Search Resources
 
Login เข้าระบบ
สมัครสมาชิกฟรี
ลืมรหัสผ่าน
 
  homenewsmagazinecolumnistbooks & ideaphoto galleriesresources50 managermanager 100join us  
 
 


bulletToday's News
bullet Cover Story
bullet New & Trend

bullet Indochina Vision
bullet2 GMS in Law
bullet2 Mekhong Stream

bullet Special Report

bullet World Monitor
bullet2 on globalization

bullet Beyond Green
bullet2 Eco Life
bullet2 Think Urban
bullet2 Green Mirror
bullet2 Green Mind
bullet2 Green Side
bullet2 Green Enterprise

bullet Entrepreneurship
bullet2 SMEs
bullet2 An Oak by the window
bullet2 IT
bullet2 Marketing Click
bullet2 Money
bullet2 Entrepreneur
bullet2 C-through CG
bullet2 Environment
bullet2 Investment
bullet2 Marketing
bullet2 Corporate Innovation
bullet2 Strategising Development
bullet2 Trading Edge
bullet2 iTech 360°
bullet2 AEC Focus

bullet Manager Leisure
bullet2 Life
bullet2 Order by Jude

bullet The Last page


ตีพิมพ์ใน นิตยสารผู้จัดการ
ฉบับ กันยายน 2535








 
นิตยสารผู้จัดการ กันยายน 2535
"กำไรงามยังรอข้างหน้า"             
 

   
related stories

"เมื่อเวียดนามเปิดตลาดชิปปิ้ง"
"ทำธุรกิจชิปปิ้งต้องมีศิลปะ"
"การรอคอยและการติดสนบนในพนมเปญ"

   
search resources

Transportation
Vietnam
Singapore




ธุรกิจขนส่งสินค้าทางเรือหรือชิปปิ้งในเส้นทางระหว่างสิงคโปร์กับโฮจิมินห์ ซิตี ในปัจจุบันนั้นหาใช่ธุรกิจทำกำไรงามอย่างในอดีตอีกแล้ว เนื่องจากมีการแข่งขันกันตัดราคาอย่างหนักหน่วง

ทว่า ผู้ประกอบการอีกจำนวนไม่น้อยก็ยังดาหน้าเข้าสู่ธุรกิจแขนงนี้ ด้วยหวังว่าสักวันหนึ่งแสงเรืองรอง ณ ขอบฟ้า ธุรกิจจะปรากฏอีกครั้งที่ตลาดอินโดจีน

ตัวอย่างแรกก็คือ "NEPTUNE ORIENT LINES" หรือ NOL ซึ่งเป็นกิจการชิปปิ้งของสิงคโปร์ เดือนเมษายนที่ผ่านมา NOL ได้ตกลงร่วมทุนสัดส่วน 60:40 กับ "VIETFRACHT" แห่งเวียดนามเพื่อก่อตั้งบริษัท "CENTENARY SHIPPING" โดยมีฐานในสิงคโปร์

ทั้งที่ปัจจุบัน NOL มีธุรกิจชิปปิ้งอยู่แล้วในทั่วโลกมีเรือคอนเทนเนอร์ 23 ลำ ที่มีขีดความจุสินค้ารวมถึง 35,417 ทีอียู และมีเรือคอนเทนเนอร์ "TANAG AIR" ประจำในเส้นทางเดินเรือสินค้าระหว่างสิงคโปร์-โฮจิมินห์ ซีตี อยู่แล้ว

การร่วมทุนครั้งใหม่นี้จึงเท่ากับว่า NOL คาดหมายอนาคตธุรกิจในเส้นทางระหว่างสิงคโปร์และเวียดนามว่า จะต้องเติบโตต่อไปอีกมากนั่นเอง

ข้อยืนยันอีกประการหนึ่งก็คือ การที่ NOL มีแผนการเข้าไปลงทุนทางด้านรถบรรทุกสินค้าและคลังสินค้าเพิ่มเติมในเวียดนามด้วยนั่นเอง

ทุกวันนี้ผู้ประกอบธุรกิจชิปปิ้งในเส้นทางระหว่างสิงคโปร์กับโฮจิมินห์ ซิตี มีอยู่ด้วยกันหกหรือเจ็ดรายใหญ่ๆ โดยมีกิจการสัญชาติยุโรปซึ่งวางฐานไว้ในสิงคโปร์อยู่ก่อนแล้วรุกคืบเข้าสู่เวียดนามได้ก่อนคู่แข่ง

อาทิ "COMPAGNIE GENERALE MARITIME" ของฝรั่งเศส "EAC TRANSPORT" ซึ่งเป็นกิจการในเครือของกลุ่มอี๊สต์เชียติ๊ก ค. ของเดนมาร์ก และ "EAC SAIGON SHIPPING CO." ซึ่งเป็นกิจการร่วมทุนสัดส่วน 75:25 กับ "SAIGON SHIPPIHG CO." ของเวียดนาม

โดยรูปแบบของกิจการส่วนใหญ่ จะเป็นความร่วมมือในลักษณะพันธมิตร ทำข้อตกลงด้านบริการร่วมกันเอง หรือไม่ก็ร่วมทุนกับบริษัทเวียดนาม

เดือนเมษายนที่ผ่านมา กิจการชิปปิ้งร่วมทุนระหว่างไทยกับสิงคโปร์ที่ชื่อ "REGIONAL CONTAINERLINES" ก็ได้ร่วมมือกับ "GEMARTRANS" เปิดเส้นทางขนส่งสินค้าระหว่างสิงคโปร์กับโฮจิมินห์ ซิตี โดยใช้เรือคอนเทนเนอร์ "ราชภูม" เป็นพาหนะหลัก และมีแผนที่จะขยายข้อตกลงเกี่ยวกับการใช้เส้นทางร่วมกันในเส้นทางอื่นๆ เช่น กัมพูชา อีกด้วย

ส่วน "PACIFIC INTERNATIONAL LINES" (PIL) ของสิงคโปร์นั้น น่าจะจัดได้ว่าเป็นธุรกิจชิปปิ้งเอกชนรายใหญ่ที่สุดของเอเชียใต้ แต่กลับเลือกใช้วิธีการรุกสู่ตลาดเวียดนามด้วยการใช้บริการรวมกับกิจการชิปปิ้งอื่นๆ คือ "P&O CONTAINER" ของลอนดอน และ "STEAMER MARITIME HOLDINGS" แทนที่จะเข้าร่วมทุนกับกิจการของเวียดนามโดยตรง

นอกจากนั้นเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา PIL ยังได้ร่วมมือกับ "MALAYSIAN INTERNATIONAL SHIPPING CORP" (MISC) ให้บริการขนส่งสินค้าทางทะเลในเส้นทางเดียวกันนี้ด้วย อีกทั้งมีโครงการขยายเส้นทางเดินเรือสินค้าไปยังออสเตรเลียและกรุงเทพฯ ในอนาคต

การรุกเปิดเส้นทางเดินเรือขนส่งสินค้าของบริษัทชิปปิ้งดังกล่าวข้างต้น ส่งผลให้เกิดปัญหาติดตามมา กล่าวคือผู้ประกอบการมีจำนวนเพิ่มขึ้นจนเกินความต้องการใช้บริการจนถึงกับต้องแข่งขันกันตัดราคาค่าระวางขนส่ง เพื่อชิงลูกค้าอย่างอัตราค่าระวางสินค้าสำหรับตู้เก็บสินค้าขนาด 20 ฟุต ในเส้นทางระหว่างโฮจิมินห์ ซิตี และโฮจิมินห์ ซีตี้เมื่อราวหนึ่งปีครึ่งที่ผ่านมาจะตกราว 750 ดอลลาร์ แต่ขณะนี้กลับตกลงเหลือประมาณ 400 ล้านดอลลาร์เท่านั้น

อย่างไรก็ตามผู้ประกอบการในธุรกิจชิปปิ้งส่วนใหญ่ยังมุ่งหน้าสู่เวียดนามต่อไป ก็เพราะ "ผลประโยชน์ระยะยาว" อย่างที่แอนโธนี ชาน ผู้ช่วยผู้จัดการทั่วไปของพีไอแอลให้เหตุผลว่า "สิ่งสำคัญที่ต้องทำตอนนี้ก็คือสร้างฐานธุรกิจในเวียดนามให้ได้ก่อน เพื่อหาโอกาสแสวงผลประโยชน์ในอนาคตต่อไป"

และ "โอกาส" ที่ชานกล่าวถึงนั้นจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อเวียดนามสามารถก้าวขึ้นเป็นผู้ส่งออกสินค้าสำเร็จรูป หรือกึ่งสำเร็จรูปได้อย่างเต็มตัว ซึ่งชานคาดหมายว่าคงจะอีกราวสองปีข้างหน้า

ปัญหาสำคัญอีกประการหนึ่งสำหรับธุรกิจชิปปิ้งในเส้นทางนี้ก็คือ เรือสินค้าในเที่ยวจากสิงคโปร์สู่เวียดนามนั้นมักเป็นเรือเปล่า เนื่องจากไม่ค่อยมีสินค้าที่จะนำกลับมาจำหน่าย ผิดกับเที่ยวจากเวียดนามสู่สิงคโปร์ที่จะบรรทุกอาหารทะเลแช่แข็งเป็นหลัก ภาวะเช่นนี้ทำให้เกิดการสูญเสียค่าใช้จ่ายโดยเปล่าประโยชน์

เป็นที่คาดว่า การใช้บริการขนส่งสินค้าโดยบรรจุในตู้คอนเทนเนอร์ ในเส้นทางระหว่างสองประเทศนี้จะตกราว 500 ทีอียู ต่อสัปดาห์ โดยที่ "EAC SAIGON SHIPPING" และ "GEMARTRANS" เฉลี่ยส่วนแบ่งธุรกิจกันรายละ 20-25%

   




 








upcoming issue

จากโต๊ะบรรณาธิการ
past issue
reader's guide


 



home | today's news | magazine | columnist | photo galleries | book & idea
resources | correspondent | advertise with us | contact us

Creative Commons License
ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย