Search Resources
 
Login เข้าระบบ
สมัครสมาชิกฟรี
ลืมรหัสผ่าน
 
  homenewsmagazinecolumnistbooks & ideaphoto galleriesresources50 managermanager 100join us  
 
 


bulletToday's News
bullet Cover Story
bullet New & Trend

bullet Indochina Vision
bullet2 GMS in Law
bullet2 Mekhong Stream

bullet Special Report

bullet World Monitor
bullet2 on globalization

bullet Beyond Green
bullet2 Eco Life
bullet2 Think Urban
bullet2 Green Mirror
bullet2 Green Mind
bullet2 Green Side
bullet2 Green Enterprise

bullet Entrepreneurship
bullet2 SMEs
bullet2 An Oak by the window
bullet2 IT
bullet2 Marketing Click
bullet2 Money
bullet2 Entrepreneur
bullet2 C-through CG
bullet2 Environment
bullet2 Investment
bullet2 Marketing
bullet2 Corporate Innovation
bullet2 Strategising Development
bullet2 Trading Edge
bullet2 iTech 360°
bullet2 AEC Focus

bullet Manager Leisure
bullet2 Life
bullet2 Order by Jude

bullet The Last page


ตีพิมพ์ใน นิตยสารผู้จัดการ
ฉบับ เมษายน 2533








 
นิตยสารผู้จัดการ เมษายน 2533
ทุบทิ้งสมาคมโบรกเกอร์             
โดย ภัชราพร ช้างแก้ว
 


   
search resources

สมาคมบริษัทหลักทรัพย์
วิโรจน์ นวลแข
Stock Exchange




คำประกาศจู่โจมยุบสมาคมโบรกเกอร์ของวิโรจน์ นวลแข นายกสมาคมฯ ก่อให้เกิดข้อวิพากษ์วิจารณ์ต่าง ๆ นานา เกิดอะไรขึ้นกับสมาคมฯ ที่มิได้มีวี่แววมาก่อนเลยว่าจะยุบ คำถาม "ทำไม" เกิดขึ้นทั่วไปจนหาคำตอบให้ไม่ทัน ปฎิกิริยามีทั้งเห็นด้วยและคัดค้าน สายตาทุกคุ่มุ่งตรงไปที่นายกสมาคมฯ วิโรจน์ นวลแข เขาคิดอะไรอยู่

การประกาศยุบสมาคมโบรกเกอร์ของวิโรจน์ นวลแขเป็นคำประกาศประเภทจู่โจมที่มีการ
เตรียมพร้อมมาเป็นอย่างดีภายหลังจากที่ข่าว "ล้มโต๊ะ ของเขากระจายไปทั่ว ไม่นานนักข้อเสนอประกอบการพิจารณาให้ยุบสมาคมสมาชิกตลาดหลักทรัพยืหรือสมาคมโบรกเกอร์ก็มาอยู่ในมือของ "ผู้จัดการ" มันเป็นข้อเสนอที่ชัดเจน ผ่านการศึกษา กลั่นกรองมาเป็นอย่างดีและเต็มไปด้วยเหตุผลเพื่อโน้มน้าวให้เกิดการยุบสมาคมฯ

วิโรจน์เปิดเผยกับ "ผู้จัดการ" ว่า "ถึงเวลาแล้วที่สมาคมสองแห่งนี้ควรจะรวมตัวกันใหม่

เป็นองค์กรเดียวกันนั่นคือสมาคมโบรกเกอร์นี่ควรจะรวมเข้าไปในสมาคมบริษัทเงินทุนเป็นองค์กรเอกชนอันเดียว"

ทำไมจังหวะเวลาที่เหมาะสมจึงเกิดขึ้นในช่วงนี้

เมื่อพลิกดูประวัติผลงานของสมาคมโบรกเกอร์ที่ผ่านมาก็นับเป็นสมาคมที่มีงานออกมา

อย่างสม่ำเสมอ งานแต่ละชิ้นเป็นความริเริ่มที่น่าสนใจ ใช่ว่าเป็นการทำ ๆ ไปเพื่อเผยแพร่ชื่อเสียงของสมาคมฯ อย่างเดียวก็หาไม่

ถ้าเช่นนั้นทำไม่ต้องยุบสมาคมฯ

การจะตอบปัญหานี้ให้ได้ดีนั้น จำเป็นที่จะต้องสืบสาวไปยังประเด็นหลาย ๆ อันในอดีต ตั้งแต่ครั้งเริ่มตั้งสมาคมโบรกเกอร์ซึ่งปรากฎว่าจุดกำเนินสมาคมฯ แห่งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นจากความเห็นที่สอดคล้องเป็นหนึ่งเดียวกันของคนในวงการ ตรงข้ามกลับเป็นสมาคมฯที่ก่อตั้งขึ้นในสมัยที่มี "ความร้าวฉาน" ในบรรดาผู้ประกอบกิจการเงินทุนหลักทรัพย์มากที่สุดสมัยหนึ่ง

แหล่งข่าวซึ่งคลุกคลีอยู่ในวงการหลักทรัพย์มาเป็นเวลานานกล่าวกับ "ผู้จัดการ" ว่า "ความร้าวฉานที่เกิดขึ้นคือบรรดาบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ที่มีธนาคารถือหุ้นและใช้มืออาชีพบริหารเกิดขัดแย้งกับบริษัทที่มีเข้าของหรือเถ้าแก่บริหารงาน ในประเด็นเกี่ยวกับการแย่งกันบริหารสมาคมไทยเงินทุนและจัดจำหน่ายหลักทรัพย์ บรรดามืออาชีพเหล่านี้เริ่มมีบทบาทน้อยลงในสมาคมไทยเงินทุนฯ ตั้งแต่ไม่ได้เป็นนายกสมาคมฯ แล้วค่อย ๆ หลุดจากกรรมการทีละคนสองคนไปเรื่อย ๆ "

บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ (บงล.) ที่มีธนาคารถือหุ้นและใช้มืออาชีพบริหาร กับทั้งไม่ได้เป็นสมาชิกสมาคมไทยเงินทุนฯ ในเวลานั้นคือบงล.สินเอเซียจก. ซึ่งเป็นบงล.ที่ใหญ่สุดเป็นอันดับ 1 ในตอนนั้นมีสุนทร อรุณนานนท์ชยเป็นกรรมการผู้จัดการและได้เข้ามาเป็นผู้ริเริ่มก่อตั้งสมาคมโบรกเกอร์คนหนึ่ง

ทั้งนี้เมื่อก่อตั้งสมาคมไทยเงินทุนฯ นั้นเนื่องจากไม่มีการเชิญบงล.สินเอเซียเข้าร่วมก่อตั้งด้วยครั้นต่อมาสินเอเซียกลายเป็นบงล.ใหญ่สุด สุนทรจึงออกมาเป็นตัวตั้งตัดตีในการตั้งสมาคมขึ้นมาใหม่โดยเริ่มก่อตัวเป็นชมรมสมาชิกตลาดหลักทรัพย์ขึ้นมาก่อน

สมาคมไทยเงินทุนฯก่อตั้งขึ้นตั้งแต่ปี 2516 มีลักษณะเป็นสมาคมการค้า ซึ่งเป็นองค์กรกลางของผู้ประกอบธุรกิจเงินทุนและหลักทรัพย์ในประเทศไทย มีบริษัทเงินทุน (บง.) และบงล.เข้ามาเป็นสมาชิกเป็นจำนวนมากถึง 101 บริษัทจากจำนวน บง.และบงล. ที่มีอยู่ทั้งหมด 112 บริษัทเมื่อปี 2524

ครั้นปี 2526 เกิดปัญหาวิกฤตการณ์ทางการเงินบง.และบงล. หลายแห่งถูกกระทรวงการคลังเพิกถอนใบอนุญาต บางแห่งถูกทางราชการส่งเจ้าหน้าที่เข้ามาควบคุมการดำเนินงาน จำนวนบริษัทสมาชิกสมาคมไทยเงินทุนจึงลดลงอย่างฮวบฮาบ เมื่อประกาศยุบเลิกสมาคมไทยเงินทุนฯไปในต้นปี 2528 นั้นมีสมาชิกเหลือเพียง 43 บริษัทเท่านั้น

อย่างไรก็ดี ความริเริ่มจัดตั้งสมาคมโบรกเกอร์มีอยู่ตั้งแต่ก่อนที่สมาคมไทยเงินทุนฯจะล้มทั้งนี้นอกจากประเด็นเรื่องปัญหาการแย่งกันบริหารสมาคมไทยเงินทุนฯแล้ว เมื่อมาเกิดวิกฤติการณืทางการเงินขึ้น สมาชิกไทยเงินทุนนหลายรายก็อยากที่จะแยกออกมามีสมาคมต่างหาก ไม่ให้ชื่อเสียงไปพัวพันกับบรรดาบง.และบงล. ที่มีปัญหาทางการเงินในส่วนของบริษัทที่เป็นสมาชิกตลาดหลักทรัพย์หรือโบรกเกอร์ ได้มีการรวมตัวกันเพื่อเป็นศูนย์กลางในการติดต่อประสานงานกับทางราชการเพื่อแก้ไขปัญหาวิกฤติการณ์ตลาดหุ้น ในปี 2524 จึงมีการตั้งสมาคมอันใหม่คือสมาคมโบรกเกอร์ ซึ่งบริษัทที่จะเป็นสมาชิกได้คือบริษัทที่เป็นสมาชิกตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งตอนนั้นมี 30 บริษัทเท่านั้น

ก่อนที่จะตั้งสมาคมโบรกเกอร์ซึ่งสมาชิกส่วนใหญ่ก็มาจากสมาคมไทยเงินทุนฯที่ยังไม่ล้มนั้น มีผู้แสดงความเห็นคัดค้านกันหลายคน ว่ากันว่าบุญเสริม คุ้มพวงเพชรซึ่งเป็นนายกสมาคมไทยเงินทุนฯในเวลานั้นได้ตามมาค้านทะเลาะกับสุนทรและจักร ปันยารชุนนายกสมาคมโบรกเกอร์คนแรกถึงกลางที่ประชุมการก่อตั้งแต่ก็ไม่มีผลอะไร

ผู้ที่แสดงความเห็นคัดค้านอย่างมีเหตุมีผลคนหนึ่งในครานั้นคือโยธิน อารี ซึ่งปัจจุบันเป็นกรรมการผู้ช่วยผู้จัดการบงล. กรุงเทพธนาทรจก.และอุปนายกสมาคมโบรกเกอร์

โยธินกล่าวกับ "ผู้จัดการ" ว่า "ตอนนั้นผมคัดค้านการตั้งสมาคมขึ้นมาใหม่ เพราะผมเห็นว่าเรามีตลาดหลักทรัพย์ที่เป็นที่รวมของสมาชิกก็คือ พวกเราทั้งหลายอยู่แล้ว ไม่จำเป็นที่จะต้องมีสมาคมเช่นนี้อีก เพราะมันจะมาทำงานซ้ำซ้อนกันและแสดงถึงการแตกแยกระหว่างสมาชิกและตลาดหลักทรัพย์ทำให้กลายเป็นคนละพวกไป ทั้งที่สมาชิกกับตลาดหลักทรัพย์จะอยู่ได้ก็ด้วยสมาชิก และสมาชิกจะอยู่ได้ก็ด้วยตลาดหลักทรัพย์"

เสียงส่วนน้อยของโยธินไม่อาจทัดทานความเห็นส่วนใหญ่ที่ต้องการมีสมาคมด้วยมูลเหตุหลายประการดังที่ได้กล่าวมา สมาคมโบรกเกอร์จึงถือกำเนิดขึ้น โดยผลงานชิ้นแรก ๆ คือการผลักดันให้กระทรวงการคลังดำเนินการแต่งตั้งคณะกรรมการพิจารณาปรับปรุงและฟื้นฟูธุรกิจหลักทรัพย์

แม้ว่าโยธินได้กล่าวคัดค้านการตั้งเมื่อเริ่มแรกแต่ช่วง 8 ปีที่ผ่านมา ปรากฎว่าโยธินได้รับเลือกเข้ามาเป็นกรรมการร่วมด้วยทุกสมัย โดยในช่วง 4 ปีหัง ดำรงตำแหน่งอุปนายกสมาคมโบรกเกอร์ตลอดมา

โยธินให้ความเห็นกับ "ผู้จัดการ" ว่า "เรื่องที่คุณวิโรจน์เสนอให้ยุบสมาคมโบรกเกอรืขึ้นมาในเวลานี้นั้น ผมก็พร้อมที่จะพิจารณาหากมีเหตุผลสมควรอย่างใดอย่างหนึ่ง แต่ตอนนี้ผมยังไมได้ตัดสินใจลงไปว่าเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยอย่างไร เพราะในขณะนี้สมาคมฯมันก็ตั้งอยู่แล้ว ก็ดำเนินกิจการไป มีเรื่องที่ทำได้บ้างไม่ได้บ้าง มีปัญหาอุปสรรคบ้างก็เป็นเรื่องธรรมดา"

โยธินยืนยันว่า "สมาคมฯนี่ผมเชื่อว่าตราบเท่าปัจจุบันก็ได้ประโยชน์พอสมควร เรื่องการยุบนี่ผมคิดว่าคุณวิโรจน์ต้องมีเหตุผลลึก ๆ ซึ่งคงไม่ใช่เรื่องความแตกแยกในสมาชิกหรือการพูดกันไม่รู้เรื่องเป็นแน่"

เหตุผลลึก ๆ ของวิโรจน์ในเรื่องนี้คืออะไร

วิโรจน์ นวลแขเป็นคนหนึ่งที่คลุกคลีคร่ำหวอดในวงการเงินทุนหลักทรัพย์มาเป็นเวลานานหลายสิบปี เมื่อเข้ามาเป็นกรรมการผู้จัดการบงล.ภัทรธนกิจ จก.นั้นเขาอายุเพียง 31 ปี ปัจจุบันอายุ 42 ปีแล้ว เขาดำรงตำแหน่งในคณะกรรมการสมาคมโบรกเกอร์มาตลอด 8 ปี ขึ้นเป็นนายกสมาคมฯ ตั้งแต่ปี 2530 ครั้นปี 2531 ไม่ขอรับตำแหน่งใด ๆ ในสมาคมฯ แต่ปี 2532 กลับมาเป็นนายกสมาคมฯ อีกติดต่อมาจนปัจจุบัน

บทบาทของวิโรจน์ในวงการค้าหลักทรัพย์นั้นโดดเด่นเอามาก ๆ โดยเฉพาะเมื่อเขาเข้ามารับตำแหน่งนายกสมาคมฯติดต่อกันในช่วง 2 ปีหลังทัศนะของเขาในหลายเรื่องเป็นที่ยอมรับของคนในวงการ ผลงานของสมาคมโบรกเกอร์ในสมัยที่เขาเป็นนายกก็มีอยู่มากพอควร

บุคลิกสุภาพนิ่มนวลในภายนอก แฝงไว้ด้วยท่าทีโผงผางคำพูดคำจาตรงไปตรงมาอย่างไม่ต้องอ้อมค้อม วิโรจน์กล่าวกับ "ผู้จัดการ" ว่าการที่เขาให้ข่าวเรื่องการยุบสมาคมโบรกเกอร์กับบรรดาสื่อมวลชนนั้นก็เพื่อดูปฎิกิริยาของผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหลาย ซึ่งเมื่อมีการสะท้อนกลับมาก็ได้ทำให้รู้ท่าทีขึ้นมาบ้าง

ทั้งนี้ปฏิกิริยาตอบกลับ มีทั้งเห็นด้วย คัดค้าน และนิ่งเฉย ส่วนใหญ่อยู่ในจำพวกหลังเพราะยังไม่เข้าใจเหตุผลของวิโรจน์สักเท่าไหร่ ผู้ที่คัดค้านก็ไม่เห็นว่าเหตุผลที่วิโรจน์เสนอมีน้ำหนักมากพอ ในเมื่อสมาคมฯ ก็ตั้งมาแล้วและดำเนินงานมาได้ด้วยดี ถึงจะมีขลุกขลักบ้างในบางเรื่องแต่ก็ไม่ถึงกับทะเลาะหรือแตกแยกร้าวฉานจนอยู่ร่วมกันไม่ได้

ส่วนผู้ที่เห็นด้วยมีเพียงตลาดหลักทรัพย์โดยดร.มารวย ผดุงสิทธิ์ กรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์กล่าวว่า "มันเป็นนโยบายของเราอยู่แล้วที่จะสนับสนุนช่วยเหลือสมาคมโบรกเกอร์ การที่สมาคมโบรกเกอร์จะเข้ามารวมกับตลาดหลักทรัพย์หรือไม่ในรูปแบบใด เป็นเรื่องที่จะพิจารณาภายหลังจากที่มีการตั้งคณะกรรมการกับและพัฒนาตลาดทุน (SEC) ให้เรียบร้อยก่อน ซึ่งคาดหมายว่าร่างพรบ.SEC จะเสนอเข้าสู่สภาผู้แทนราษฎรได้ในสมัยประชุมที่จะเปิดในเดือนพฤษภาคมนี้ ส่วนโครงสร้างของคณะกรรมการการตลาดหลักทรัพย์หลังจากที่มีการตั้ง SEC แล้วอาจจะเป็นแบบใดแบบหนึ่งใน 3 ลักษณะคือ ใช้โครงสร้างเดิมคือมีตัวแทนจากภาคเอกชนและหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องโยมีตัวแทนจากรัฐบาลเพียง 1 คน หรือให้ภาคเอกชนโดยบริษัทสมาชิกเป็นคณะกรรมการตลาดหลักทรัพย์ทั้งหมด หรือบริษัทสมาชิกร่วมกับผู้เชี่ยวชาญจากภาคธุรกิจต่าง ๆ "

ผู้เห็นด้วยรายอื่น ๆ ยังสงวนความเห็นมากกว่าที่จะออกมาพูดอย่างโฉ่งฉ่าง เช่นกรณีของโยธิน ซึ่งว่าไปแล้วก็จัดอยู่ในจำพวกเห็นด้วย ทั้งเพราะมีความคิดคัดค้านการตั้งสมาคมโบรกเกอร์มาแต่ต้น ประกอบกับเป็นผู้ที่มีสายตายาวไกลในทางธุรกิจ เปิดกว้างทางความคิดไม่คับแคบ จึงน่าจะเป็นผู้สนับสนุนที่สำคัญของวิโรจน์

โยธินกล่าวกับ "ผู้จัดการ" ว่า "ผมยังเชื่อว่าผมคิดไม่ผิด คือในแง่ของความจำเป็นนี่ไม่มี การมีสมาคมฯนี้ไม่ได้ทำให้เกิดประโยชน์อะไร เป็นการซ้ำซ้อนอย่างหนึ่งและขณะเดียวกันก็เป็นความแตกแยก ทำให้กลายเป็นคนละพวกไปสมาชิกกับตลาดหลักทรัพย์ควรเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน"

นั่นยิ่งตีความได้ใกล้เคียงเข้าไปอีกหากว่าสมาชิกได้เป็นผู้บริหารตลาดหลักทรัพย์เสียเอง

โดยลึก ๆ แล้ว มันก็เป็นแนวคิดเดียวกับที่วิโรจน์เสนอไว้นั่นเอง

วิโรจน์กล่าวกับ "ผู้จัดการ" ว่า "จริง ๆ แล้วประเด็นที่ต้องมาพูดกันคือเรื่องของสมาชิกทั้งมวลกับการบริหารงานตลาดหลักทรัพย์ เวลานี้ทุกคนไม่เข้าใจว่าตลาดหลักทรัพย์นี่เป็นบ้านของเราเพราะทุกคนออกมาจากบ้านนี้นานแล้ว เรามาสร้างบ้านหลังใหม่และไม่ได้กลับไปที่บ้านหลังเก่าของเราเลย"

วิโรจน์พูดเสียงดังฟังชัดว่า "เราเป็นเจ้าของบ้านเราควรจะเดินกลับไปบ้านของเรานานแล้ว"

ผู้ที่รู้จักมักคุ้นวิโรจน์ในเชิงธุรกิจเป็นอย่างดีกล่าวกับ "ผู้จัดการ" ว่า "วิโรจน์เป็นคนมีเหตุผลพอ เขาไม่ใช่คนเหลวไหลที่จะลุกขึ้นมายุบหรือตั้งอะไรเล่น ๆ"

เหตุผลที่วิโรจน์เปิดเผยให้ "ผู้จัดการ" ฟังในวันวุ่น ๆ ของชีวิตบริหารเย็นวันหนึ่งคือ "จุดที่ทำให้เสนอยุบสมาคมโบรกเกอร์ประการแรกคือ บงล.เวลานี้ทำงานอย่างมืออาชีพกันแล้ว แนวความคิดต่าง ๆ ก็เป็นการสร้างสรรค์มากกว่าการเห็นแก่ตัว ประการต่อมาคือสมาคมโบรกเกอร์กับตลาดหลักทรัพย์ที่ทำงานกันอยู่ไม่ว่าสมัยใดก็ตาม และประเด็นใดก็ตามหากฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดไม่เห็นด้วยนี่งานจะไม่เดินทันทีหากนายกสมาคมฯไม่เห็นด้วย เรื่องก็จะถูกล็อคอยู่อย่างนั้น"

ตัวอย่างชัด ๆ ที่สะท้อนการไม่ประสานกันในบางกรณีเหล่านี้ได้แก่ เรื่องการขยายเวลาค่าหุ้นซึ่งใช้เวลาพูดคุยกันเป็นปีกว่าจะได้ข้อสรุปออกมาว่าสมาชิกส่วนหนึ่งพร้อมอีกส่วนหนึ่งไม่พร้อมที่เหลือไม่ออกความเห็น และในที่สุดประเด็นนี้ก็ถูกโยกออกไปอย่างไม่มีกำหนด ส่วนเรื่องการซื้อขายหลักทรัพย์ด้วยระบบคอมพิวเตอร์ก็ใช้เวลาปรึกษาหารือกัน 2 ปีครึ่งกว่าจะเริ่มลงมือทำกันอย่างไม่ค่อยจะราบรื่นนัก

ลักษณะการดำเนินงานที่ผ่านมาของสมาคมโบรกเกอร์ แทนที่จะมีบทบาทเป็นปากเสียงพิทักาปกป้องผลประโยชน์ของสมาชิกเป็นศูนย์กลางระดมความคิด เพื่อการพัฒนาธุรกิจค้าหลักทรัพย์กลับกลายเป็นผู้ประสานการประนีประนอมระหว่างมวลสมาชิกกับตลาดหลักทรัพย์

บทบาทที่โดดเด่นจนแทบจะเป็นบทบาทหลักของสมาคมประการนี้ไม่ใช่บทบาทที่สมาคมโบรกเกอร์ต้องการ วิโรจน์กล่าวว่า "ถ้าเรามาทำหน้าที่ประนีประนอม เราไม่ได้ทำหน้าที่พัฒนา มันก็ไม่มีประโยชน์ กลับจะเป็นการเสียเวลาและเยิ่นเย้อเพราะตลาดหลักทรัพย์เองก็สามารถติดต่อกับสมาชิกได้โดยตรง ไม่ต้องมาผ่านสมาคมโบรกเกอร์เพราะความเกรงใจ ส่วนสมาชิกสมาคมฯอยากจะผลักดันประเด็นอะไรสักอย่างเข้าไปในตลาดหลักทรัพย็ก็ต้องมาผ่านทางสมาคมฯด้วยเหตุผลเดียวกัน ทำไมจะต้องเป็นอย่างนี้ในเมื่อทั้งสองส่วนก็สามารถติดต่อสื่อสารถึงกันได้โดยตรงอยู่แล้ว"

วิโรจน์อธิบายถึงประเด็นเรื่องความซ้ำซ้อนในบทบาทหน้าที่ระหว่างตลาดหลักทรัพย์กับสมาคมโบรกเกอร์ รวมถึงจุดอ่อนในข้อที่ว่าสมาคมโบรกเกอร์ไม่มีอำนาจให้คุณหรือโทษแก่สมาชิกว่า

ในเรื่องของผู้ที่จะเป็นกรรมการตลาดหลักทรัพย์ซึ่งมาจากส่วนของสมาชิกตลาดหลักทรัพย์นั้น "ผมพยายามผลักดันให้การเลือกตั้งกรรมการในโควต้าของสมาชิกเกิดขึ้นในสมาคมโบรกเกอร์ก่อน ซึ่งเมื่อโหวตกันในนี้แล้ว สมาชิกก็ไม่ต้องไปโหวตอีกเพียงยกมือรับเป็นเอกฉันท์เท่านั้น ซึ่งอันนี้ก็ได้มาและดูเหมือนจะเป็นความสำเร็จที่สามารถหาบทบาทที่เหมาะได้อย่างน้อยก็หนึ่งเรื่อง"

แต่ตำแหน่งกรรมการของตลาดหลักทรัพย์ที่มาจากสมาชิกนี้ก็ถูกคำครหานินทาอย่างสม่ำเสมอว่าเป็นผู้ที่ได้รู้มติต่าง ๆ ของตลาดหลักทรัพย์ก่อนผู้อื่น ซึ่งหมายความว่าตำแหน่งนี้จะเอื้อประโยชน์แก่บริษัทของกรรมการมากกว่าสมาชิกอื่น ๆ ที่ไม่ได้รับเลือกขึ้นมาเป็นกรรมการ

ตัวอย่างที่ชัดเจนสำหรับเรื่องนี้ไม่เคยปรากฎแต่เสียงครหาก็มีอยู่เรื่อยมา

ผู้ที่ขึ้นมาเป็นกรรมการสมาคมโบรกเกอร์นั้น เป็นผู้ที่ต้องอุทิศตนค่อนข้างมาก ความข้อนี้วิโรจน์ยืนยันและแจกแจงรายละเอียดว่า "ในเวลาที่ธุรกิจหลักทรัพย์ตกต่ำนี่ ไม่มีใครอยากมายุ่งเป็นกรรมการเลย เพราะมันมีแต่รับกับรับ คือมันเสียมากกว่าได้กรรมการต้องถูกเรียกไปหามาตรการต่าง ๆ เพื่อช่วยให้ธุรกิจมันดีขึ้นมา ต้องลงเงินช่วยเหลือด้วย พอตลาดเริ่มดีขึ้นมา ก็มีบ้างที่อยากจะมาเป็นแต่ส่วนมารกก็มักจะยุ่งกับธุรกิจของตัว การเป็นนายกฯหรือกรรมการนี่ต้องให้เวลามากเรพาะงานพัฒนาตลาดหลักทรัพย์ในบ้านเรานี่ยังอ่อนอยู่มาก ๆ เลย"

ตัวอย่างที่เพิ่งผ่านมาสด ๆ ร้อน ๆ คือในปี 2532 มีการตั้งคณะอนุกรรมการและคณะทำงานด้านต่าง ๆ รวมแล้ว 8 คณะ แม้กรรมการสมาคมโบรกเกอร์จะไม่ได้นั่งอยู่ในทุกชุด แต่บงล.และบล.ทั้งหมดก็ต้องส่งคนเข้ามาร่วมทำงาน ซึ่งนั่นหมายความว่าจะต้องเสียแรงงานเพื่อการพัฒนาธุรกิจหลักทรัพย์โดยรวม บริษัทหนึ่งประมาณ 5 คน

ในส่วนของอนุกรรมการชุดต่าง ๆ ในตลาดหลักทรัพย็ก็ต้องมีการกระจายกันเป็นในบรรดากรรมการตลาดหลักทรัพย์ การนั่งเก้าอี้หลายตัวทำให้ทุกคนเหนื่อยหน่าย การประชุมในอนุกรรมการต่าง ๆ เกือบทุกบ่ายทำให้เสียเวลาค่อนข้างมาก โดยเฉพาะบรรดาบริษัทขนาดกลางหรือขนาดเล็กลงไป ซึ่งต้องดูแลกิจการเองทั้งหมด ย่อมให้เวลามากขนาดนี้ไม่ได้ ในที่สุดก็ตกเป็นภาระของบริษัทขนาดใหญ่ ที่มอียู่ราวสิบกว่าแห่งที่หมุนเวียนขึ้นมาเป็นกรรมการ

ส่วนบงล.เองนั้นก็ต้องสวมหมวกหลายใบคือเป็นสมาชิกตลาดหลักทรัพย์ซึ่งมีการระบุไว้ในกฎหมายอย่างชัดเจน เป็นสมาชิกสมาคมโบรกเกอร์เมื่อเข้าเป็นสมาชิกตลาดหลักทรัพย์ได้ ส่วนสมาคมบริษัทเงินทุนนั้นก็เข้าไปสมาชิกด้วย ในกรณีของบงล.และบง. แต่ไม่รับบล.เป็นสมาชิก นอกจากนี้ยังต้องเป็นสมาชิกของสภาอุตสาหกรรม สภาหอการค้า จิปาถะ

ความซ้ำซ้อนในเรื่องของกรรมการ และการที่บริษัทหนึ่ง ๆ จำเป็นต้องเข้าร่วมกิจกรรมของสมาคมหลายแห่งเป็นปัญหาหน่วงรั้งสำคัญในแง่ของ การพัฒนากิจการบริษัทนั้น ๆ ให้เติบโต ซึ่งก็จะส่งผลกระทบต่อการพัฒนาธุรกิจหลักทรัพย์โดยรวมด้วย

เพราะปัจจัยสำคัญยิ่งยวดในธุรกิจนี้คือความรู้ความเชี่ยวชาญของบุคคลากร หากมัวแต่ ส่งคนออกไปทำงานเพื่อส่วนรวมทั้งปี ไนเลยบริษัทจะโต ส่วนที่โตแล้วก็อาจถูกแซงหน้าไปได้

ในด้านบทบาทของสมาคมโบรกเกอร์กับตลาดหลักทรัพย์นั้น สมาคมโบรกเกอร์ก็ดูมีความพยายามที่จะสร้างผลงานออกมา แม้ตลอดเวลาของการทำงานนั้นจะทำในเรื่องที่ซ้ำซ้อนและต้องอาศัยความร่วมมือกับทางตลาดหลักทรัพย์ก็ตาม

ผลงานสำคัญของสมาคมโบรกเกอร์ที่ผ่านมา 8 ปีเต็มมักจะเป็นในแง่ของการเสนอแนะความเห็นการร่วมหารือกับหน่วยงารที่เกี่ยวข้องคือตลาดหลักทรัพย์ ธนาคารแห่งประเทศไทยและกระทรวงการคลัง

เรื่องการตั้งศูย์รับฝากใบหุ้น มีการพิจารณาตั้งแต่ปี 2526 ร่วมกับทางตลาดหลักทรัพย์และปรึกษาหารือร่วมกันทุกปีจนกระทั่งผ่านไป 4 ปี เต็มจึงสามารถผลักดันได้สำเร็จ ตลาดหลักทรัพย์เปิดบริการรับฝากหุ้นในเดือนเมษายน 2531 ใช้เวลาพัฒนาอยู่ 1 ปีเต็มจึงมีบริษัทเข้ามาอยู่ในระบบศูนยืรับฝากกว่าร้อยบริษัทจากที่เมื่อแรกมีเพียง 4 บริษัทเท่านั้น

เรื่องการจัดตั้งสถาบันสินเชื่อเพื่อธุรกิจหลักทรัพย์ มีการปรึกษากับธนาคารแห่งประเทศไทยตั้งแต่ปี 2526 เป็นประเด็นที่มีการพิจารณาอยู่ทุกปีแต่มาในปี 2530 เรื่องก็เงียบหายไปจนปัจจุบัน

เรื่องการจัดตั้งสมาคมผู้วิเคราะห์หลักทรัพย์ริเริ่มตั้งแต่เมื่อปี 2527 กระทั่งปี 2533 ประเทสไทยจะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมสภาผู้วิเคราะห์หลักทรัพย์อาเซียน (THE ASIAN SECURITIES ANALYSTS COUNCIL) ครั้งที่ 12 สมาคมนี้ก็ยังไม่ได้มีการจัดตั้งขึ้นมาแต่อย่างใด

นโยบายการแยกบริษัทเงินทุนและบริษัทหลักทรัพย์ เป็นเรื่องที่นำเสนอกับธนาคารแห่งประเทศไทย ซึ่งทางธนาคารฯก็เห็นชอบด้วย แต่เรื่องนี้ก็ไปติดอยู่ที่กระทรวงการคลังและยังไม่มีวี่แววว่าจะเป็นจริงได้ในเร็ว ๆ นี้

ประเด็นเหล่านี้เป็นตัวอย่างของผลงานสำคัญ ๆ ของสมาคมโบรกเกอร์ บางเรื่องทำไม่สำเร็จก็เป็นไปได้ด้วยความยากลำบากใช้เวลานาน อย่างไรก็ดี เมื่อสืบค้นผลางานของสมาคมในระยะ 8 ปีก็ปรากฏว่ามีผลงานออกมามากพอสมควร

สิ่งที่น่าสังเกตคืออันที่จริงนั้นสมาคมโบรกเกอร์ทำหน้าที่สำคัญอย่างหนึ่งในการพัฒนาธุรกิจหลักทรัพย์ คือเป็นผู้ริเริ่มที่จะให้มีการแก้ไขปัญหาทางด้านการปฏิบัติการ ซึ่งบรรดาโบรกเกอร์เป็นผู้ประสบปัญหาเหล่านี้ โดยตรงและสะท้อนผ่านขึ้นมายังสมาคมเพื่อเจรจากับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

แต่ดังที่ได้กล่าวมาแล้ว หากสมาชิกได้เจรจากับตลาดหลักทรัพย์โดยตรง ไม่ต้องผ่านตัวกลางเช่นสมาคมโบรกเกอร์ เหมือนกับที่เคยเป็นมาก็อาจจะเป็นการดีกว่า

นี่เป็นเพียงการประเมินจากบทเรียนความเยิ่นเย้อในการสื่อสารระหว่างตลาดหลักทรัพย์ สมาคมโบรกเกอร์และสมาชิก

ปัญหาอีกประการหนึ่งที่เป็นเหตุผลสำคัญซึ่งวิโรจน์หยิบยกมาเสนอ เพื่อชวนให้ยุบสมาคทโบรกเกอร์คือเรื่องที่สมาคมฯไม่มีอานาจในการลงโทษสมาชิกที่ไม่ปฏิบัติตามมติสมาคมฯ บทลงโทษประการเดียวที่สมาคมฯ มีอยู่คือการให้ออกจากการเป็นสมาชิก

แต่ใครล่ะจะกล้าโหวตให้ใครหลุดออกจากสมาชิกภาพ

วิโรจน์กล่าวอย่างเปิดเผยกับ "ผู้จัดการ" ว่า "การโหวตให้ออกจากสมาชิกสมาคมฯนั้นทำได้ยากเพราะต้องใช้เสียงถึง 3 ใน 4 หรือ 27 บริษัท จะต้องมีการฟ้องขึ้นมาว่าผิดอย่างไร ซึ่งที่ผ่านมายังไม่เคยมีการทำกันเลย แล้วใครจะไปกล่าวหาใคร ก็พ่อค้าด้วยกันทั้งนั้น ตัวจับผิดก็คือนายกสมาคมฯ แต่นายกฯก็เป็นพ่อค้า จึงไม่อยากมีเรื่องกับใคร ผมคว้าปัปเข้าไปเหยียบหางใครไม่รู้กี่คน มันไม่ใช่หน้าที่เราที่จะมากำกับตรวจสอบกันเอง แต่ถ้าเป็นมติและมีกฎบัญญัติลงโทษอย่างแน่นอน ใครทำก็เสร็จ"

ทั้งนี้เมื่อดูขอบข่ายอำนาจของคณะกรรมการการสมาคมโบรกเกอร์เทียบเคียงกับของคณะกรรมการตลาดหลักทรัพย์แล้ว แตกต่างกันมาก

กรรมการสมาคมโบกเกอร์มีหน้าที่ในขอบข่าย่ของสมาคมการค้าทั่วไปคือบริหารกิจการสมาคมฯให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ ควบคุมดูแลทรัพย์สินของสมาคมฯ รักษาผลประโยชน์สมาคมฯ แต่งตั้งอนุกรรมการที่ปรึกษาและจัดให้มีการเลือกตั้งผู้แทนสมาชิกเสนอเป็นกรรมการตลาดหลักทรัพย์

ส่วนกรรมการตลาดหลักทรัพย์มีอำนาจควบคุมการดำเนินงานของตลาด ออกข้อบังคับต่าง ๆ ขึ้นใช้ในตลาดหลักทรัพย์ได้ตามมาตรา 15 ของพรบ.ตลาดหลักทรัพย์ พิจารณารับสมาชิกตลาดหลักทรัพย์ ลงโทษสมาชิกที่ฝ่าฝืนกฎหมายว่าด้วยตลาดหลักทรัพย์ซึ่งโทษมี 4 ประการคือ ภาคทัณฑ์ปรับ ห้ามซื้อขายหลักทรัพย์ชั่วคราวและขั้นสูงสุดคือให้พ้นจากสมาชิกภาพ

กรรมการตลาดหลักทรัพย์มีอนำาจการลงโทษมากเป็นล้นพ้นกับสมาชิก และได้เคยมีการลงโทษสถานหนักมาแล้วหลายครั้ง ส่วนกรรมการสมาคมโบรกเกอร์ไม่เคยมีการพิจารณาลงโทษสมาชิกที่ไม่ยึดถือปฏิบัติตามข้อตกลงของสมาคมฯแต่อย่างใด

ประเด็นนี้ดูเหมือนสร้างความลำบากใจแก่วิโรจน์เป็นอย่างมาก เพราะการที่กรรมการสมาคมโบรกเกอร์ไม่มีอำนาจให้คุณให้โทษกับสมาชิกได้นั้นย่อมหมายความว่ากรรมการไม่มีน้ำยาอะไร กรรมการไม่สามารถแก้ไขปัญหาที่เกี่ยวพันกับการกำกับควบคุมดูแลการดำเนินงานของโบรกเกอร์ วิโรจน์กล่าวว่า "การดูแลให้สมาชิกอยู่ในจรรยาบรรณในจริยธรรมของการประกอบธุรกิจนี้ เราทำไม่ได้มันมีแต่สัตยาบันที่ให้แก่กันเท่านั้น"

เปรียบไปก็คล้ายเป็นนายทหารที่ออกคำสั่งไม่ได้ มันจึงเป็นการไม่มีประโยชน์แต่อย่างใดที่จะนั่งอยู่ในตำแหน่งนี้

ปัญหาเรื่องจรรยาบรรณ และจริยธรรมในการประกอบธุรกิจเป็นประเด็นที่ล่อแหลมมาก ผู้ประกอบการและนักลงทุนค้าหลักทรัพย์ต่างรู้ซึ่งกันและกันดี ฝ่ายหนึ่งเรียกร้องให้อีกฝ่ายทำธุรกิจอย่างมีจรรยาบรรณ ขณะที่อีกฝ่ายก็ใช้ช่องโหว่ของระเบียบซิกแซกเพื่อประโยชน์ของการลงุทนแนวมองเรื่องจรรยาบรรณเป็นปัญหาอีกอันหนึ่งที่เถียงกันได้ไม่รู้จบ

โยธินให้ความเห็นอย่างตรงไปตรงมาตามสไตล์ของเขาว่า "เรื่องหุ้นพ่วงนี่ผมเห็นว่าเป็นวิธีการทำธุรกิจแบบหนึ่ง เราทำธุรกิจ ไม่ใช่การกุศลหรือมูลนิธิอะไร คนที่มาซื้อก็เพื่อต้องการกำไร คนที่เขาทำอันเดอไรต์เขาก็มีความเสี่ยง"

แต่สำหรับวิโรจน์ การฟาดฟันกับปัญหาเรื่องจริยธรรมของสมาชิกฯดูจะกลายเป็นบทบาทหลักและหนักที่เขาต้องเล่นเพียงคนเดียว

กรณีของบล.ชาวไทยจก.ถูกมองว่าเป็นปัญหาที่ช่องโหว่ของกฎหมาย ซึ่งหมายความว่าจะต้องไปแก้กันที่กฎหมาย โดยมีการชำระกันเสียใหม่ทำนองนั้น แต่วิโรจน์มองว่ามันเป็นเรื่องของนักบริหารเองที่จะยึดถือความซื่อสัตย์จรรยาบรรณกันสักขนาดไหน

วิโรจน์กล่าวว่า "มาตรฐานทางด้านจริยธรรมนี้เพิ่งจะมีความคิดริเริ่มกันในหมู่ผู้บริหารระดับกลางและสูงของตลาดหลักทรัพย์ SEC และโบรกเกอร์เท่านั้น ซึ่งนั่นหมายความว่าต้องใช้เวลาอีกนานกว่าที่จะมีสำนึกและแปรออกมาเป็นการปฏิบัติอย่างจริงจังได้"

เป็นไปได้ว่าหากวิโรจน์ไม่ได้เป็นนายกสมาคมโบรกเกอร์ที่เป็นเป้าให้ผู้คนได้ร้องเรียนพฤติกรรมต่าง ๆ ที่ไม่ถูกต้องของบงล.และบล.แล้วเขาก็อาจจะไม่ต้องมาเป็นหนักหน้าไฟแบบทุกวันนี้เพราะเขาก็เป็นนักบริหารของบงล.ใหญ่แห่งหนึ่งด้วยเหมือนกัน

ปัญหาเรื่องจริยธรรมเป็นประเด็นที่เกี่ยวข้องกับอำนาจในการที่จะให้คุณให้โทษแก่สมาชิก เมื่อสมาคมโบรกเกอร์ไม่มีอำนาจในประการหลังการที่จะจัดการกับปัญหาจริยธรรมให้ "ชงัด" จึงเป็นเรื่องประหนึ่งเพ้อฝัน

ส่วนการปลูกฝังจริยธรรมในการดำเนินธุรกิจให้นักลงทุนก็เป็นเรื่องของ "ไก่เห็นตีนงู งูเห็นนมไก่" สิ่งที่ควรจะเป็นน่าจะออกมาในรูปอขงการชี้แนะตักเตือนและการใช้อำนาจเพื่อลงโทษกับผู้ฝ่าฝืนกระทำผิด ซึ่งผู้ที่จะเล่นบทบาทนี้ได้ "ฉมังใจ" คนดูก็คือตลาดหลักทรัพย์ต่างหาก

ประเด็นปัญหาต่าง ๆ ที่เป็นปมให้ขบคิดต่อเนื่องมาสู่ข้อเสนอการยุบสมาคมโบรกเกอร์ของวิโรจน์สะท้อนให้เห็นข้อเท็จจริงประการหนึ่งที่วางนิ่งอยู่ประดุจร่องน้ำลึก หลายปัญหาที่วิโรจน์ "ตีฆ็องร้องป่าว" ออกมาทางสื่อมวลชนเป็นเรื่องที่มีความเห็นแตกต่างกันในสมาคมโบรกเกอร์

เรื่องการเพิ่มเวลาการค้าหลักทรัพย์ การขายหุ้นพ่วง เคลียริ่ง SEC การซื้อขายหลักทรัพย์โดยใช้ระบบคอมพิวเตอร์ ตลาดหุ้นนอกตลาด การเอารัดเอาเปรียบผู้ลงทุน ความเป็นธรรมในการอันเดอไรต์หุ้น ฯลฯ

ความแตกต่างทางความเห็นหลายครั้งนำไปสู่ความแตกแยกได้ และเมื่อเกิดความแตกแยกแล้วแม้จะไม่มีความแตกต่างในความเห็นแต่ก็สามารถที่จะเห็นไม่เหมือนกันได้

กรณีที่เป็นที่รู้กันทั่วไปใวงการค้าหลักทรัพย์คือความกินแหนงแคลงใจกันด้วยเหตุผลส่วนตัวระหว่างวิโรจน์และสุขุม สิงคาลวนิช รองประธานคณกรรมการบงล.ธนสยาม จก. และเป็นกรรมการสมาคมโบรกเกอร์อยู่ด้วย ถึงขนาดที่ว่าฝ่ายหนึ่งเห็นขาวอีกฝ่ายต้องเห็นดำ

อย่างไรก็ดี การที่จะพูดว่าความขัดแย้งของคนคู่นี้เป็นเหตุนำมาสู่การยุบสมาคมโบรกเกอร์ก็ค่อนข้างจะเป็นเรื่องเหลือเชื่อ โยธินกล่าวว่า "ผมคิดว่าถ้าสองคนนี้จะมีความแตกต่างทางความคิดและมีลักษณะโต้ตอบกันนั้น มันก็ไม่ได้เป็นการกระทบกระเทือนกับสมาคมฯเลย สมาคมนี้เป็นสมาคมที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินธุรกิจ ความเห็นย่อมแตกต่างกันได้ทำไมสองคนไม่ถูกกันแล้วจะมาล้มสมาคมฯ ถ้าคิดอย่างนี้ก็เป็นการดูถูกทั้งคุณสุขุมและคุณวิโรจน์"

สุขุมไม่ออกความเห็นในประเด็นนี้ แต่ในเรื่องของการยุบสมาคมฯนั้น เขาคัดค้านเต็มตัว เหตุผลเป็นอันเดียวกับผู้คัดค้านอื่น ๆ เช่น บัณฑร ลิ้วประเสริฐ กรรมการผู้อำนวยการบงล.สินเอเซียจก.

สุขุกล่าวกับ "ผู้จัดการ" ในสายวันหนึ่งบนอาคารสินธรว่า "เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ควรจะพูดกันในที่ประชุมสมาคมฯมากกว่า ผมไม่มีความเห็นใด ๆ หากผมจะพูดก็ต้องไปพูดในที่ประชุมฯ ถ้าจะถามผมก็ควรจะถามในเรื่องของสมาคมบริษัทเงินทุนมากกว่าเพราะผมเป็นประธานคณะกรรมการสมาคมฯ"

อย่างไรก็ดีสุขุมไม่ได้แสดงความเห็นในกรณีที่วิโรจน์เสนอให้บริษัทหลักทรัพย์ที่เป็นสมาชิกสมาคมโบรกเกอร์เข้าไปเป็นสมาชิกของสมาคมบริษัทเงินทุน เมื่อยุบสมาคมโบรกเกอร์ทิ้งไปแล้วเขายืนยันที่จะไปแสดงความเห็นในที่ประชุมสมาคมโบรกเกอร์มากกว่า

ส่วนวิโรจน์ยอมรับกับ "ผู้จัดการ" ว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่รู้กันดีในทั่ววงการ เขากล่าวถึงเหตุผลลึก ๆ ในเรื่องของการแข่งขันซึ่งเป็นเรื่องส่วนตัว แต่โดยหลักการแล้วเขารู้สึก "สงสาร" วิโรจน์ยืนยันว่า "ผมพยายามทำทุกอย่างเพื่อส่วนรวม"

ความแตกต่างทางแนวคิดในการมองธุรกิจหลักทรัพย์ที่ปะทุขึ้นมาในประเด็นเรื่องการยุบสมาคมโบรกเกอร์ การให้กิจการเงินทุนและหลักทรัพย์ทั้งหมดเข้าไปรวมอยู่ในสมาคมบริษัทเงินทุนเพื่อให้รับบริษัทหลักทรัพย์เข้ามาไว้เป็นสมาชิกได้ด้วย การคิดในประเด็นที่จะให้สมาชิกทั้งมวลมีส่วนร่วมในการบริหารตลาดหลักทรัพย์ เหล่านี้สะท้อนให้เห็นแนวมองสองแบบในสมาคมฯ

แนวมองแบบวิโรจน์ที่มีลักษณะ AGGRESSIVE มองไปถึงอนาคตที่ยาวไกลและรูปแบบการบริหารที่เป็นแบบสากลประเทศ ซึ่งเป็นเป้าหมายสูงสุดของวิโรจน์คือการได้บริหารตลาดหลักทรัพย์ที่เป็นองค์กรของสมาชิกโดยตรง

ส่วนแนวมองในทางคัดค้าน ลักษณะ CONSERVATIVE ยึดมั่นกับโครงสร้างปัจจุบันที่ใช้มาเป็นเวลายาวนาน

วิโรจน์เปิดเผยกับ "ผู้จัดการ" ว่า "ผมสามารถทำนายได้ว่าถ้าไม่มีการเปลี่ยนแปลงอะไร ต่อไปสมาคมโบรกเกอร์นี้ก็ต้องล่ม มันสลายตัวเอง INACTIVE ไปโดยปริยายเหมือนกับสมาคมไทยเงินทุนและหลักทรัพย์ แต่มันก็ขึ้นอยู่กับว่าได้นายกสมาคมฯที่เอาการเอางานต่อไปอีกไหม ถ้าได้ก็โอเค"

ส่วนตัววิโรจน์เอง หากความพยายามที่จะหาเสียงสนับสนุนแผนการล้มสมาคมฯ ของเขาไม่เป็นผล คาดว่าเขาจะลดบทบาทลงเรื่อย ๆ และพ้นวาระเมื่อหมดสมัยดำรงตำแหน่งสิ้นปี 2533

"ผมจะลาออกจากการเป็นสมาชิก" วิโรจน์ กล่าวถึงท่าทีของเขาในอนาคต

อย่างไรก็ตาม การประชุมคณะกรรมการสมาคมโบรกเกอร์เมื่อ 21 มีนาคมที่ผ่านมาชี้ให้เห็นแล้วว่า ความพยายามหาเสียงของวิโรจน์ยังไม่ได้รับการสนับสนุนที่มั่งคงหนักแน่นพอ กรรมการหลายคนสงวนท่าทีเมื่อมีการคัดค้านอย่างแข็งขันจากกรรมการระดับ "ซีเนียร์" อย่างสุขุมและบัณฑร ลิ้วประเสริฐ

ถ้าวิโรขน์ยังยืนยันจะให้มีการยุบสมาคมโบรกเกอร์ต่อ เขาก็ต้องทำงานหนักเพื่อให้คนในวงการเข้าใจเจตนารมย์ของเขามากขึ้น บทพิสูจน์วิโรจน์อยู่ที่เดือนพฤศจิกายนหน้าเมื่อมีการประชุมสมาชิกทั้งหมดของสมาคมฯ

   




 








upcoming issue

จากโต๊ะบรรณาธิการ
past issue
reader's guide


 



home | today's news | magazine | columnist | photo galleries | book & idea
resources | correspondent | advertise with us | contact us

Creative Commons License
ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย