Search Resources
 
Login เข้าระบบ
สมัครสมาชิกฟรี
ลืมรหัสผ่าน
 
  homenewsmagazinecolumnistbooks & ideaphoto galleriesresources50 managermanager 100join us  
 
 


bulletToday's News
bullet Cover Story
bullet New & Trend

bullet Indochina Vision
bullet2 GMS in Law
bullet2 Mekhong Stream

bullet Special Report

bullet World Monitor
bullet2 on globalization

bullet Beyond Green
bullet2 Eco Life
bullet2 Think Urban
bullet2 Green Mirror
bullet2 Green Mind
bullet2 Green Side
bullet2 Green Enterprise

bullet Entrepreneurship
bullet2 SMEs
bullet2 An Oak by the window
bullet2 IT
bullet2 Marketing Click
bullet2 Money
bullet2 Entrepreneur
bullet2 C-through CG
bullet2 Environment
bullet2 Investment
bullet2 Marketing
bullet2 Corporate Innovation
bullet2 Strategising Development
bullet2 Trading Edge
bullet2 iTech 360°
bullet2 AEC Focus

bullet Manager Leisure
bullet2 Life
bullet2 Order by Jude

bullet The Last page


ตีพิมพ์ใน นิตยสารผู้จัดการ
ฉบับ ตุลาคม 2534








 
นิตยสารผู้จัดการ ตุลาคม 2534
แปรรูป อ.ส.ค. เพื่อโละผู้บริหารทิ้งก่อนสายเกินไป             
โดย สุพัตรา แสนประเสริฐ
 

 
Charts & Figures

รัฐวิสาหกิจที่ถูกแปรรูปในช่วงปี 2523 เป็นต้นไป
ปริมาณการผลิตน้ำนมดิบ
ตารางส่วนแบ่งตลาด ผลิตภัณฑ์นม ณ ปี 2532


   
www resources

โฮมเพจ องค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย

   
search resources

องค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.)
Dairy Product




เฉลิมชัย เล็กชม เป็นผู้บริหาร อ.ส.ค. มานานกว่า 8 ปี นมไทย-เดนมาร์ก สัญลักษณ์วัวแดง กำลังตกต่ำส่วนแบ่งตลาดลงเรื่อย ๆ เนื่องจากการบริหารไม่มีประสิทธิภาพการเปลี่ยนแปลงผู้บริหารรัฐวิสาหกิจทำได้ยากหากไม่ใช้วิธีการแปรรูปเปลี่ยนสถานภาพใหม่

"อ.ส.ค. มีปัญหามานานแล้ว สถานภาพของความเป็นรัฐวิสาหกิจทำให้หน่วยงานนี้ตกอยู่ภายใต้โครงสร้างแบบราชการที่ขาดความมีประสิทธิภาพในเชิงการแข่งขัน" ข้อสรุปถึงเหตุผลในการแปรรูปองค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย หรือ อ.ส.ค. ของอาชว์ เตาลานนท์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรฯ ที่นำเสนอต่อคณะรัฐมนตรีระบุไว้เช่นนี้

อาชว์มีพื้นฐานจากภาคเอกชน เขามาจากบริษัทซีพียักษ์ใหญ่อุตสาหกรรมอาหารและปศุสัตว์ เป็นผู้บริหารระดับสูงถึงขั้นกรรมการบริหารของกลุ่มซีพี จึงไม่แปลกที่อาชว์จะมีความรู้และชำนาญในอุตสาหกรรมนมอย่างดี

องค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย หรือ อ.ส.ค. กำลังเป็นองค์กรที่ถูกกล่าวขวัญอย่างมาก ในขณะนี้ ในประเด็นที่ว่า เป็นองค์กรรัฐวิสาหกิจรายแรกของประเทศไทยภายใต้รัฐบาลอานันท์ ปันยารชุน ที่ถูกปรับเปลี่ยนบทบาทใหม่ให้กลายเป็นบริษัทจำกัด ที่ทำหน้าที่เพียงส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย โดยวิธีให้เอกชนเข้ามามีส่วนร่วมลงทุนและบริหารในกิจการที่เป็นของรัฐ (รัฐลงทุนเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่) ให้มีประสิทธิภาพ เพื่อความอยู่รอดและสามารถแข่งขันกับเอกชนในตลาดค้านมเสรีในปัจจุบันได้

การแปรรูปรัฐวิสาหกิจจัดเป็นเครื่องมือ หรือมาตรการหนึ่งที่รัฐบาลและรัฐวิสาหกิจเองสามารถนำไปใช้เพื่อประสิทธิภาพของการดำเนินงานของรัฐวิสาหกิจ

รูปแบบของการแปรรูปในฐานะที่เป็นเครื่องมือที่อยู่ในข่ายใช้ได้และรัฐบาลได้เคยใช้มาบ้างแล้วในอดีตมีทั้งหมด 7 ลักษณะด้วยกัน

หนึ่ง - การถอนตัวจากการผลิต ซึ่งหมายถึงรัฐไม่สนใจด้านการผลิตสินค้าหรือบริการนั้นๆ อีกต่อไป แม้ว่าจะมีกำไรก็ตาม จึงจำหน่ายจ่ายโอนไปทั้งหมด อาจมาในรูปของการขายที่รู้จักกันดีว่า DIVESTITURE การขายในลักษณะนี้อาจขายทั้งกิจการให้แก่เอกชน หรือขายเพียงบางส่วน เช่น กรณีองค์การสารส้ม องค์การผลิตอาหารสำเร็จรูป โรงงานกระสอบ เป็นต้น

สอง - การให้เอกชนมีส่วนร่วมในการเป็นเจ้าของ หมายถึงรัฐยังคงสนใจที่จะดำเนินกิจการอยู่ แต่ต้องการให้เอกชนมีส่วนร่วมเป็นเจ้าของในกิจการนั้น ๆ บางส่วนหรือเกือบทั้งหมด โดยการกระจายขายหุ้นให้แก่ประชาชนผ่านตลาดหลักทรัพย์ ทั้งนี้ อาจเพื่อระดมเงินลงทุนจำนวนมาก หรือเพียงเพื่อต้องการความเป็นประชาธิปไตยแบบทุนนิยมที่ต้องการให้ประชาชนได้มีส่วนเป็นนายทุน (รายย่อย) ในกิจการของประเทศ เช่น ธนาคารกรุงไทย บริษัทหินอ่อน บริษัทกระสอบอิสาน เป็นต้น

สาม - การร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐกับเอกชน เป็นการร่วมมือในสัดส่วนต่าง ๆ เพื่อประสานความเชี่ยวชาญและทุนทรัพย์ของเอกชนและรัฐ เป็นการร่วมเสี่ยงด้วยกันทั้ง 2 ฝ่าย ซึ่งการร่วมทุนในลักษณะนี้อาจเป็นการจัดตั้งกิจการใหม่โดยตรงระหว่างรัฐและเอกชนหรือการที่รัฐวิสาหกิจจัดตั้งกิจการใหม่ในเครือ โดยมีเอกชนเข้าร่วม เช่น การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย บริษัทนารายณ์ภัณฑ์ เป็นต้น

สี่ - การจ้างเหมา รัฐให้บริการมาในรูปที่ให้เอกชนเป็นผู้ผลิตบริการแจกจ่ายให้แก่ประชาชนโดยส่วนราชการหรือรัฐวิสาหกิจเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายให้แก่ผู้ผลิตเอกชน จัดเป็นลักษณะของ CONTRACTING OUT การจ้างเหมานี้อาจมาในรูปของการจ้างเอกชนเป็นฝ่ายจัดการดำเนินกิจการแทนรัฐก็ได้ เช่น ทศท. ขสมก.

ห้า - การให้สัมปทาน โดยรัฐให้เอกสิทธิ์ที่เป็นของรัฐแก่เอกชน เพื่อให้ดำเนินการแทนโดยผู้ประกอบการเอกชนเป็นผู้รับผิดชอบทุกอย่าง พร้อม ๆ กับให้ประโยชน์แก่รัฐในรูปค่าภาคหลวง เอกสิทธิ์ที่ผู้ประกอบการเอกชนได้รับนี้อาจเป็นสิทธิสมบูรณ์ที่ครอบครองแต่ผู้เดียว การให้สัมปทานแก่เอกชนเพื่อดำเนินการแทนรัฐนี้ ไม่จำเป็นต้องไปยุ่งเกี่ยวกับการผลิตสินค้าหรือบริการให้แก่ผู้บริโภคโดยตรง

หก - การให้เช่า ลักษณะนี้รัฐให้เอกชนเช่าทรัพย์สินบางอย่างของรัฐ เช่น ที่ดิน โรงงาน สำนักงาน ซึ่งไม่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้เต็มที่ เมื่อรัฐนำไปทำเอง วิธีให้เช่าแบบ TURNKEY เป็นการเช่าสมบูรณ์แบบโดยเอกชนจัดดำเนินการทรัพย์สินนับตั้งแต่ขั้นพัฒนาจนอยู่ในสภาพที่สามารถดำเนินการได้อย่างสมบูรณ์จนถึงระยะเวลาที่ตกลง จึงคืนทรัพย์สินให้แก่รัฐ ปัจจุบันนิยมเรียกวิธีการนี้ว่า B.O.T. (BUILD OPERATE AND TRANSFER) หรือ BOOT (BUILD-OWN-OPERATE TRANSFER)

เจ็ด - การเพิ่มความเสรีในการดำเนินการ ซึ่งหมายถึงรัฐผ่อนคลายระเบียบกฎเกณฑ์ต่างๆ ที่มีอยู่ในระบบซึ่งจัดเป็นอุปสรรคในการทำงานของระบบ ทำให้การแข่งขันในระบบตลาดไม่บังเกิดขึ้นหรือมีน้อย หรือทำให้การบริหารงานขององค์กรขาดสภาพคล่องตัว เพื่อสนองความต้องการของผู้บริโภค

การเพิ่มความเสรีในการดำเนินการมีความหมายที่ใกล้เคียงกัน "การยกเลิกการควบคุม" ที่ทำให้เกิดสภาพอุตสาหกรรมมีการผูกขาด ขาดประสิทธิภาพ ผู้บริโภคได้รับบริการที่คุณภาพต่ำ ซึ่งการยกเลิกการควบคุมเป็นการสร้างโอกาสให้มีการแข่งขันในหมู่ผู้ผลิต เช่น กรณีเปิดอนุญาตให้บุหรี่ต่างประเทศเข้ามาขายอย่างถูกต้องในประเทศได้ ซึ่งเท่ากับเป็นการกระตุ้นในเชิงการแข่งขันให้เกิดขึ้นกับธุรกิจบุหรี่ที่โรงงานยาสูบผูกขาดการผลิตและจำหน่ายแต่ผู้เดียวมานาน หรือกรณีเหล้าต่างประเทศที่เข้ามาแข่งขันกับเหล้าของโรงงานสุรามหาราษฎรและสุราทิพย์ที่ผูกขาดผลิตและจำหน่ายในประเทศมานาน เป็นต้น

การแปรรูปรัฐวิสาหกิจมีทางเลือกในวิธีการถึง 7 วิธีการ วิธีการแต่ละวิธีอยู่ที่ความเหมาะสมของเป้าหมายของการแปรรูปที่มีเหตุผล ส่วนหนึ่งขึ้นอยู่กับนโยบายของรัฐว่าต้องการให้หน่วยงานนั้นดำรงอยู่ในฐานะที่ทำรายได้ในเชิงธุรกิจแก่รัฐต่อไปหรือไม่

ในกรณีการแปรรูป อ.ส.ค. ได้ถูกจัดเข้าอยู่ในข่ายลักษณะที่ 2 คือ การให้เอกชนเข้ามามีส่วนร่วมเป็นเจ้าของเพื่อพัฒนาระบบ ไม่ว่าจะเป็นระบบการบริหารการตลาดและการจัดการก็ตาม

เหตุที่เลือกวิธีการนี้ เพราะ อ.ส.ค. เป็นเครื่องมือของรัฐในการส่งเสริมกิจการโคนมของชาติ และที่สำคัญยังมีฐานะการดำเนินงานในเชิงธุรกิจที่สามารถยืนอยู่ได้โดยไม่ขาดทุน

เพียงแต่มันไม่มีศักยภาพที่จะเติบโตต่อไปได้เท่านั้น

อาชว์ เตาลานนท์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวยอมรับกับ "ผู้จัดการ" ว่า อ.ส.ค. โดยตัวของมันเองเป็นอุปสรรคขัดขวางการเจริญเติบโตของตนเอง อาจกล่าวได้ว่า เพราะความเป็นรัฐวิสาหกิจทำให้ไม่สามารถที่จะแข่งขัน เพราะมีข้อจำกัดด้านบริหาร เครื่องจักร อุปกรณ์ เงินทุน ความไม่คล่องตัวในระเบียบ ซึ่งสิ่งเหล่านี้นำไปสู่ประสิทธิภาพในการดำเนินงานที่สู้เอกชนไม่ได้

หรือพูดอีกแบบหนึ่งเมื่อสู้เอกชนไม่ได้ก็หมายความว่า ไม่มีศักยภาพที่จะเติบโตไปพร้อมกับตลาดได้ เมื่อมองในเชิงธุรกิจแล้วสิ่งนี้คือสัญญาณของการถดถอยในการดำเนินงาน

อาชว์ ชี้ให้เห็นว่า ความเป็นรัฐวิสาหกิจของ อ.ส.ค. ทำให้หน่วยงานนี้มีปัญหาด้านการบริหารมากมาย

หนึ่ง - ความคล่องตัวในการบริหารงานของ อ.ส.ค. ไม่มี เพราะอยู่ภายใต้ระเบียบของกฎหมายรัฐวิสาหกิจ ซึ่งมีระเบียบและกฎเกณฑ์ในการจัดซื้อ กู้ยืมเงิน การว่าจ้าง (กระทรวงการคลังค้ำประกัน) ที่จะต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด

นอกจากนี้ อำนาจในการบริหารของผู้บริหารมีค่อนข้างจำกัด เพราะต้องอาศัยอำนาจจากคณะกรรมการ อ.ส.ค. ซึ่งมีอยู่ด้วยกันถึง 11 คน แต่ละคนเป็นตัวแทนมาจากที่ต่าง ๆ เช่น สำนักงานเศรษฐกิจกระทรวงเกษตรฯ สภาพัฒนฯ กระทรวงคลัง ตำรวจภูธร 3

ที่สำคัญ กรรมการแต่ละคนไม่มีใครมีความรู้หรือประสบการณ์ในการทำธุรกิจอุตสาหกรรมโคนมมาก่อนแต่อย่างใด

นอกจากนี้ ยังมีบอร์ดย่อยอีก คือ คณะอนุกรรมการบริหาร อ.ส.ค. เพื่อการประชุมเฉพาะกิจ ซึ่งการบริหารที่ต้องผ่านการตัดสินใจจากคณะกรรมการดังกล่าวนี้ ในบางครั้งก็ทำให้การตัดสินใจล่าช้าไม่ทันต่อวิกฤตการณ์ที่จะต้องแก้ไข โดยเฉพาะอย่างยิ่งการแข่งขันในตลาดนมสดที่ทวีความรุนแรงเพิ่มขึ้นทุกวัน

สอง - ปัญหาด้านการระดมทุนและด้านบุคลากร อ.ส.ค. ขาดศักยภาพในการระดมทุนเพื่อการขยายธุรกิจ เนื่องมาจากระบบการบัญชีไม่มีประสิทธิภาพ

ในฐานะเป็นหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ ขั้นตอนในการกู้เงินแต่ละครั้งจะต้องเปิดเผยฐานะทางการเงินที่ผ่านการตรวจสอบจาก ส.ต.ง. แล้วพร้อมทำโครงการอย่างละเอียด อธิบายถึงเหตุผลที่จำเป็นต้องจัดทำโครงการขึ้นเสนอผ่านกระทรวงคลังเพื่อค้ำประกันและขออนุมัติ

เมื่อ อ.ส.ค. ไม่ได้แสดงงบที่ผ่านการตรวจสอบของ ส.ต.ง. ให้กระทรวงการคลัง การกู้เงินก็ทำไม่ได้

นอกจากนี้ ผู้บริหาร อ.ส.ค. โดยส่วนใหญ่ เป็นผู้ที่ได้รับการแต่งตั้งจากรัฐมนตรีกระทรวงต้นสังกัดด้วยเงื่อนไขความสัมพันธ์ทางการเมืองทั้งส่วนตัวหรือส่วนที่เกี่ยวเนื่องกับพรรคการเมือง นอกจากนี้ ในกรณีที่ผู้ได้รับการแต่งตั้งเป็นข้าราชการมาก่อน แนวความคิดและการดำเนินการก็ยังคงยึดติดลักษณะของระบบราชการ

เข้าทำนองคิดเสียแต่ว่าทั้งหมดเป็นของหลวง ไม่มีผลประโยชน์ตอบแทนจึงไม่เกิดแรงจูงใจเพื่อการปฏิบัติให้มีประสิทธิภาพ

คนในวงการ กล่าวว่า กรณีผู้บริหารของ อ.ส.ค. เข้าข่ายเป็นข้าราชการประจำและมีการเมืองเข้ามาแทรกแซง

จากในอดีตที่ผ่านมา หลังการก่อตั้งเมื่อประมาณ 2514 เป็นต้นมา ผู้อำนวยการของ อ.ส.ค. เริ่มตั้งแต่ยอด วัฒนสินธิ์ ทินกร คมกริช และทิม พรรณศิริ (อดีตเป็นอธิบดีกรมปศุสัตว์) และบุญมี จันทรวงศ์ ล้วนแล้วแต่เป็นข้าราชการประจำสังกัดกระทรวงเกษตรมาก่อนที่รัฐมนตรีเจ้ากระทรวงเกษตรจะส่งเข้าไปอยู่ อ.ส.ค. ทั้งสิ้น

"เมื่อปี 2524 ยุครัฐบาลเปรม 1 ที่นั่งของกระทรวงเกษตรตกเป็นของพรรคชาติไทย โดยมี กฤช สังขะทรัพย์ เป็นรัฐมนตรีว่าการฯ ได้ส่ง บุญมี จันทรวงศ์ ซึ่งเป็นข้าราชการประจำกระทรวงเกษตรฯ ในขณะนั้น และกล่าวกันว่า เป็นคนที่มีสายสัมพันธ์อันดีกับลูกชายของประมาณ อดิเรกสาร หัวหน้าพรรคชาติไทย เข้าไปเป็นผู้อำนวยการ อ.ส.ค. เพื่อแก้ปัญหาใน อ.ส.ค. ที่ขณะนั้นกำลังประสบปัญหานมล้นตลาด" แหล่งข่าวยกตัวอย่างถึงการเข้ามาเป็นผู้บริหาร อ.ส.ค. จากอิทธิพลของนักการเมืงอ

ต่อมาเมื่อมีการยุบสภาปี 2526 เกิดขึ้น และ ณรงค์ วงศ์วรรณ จากพรรคกิจสังคม ได้ครองกระทรวงนี้แทนก็ได้ส่งสมาชิกของพรรคกิจสังคม คือ เฉลิมชัย เล็กชม ซึ่งสมัยนั้นเขาลงสมัครเลือกตั้งในเขตสระบุรี (แต่ไม่ได้รับเลือกตั้ง) เข้ามาเป็นผู้บริหารต่อจากบุญมี จนถึงเวลานี้

สาม - ปัญหาทางด้านการปรับปรุงประสิทธิภาพของระบบการผลิต เนื่องจากปัจจุบัน อ.ส.ค. มีขีดจำกัดในด้านการระดมทุนเพื่อการขยายกำลังการผลิต ทำให้ อ.ส.ค. ยังคงมีระบบการผลิตด้วยเครื่องจักรเครื่องมือที่ล้าสมัย และขาดประสิทธิภาพอันส่งผลให้ อ.ส.ค. มีอัตราการสูญเสียผลิตภัณฑ์ ตลอดจนต้นทุนการผลิตสูงขึ้น

จากข้อมูลของคณะผู้เชี่ยวชาญ DANIDA (เดนมาร์ก) อ้างว่า "เครื่องมือเครื่องใช้หรืออุปกรณ์ในการแปรรูปของ อ.ส.ค. ส่วนมากจะเก่า เมื่ออุปกรณ์เก่าและล้าสมัย การผลิตก็หยุดชะงักลงบ่อยครั้ง ทำให้ผลผลิตและยอดขายลดลง และนั่นย่อมทำให้ผลกำไรลดลงด้วย สมควรจะต้องมีการเปลี่ยนใหม่ภายใน 3-4 ปีข้างหน้านี้ และมีแนวโน้มว่า อ.ส.ค. จะไม่สามารถจัดหางบประมาณเพื่อการนี้ได้"

แม้ว่าปัจจุบัน อ.ส.ค. ได้พยายามบริหารโรงงานที่มีอยู่ให้ผลผลิตออกมาอย่างเต็มกำลังการผลิตแล้ว (คือวันละ 200 ตัน) ก็ตาม แต่ส่วนแบ่งของตลาดผลิตภัณฑ์นมสด และนมดิบของ อ.ส.ค. ก็ยังคงลดลงเรื่อย ๆ

การที่ อ.ส.ค. ไม่สามารถจัดหาอุปกรณ์การแปรรูปที่ทันสมัยมาแทนชุดเก่าที่ล้าสมัยได้ ก็ยิ่งจะเป็นการซ้ำเติมกิจการของ อ.ส.ค. ให้เลวร้ายลงไปอีก จึงอาจทำให้ภายในอีก 2-3 ปีข้างหน้าส่วนแบ่งการตลาดของ อ.ส.ค. อาจจะเหลืออยู่เพียง 10-12% เท่านั้นก็ได้

นั่นหมายถึงว่า ทำให้รัฐบาลได้พลาดโอกาสที่จะเข้าไปมีบทบาทโดยตรงในฐานะผู้นำตลาดนมดิบและตลาดผลิตภัณฑ์นม ซึ่งจุดนี้จะเชื่อมโยงไปสู่การไม่มีประสิทธิภาพในการดำเนินนโยบายส่งเสริมการผลิตและบริโภคนมของประเทศ

"ถ้า อ.ส.ค. ไม่มีความสามารถในการนำตลาดอาจทำให้เอกชนสามารถขึ้นราคานมตรงนั้น ก็อาจไปทำลายความสามารถในการบริโภคของประชาชนลง" แหล่งข่าวกล่าวถึงความสำคัญของ อ.ส.ค. ในฐานะเครื่องมือของรัฐในการดำเนินนโยบายส่งเสริมการบริโภคนมของประชาชน

สี่ - ปัญหาด้านกิจกรรมส่งเสริมและพัฒนาในแต่ละปี อ.ส.ค. ต้องใช้เงินลงทุนจากกำไรปีละ 40-520 ล้านบาทหมดไปกับการส่งเสริมและพัฒนา ซึ่งเป็นกิจกรรมที่ซ้ำซ้อนกับหน่วยงานของกรมปศุสัตว์

"เขาต้องทำเพื่อส่งเสริมให้การเลี้ยงโคนมมีประสิทธิภาพ เพื่อเพิ่มปริมาณผลผลิตนมดิบ เพื่อขายให้แก่เอกชน ตรงนี้มันช่วยเพิ่มยอดขายและการทำกำไรเพื่อชดเชยในส่วนที่ขาดไปจากนมสำเร็จรูปที่เจอปัญหาการขยายกำลังการผลิตไม่ได้" แหล่งข่าวจาก อ.ส.ค. กล่าว

การขยายกำลังผลิตนมแปรรูปทำไม่ได้ ขณะที่ส่วนแบ่งตลาดเริ่มมีแนวโน้มลดลง จะพึ่งทางออกหารายได้เพิ่มจากการขายนมดิบให้มากขึ้น มันก็ช่วยอะไรมากไม่ได้ เพราะนมดิบกำไรมันต่ำมาก

"เราจึงต้องหันมาดูว่า อ.ส.ค.ควรจะเดินไปในทิศทางใด ท่ามกลางแรงกดดันในการแข่งขันรุนแรงเพิ่มขึ้น เราจะแข่งก็สู้เขาไม่ได้ เพราะปัญหาเป็นตัวถ่วง ถ้า อ.ส.ค. ยังคงดำเนินการอยู่อย่างเดิมในอนาคตจะแย่ เพราะอัตราการครองตลาดลดลง และมีทีท่าว่าจะลดลงมาเรื่อย ๆ " อาชว์ กล่าวถึงสาเหตุที่กดดันให้ อ.ส.ค. ต้องเปลี่ยนสถานภาพใหม่

ตลาดนมเมื่อปีที่แล้วมีอัตราในการขยายตัวต่อปีสูงขึ้นถึง 20% จากมูลค่าการตลาดประมาณ 6,000 ล้านบาท (เฉพาะนมสด) แต่อัตราการขยายตัวของ อ.ส.ค. กลับเพิ่มขึ้นเพียง 7% เท่านั้น

อ.ส.ค. เป็นผู้ผลิตนมสดยี่ห้อไทย-เดนมาร์ค ซึ่งครองส่วนแบ่งการตลาดในปัจจุบันได้ถึง 45% โดยให้บริษัทไอเอ็มอินเตอร์เนชั่นแนลเป็นตัวแทนจำหน่ายให้

บริษัทไอเอ็มเป็นบริษัทในเครือข่ายของโอสถสภาเข้ามาเป็นผู้แทนจำหน่ายให้ อ.ส.ค. จากการประมูลเสนอผลประโยชน์สูงสุด ซึ่งเริ่มทำสัญญาผูกพันกันมาตั้งแต่ปี 2526 โดยทำการต่อสัญญาทุก ๆ 5 ปี

ในขณะที่ตลาดมีศักยภาพในการขยายตัวได้อย่างมหาศาล จึงเป็นเป้าหมายของนักลงทุนหน้าใหม่ ๆ พากันโดดเข้ามาในตลาดธุรกิจนี้ด้วยความพิสมัยในตัวเลขที่มีทีท่าว่า ยังขยายไปได้อีกไกล กล่าวกันว่า ปริมาณการบริโภคนมของคนไทยเพิ่มขึ้นจาก 7 ลิตร/คน/ปี เมื่อปี 2518 มาเป็น 12 ลิตร/คน/ปีในปัจจุบัน แต่จำนวนนี้ก็ยังไปไม่ถึงกึ่งหนึ่งของคนโซนเอเชียด้วยกันที่บริโภคนมสดเป็นอาหารประจำ

ช่องว่างดังกล่าว จึงเป็นพื้นที่ที่ให้หน้าใหม่ ๆ และรายเก่า ๆ สามารถขยับสัดส่วนการตลาดเพิ่มขึ้นได้อีกมาก ขณะที่ อ.ส.ค. กำลังสูญเสียโอกาสจากตลาดที่กำลังโตด้วยเหตุผลด้านการบริหารและโครงสร้างในองค์กร

หน้าใหม่ ๆ ที่เข้ามาในอุตสาหกรรมนี้ก็เช่นการลงทุนของซีพี-เมจิเมื่อปี 2533 ที่จังหวัดสระบุรีนั้นได้กลายเป็นการพัฒนาที่สั่นสะเทือนวงการอุตสาหกรรมโคนมเป็นอย่างยิ่ง

บริษัทดังกล่าวเป็นการร่วมทุนของกลุ่มเจริญโภคภัณฑ์ที่มีความมั่นคงทั้งเงินทุนและอำนาจในการบริหารเทคโนโลยีการผลิตกับบริษัท เมจิ มิลด์ โปรดักส์ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทผลิตนมรายใหญ่ที่สุดของประเทศญี่ปุ่น

การผลิตระยะแรกกำลังการผลิตอาจจะยังต่ำอยู่ (ไม่ถึง 100 ตัน/วัน) แต่เชื่อกันว่า ด้วยประสิทธิภาพของการบริหารทางการผลิตจะทำให้ซีพี-เมจิ สามารถขยายกำลังการผลิตอย่างเต็มที่ในอนาคตได้ถึง 600 ตันต่อวัน ซึ่งสูงเป็น 3 เท่าของกำลังการผลิตของ อ.ส.ค. ในปัจจุบัน

"ซีพีทำธุรกิจเล็ก ๆ ไม่เป็น เขาลงอุตสาหกรรมอาหารนี้ต้องไปให้ลึกแบบที่เขาทำมาแล้วในเรื่องไก่และหมู" แหล่งข่าวที่รู้จักซีพีดีวิเคราะห์เป้าหมายการเข้ามาในอาหารนมของซีพีให้ฟัง

การเติบโตของตลาดที่ยังมีอีกมาก ขณะที่ อ.ส.ค. มีปัญหาภายใน ดังนั้นทิศทางในทศวรรษที่ 1990 นี้ จึงดูเหมือนว่า ผู้ผลิตภาคเอกชนรายใหญ่ ๆ ได้พยายามที่จะขยายกิจการออกไปกันมาก

เช่น เนสท์เล่ สร้างสมาชิกสหกรณ์ของตนเองขึ้นที่สระบุรี หรือโฟร์โมสต์กำลังการผลิตและพยายามผนวกสมาชิกสหกรณ์โคนมเข้ามาไว้ในมือ เพื่อเป็นแหล่งซัพพลายน้ำนมดิบให้

นอกจากนี้ นักลงทุนรายใหม่ที่พยายามเข้ามาลงทุนในอุตสาหกรรมด้านนี้ เช่น สหพัฒนฯ ที่กำลังจะร่วมทุนกับผู้ผลิตผลิตภัณฑ์อาหารนมรายใหญ่ของฝรั่งเศส คือ บีเอสเอ็นถึงขนาดลงทุนซื้อที่ดินกว่า 1,000 ไร่ที่จังหวัดราชบุรีข้างโรงงาน อ.ส.ร. เพื่อสร้างโรงงานแปรรูปเหล่านี้ เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม ขณะที่ตลาดขยายตัว คู่แข่งสำคัญของนมไทย-เดนมาร์ค ไม่ว่าจะเป็นโฟร์โมสต์ หนองโพ มะลิ เนสท์เล่ ฯลฯ ต่างก็ขยายตัวตามโดยการเข้ามาดึงส่วนแบ่งการตลาดในสัดส่วนที่เพิ่มขึ้นและแย่งส่วนแบ่งของผุ้นำตลาดในปัจจุบันไป

ไทย-เดนมาร์ค เคยครองสัดส่วนการบริโภคถึง 54% เมื่อ 2 ปีที่ผ่านมา ในยุคเศรษฐกิจบูมกลับลดลงเหลือเพียงประมาณ 45% นอกจากนี้ ยังได้มีการประมาณการกันว่า ตลาดนมสดจะขยายตัวอย่างมากยิ่งในช่วงแผน 7 การแข่งขันจะรุนแรงมากกว่านี้ และส่วนแบ่งการบริโภคนมกลับจะตกไปอยู่ในมือของเอกชนผู้ผลิตรายใหญ่ ๆ เพราะเอกชนเหล่านี้มีความพร้อมด้านเงินทุนและมีประสิทธิภาพในการดำเนินงาน พร้อมที่จะทุ่มทุนทั้งเพื่อเสริมกลยุทธ์ตลาดและการผลิตเพิ่ม

เช่น โฟร์โมสต์ และเนสท์เล่ เป็นบริษัทข้ามชาติรายใหญ่ที่เข้ามาลงทุนในเมืองไทย เพื่อขายผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับอาหารและผลิตภัณฑ์นม

บริษัทข้ามชาติเหล่านี้เข้ามาสร้างรากฐานในเมืองไทยเป็นเวลานาน และมีฐานะที่มั่นคง สินค้าต่าง ๆ ที่อยู่ภายใต้ชื่อเสียงของเนสท์เล่ และโฟร์โมสต์ต่างเป็นที่ยอมรับของผู้บริโภคและสามารถครองส่วนแบ่งตลาดในอันดับต้น ๆ ได้หลายประเภท

อาจกล่าวได้ว่า เงินทุนที่ได้รับการสนับสนุนจากบริษัทแม่และผลกำไรจากการทำตลาด สินค้าเหล่านี้ส่งผลตกทอดถึงค่าการตลาดที่นำมาโปรโมต เพื่อการแข่งขันของสินค้าต่าง ๆ รวมทั้งผลิตภัณฑ์นมที่โฟร์โมสต์ครองตลาดอันดับ 2 และเนสท์เล่ครองตลาดอันดับ 4 อยู่ในปัจจุบันได้อย่างง่ายดาย ไม่ยุ่งยากเหมือน อ.ส.ค. สิ่งเหล่านี้จึงเป็นสาเหตุทำให้ อ.ส.ค. ตามเอกชนไม่มีวันทันแน่นอน

นอกจากข้อเท็จจริงนี้แล้ว ธุรกิจอุตสาหกรรมอาหารนมสำเร็จรูปยังต้องพึ่งความสามารถในการทำกำไรด้วยการขยายส่วนแบ่งตาด เพราะอาหารนมสำเร็จรูปมี MARGIN ต่ำมาก ดังนั้น การแข่งขันเพื่อความอยู่รอดและเติบโตต่อไปได้ จึงต้องอาศัย VOLUME จากการขายจำนวนมากเข้ามาช่วยนั่นเอง

หาก อ.ส.ค. ต้องการสัดส่วนนี้คืนมา จะต้องใช้เงินทุนจำนวนมากในการปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิตและขยายกำลังการผลิตเพิ่มขึ้นให้ได้

วันนี้ อ.ส.ค. มีกำลังการผลิตที่เต็มที่ไม่สามารถขยายกำลังการผลิตไปได้อีก คือ ประมาณ 200 ตันต่อวัน จากโรงงาน 3 โรง คือ ที่มวกเหล็ก ปราณบุรี และเชียงใหม่ เป็นจำนวน 120 ตัน 60 ตัน และ 20 ตันต่อวันตามลำดับ

มวกเหล็ก เป็นแหล่งผลิตน้ำนมดิบได้มากที่สุดถึงกว่า 50% ของการผลิตทั้งประเทศ รองลงมาคือ หนองโพ 30% ปราณบุรี 10% และเชียงใหม่ 6%

จากจำนวนการผลิตน้ำนมดิบนี้ 50% เป็นส่วนผลิตที่มาจาก อ.ส.ค. ที่เหลือเป็นของ สหกรณ์โคนมและเอกชน 45% และ 1.0% ตามลำดับ

แต่แนวโน้มสัดส่วนการผลิตนมดิบดังกล่าว กำลังจะเปลี่ยนไปอยู่ในมือของกลุ่มสหกรณ์โคนม โดยเฉพาะสหกรณ์โคนมหนองโพที่มีจำนวนสมาชิกถึง 3,000 รายจากจำนวนสมาชิกทั้งหมด 6,000 รายของสหกรณ์ 38 แห่ง ทั้งนี้ เพราะหนองโพมีการบริหารงานในรูปแบบของเอกชนที่มีความคล่องตัว และมีแหล่งระดมเงินทุนเพื่อใช้ในการส่งเสริมการเลี้ยงโคนมให้มีประสิทธิภาพ

ว่ากันว่า สมาชิกสหกรณ์แห่งนี้ ได้รับความเป็นธรรมในเรื่องราคาขายน้ำนมดิบ จำนวนสมาชิกจากแหล่งนี้จึงมีทีท่าว่าจะเพิ่มมากขึ้น

ในขณะที่จำนวนสมาชิกของ อ.ส.ค. จากปี 2531 มีจำนวนสมาชิก 4,200 รายปี 2532 เพิ่มขึ้นเป็น 5,000 ราย มีจำนวนโคนม 56,855 ตัว แต่ในปี 2533 จำนวนสมาชิกลดลงเหลือเพียง 4,300 ราย มีจำนวนโคนม 56,484 ตัว และในปี 2534 คาดว่าจะลดลงมาอีก ทั้งนี้เพราะสมาชิกเหล่านี้ไม่ได้รับความเป็นธรรมในเรื่องราคานมดิบและเงื่อนไขของ อ.ส.ค.ที่ห้ามสมาชิกขายนมดิบให้กับผู้อื่น

ขณะเดียวกัน พวกเขาก็ไม่ได้รับการส่งเสริมอย่างเต็มที่จาก อ.ส.ค. เพราะปัญหาและอุปสรรคของ อ.ส.ค. เอง ทั้ง ๆ ที่ อ.ส.ค. มีงบการส่งเสริมด้านอาหาร การเยียวยาสัตวบาล และการผสมเทียมถึง 40 ล้านบาทต่อปี นอกจากนี้ ยังมีอุปสรรคเกี่ยวกับธรรมชาติ คือ แหล่งทุ่งหญ้าที่ใช้เลี้ยงสัตว์ก็ขาดแคลนด้วย จึงลาออกจากสมาชิก อ.ส.ค. และรวมตัวกันตั้งเป็นชุมนุมสหกรณ์ใหม่

จำนวนที่ลดลงทั้งสมาชิกและโคนมนี้มีผลต่อจำนวนการผลิตผลิตภัณฑ์นมของ อ.ส.ค. ด้วย คือ ปี 2531 ปริมาณผลิตได้ถึง 46,672 ตัน คิดเป็นเปอร์เซ็นต์ที่ลดลงเมื่อเทียบจากปี 2530 ที่เคยผลิตได้ 55.51% ลดลงเหลือ 13.64% ปี 2532 ปริมาณการผลิตเพิ่มเป็น 55,035 ตันหรือ 17.92% และปี 2533 ปริมาณการผลิตเพิ่มเป็น 58,577 ตัน เป็นการเพิ่มในอัตราที่ลดลง คือ 6.43%

การมีคู่แข่งระหว่างผู้แปรรูปนมดิบและตลาดผลิตภัณฑ์นมเพิ่มขึ้น เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้อัตรากำไรลดลงได้ ซึ่งอาจกล่าวได้ว่า ผลกำไรในอนาคตของ อ.ส.ค. จะลดลงมากกว่าเดิม หากไม่รีบแก้ไข ทั้งนี้เพาะฐานะทางการเงินในอนาคตของ อ.ส.ค. เองก็ค่อนข้างลำบากด้วยเหมือนกัน คือ อ.ส.ค. ต้องคืนเงินกู้ราว 23 ล้านบาทต่อปีให้กับเจ้าหนี้ ซึ่งมีทั้งในประเทศและต่างประเทศรวมประมาณ 422 ล้านบาท รวมทั้งต้องใช้เงินลงทุนเพื่อส่งเสริมและพัฒนาอีกราว 40-50 ล้านบาทต่อปี และต้องมีค่าใช้จ่ายในการซื้อเครื่องมืออุปกรณ์ที่ทันสมัยราว 50 ล้านบาทต่อปี เพื่อแข่งขันกับเอกชนที่ก้าวไปข้างหน้ามากกว่าหลายเท่าในปัจจุบัน

ขณะที่การจัดการและบริหารด้านการเงินที่เรียกได้ว่า ต่ำกว่ามาตรฐาน หากเทียบกับหน่วยงานเอกชนและสหกรณ์คู่แข่งต่าง ๆ

"การทำบัญชีของ อ.ส.ค. ไม่ถูกระเบียบมาตั้งแต่ต้น ไม่มีการปิดงบบัญชีทุกสิ้นปี การตรวจสอบจาก ส.ต.ง. จึงไม่สามารถดำเนินได้ภายในระยะเวลาที่กำหนด คือ สิ้นปีงบประมาณทุกปีต้องล่าช้าออกไปถึง 3-4 ปี จึงจะมีการตรวจสอบได้ ซึ่งทำให้ข้อมูลที่เกี่ยวกับราคาต่อหน่วย ต้นทุนต่างๆ เป็นในลักษณะของการประมาณการ ส่งผลถึงประสิทธิภาพของการจัดการที่อาจรั่วไหลได้" แหล่งข่าวที่เชื่อถือได้จากองค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย กล่าวกับ "ผู้จัดการ"

ส่วนแบ่งตลาดที่ลดลงเรื่อย ๆ แม้จะมีกำไรสะสมอยู่ 100 ล้านบาทก็ตาม แต่เนื่องจาก อ.ส.ค. มีหนี้สิน 422 ล้านบาทอีกทั้งมีภาระที่จะชำระหนี้ปีละ 23 ล้านบาทในขณะที่กำไรจากการค้าธุรกิจต่อปีมีแนวโน้มลดลง

ล่าสุด สิ้นปี 2533 เหลือเพียง 2 ล้านบาท (คิดจากรายได้จากการขายน้ำนมดิบ เนื้อ และสนค้าสำเร็จรูป เป็นเงิน 1,314 ล้านบาท แต่มีรายจ่ายต่อปี 1,312 ล้านบาท) จากที่เคยทำได้ 15 ล้านบาทจากปี 2532 ตัวเลขนี้มันฟ้องถึงฐานะการประกอบการเริ่มเลวร้ายลงทั้งในด้านความสามารถทำกำไรและส่วนแบ่งการตลาดแล้ว

ปัจจุบันตลาดน้ำนมดิบในประเทศไทย เป็นของผู้ขายเพราะปริมาณความต้องการนมดิบภายในประเทศมีปริมาณมากกว่ากำลังการผลิต

การผลิตนมดิบในประเทศส่วนใหญ่เพียงรองรับความต้องการของผู้ผลิตนมสำเร็จรูปเท่านั้นในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา เมื่อประมาณปี พ.ศ.2523 อัตราการเจริญเตบิโตของนมดิบมีประมาณ 18-23% และจะมีการขยายตัวอย่างต่อเนื่องไปจนถึงปี 2533 ขณะเดียวกันก็คาดการณ์กันว่า ในอนาคตอีก 10 ปีข้างหน้า ปริมาณน้ำนมดิบจะเพิ่มปริมาณขึ้นจากประมาณ 143,000 ตันเป็น 800,000 - 1,000,000 ตัน ในขณะที่ปริมาณการบริโภคนมของไทยมีจำนวน 650,000 ตัน โดยมีอัตราเพิ่มเพียงปีละประมาณ 4 - 7%

จากอัตราที่เพิ่มขึ้นดังกล่าวจะสามารถสนองตอบความต้องการของผู้ผลิตในประเทศได้ ตลาดนมดิบจึงจะเปลี่ยนเป็นตลาดของผุ้ซื้อได้ภายใน 2-3 ปีข้างหน้า หากราคานมตลาดดลกต่ำและไม่มีการแก้ไขกฎระเบียบเกี่ยวกับการนำเข้าของนมผง ผนวกเข้ากับการเพิ่มขึ้นของความต้องการภายในประเทศ มีอัตราอย่างพอเพียงแล้ว เกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมก็มีทีท่าว่า จะกลายเป็นผู้เสียผลประโยชน์ไป โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หากอุตสาหกรรมนมไปตกอยู่ในมือของผู้ผลิตภาคเอกชนรายใหญ่เพียงไม่กี่ราย อันอาจจะกลายเป็นสาเหตุทำให้ราคานมดิบต่ำลงได้

สาเหตุที่กล่าวมาแล้วข้างต้นมีผลกระทบโดยตรงมาจาก อ.ส.ค. แทบทั้งสิ้น ทั้งนี้เพราะ อ.ส.ค. เป็นแหล่งผลิตรายใหญ่ในปัจจุบัน ขณะเดียวกันก็เป็นผู้นำตลาดมาตลอด 20 ปีที่ผ่านมา อีกทั้งยังเป็นหน่วยงานของรัฐบาลที่มีวัตถุประสงค์ของการก่อตั้ง อ.ส.ค. ขึ้นมานั้น ก็เพื่อเป็นการส่งเสริมการเลี้ยงโคนมรวมทั้งเป็นศูนย์ฝึกอบรมของเกษตรกรให้มีความรู้ความชำนาญ ขณะเดียวกันก็เป็นแหล่งรับซื้อน้ำนมดิบ เพื่อใช้ในการแปรรูป พร้อมทั้งทำการตลาดอย่างครบวงจร จึงมีบทบาทในการถ่วงดุลยอำนาจการตลาดได้หลายกรณี หากไม่มีการปรับปรุงบทบาทปล่อยให้ตกต่ำ โครงสร้างของตลาดก็อาจจะมีการเปลี่ยนแปลงไป

เหตุนี้คือจุดที่สำคัญที่อาชว์ต้องการเปลี่ยนสถานภาพ อ.ส.ค. เมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา เพื่อปรับปรุงบทบาทของ อ.ส.ค. ให้สามารถดำเนินการต่อไป โดยไม่ก่อให้เกิดภาระแก่ทางภาครัฐบาล และในทางตรงกันข้าม สามารถดำเนินการธุรกิจที่สามารถแข่งขันกับภาคเอกชนในปัจจุบัน โดยสามารถทำกำไรคืนให้ภาครัฐบาลได้ด้วย

วิธีการแปรรูป อ.ส.ค. จึงเป็นทางเลือกที่เกิดขึ้นตามมติของที่ประชุมคณะอนุกรรมการเฉพาะกิจ เพื่อให้ อ.ส.ค. สามารถดำเนินธุรกิจอย่างมีประสิทธิภาพในการดำเนินการได้ โดยการให้เอกชนไม่ว่าจะเป็นเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนม พนักงานบริษัท และเอกชนทั่ว ๆ ไปเข้ามามีส่วนร่วมในการดำเนินงาน ถือหุ้นส่วนหนึ่งประมาณ 30% ขณะที่รัฐถือ 70% เอกชนที่เข้ามาถือหุ้นมีสิทธิมีเสียงในการออกความคิดเห็นและร่วมบริหาร (ซึ่งต้องผ่านความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีอีกครั้ง) โดยมีวัตถุประสงค์ คือ ส่งเสริม รับซื้อ แปรรูป และการตลาดอย่างครบวงจร ไม่ต้องว่าจ้างบริษัทอื่น (บริษัทไอเอ็มฯ) ทำตลาดให้เหมือนอย่างที่เคยทำมาก่อนการแปรรูป

ผู้ถือหุ้นของบริษัทใหม่นี้ จะมีพนักงานของ อ.ส.ค. ที่ปัจจุบันมีจำนวน 1,176 คนเป็นหุ้นส่วนจำนวนหนึ่งแล้วแต่ความต้องการของพนักงาน พร้อมกับการโอนเข้ามาเป็นพนักงานของบริษัท รวมทั้งสมาชิกสหกรณ์ที่มีอยู่ 4,000 รายแล้วแต่ความสมัครใจ

นอกจากนี้ เอกชนที่มีทีท่าว่าจะเข้ามาถือหุ้นด้วย คือ บริษัทการตลาดที่ทำการตลาดให้กับ อ.ส.ค. ตามสัญญาที่ยังค้างเทอมอีก 1 ปี คือ ไอเอ็ม อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด และบริษัทเอ็กซ์เซลที่ทำการตลาดให้ที่เชียงใหม่ นอกจากนี้ ดานิด้ายังเคยเสนอตัวเข้ามาขอเป็นผู้ถือหุ้นร่วมใน อ.สงค. โดยเสนอบริษัทเอ็มดีฟูด บริษัทผู้ผลิตนมรายใหญ่ของประเทศเดนมาร์กอีกด้วย

บริษัทไอเอ็ม อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ในวงการมองกันว่า เพราะบริษัทไอเอ็มฯ ซึ่งเดิม คือ บริษัท อินเตอร์แมกนั่ม จำกัด ก่อตั้งขึ้นมาเมื่อปี 2526 เพียงเพื่อจุดประสงค์เดียว คือ ทำตลาดนม โดยการเสนอตัวเข้าร่วมประมูลแข่งขันกับบริษัทอื่น ๆ เช่น ศรีกรุงวัฒนา บอร์เนียว โอสถสภา (เต็กเฮงหยู) และเสียงดังแล็บ และชนะการประมูลในที่สุด โดยเสนอผลประโยชน์คืนกลับให้ อ.ส.ค. สูงสุด ไอเอ็มจึงขายนมไทยเดนมาร์คนับจากนั้นเรื่อยมา

อาจกล่าวได้ว่า รายได้หลักต่อปีของไอเอ็มได้มาจากการขายสินค้านมจนทุกวันนี้ ไอเอ็มก็มิได้มีแหล่งผลิตสินค้านมเป็นของตนเอง ขณะเดียวกัน ไอเอ็มมีความชำนาญด้านตลาดนมเป็นอย่างดี ผลงานที่ปรากฏ คือ ความสามารถในการทำตลาดจนครองส่วนแบ่งการบริโภคได้สูงสุดเป็นผู้นำตลาดในปัจจุบันนี้ น่าจะแสดงให้เห็นอย่างเด่นชัดได้

ดังนั้น เมื่อ อ.ส.ค. เปลี่ยนบทบาทใหม่ รวมทั้งการนำการตลาดกลับไปทำเอง เพื่อความคล่องตัวและลดต้นทุนลงได้นี้ ทำให้ไอเอ็มอยู่ในฐานะลำบาก เมื่อ อ.ส.ค. ปรับบทบาทและเปิดโอกาสให้เอกชนเข้าร่วม หากไอเอ็มไม่เข้าร่วมด้วยจากการที่เคยเป็นบริษัทการตลาดมีรายได้ 600 กว่าล้านบาทต่อปี ก็คงต้องกลับมาเริ่มต้นนับหนึ่งใหม่อีกครั้ง

แต่หากเข้าร่วมด้วยไอเอ็มจะใช้ความชำนาญด้านการตลาดและมีโรงงานผลิตเป็นของตนเองในฐานะผู้ถือหุ้นส่วนหนึ่งด้วย ขณะเดียวกันบริษัทใหม่ก็จะได้ใช้ฐานทางการตลาดที่ไอเอ็มทำไว้มาเป็นช่งทางการจัดจำหน่ายของตนได้ในภายหน้า

ส่วนทาง อ.ส.ค. หลังจากการแปรรูปแล้ว ผลประโยชน์ที่คาดว่า จะได้รับคือรัฐบาล และ อ.ส.ค. จะมีรายได้จากการขายทรัพย์สิน ค่าเช่าที่ดิน และเงินปันผลในรูปของผู้ถือหุ้นของบริษัท ขณะเดียวกันก็เป็นการลดภาระการดำเนินงานของ อ.ส.ค. ได้อีกด้วย

ส่วนบริษัทใหม่จะได้รับเครื่องหมายการค้า คือ ไทย-เดนมาร์ค ของ อ.ส.ค. และได้รับส่วนแบ่งตลาดของ อ.ส.ค. ซึ่งทั้ง 2 สิ่งถือว่าเป็นสินทรัพย์ที่มีค่ามาก และเช่นเดียวกันทั้ง 2 อย่างนี้ คือ สินทรัพย์ที่ อ.ส.ค. ใช้แปลงตีค่าเป็นเงินทุนในการร่วมลงทุน

ทรัพย์สินที่ซื้อขายหรือให้เช่ารวมทั้งเครื่องหมายการค้าและส่วนแบ่งตลาดนี้ ได้มีการตั้งคณะกรรมการประเมินราคาขึ้นมาหรือจ้างองค์กรอันเป็นที่ยอมรับของทั้ง อ.ส.ค. และบริษัทใหม่มาทำหน้าที่ในการประเมินราคา เพื่อนำมาเป็นทุนในการร่วมหุ้น โดยการรอกฎหมายของกระทรวงการคลังที่ให้อำนาจรัฐวิสาหกิจที่ต้องการแปรรูปสามารถแปลงทุนเป็นทุนเรือนหุ้นออกมาก่อน จึงจะมีการรวม อ.ส.ค. กับบริษัทใหม่ได้

ประเด็นที่น่าสนใจ คือ เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว อ.ส.ค. จะยังคงมีบทบาทอยู่ในลักษณะใด ?

ในระยะแรก อ.ส.ค. จะยังคงมีอยู่ในฐานะที่เป็นหน่วยงานในการส่งเสริมการเลี้ยงโคนมของเกาตรกร หรืออาจจะยุบหน่วยงานให้เหลือเป็นเพียงหุ้นส่วนของบริษัทใหม่เท่านั้น เพราะงานส่งเสริมในปัจจุบันเป็นหน้าที่ของกรมปศุสัตว์ที่ดูแลส่งเสริมการเลี้ยงสัตว์ทุกชนิดทั่วประเทศอยู่แล้ว ซึ่งยังคงเป็นทางเลือกที่จะทำการเลือกอีกครั้งหลังจากเรื่องผ่านมติ ครม. เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

ทั้งนี้ ความเป็นไปได้ คือ อ.ส.ค. จะเหลือไว้แต่ในฐานะเป็นหน่วยงานลงทุนถือหุ้นโดยทำหน้าที่

หนึ่ง - เป็นผู้ประสานงานระหว่างรัฐบาลกับบริษัทใหม่

สอง - บริหาร อ.ส.ค. ในรูปของคณะกรรมการ อ.ส.ค. และในฐานะผู้ถือหุ้นบริษัทฯ

สาม - เข้าร่วมประชุม และเสนอแนะความคิดเห็นในการดำเนินงานของบริษัทฯ ในฐานะผู้ถือหุ้นโดยจะได้รับรายไดจากการขายทรัพย์สิน เงินปันผล ค่าเช่าที่ดิน เงินเดือน และเบี้ยประชุมตามอัตราที่กำหนดไว้

พูดง่าย ๆ ก็คือ อ.ส.ค.จะมีบทบาทในบริษัทใหม่ในฐานะเป็นกรรมการของบริษัทเท่านั้น

พูดอีกแบบหนึ่ง อ.ส.ค. ไม่ต้องเข้าไปยุ่งในเรื่องการบริหารอีกต่อไป

มองในแง่นี้ก็หมายความว่า จากนี้ไปหลังการแปรรูปเปลี่ยนสถานภาพของ อ.ส.ค. ใหม่ เฉลิมชัย เล็กชมก็จะหมดหน้าที่การบริหารลงทันที

เพราะตามหลักการของเอกชน คนที่เข้ามาร่วมบริหารในคณะกรรมการ คือ คนที่ผู้ถือหุ้นยอมรับในการเป็นมืออาชีพของเขาแล้ว จึงได้ส่งเข้ามา

มืออาชีพในที่นี้หมายถึงต้องเป็นผู้ที่มีความรู้ด้านการบริหารการตลาด บริหารหนี้สิน และทรัพย์สิน รวมทั้งบริหารคนเป็น ที่สำคัญต้องมีประวัติผลงานที่ดีมาก่อน

"ผมมองว่า ปัญหาและอุปสรรคต่าง ๆ มันอยู่ที่คน ซึ่งคนเป็นต้นตอนสำคัญต่อการแก้ไข หากเราแก้ไขต้นตอได้สำเร็จ ผมเชื่อว่า ทุกอย่างจะเป็นไปตามเป้าหมายที่คาดไว้ และบริษัทใหม่นี้จะสามารถแข่งขันกับเอกชนรายต่าง ๆ ที่มีอยู่ในตลาดได้ ไม่ว่าจะเป็นรายเก่าหน้าใหม่จากไหนก็ตาม" อาชว์ กล่าวยอมรับถึงกลยุทธ์การเปลี่ยนแปลงผู้บริหาร คือ ปัจจัยเดียวที่จะฟื้นกิจการขององค์กรได้

นมไทย-เดนมาร์ค เป็นผลิตภัณฑ์ที่มียี่ห้อแข็งแกร่งอยู่ในตลาด จึงอยู่ในอันดับ 1 ได้ทุกวันนี้ ดังนั้น การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการบริหารใหม่ที่สืบเนื่องมาจากผลการปรับโครงสร้างของทุนโดยวิธีการแปรรูปนี้เอง จึงเป็นขั้นตอนทางประวัติศาสตร์ที่สำคัญที่สุดขององค์กรนี้

   




 








upcoming issue

จากโต๊ะบรรณาธิการ
past issue
reader's guide


 



home | today's news | magazine | columnist | photo galleries | book & idea
resources | correspondent | advertise with us | contact us

Creative Commons License
ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย