Search Resources
 
Login เข้าระบบ
สมัครสมาชิกฟรี
ลืมรหัสผ่าน
 
  homenewsmagazinecolumnistbooks & ideaphoto galleriesresources50 managermanager 100join us  
 
 




ตีพิมพ์ใน นิตยสารผู้จัดการ
ฉบับ พฤษภาคม 2532








 
นิตยสารผู้จัดการ พฤษภาคม 2532
วิธีปล่อยกู้แบบตามใจ (ลูกหนี้)      
โดย รุ่งอรุณ สุริยามณี
 


   
www resources

โฮมเพจ ธนาคารกรุงไทย

   
search resources

ธนาคารกรุงไทย
Banking and Finance




ธนาคารกรุงไทยได้ตัดสินใจฟ้องร้องตามใจ ขำภโต ไปแล้ว 4 คดีด้วยข้อหา "ความผิดต่อพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์กรหรือหน่วยงนของรัฐ พ.ศ. 2502 แถมด้วยข้อหายักยอกอีกกระทงอันเกี่ยวเนื่องจากการปล่อยเงินกู้ให้กับกลุ่มพันเอกพล เริงประเสริฐวิทย์ 2 คดีและกิจการของสุระ จันทร์ศรีชวาลา อีก 2 คดี

เหตุอันเกิดจากการปล่อยเงินกู้ให้สุระนั้น คดีแรกธนาคารกรุงไทยโดย พนัส สิมะเสถียร ประธานกรรมการได้เป็นโจทก์ยื่นฟ้องตามใจ ขำภโต เมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 2530

เป็นกรณีที่ตามใจอนุมัติให้บริษัทชื่อ เอส.วี. จำกัด ได้รับสินเชื่อจากสาขานิวยอร์กไปเป็นจำนวนเงิน 10 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยวิธีรับซื้อลดตั๋วสัญญาใช้เงิน 2 ฉบับมูลค่าฉบับละ 5 ล้านเหรียญอาวัลโดยธนาคารสหธนาคารจำกัด หน้าตั๋วลงวันที่ 21 เมษายน 2526 ตกลงชำระเงินคืนในวันที่ 21 เมษายน 2527 ชำระดอกเบี้ยทุก 3 เดือนทั้ง 2 ฉบับ

ต่อมาก็มีการโอนตั๋วใบแรกจากบริษัท เอส.วี. ไปเป็นของบริษัท เอส.เอส.โอ. หลังจากเพิ่งจะเอาเงินออกไปใช้ได้ 3 เดือน

ส่วนตั๋วใบที่สองเมื่อครบกำหนดก็ไม่สามารถชำระหนี้ได้ ตามใจก็ยินยอมให้เลื่อนการชำระออกไปอีก 1 ปี ทั้งที่บริษัท เอส.วี. ค้างชำระดอกเบี้ยอยู่เป็นจำนวนถึง 275,972.22 เหรียญ หรือ 7,545,609.38 บาท ซึ่งการยินยอมเลื่อนให้นั้นมีการนำตั๋วใบใหม่มาเปลี่ยนให้เนอันว่าบรรดาดอกเบี้ยที่ค้างอยู่ก็หดหายไปโดยอัตโนมัติ

ตั๋วใบแรกที่เปลี่ยนมือเป็นของบริษัท เอส.เอส.โอ. ก็มาทำนองเดียวกันอีกทุกประการ

คือ ก็มีการยืดเวลาให้อีก 1 ปีและออกตั๋วใบใหม่แทนเช่นกัน

สืบเสาะไปมา บรรดาบริษัท เอส.เอส. และบริษัท เอส.เอส.โอ. ก็ล้วนแล้วแต่เกี่ยวข้องอย่างแนบแน่นกับ สุระ จันทร์ศรีชวาลา ทั้งสิ้น

ที่สำคัญก็คือ บรรดาตั๋วใบใหม่ที่นำมาเปลี่ยนนั้นก็ไม่มีสถาบันการเงินที่ไหนอาวัลให้เสียอีกด้วย

สำหรับคดีที่สองเกี่ยวเนื่องจากสุระก็ฟ้องร้องกันเมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2531

เป็นการอนุมัติให้บริษัท จี.เอส.พี. ไฟแนนซ์ และบริษัท จี.เอส.พี. อินเตอร์เนชั่นแนลแบงก์กู้ยืมเงินจากแบงก์กรุงไทยสาขานิวยอร์ก บริษัทละ 3 ล้านเหรียญ รวมแล้วก็ 6 ล้านเหรียญ เมื่อวันที่ 15 กันยายน 2525 และต่อมาเมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2525 ก็ให้ จี.เอส.พี.อินเตอร์เนชั่นแนลแบงก์กู้ยืมไปอีก 12 ล้านเหรียญ วันที่ 30 มิถุนายน 2526 อนุมัติให้ จี.เอส.พี. ไฟแนนซ์ กู้เงินไปอีก 10 ล้านเหรียญ

วันที่ 30 มิถุนายน 2526 จี.เอส.พี.อินเตอร์เนชั่นแนลแบงก์รับอนุมัติอีก 10 ล้านเหรียญ และอีก 5 ล้านเหรียญในวันเดียวกัน

และงวดสุดท้ายอนุมัติให้ จี.เอส.พี. อินเตอร์เนชั่นแนลแบงก์ 5 ล้านเหรียญ

ทั้งนี้ วิธีการกู้เป็นแบบวิธีเดียวกันหมด นั่นก็คือ เอาเงินไปแล้วลูกหนี้ทั้ง 2 บริษัทนี้ก็ออกตั๋วให้เป็นงวดๆ ตามแต่ว่าเอาเงินออกไปเท่าไร ทั้งนี้ก็เพื่อเลี่ยงระเบียบเนื่องจากถ้าหากเป็นการกู้ยืมโดยการทำสัญญากู้ยืมกันแล้วก็จะเกินอำนาจที่ตามใจ ขำภโต จะกระทำได้

การฟ้อง ตามใจ ขำภโต เกี่ยวเนื่องจากการปล่อยเงินให้กับกลุ่มธุรกิจ เสธ.พล อีก 2 คดีนั้น คดีแรกกรุงไทยยื่นฟ้องเมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2530

เรื่องมีอยู่ว่า เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2525 ตามใจได้อนุมัติเงินให้บริษัทชะอำฟาร์มของพันเอกพล เริงประเสริฐวิทย์ กู้ยืมเงินไป 100 ล้านบาท โดยบริษัทชะอำฟาร์มออกตั๋วสัญญาใช้เงินให้ 5 ฉบับ ฉบับละ 20 ล้าน กำหนดชำระคืนวันที่ 31 พฤษภาคม 2526 พร้อมอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 19 ต่อปี มีกำหนดชำระดอกเบี้ยให้ทุก 3 เดือน

วันที่ 5 พฤศจิกายน 2525 อนุมัติให้ชะอำฟาร์มกู้เงินไปอีก 50 ล้านบาท ออกตั๋วสัญญาใช้เงินให้ 2 ฉบับ ฉบับละ 25 ล้านบาท กำหนดชำระคืนเงินวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2526

และในวันที่ 21 เมษายน 2526 ก็อนุมัติไปอีก5 ล้านบาท ออกเป็นตั๋วสัญญาใช้เงิน โดยบริษัทชะอำฟาร์มผู้กู้มูลค่า 5 ล้านบาท มีกำหนดชำระคืนในวันที่ 20 กรกฎาคม 2526

เมื่อครบกำหนดก็ปรากฏว่า ตั๋วทุกใบชำระเงินคืนไม่ได้ ตามใจ ขำภโต ก็อนุมัติให้ผัดผ่อนมาเรื่อยกระทั่ง ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2528 มียอดเงินต้นค้างชำระอยู่ 155 ล้านบาท ดอกเบี้ยค้างชำระ 60,996,575.31 บาท

วันที่ 24 กรกฎาคม 2528 ตามใจอนุมัติยอมให้บริษัทชะอำฟาร์มขยายระยะเวลาออกไปจนถึงวันที่ 31 กรกฎาคม 2529 และให้ผ่อนชำระดอกเบี้ยที่ค้างเป็นงวด งวดละ 5 ล้าน 5 แสนบาท ทุก ๆ 3 เดือนจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้น

กรุงไทยที่ต้องฟ้องก็เพราะเห็นว่า ตามใจไม่ติดตามเร่งรัดลูกหนี้อย่างจริงจัง เอาแต่ผ่อนปรนจนแบงก์เสียหาย ทั้ง ๆ ที่ลูกหนี้ไม่มีฐานะที่จะชำระหนี้ได้แล้ว

และสำหรับคดีที่ 4 กรุงไทยยื่นฟ้องตามใจเมื่อวันที่ 29 กุมภาพันธ์ 2531

รายละเอียดก็มีว่า เมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 2528 ตามใจได้อนุมัติให้บริษัทชะอำไพน์แอปเปิ้ล แคนเนอรี่ ของ เสธ.พล ทำแพคกิ้งเครดิตได้ในอัตราร้อยละ 70 ของสัญญาขาย คิดเป็นจำนวนเงินที่อนุมัติ 116 ล้าน 2 แสนบาท ซึ่งบริษัทฯ ก็ได้นำตั๋วสัญญาใช้เงินมาขายลดตามวงเงินที่อนุมัติ 3 ครั้ง

ครั้งแรกเมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2528 เอาเงินออกไป 94,128,000 บาท ออกเป็นตั๋วสัญญาใช้เงินไว้ให้ 6 ฉบับ

ครั้งที่สองเมื่อวันที่ 9 สิงหาคม 2528 กู้ไปอีก 2,463,000 บาท ออกตั๋วไว้ 1 ฉบับ

และครั้งที่สามเมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2528 จำนวน 6,200,000 บาท

ซึ่งการอนุมัติให้ลูกหนี้รายนี้ทำแพคกิ้งเครดิตนั้น เป็นเรื่องที่เกินอำนาจของตามใจที่มติคณะกรรมการครั้งที่ 309 กำหนดวงเงินไว้เพียง 380 ล้านบาท

ในขณะที่ บริษัท เสธ.พล แห่งนี้ได้รับการอนุมัติวงเงินไปแล้วถึง 323,330,000 บาท ดังนั้น การอนุมัติให้เพิ่มอีกถึง 116,200,000 บาท ของตามใจจึงเกินอำนาจ

นอกจากนี้ สัญญาซื้อขายที่บริษัทฯ ยื่นเป็นหลักฐานขอแพคกิ้งเครดิต ในราย "เอช แชส และรายแอททาแลนนา" ก็ไม่ค่อยชอบมาพากลนักด้วย

ต่อมา เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2528 ตามใจอนุมัติให้บริษัทเดียวกันนี้ทำแพคกิ้งเครดิต อีกในวงเงิน 3,550,000 บาท ซึ่งยิ่งเกินอำนาจหนักเข้าไปอีก

และก็คงกำลังสนุก วันที่ 22 สิงหาคม 2528 อนุมัติให้ทำแพคกิ้งในอัตราร้อยละ 70 ของสัญญาขายที่ 15.394 ของ คูป โฮลดิ้ง เอจี. สวิส จำนวน 3,900,000 เหรียญสหรัฐฯ ซึ่งก็มีการเอาเงินออกไป 4 ครั้งด้วยการขายลดตั๋วสัญญาใช้เงิน

วันที่ 20 พฤศจิกายน 2528 จัดแพคกิ้งเครดิตให้เพิ่มอีกร้อยละ 70 ของจำนวน 358,948 เหรียญสหรัฐฯ คิดเป็นเงินบาทไทย 6,631,518.70 บาท ก็กู้เงินไปด้วยการขายลดตั๋ว 5 ฉบับ

วันที่ 6 ธันวาคม 2528 อนุมัติให้ทำแพคกิ้งร้อยละ 70 ของวงเงิน 39 ล้านบาท

และอีกครั้งวันที่ 26 ธันวาคม 2528 อนุมัติให้ไปอีกในอัตราร้อยละ 70 ของเงินจำนวน 346,410 เหรียญสหรัฐฯ และในอัตราร้อยละ 50 จำนวน 7,593,130 เหรียญสหรัฐฯ

รวมแล้วก็เป็นเงินทั้งสิ้น 320,494,100.29 บาท

และถ้ารวมส่วนที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับคดี บริษัทชะอำไพน์แอปเปิ้ลฯ ของพันเอกพลได้รับการอนุมัติจากตามใจเป็นเงินกู้วงเงินไม่ต่ำกว่า 2,000 ล้านบาท โดยเป็การทำแพคกิ้งเครดิตอย่างเดียวตรวจสอบ ณ วันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2531 สูงถึง 805,841,185.76 บาท

นอกจากจะฟ้องตามใจ 4 คดีรวดแล้ว อดีตคนใกล้ชิดของตามใจที่ชื่อ ดร.วรุณ กาญจนกุญชร ก็โดนฟ้องด้วยอีกคดีเมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2530

วรุณนั้น เคยดำรงตำแหน่งเป็นรองผู้จัดการฝ่ายสินเชื่อสำนักงานใหญ่ โดยตำแหน่งแล้วเขามีอำนาจในการอนุมัติเงินครั้งละไม่เกิน 5 แสนบาทเท่านั้น

แต่ก็เผอิญพลาดอย่างหนักในกรณีการอนุมัติเงินให้บริษัท สีลม พลาซ่า จำกัด

ซึ่งนอกจากจะไม่มีสัญญา โอ.ดี. กับแบงก์กรุงไทยแล้ว การอนุมัติเงินก็ยังเกินอำนาจของวรุณอีกด้วย

มีการตรวจพบว่า ระหว่างวันที่ 3 ธันวาคม 2527 - 13 มกราคม 2529 สีลมพลาซ่าส่งเช็คเข้ามาเบิกเกินบัญชีทยอยเป็นใบ ๆ นับรวมกันแล้วได้ 300 ใบ เป็นเงิน 30,553,321.57 บาท

และผู้บริหารกรุงไทยแทบช็อกเมื่อตรวจลึกเข้าไปอีกก็พบว่า ดร.วรุณนั้น ยื่นใบลาออกตั้งแต่วันที่ 19 ธันวาคม 2528 แต่ให้มีผลในวันที่ 19 มกราคม 2529 ในระหว่างหนึ่งเดือน ดร.วรุณอยู่ว่าง ๆ ก็เลยผ่านให้บริษัทสีลมพลาซ่ารวมแล้วเป็นเงินกว่า 15 ล้านบาท

ตรวจสอบลึกลงไปอีก ก็พบว่า บริษัทสีลมพลาซ่านี้ ใช้วงเงินกับกรุงไทยหลายชนิด มีทั้งแอลซี ทรัสต์ รีซีสต์ กู้ประจำ อาวัลตั๋วเงิน ออกหนังสือค้ำประกัน รวม ๆ แล้วก็ใช้เงินกรุงไทยไปไม่น้อยกว่า 200 ล้านบาท ถึงกำหนดชำระมานานแล้วทั้งสิ้น แต่ก็ไม่เคยมีการดำเนินการใด ๆ ในยุคที่ตามใจและดร.วรุญยังใหญ่อยู่

   




 








current issue

จากโต๊ะบรรณาธิการ
past issue
reader's guide


 



home | today's news | magazine | columnist | photo galleries | book & idea
resources | correspondent | advertise with us | contact us

Creative Commons License
ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย