Search Resources
 
Login เข้าระบบ
สมัครสมาชิกฟรี
ลืมรหัสผ่าน
 
  homenewsmagazinecolumnistbooks & ideaphoto galleriesresources50 managermanager 100join us  
 
 


bulletToday's News
bullet Cover Story
bullet New & Trend

bullet Indochina Vision
bullet2 GMS in Law
bullet2 Mekhong Stream

bullet Special Report

bullet World Monitor
bullet2 on globalization

bullet Beyond Green
bullet2 Eco Life
bullet2 Think Urban
bullet2 Green Mirror
bullet2 Green Mind
bullet2 Green Side
bullet2 Green Enterprise

bullet Entrepreneurship
bullet2 SMEs
bullet2 An Oak by the window
bullet2 IT
bullet2 Marketing Click
bullet2 Money
bullet2 Entrepreneur
bullet2 C-through CG
bullet2 Environment
bullet2 Investment
bullet2 Marketing
bullet2 Corporate Innovation
bullet2 Strategising Development
bullet2 Trading Edge
bullet2 iTech 360°
bullet2 AEC Focus

bullet Manager Leisure
bullet2 Life
bullet2 Order by Jude

bullet The Last page


ตีพิมพ์ใน นิตยสารผู้จัดการ
ฉบับ มกราคม 2534








 
นิตยสารผู้จัดการ มกราคม 2534
เอ็มซีเอ ในเงื้อมมือมัตซูชิตะ             
 


   
search resources

บันเทิงเอ็มซีเอ
Japan
Films
มัตซูชิตะ
อากิโอะ ทานิอิ




สิ้นปี ของ ทศวรรษ1990 เจ้าของวงการคอนซูเมอร์อิเล็ทรอนิกส์ แห่งญี่ปุ่น " มัตซูชิตะ" สร้างประวัติศาสตร์ซื้อกิจการจะกระหึ่มทั่วโลกอีกครั้ง เมื่อตกลงซื้อบริษัทบันเทิงเอ็มซีเอ ต้นสังกัดของยุนิเวอร์แซล พิกเจอร์ เป็นมูลค่า 6,130 ล้านดอลลาร์ ถือเป็นการซื้อขายครั้งใหญ่ที่สุดในโลก หลังโซนี่ฮุบโคลัมเบีย พิกเจอร์ไปเมื่อก่อนด้วยเงิน 3,400 ล้านดอลลาร์ นับเป็นสัญญานระเบิดศึกของสองคู่ปรับที่ต่างก็ต้องการกุมธุรกิจซอฟท์แวร์ด้านบันเองเพื่อสนับสนุนฮาร์ดแวร์ในมือของตน ขณะที่นักวิเคราะห์บางรายชี้ว่าต่อไปทิศการการซื้อกิจการของบริษัทญี่ปุ่นในสหรัฐฯ นั้น จะเน้นกิจการ ขนาดเล็กที่ไม่มีชื่อเสียง เพราะผลพวงจากภาวะเศรษฐกิจถดถอยผนวกกับวิกฤติในตะวันออกกลาง

จากนี้ไปภาพยนต์เรื่องดัง อย่างจอร์สม อีที,แบค ทูเดอะ ฟิวเจอร์ม บอร์น เดอะ โฟร์ธ ออฟ จุลาย นักร้องชื่อดังอย่าง เอลตัน จอห์น บ๊ดบบี้ บราวน์ ทอมเพทตี้ ซึ่งต่างก็อยู่ในสังคมของบริษัทบันเทิงสหรัฐฯ เอ็มซีเอ จะต้องมาขึ้นอยู่กับมัตซูซิตะ แห่งญี่ปุ่นเป็นผู้ผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ หลากยี่ห้อ คือเนชั่นแนล, พานาโซนิคม ควอซาร์, เทคนิกส์, เจวีซี เสียแล้ว เพราะเมื่อปลายเดือนพฤศจิกาย ท ี่ผ่านมา ลูว์ วาสเซอร์แมน ประธานกรรมการเอ็มซีเอ และชิด ไชน์เบอร์กรรมการผู้จัดการใหญ่ ได้เดินทางไปพบมาซาฮิโกะ ฮิราตะ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ และไคยา โทโยนากะ รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส ของมัติซูชิตะ ที่สำนักงานซิมพ์สัน แททเซอร์ แอนด์ บาร์เร็ต ซึ่งเป็นที่ปรึกษาของมัตซูชิตะ ในนิวยอร์ก เพื่อเซ็นสัญญาว่าด้วยข้อตกลงการขายกิจการเอ็มซีเอ ซึ่งเป็นการสิ้นสุดการเจรจาที่ยืดเยื้อมาตั้งแต่เดือนกันยายน หลังจากที่มุตซูชิตะ ทาบทามขอซื้อกิจการในเดือนสิงหาคม มูลค่าการซื้อขายครั้งนี้สูงถึง 6,130 ล้านดอลลาร์

การซื้อกิจการครั้งนี้ ส่งผลให้ยูนิรีเวอร์แซล พิกเจอร์ เป็นสตูดิโอแห่งที่สี่ของโอลิวูด ที่ถูกบริษัทต่างชาติเข้าครอบครอง หลังจากที่ "เทวนตี้ เซ้นจูรี ฟอกซ์" ตกอยู่ในเครือนิวส์ คอร์ป แห่งออสเตรเลีย ( มีรูเพิร์ต เมอร์ด๊อด เป็นเจ้าของ), เอ็มจีเอ/ยูเอ" เพิ่งถูกจิแอนคาร์โล พาร์เร็ตติ แห่งอิตาลี ซื้อกิจการไปเมื่อเดือนตุลาคม และ โคลัมเบีย พิกเจอร์ ซึ่งขายกิจการให้กับโซนี่แห่งญี่ปุ่นไปเมื่อปีก่อน คงเหลือสตูดิโออีก 3 แห่ง คือ ดีสนีย์ พาราเม้าท์ และวอร์เนอร์ บราเธอร์ ที่ยังคงเป็นกิจการสัญชาติมะกัน

เบื้องหลังการตัดสินใจของมัตซูชิตะ คราวนี้ ก็คือ ต้องการการแข่งขันกับคู่แข่งขันสำคัญอย่างโซนี่ ที่ซื้อกิจการผลิตซอฟท์แวร์ ด้านบันเทิงของสหรัฐฯ ไว้ในมือ ถึง 2 แห่งคือบริษัทแผ่นเสียง "ซีบีเอส" มูลค่า 3,400 ล้านดอลลาร์ เมื่อปี 2989 โดยหวังผสานธุรกิจภาพยนตร์ในส่วนซอฟท์แวร์ หรือฟิล์มภาพยนต์และแผ่นเสียงเข้ากับฮาร์ดแวร์ทีโซนี่ผลิตป้อนตลาดอยู่ทั่วโลก ตามยุทธศาสตร์แบบครบวงจรที่ครอบคลุมทั่วโลกของโนริโอโอกะ ผู้เป็นเจ้าของบริษัท

และด้วยยุทธศาสตร์ทำนองเดียวกันนี้เอง ที่ผลักดันให้มัติซูซิตะ กระโดดเข้าซื้อกิจการ เอ็มซีเอ. ไว้แม้จะรู้ว่ามีความเสี่ยงสูง และมูลค่าการซื้อขายก็มหาศาลทีเดียว แต่ผลประโยชน์ที่จะตามมาก็ไม่ใช่น้อย ๆ โดยเฉพาะเมื่อสามารถวางตลาดโทรทัศน์ระบบเอชดีทีวี ซึ่งคาดว่า จะเป็นแหล่งความบันเทิงภายในบ้านชนิดใหม่ได้แล้ว มัตซูชิตะ ก็จะมีซอฟท์แวร์ทั้งที่เป็นฟิล์มภาพยนต์ รายการโทรทัศน์ชั้นนำ และแผ่นเสียงรองรับได้ทันที เพราะยูนิเวอร์แซล นั้น ผลิตภาพยนตร์มาถึงกว่า 3,000 เรื่อง และเป็นที่รู้จักกันดีในนามบริษัทผลิตภาพยนตร์เก่าแก่ที่สุดในโลกเซลลุลอยด์ ด้วย นอกจากนั้น ยังเป็นผู้ผลิตรายการโทรทัศน์ชั้นนำและจัดจำหน่ายแผ่นเสียงที่ดีที่สุดในสหรัฐด้วย

ที่สำคัญก็คือ คือ แนวทางที่ว่านี้จะทำให้มัตซุซิตะ ไล่กวดโซนี่ได้ทันหลังจากที่เคยใช้ความเป็น " นักเลียนแบบตัวยง" เข็นวิดีโอระบบวีเอช ออกตีตลาด ระบบเบต้าแม็กซ์ ของโซนี่ได้สำเร็จมาแล้ว แต่ก็ใช่ว่ามัตซูซิตะ จะหยุดตัวเองอยู่ที่การไล่ให้ทันคู่แข่งเท่านั้น อันที่จริงมัตซูซิตะ กำลงเร่งแก้ภาพพจน์เก่า ๆ ของตัวเอง ในเรือ่งการเป็นนักเลียนแบบ โดยการให้ความำสคัญกับงานวิจัยและพัฒนามากขึ้น เห็นได้ชัดจาการตั้งงบประมาณในส่วนนี้ไว้ถึง 3,000 ล้านดอลลาร์ ในปีนี้ หรือราว 6.2 % ของยอดขาย ซึ่งสูงกว่าบริษัทอเมริกันส่วนใหญ่ ถึง 2 เด่าตัว

กระนั้นจังหวะก้าวของมัตซูซิตะ ก็ใช่ว่าจะโรยด้วยกลีบกุหลาบอุปสรรคสำคัญหลายประการก็จะต้องแก้ไขดำเนินการ อันดับแรก ก็คือ การจัดการด้านการเงิน เพราะแม้ว่ามัตซูซิตะ จะมีเงินสดในมืออยุ่ถึง 16,000 ดอลลาร์ ซึ่งมากเพียงพอที่จะไม่ต้องกังวลใจกับการซื้อกิจการครั้งนี้ แต่มัตซูซิตะ ก็เลือกที่จะขอกู้ยืมเงินเพื่อซื้อกิจการเอ็มซีเอ โดยใช้เงินสดส่วนที่มีอยู่กว้านซื้ออสังหาริมทรัพย์ในตลาดสหรัฐฯ ที่กำลังอยู่ในภาวะซบเซา หวังจะขายทำกำไรเมื่อราคาสูงขึ้น

อุปสรรคสำคัญอีกประการหนึ่งก็คือ การบริหารธุรกิจบันเทิงที่มีมัตซูซิตะ เคยมีประสบการณ์มาก่อนสไตล์การทำงานที่เน้นทีมเวิร์คและสปิริตของพนักงานในแบบญี่ปุ่นนั้น อาจจะใช้ไม่ได้กับเอ็มซีเอ ที่เน้นความเป็นอิสระและมีลักษณะปัจจเจกสูง แต่มัตซูซิตะ ก็เริ่มมองเห็นว่า หลักการทำงานแบบดั้งเดิมจะถูกละทิ้งลงไปบ้าง ยิ่งในสภาพที่มัตซูซิตะ เป็นองค์กรขนาดใหญ่ มีพนักงานมากว่า โซนี่ ถึง 2 เท่า และบริษัทในเครือข่ายกว่า 20 แห่ง จนส่งผลต่อระบบการทำงานและต้นทุนการผลิตจึงจำเป็นที่จะต้องปรับตัวครั้งใหญ่

นอกจากนั้น การบริหารของมัตซูซิตะ ในส่วนชิงธุรกิจหลักก็ยังอ่อนด้อยกว่า มัตซูซิตะจึงต้องเร่งสร้างชื่อเสียงกิจการให้ได้รับการยอมรับมากขึ้น พร้อมกันนั้น ยังต้องเตรียมตัวรับคำวิพากษ์วิจารณ์ โดยเฉพาะจากชาวอเมริกันทีพากันวิตกกังวลกับการที่กิจการของตนถูกบริษัทญี่ปุ่นกว้านซื้อไว้ในมืออ่างว่าเล่น สถิติล่าสุดของบริษัทต่างชาติที่เข้าไปซื้อกิจการอเมริกัน ทั้งในส่วนของธุรกิจและอสังหาริมทรัพย์ เป็นมูลค่าสูงกว่า 4,000,000 ล้านดอลลาร์ แล้ว และเมื่อครั้งโซนี่ซื้อกิจจการโคลัมเบีย พิกเจอร์ ก็ต้องเจอกับคำวิพากษ์วิจารณ์ที่ว่าเป็นผู้ซื้อ" ส่วนหนึ่งของวิญญานอเมริกัน" มาแล้ว

อย่างไรก็ตาม อากิโอะ ทานิอิ กรรมการผู้จัดการใหญ่ของมัตซูซิตะ ก็ได้ชิงตัดปัญหาทำนองนี้ไว้ก่อนแล้ว โดยการสัมภาษณ์ผ่านดาวเทียมภายหลังการตกลงซื้อกิจการสำเร็จ โดยการตอบข้อซักถามในประเด็นที่ว่าหากยูนิเวอร์แซล จะผลิตภาพยนตร์ที่เกี่ยวข้องกับการวิพากษ์วิจารณ์อดีตจักรพรรดิฮิโรฺโต ของญี่ปุ่น จะถูกทักท้วงหรือไม่ว่า " เรื่องแบบนั้จะไม่มีทางเกิดขึ้น ผู้ผลิตภาพยนตร์จะต้องสร้างภาพยนตร์ที่ก่อให้เกิดแรงดลใจซึ่งจะทำให้ผู้ชมมีความเพลิดเพลิน"

แต่ในขณะที่ทั่วโลกกำลังตะลึงกับการที่บริษัทญี่ปุ่นต่างดาหน้า เข้าซื้อกิจการในสหรัฐฯ ทั้งขนาดเล็กและใหญ่จนดูเหมือนเป็นของเล่น นักวิเคราะห์บางรายก็ชี้ว่า สภาพเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลงของสหรัฐฯ อัตราดอกเบี้ยที่พุ่งขึ้นสูง และผลวิกฤตการณ์ตะวันออกกลางจะทำให้บริษัทญี่ปุ่นมีแนวโน้มที่จะหันไปซื้อกิจการที่มีขนาดเล็ก และไม่มีชื่อเสียงมากว่าที่จะสุ่มเสี่ยงลงทุนกับกิจการขนาดใหญ่เกินไป เจ้าหน้าที่เจโทรรายหนึ่งให้ความเห็นว่า ปี 1989 เป็นยุคของการซื้อกิจการใหญ่ ๆ แต่ปี 1950 นี้แนวโน้มจะเปลี่ยนเป็นซื้อกิจการเล็ก ๆ ยิ่งกว่านั้น บริษัทญี่ปุ่นจะต้องระมัดระวังกับการลงทุนในสหรัฐฯมากขึ้น เพราะหวั่นเกรงสภาพเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลง และปัญหาทางด้านอุตสาหกรรมการเงินและธุรกิจ อสังหาริมทรัพย์

ผู้เชี่ยวชาญบางรายเสริมว่า บริษัทญี่ปุ่นมีแนวโน้มจะให้ความสนใจเข้าไปซื้อกิจกาจในยุโรป กันมาก ขึ้นเพื่อเป็นฐานไปสู่การรวมยุโรปเป็นตลาดเดียวในปี 1992 ดังจะเห็นได้จากกรณีฟูจิตสึ เข้าซื้อกิจการไอซีแอล คอมพิวเตอร์ของเอสทีซี อันเป็นบริษัทคอมพิวเตอร์ใหญ่ที่สุดของอังกฤษ จนฟูจิตสึสามารถก้าวขึ้นเป็นผู้ผลิตคอมพิวเตอร์ยักษ์ใหญ่อันดับสองรองจากไอบีเอ็ม เป็นต้น

   




 








upcoming issue

จากโต๊ะบรรณาธิการ
past issue
reader's guide


 



home | today's news | magazine | columnist | photo galleries | book & idea
resources | correspondent | advertise with us | contact us

Creative Commons License
ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย