสังคมอินเดียที่ผู้หญิงยังด้อยโอกาสและมีสถานภาพเป็นรองจากผู้ชายในทุกแง่มุม การช่วยเหลือให้ผู้หญิงมีทักษะและหารายได้ได้เอง หากไม่มีการเสริม กำลังและความเชื่อมั่นในตัวเองเท่าที่ควร สุดท้ายผู้หญิงก็จะถูกมองเป็นเพียงแรงงานที่นำเงินเข้าบ้านแต่ถูกเอารัดเอาเปรียบ หรือข่มเหงจากสมาชิกในครอบครัวไม่ต่างไปจากเดิม นับจากปี 1990 อังกูร์ กาลา จึงหันมายึดหลักการอบรมแบบองค์รวม ที่จะเสริมกำลังแก่ผู้หญิงทั้งด้านทักษะวิชาชีพและด้านจิตใจ โดยมีคติขององค์กรที่ผู้หญิงทุกคนจำขึ้นใจว่า

มิใช่ด้วยการสงเคราะห์ มิใช่จากความ สงสาร

แต่จากการทำงานหนัก สัตย์ซื่อ และถือในความดี

เราจักต่อสู้เพื่อศักดิ์ศรีในตน

ทุกวันนี้โปรแกรมการอบรมระยะเวลา 2 ปี ของอังกูร์ กาลา ประกอบด้วยการอบรม ทักษะวิชาชีพ การสอนอ่านเขียนและคิดเลข การขายและการจัดการ ที่จะสอนในเรื่องระบบบิล บัญชี การคำนวณต้นทุนกำไร และ การฝึกทักษะการเป็นผู้นำ

ผู้หญิงที่เข้ารับการอบรมนั้นมาจากครอบครัวยากจนในเขตสลัมทั่วกรุงกัลกัตตา จำนวนไม่น้อยเป็น Single mom ที่หย่าร้างกับสามีเนื่องจากปัญหาความรุนแรงในครอบครัว หรือสามีติดเหล้า บางส่วนเป็นเด็กสาวที่ไม่มีโอกาสเรียนหนังสือ

หลังจบการอบรม ผู้หญิงมีสิทธิ์เลือกที่จะเป็นทีมผลิต ทีมขาย หรือเป็น job worker โดยรับงานไปทำอยู่กับบ้าน เพื่อจะได้มีโอกาสดูแลครอบครัว ส่วนคนที่มีประสบ การณ์มากพอและอยากเปิดกิจการของตนเอง ก็สามารถกู้ยืมทุนตั้งต้นไปเปิดร้าน โดยในช่วงแรกอังกูร์ กาลา อาจช่วยในลักษณะของการสั่งของ หรือหาลูกค้าให้

สำหรับการอบรมสมาชิกใหม่และการผลิตสินค้า จะทำในห้องแถวคูหาเล็กๆ ย่านปาร์กสตรีท กลางเมืองกัลกัตตานั่นเอง โดยชั้นล่างเป็นแผนกอาหาร ห้องหนึ่งเป็นหน่วยผลิตอาหารบรรจุขวดอย่างแยม น้ำผลไม้ ผักดอง น้ำพริกพื้นบ้านอินเดียสูตรต่างๆ ถัดมาเป็นห้องครัวที่รับสั่งทำอาหารกล่อง และอาหารสำหรับงานจัดเลี้ยงนอกสถานที่

"ผู้หญิงของเราเป็นแม่บ้านอยู่โดยพื้น ฉะนั้นเราเชี่ยวชาญอาหารทุกเมนู อย่างผู้หญิง มุสลิมเขาก็เก่งเรื่องแกงแพะ หรือข้าวหมก ส่วนแม่บ้านจากครอบครัวฮินดูก็ถนัดพวกแกงผัก แกงปลา แถมยังทำของหวานเก่ง และเรามีผู้หญิงจากทางใต้ ถ้าลูกค้าอยากได้จานเด็ดของทางใต้มาเสริมเราก็มีให้เลือก" แอนนี่พาชมครัวพร้อมเล่าน้ำเสียงภาคภูมิใจ

ส่วนชั้นสองแบ่งซอยเป็นห้องทำงานเล็กๆ จากห้องที่สอนทักษะการเขียนสี ห้องทำบาติก และห้องตัดเย็บ ซึ่งมีกระเป๋า เสื้อผ้า และของใช้ของแต่งบ้านทำจากผ้าบาติกหลาก แบบและสีสันแขวนอยู่ ส่วนที่ระเบียงด้านหนึ่ง เป็นที่สำหรับทำซิลค์สกรีน ซึ่งผลงานของพวกเธอมีทั้งบัตรอวยพร กระดาษและซองจดหมาย รวมถึงฉลากและกล่องใส่อาหารที่เป็นผลิตภัณฑ์ของอังกูร์ กาลา

สำหรับการขาย มีทั้งระบบขายตรงซึ่งทีมขายจะไปเดินขายตามชุมชน การออกร้านช่วงสั้นตามสถานศึกษาและเทศกาลต่างๆ และโชว์รูมที่ตั้งอยู่บนถนนถัดไป ส่วนเรื่องค่าแรงและรายได้นั้น อังกูร์ กาลา ยึดในหลัก การของ International Fair Trade Act อย่างเหนียวแน่น

สุมิตรา สมาชิกคนหนึ่งเล่าว่า "ในชีวิต ฉันไม่เคยจับปากกาเลย ตอนมาใหม่ๆ เวลาเซ็นชื่อฉันต้องใช้ประทับหัวแม่มือ แต่ตอนนี้ฉันทำงานฝีมือได้ คิดบัญชีเป็น และมีบัญชีเงินฝากของตัวเองแล้วด้วย" พร้อมกับเสริมถึงความเปลี่ยนแปลงที่เห็นในตัวเพื่อนสมาชิก หลายคนว่า "ส่วนใหญ่เรามาจากครอบครัวหัวเก่า ที่ผู้หญิงไม่มีโอกาสยืนด้วยตัวเอง บางคนแค่ให้ไปตลาดคนเดียวยังไม่กล้า เพราะ ถูกฝังหัวว่าผู้หญิงไม่ควรออกไปไหนมาไหนคนเดียว ช่วงแรกที่นี่จะใช้ระบบพี่เลี้ยงพาออกไป แต่เดี๋ยวนี้อย่าว่าแต่ไปตลาด เรากล้า ที่จะออกไปขายของเอง หรือไปคุมร้านเวลามีงานออกร้าน"

ในตอนท้าย แอนนี่ โจเซฟ เสริมถึงปรัชญาสำคัญของอังกูร์ กาลา ว่า ขณะที่พยายามเสริมกำลังให้ผู้หญิงเชื่อมั่นและภาคภูมิใจในตัวเอง ยังเน้นถึงความสมถะและถ่อมตนไปพร้อมกัน "จากประสบการณ์ที่เห็น องค์กรหลายแห่งซึ่งล้วนแต่ทำงานดีๆ เพื่อสังคม แต่พอเริ่มแข็งแรงมั่นคงและมีเงินทุนช่วยเหลือเข้ามามากๆ พวกเขาก็ลืมสิ่งที่เป็นความตั้งใจเริ่มแรก และเราไม่อยากที่จะเป็นอย่างนั้น"

ทุกวันนี้ นอกจากจะแข็งขันกับกิจกรรม ของตนเอง ผู้หญิงของอังกูร์ กาลา ยังมีการจัดทีมออกไปเยี่ยมและช่วยงานขององค์กรเพื่อนอื่นๆ ในลักษณะแรงงานงานอาสาสมัคร ที่มอบแรงงานให้แทนความรัก

และทุกเดือน จะมีวันหนึ่งที่สมาชิกทั้งหมดจะกินอาหารกลางวันร่วมกัน ซึ่งอาหาร มื้อนั้นจะมีเพียงข้าวและเกลือ เพื่อระลึกว่าทั่วโลกยังมีผู้ตกทุกข์และหิวโหยอีกมาก

อังกูร์ กาลา ถือกำเนิดขึ้นจากคำถาม ในใจของผู้หญิงคนหนึ่ง ว่าเธอจะสามารถช่วยเหลือผู้อื่นอย่างไรได้บ้าง วันนี้คำถามนั้น ดูจะงอกงามและต่อยอดความหวังไปสู่ใจผู้คนอีกมากมาย   




 








upcoming issue

จากโต๊ะบรรณาธิการ
past issue
reader's guide


 



home | today's news | magazine | columnist | photo galleries | book & idea
resources | correspondent | advertise with us | contact us

Creative Commons License
ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย