Search Resources
 
Login เข้าระบบ
สมัครสมาชิกฟรี
ลืมรหัสผ่าน
 
  homenewsmagazinecolumnistbooks & ideaphoto galleriesresources50 managermanager 100join us  
 
 


bulletToday's News
bullet Cover Story
bullet New & Trend

bullet Indochina Vision
bullet2 GMS in Law
bullet2 Mekhong Stream

bullet Special Report

bullet World Monitor
bullet2 on globalization

bullet Beyond Green
bullet2 Eco Life
bullet2 Think Urban
bullet2 Green Mirror
bullet2 Green Mind
bullet2 Green Side
bullet2 Green Enterprise

bullet Entrepreneurship
bullet2 SMEs
bullet2 An Oak by the window
bullet2 IT
bullet2 Marketing Click
bullet2 Money
bullet2 Entrepreneur
bullet2 C-through CG
bullet2 Environment
bullet2 Investment
bullet2 Marketing
bullet2 Corporate Innovation
bullet2 Strategising Development
bullet2 Trading Edge
bullet2 iTech 360°
bullet2 AEC Focus

bullet Manager Leisure
bullet2 Life
bullet2 Order by Jude

bullet The Last page


ตีพิมพ์ใน นิตยสารผู้จัดการ
ฉบับ มกราคม 2551








 
นิตยสารผู้จัดการ มกราคม 2551
ซานฟรานซิสโก ตอนที่ 1 : ภูมิประวัติศาสตร์แรกเริ่ม             
โดย มานิตา เข็มทอง
 





ไม่ว่าจะเป็นบทเพลง "I Left My Heart in San Francisco" ที่ขับร้องโดยคุณปู่ Tony Bennett หรือบทเพลง "San Francisco" ที่ขับร้องโดยคุณทวด Jeanette MacDonald ซึ่งเป็นเพลงประกอบภาพยนตร์เรื่อง "San Francisco" ที่เธอนำแสดงคู่กับพระเอกรุ่นบรมครู Clark Gable หรือบทเพลงรุ่นหลังอย่างเพลง "San Francisco Days" ของ Chris Isaak บทเพลง "San Francisco" ด้วยเสียงหวานๆ ของสาวน้อย Vanessa Carlton และอีกหลายบทเพลงที่ไม่ได้กล่าวถึงในที่นี้... แม้จะแตกต่างกันที่ท่วงทำนองและเนื้อร้อง แต่ทุกเพลงล้วนเป็นบทเพลงที่แสดงถึงมนตร์เสน่ห์ของเมืองซานฟรานซิสโกที่มีอยู่ในหัวใจของคนทุกรุ่นทุกสมัย

ซานฟรานซิสโก ขึ้นชื่อว่าเป็น "City by the Bay" ตั้งอยู่ริมชายฝั่งตะวันตกในมลรัฐแคลิฟอร์เนียของสหรัฐอเมริกา โอบล้อมด้วยผืนน้ำถึง 3 ด้าน ด้านตะวันตก ติดมหาสมุทรแปซิฟิกด้านตะวันออกติดอ่าวซานฟรานซิสโก ส่วนด้านเหนือติดช่องแคบโกลเด้นเกท เมืองซานฟรานซิสโกมีรูปร่างเกือบเหมือนสี่เหลี่ยมผืนผ้าขนาดเล็ก มีพื้นที่เพียง 121 ตารางกิโลเมตรเท่านั้น ทั้งยังขึ้นชื่อว่าเป็นเมืองเต็มไปด้วยเนินลาดชันกว่า 40 เนิน เนินที่สูงที่สุดคือ Mount Davidson ที่มีความสูงถึง 925 ฟุต

การที่มีลักษณะภูมิประเทศเช่นนี้ ทำให้สภาพอากาศแตกต่างกันในบางพื้นที่ แต่โดยรวมเป็นภูมิอากาศที่เย็นสบายๆ จนถูกขนานนามว่าเป็นเมืองติดแอร์ (The Air-Conditioned City) มีอุณหภูมิเฉลี่ยตลอดทั้งปีที่ประมาณ 15 องศาโดยอุณหภูมิสูงสุดอยู่ที่ประมาณ 20 องศาเซลเซียสไปถึงต่ำสุดเฉลี่ยประมาณ 7 องศา ซึ่งเป็นลักษณะภูมิอากาศคล้ายกับชายฝั่งเมดิเตอร์เรเนียนที่มีฤดูกาลหลักๆ 2 ฤดูคือ "wet" และ "dry" โดยประมาณเดือนพฤศจิกายนถึงเดือนมีนาคมเป็นช่วงที่มีปริมาณน้ำฝนมากที่สุดของปี

จากสภาพอากาศที่มีความชื้นสูงทำให้ "หมอก" กลายเป็นเอกลักษณ์เด่นของซานฟรานซิสโก ซึ่งช่วงหน้าร้อนหมอกจะหนามากในตอนเช้า ส่วนหน้าหนาวบางวันจะมีหมอกเกือบตลอดทั้งวัน ส่วนในเดือนอื่นๆ อากาศค่อนข้างสบาย เรียกได้ว่าเป็นเมืองที่สามารถมาเที่ยวได้ตลอดทั้งปี พื้นที่ซานฟรานซิสโกยังครอบคลุมเกาะเล็กเกาะน้อยอีก 19 เกาะ ได้แก่ เกาะ Alcatraz เกาะ Treasure เกาะ Yerba Buena และบางส่วนของเกาะ Alamenda เกาะ Angel และเกาะ Red rock เป็นต้น จากตัวเลขสำมะโนประชากรเมื่อปี 2000 ซานฟรานซิสโกมีประชากรประมาณ 776,733 คน

จากหลักฐานทางโบราณคดีจารึกว่า ชาว Ohlone (ออกเสียง โอ-โลน-อี หรือ oh-lone-ee) หมายถึง คนตะวันตก (Western People) เป็นชาวเนทีฟอเมริกัน (Native American) ชนเผ่าดั้งเดิมที่ตั้งรกรากอยู่บนผืนดินแถบตะวันตกของอเมริกา รวมทั้งซานฟรานซิสโกในปัจจุบัน เป็นเวลานานนับตั้งแต่ 3,000 ปีก่อนคริสตศักราช ก่อนที่กองทัพสเปนจะเข้ามารุกรานดินแดนในแถบนี้เมื่อปี 1769 อย่างบังเอิญที่ว่าบังเอิญนั้นเนื่องจากเป้าหมายแรกของสเปนอยู่ที่อ่าวมอนเทอเรย์ (Monterey bay) ต่อมาในปี 1776 สเปนเริ่มขยายอาณาจักรคาทอลิก ด้วยการสร้าง "Mission San Francisco de Asis" หรือ "Mission Dolores" ซึ่งตั้งชื่อตามนักบุญ St.Francis of Assisi ถือเป็นโบสถ์คาทอลิกแห่งที่หกในแคลิฟอร์เนีย จากที่มีทั้งหมด 21 แห่ง พร้อมกับสร้างหมู่บ้านรอบๆ เขตนั้นเพียงไม่กี่ปีต่อมา ดินแดนนี้เต็มไปด้วยมิชชันนารีผู้ออกปฏิบัติการสอนศาสนา แทรกแซงความเชื่อและประเพณีดั้งเดิมของชาวท้องถิ่น Ohlone ปัจจุบันมิชชั่นแห่งนี้กลายเป็นจุดท่องเที่ยวสำคัญที่เก่าแก่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของซานฟรานซิสโกที่ยังคงหลงเหลืออยู่

นอกจากนี้กองทัพสเปนยังสร้างเขต Presidio ที่อยู่ทางตอนใต้ของโกลเด้นเกท ให้เป็นที่ตั้งของฐานทัพด้วย โดยปัจจุบันเขตนี้กลายเป็นอุทยานแห่งชาติของสหรัฐฯ จากอาคารที่เคยเป็นที่พักของทหารผ่านศึก ปัจจุบันถูกบูรณะเป็นบ้านพักระดับหรู โดยพื้นที่ส่วนหนึ่งของอุทยานฯ มี George Lucas เป็นผู้ชนะการประมูล และสร้างเป็นอาณาจักร Lucus Film เป็นที่ตั้งของสำนักงานใหญ่บริษัท Industrial Light and Magic และบริษัท LucasArts

ในปี 1821 ดินแดนแห่งนี้เป็นอิสระจากสเปน แต่ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของเม็กซิโก นำโดยชาวอังกฤษสัญชาติเม็กซิกัน นามว่า William Richardson พร้อมด้วย Francisco de Haro ผู้พิพากษา คนแรก ประกาศก่อตั้งดินแดนแห่งนี้โดยให้ชื่อว่า "Yerba Buena" เป็นภาษาสเปน หมายถึง "สมุนไพรดี" (Good Herb) เป็นเหตุให้อาณาจักรอเมริกันเริ่มมีความสนใจในการ ครอบครองดินแดนแถบนี้จนก่อให้เกิดสงครามเม็กซิกัน-อเมริกัน และในวันที่ 7 กรกฎาคม 1846 นาวาเอกพิเศษ John D. Sloat นำกำลังนาวิกโยธินเข้ายึดครองแคลิฟอร์เนีย ประกาศเป็นรัฐที่ 34 ของสหรัฐอเมริกา และอีก 2 ปีต่อมา นาวาเอก John B. Montgomery ประกาศยึดเมือง Yerba Buena และเปลี่ยนชื่อเป็น "San Francisco" นับตั้งแต่ปี 1849 เป็นต้นมา   




 








upcoming issue

จากโต๊ะบรรณาธิการ
past issue
reader's guide


 



home | today's news | magazine | columnist | photo galleries | book & idea
resources | correspondent | advertise with us | contact us

Creative Commons License
ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย