Search Resources
 
Login เข้าระบบ
สมัครสมาชิกฟรี
ลืมรหัสผ่าน
 
  homenewsmagazinecolumnistbooks & ideaphoto galleriesresources50 managermanager 100join us  
 
 


bulletToday's News
bullet Cover Story
bullet New & Trend

bullet Indochina Vision
bullet2 GMS in Law
bullet2 Mekhong Stream

bullet Special Report

bullet World Monitor
bullet2 on globalization

bullet Beyond Green
bullet2 Eco Life
bullet2 Think Urban
bullet2 Green Mirror
bullet2 Green Mind
bullet2 Green Side
bullet2 Green Enterprise

bullet Entrepreneurship
bullet2 SMEs
bullet2 An Oak by the window
bullet2 IT
bullet2 Marketing Click
bullet2 Money
bullet2 Entrepreneur
bullet2 C-through CG
bullet2 Environment
bullet2 Investment
bullet2 Marketing
bullet2 Corporate Innovation
bullet2 Strategising Development
bullet2 Trading Edge
bullet2 iTech 360°
bullet2 AEC Focus

bullet Manager Leisure
bullet2 Life
bullet2 Order by Jude

bullet The Last page


ตีพิมพ์ใน นิตยสารผู้จัดการ
ฉบับ สิงหาคม 2551








 
นิตยสารผู้จัดการ สิงหาคม 2551
Nostalgia ของนวพร เรืองสกุล มโนเกียรติรำลึกเมื่อเขียน "ทำงานในวัง"             
โดย สุปราณี คงนิรันดรสุข
 


   
www resources

โฮมเพจ ธนาคารแห่งประเทศไทย

   
search resources

ธนาคารแห่งประเทศไทย
นวพร เรืองสกุล




เกือบสองทศวรรษของผู้หญิงตัวเล็กๆ อย่าง "นวพร เรืองสกุล" อดีตนักเรียนทุนแบงก์ชาติ ที่เคยทำงานในรั้ววังบางขุนพรหม ภายใต้การบริหารของผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยถึง 5 คน 5 ยุคสมัย นับตั้งแต่ ดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์, พิสุทธิ์ นิมมานเหมินท์, ดร.เสนาะ อุนากูล, นุกูล ประจวบเหมาะ และกำจร สถิรกุล นวพรได้รับโอกาสทำงานบุกเบิกหน่วยงานใหม่ๆ ของธนาคารแห่งประเทศไทย เช่น เคยเป็นผู้บริหารกองทุนฟื้นฟูสถาบันการเงินคนแรก

นวพร เรืองสกุล หรือชื่อเดิมว่า "นภพร" ปัจจุบันเป็นประธานกรรมการ ธนาคารเกียรตินาคิน เกิดปีเดียวกับการก่อตั้งธนาคารแห่งประเทศไทยในปี 2485 โดยพื้นฐานเป็นคนเรียนเก่งที่สอบได้ที่ 1 ของโรงเรียนเตรียมอุดมและที่ 1 ของประเทศ สร้างโอกาสให้เธอเลือกเรียนได้อิสระ เธอเลือกศึกษาต่อคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ก่อนจะสอบได้เป็นนักเรียนทุนของธนาคารแห่งประเทศไทย ยุค ดร.ป๋วย เป็นผู้ว่าการฯ จนกระทั่ง เธอเรียนจบปริญญาตรีและโทคณะเศรษฐศาสตร์จาก UCLA สหรัฐอเมริกา และกลับมาทำงานที่ธนาคารแห่งประเทศไทยนานถึง 18 ปีก่อนจะลาออกมาเป็นที่ปรึกษา กรรมการภาครัฐและเอกชน รวมทั้งมีผลงานเขียนหนังสือเล่มกว่า 12 เล่ม

เมื่อกลางปีนี้ นวพรเขียนพ็อกเก็ต บุ๊กเรื่อง "ทำงานในวัง" เป็นนวนิยายเชิงสารคดีอินไซด์ปรัชญาชีวิตทำงานของคนธนาคารแห่งประเทศไทยคนหนึ่งที่มีมโนคติ น่าติดตาม เป็นผลงานหนังสือเล่มล่าสุดของเธอที่จัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์นานมีของ สุวดี จงสถิตย์วัฒนา จัดงานเปิดตัวหนังสือ เล่มนี้อย่างสมเกียรติที่วังบางขุนพรหม โดยมีผู้ว่าธนาคารแห่งประเทศไทย ธาริษา วัฒนเกส กล่าวเปิด ขณะที่ ม.ร.ว.จัตุมงคล โสณกุล อดีตผู้ว่าการฯ ร่วมด้วยและจัดเสวนา "เผยชีวิตในวังบางขุนพรหม ประวัติ ศาสตร์การเงินและการทำงานสุดคลาสสิก" โดยคุณหญิงชฎา วัฒนศิริธรรม กรรมการ บริหารธนาคารไทยพาณิชย์ นวรัตน์ เลขะกุล ผู้เชี่ยวชาญประวัติศาสตร์-เศรษฐศาสตร์ และวันทนา เฮงสกุล ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายสนับสนุนการบริหารธนาคารแห่งประเทศไทย งานนี้พชร ปัญญยงค์ เป็นพิธีกรดำเนินรายการได้ทันเวลาเปิดพอดี

เนื้อหาเล่มนี้มีบริบทของสาระประวัติศาสตร์การเงิน ซึ่งเป็นหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญของไทยช่วงปี 2510-2520 ที่ธนาคารกลางมีบทบาทสำคัญมากๆ โดยกลวิธีนำเสนอเป็นไปในเชิงนวนิยายที่มี ตัวเอกชื่อ "สุภาพร" พนักงานใหม่ ในมาดนักเรียนนอกที่มีบุคลิกคล่องแคล่ว มีปัญญาดุจมีดสองคมกริบที่ใครใช้ไม่เป็นก็บาดมือ ชอบดำน้ำและร้อยลูกปัด (ซึ่งเป็น คุณสมบัติที่ผู้เขียนบอกว่าตัวเองไม่มี แต่ต้องการสร้างให้ตัวเอกเป็นบุคลิกสมัยใหม่ที่มีสีสันตัดกัน) เป็นผู้เดินเรื่องราวการทำงานในธนาคารแห่งประเทศไทย ซึ่งถือเป็นสถานที่ที่ผู้จบเศรษฐศาสตร์การเงินการธนาคารสมัยนั้นอยากเข้าทำงานเป็นอันดับหนึ่ง

ฉากของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงในรั้ววังบางขุนพรหม ซึ่งถือเป็นศักดิ์และศรีของธนาคารแห่งประเทศไทย ห้องหับต่างๆ อันงดงามในพระตำหนักสองหลังที่เชื่อมต่อกัน เต็มไปด้วยความทรงจำและความหลังของผู้เขียน บางห้องเคยมีความสำคัญมากระดับกำหนดนโยบายการเงินการธนาคารของประเทศ โดยผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยที่ทำหน้าที่ดุจนายธนาคารกลาง ผู้มีวิสัยทัศน์ก้าวหน้าและจริยธรรมอันเป็นจิตวิญญาณของวัฒนธรรมองค์กรแห่งนี้

"ธีมของหนังสือเล่มนี้ต้องการให้เป็นการสอนงาน ซึ่งตัวเองถือว่าเป็นสิ่งสำคัญมากที่ได้มาในรูปแบบต่างๆ เช่น สมัยก่อนเราไปประชุม ก็จะรู้สึกโก้มากเลย ที่สามารถตอบทุกเรื่องได้อย่างเป็นเรื่องเป็นราว แต่จริงๆ แล้ว ไม่ใช่ ผู้ใหญ่ท่านจะสั่งมาว่า พอถึงตรงนี้ เธอก็ยอมและทำแบบนี้นะ เราก็ไปประชุมด้วยความสบายใจ แต่คนข้างนอกจะมองเด็กธนาคารแห่งประเทศไทยเก่ง แต่จริงๆ ไม่ใช่ เรามีไกด์ให้ไปทำโดยผู้ใหญ่บอกความต้องการ ประมาณนี้ แต่วิธีการก็ขึ้นกับเราไปจัดการ กันเอง ซึ่งดิฉันคิดว่าตรงนี้ทำให้เราโต หลักนี้ใช้ได้ทุกกาลสมัย แต่เท่าที่ดูระยะหลัง หัวหน้าไม่เป็นหัวหน้า การเป็นหัวหน้าคือ หัว+หน้า คือรับหน้าแทนลูกน้อง ทั้งหมด ต้องช่วยคิดตอนเขาติดขัดเพราะเขาเป็นทั้งลูก+น้อง แต่สมัยนี้มีแต่ผู้บังคับบัญชาและผู้ใต้บังคับบัญชาเท่านั้น"

ถ้อยคำของนวพรข้างต้นสะท้อนถึง Spiritual value ที่เพียบพูนอยู่ในอดีตอันงดงามและทรงเกียรติของผู้ใหญ่ในธนาคาร แห่งประเทศไทย ผู้ให้การเรียนรู้งานและแทคติคการทำงานที่ถือคติว่า "การรักษา น้ำใจต่างจากการไม่ทำอะไร" ที่ยังคงใช้ ได้จนถึงปัจจุบัน โดยนวพรได้ถ่ายทอดมโนภาพความหลังผ่านตัวละคร "สุภาพร" ที่ดำเนินเรื่องราวตั้งแต่บทแรก ชีวิตพนักงาน ใหม่ rotation ที่ได้ฝีกงานทั่วทั้งหมดตามความประสงค์ของผู้ว่าการฯ เพื่อวางคนให้ ถูกต้องเหมาะสมกับงาน

เกี่ยวกับทัศนคติต่อวัฒนธรรมการทำงานของคนแบงก์ชาติ วันทนา เฮงสกุล ผู้อำนวยการอาวุโสปัจจุบันได้กล่าวไว้ว่า

"แม้ว่าการทำงานในชีวิตปัจจุบันจะแข่งขันกันสูง แต่ที่นี่ก็ยังต้องอาศัยการผนึกพลังความคิดเป็นหนึ่งเดียว ด้วยความ รอบคอบมากกว่าคนเดียว ในหนังสือเล่มนี้ สะท้อนให้เห็นว่า เวลาจะเสนอความคิดเห็นจะต้องมีกลยุทธ์ วัฒนธรรมไทยที่ยังมีเรื่องความเกรงใจในอาวุโส มีสัมมาคารวะ และสอง-การเสนอความคิดเห็นที่นอกขอบเขตหรือข้ามสายงานต้องมีกลยุทธ์นำเสนอ ซึ่งถ้ารู้จักพี่นพดีจะรู้ว่าพี่เขามีกลยุทธ์ การแก้งาน ขัดเกลางานจะใช้ภาษาที่ไม่สะเทือนใจ และสาม-ความอ่อนน้อมเป็นสิ่งสำคัญของคนแบงก์ชาติ"

ผู้เขียนได้เดินเรื่องจริงผ่านนวนิยาย โดยเฉพาะการเขียนถึงการทำงานนโยบายการเงิน ซึ่งสามารถอธิบายเรื่องยากให้ง่าย ให้ตัวละครเดินสองทาง โดยเอาประสบการณ์จริงของผู้เขียนเดินเรื่อง

"ตอนแรกที่เขียนเป็นสารคดีมากกว่านี้ เดินตามภาพของ Balance sheet แบงก์ชาติ ต่อมาก็ปรับให้ดีขึ้น แต่ก็ไม่ไปถึงเรื่องการกำกับธนาคารพาณิชย์ เรายังจำได้ตอนที่โยงเรื่อง Money Policy กับเรื่องการกำกับสถาบันการเงิน ตอนที่มี พ.ร.บ.การเงินรุ่นหลัง คุณกรองทองได้ชี้ให้ ดูว่าสมัยก่อน Reserve requirement ไม่ได้อยู่ใน พ.ร.บ.ธนาคารพาณิชย์แต่อยู่ใน พ.ร.บ.ธนาคารแห่งประเทศไทย เพราะเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายการเงิน กำกับแบงก์ก็กำกับไป แต่ตอนหลังมันย้ายไปอยู่ใน พ.ร.บ.ธนาคารพาณิชย์หมด ก็เลยดูทั้งหมด อันนี้จำแม่น"

บทหนึ่งของนิยายเรื่องนี้มีเรื่องการตรวจสอบสาขาธนาคารพาณิชย์ของผู้ตรวจ การที่ใช้อำนาจตาม พ.ร.บ.การธนาคารพาณิชย์แบบสายฟ้าแลบ เพื่อมิให้สาขาธนาคารพาณิชย์ทันตั้งตัวได้ การสุ่มตรวจยอดเงินสด เพื่อจะรู้ว่าระบบแบงก์พาณิชย์ นั้นรัดกุมหรือไม่ หรือแบงก์พาณิชย์คิดดอกเบี้ยเกินอัตราโดยไม่ลงบัญชี ซึ่งขณะนั้นสุภาพรได้ตั้งคำถามว่า ทำไมไม่ปล่อยดอกเบี้ยลอยตัวเพื่อป้องกันการโกง?

"งานนโยบายคืบคลานไปอย่างช้าๆ กว่านโยบายดอกเบี้ยลอยตัวจะนำมาใช้จริง เวลาก็ล่วงไปถึง 2 ทศวรรษ หลังจากการสอบถามที่เริ่มขึ้นในร้านก๋วยเตี๋ยวที่ถนนสิบสามห้าง ตลาดบางลำพูในทศวรรษ 2510" นี่คือสาระที่อดีตคนธนาคารแห่งประเทศไทยเขียนให้ผู้อ่านติดตามความเปลี่ยนแปลงจากนโยบายของธนาคารแห่งประเทศไทยอดีตถึงปัจจุบัน

อีกตอนหนึ่งที่ว่าด้วยการขายพันธบัตรและตั๋วเงินคลัง ที่สุภาพรได้ย้ายมาทำในตำแหน่งหัวหน้าหน่วย ที่ต้องเจรจา ต่อรองกับข้าราชการกองธนาธิการ กรมบัญชีกลาง ภายในกรอบนโยบายที่ธนาคาร กลางและคลังได้ตกลงร่วมกัน ผู้เขียนได้บรรยายที่ตั้งสถานที่ทำงานในวังไว้ว่า

"ส่วนงานนี้แทบจะเป็นเอกเทศจากส่วนงานอื่นๆ เพราะมีบันไดขึ้นลงต่างหากทางปีกด้านเหนือของพระตำหนัก บันไดอันหนึ่งเป็นบันไดที่เดินขึ้นไปสู่โถงสำหรับต้อนรับลูกค้าประชาชนที่มาติดต่อขอซื้อขอขายพันธบัตรรัฐบาล อีกบันไดหนึ่ง เป็นบันไดเดินขึ้นสู่ระเบียงโถง มีห้องทำงาน ของหัวหน้าส่วน หัวหน้าหน่วยและส่วนอื่นๆ เรียงรายไปตลอดทางจนถึงบันไดหลักกลางพระตำหนัก" มโนภาพครั้งทำงานในวังของผู้เขียนปรากฏพร้อมกับฉากคนเลือดร้อนสองคนยืนเถียงกันกลางห้องทำงานก็น่าติดตามกระบวนการคลี่คลายปัญหา ที่ธนาคารพาณิชย์ใหญ่ต้องการเหมาซื้อพันธบัตรทั้งจำนวน และปัญหาออกใบตอบรับยื่นประมูลซื้อตั๋วคง คลัง 1,000 ล้านบาทที่ธนาคารพาณิชย์อาจนำไปใช้อ้างได้

เนื้อหายังพาผู้อ่านให้ได้ความรู้เรื่อง ทุนสำรองเงินตราในบทที่ 11 ซึ่งฉากเปลี่ยนจากตำหนักใหญ่ไปสู่พระตำหนักสมเด็จ ซึ่งหันหน้าสู่แม่น้ำเจ้าพระยา ขณะ นั้นสุภาพรได้เป็นหัวหน้าบุกเบิกหน่วยงานใหม่ "หน่วยให้กู้ยืมเงินและซื้อขายหลักทรัพย์" ที่สังกัดฝ่ายการธนาคาร ผู้เขียนได้ยกเอาความรู้ของปูชนียบุคคล ดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์ ที่ดำรงตำแหน่งผู้ว่าการธนาคาร แห่งประเทศไทยยาวนานบรรยายไว้ว่า

"มีลูกสูบสามลูก ที่ปั๊มเงินเข้าออกในระบบเศรษฐกิจ ธนาคารกลางเป็นปั๊มอันนั้น ลูกสูบสามลูก คือ ภาครัฐบาลภาคสถาบันการเงิน และภาคต่างประเทศ"

ในบทนี้คุณหญิงชฎา วัฒนศิริธรรม ซึ่งเคยทำงานที่ธนาคารแห่งประเทศไทยมา 8 ปีและถือเป็นเพื่อนรุ่นน้องนวพร ซึ่งเป็นหนึ่งในกลุ่มคณะกางร่ม ที่ผู้เขียนได้สร้างตัวละครจากบุคลิกของคุณหญิงชฎาเป็น "วันเพ็ญ" ทำงานอยู่หน่วยซื้อลดตั๋วเงิน ฝ่ายการธนาคารและในบทว่าด้วยทุนสำรอง วันเพ็ญมีส่วนร่วมกับสุภาพร ในการสร้างสรรค์วิธีการนำตั๋วเงินไปซื้อธนบัตร และให้ฝ่ายออกบัตรลงทุนได้ง่ายและสะดวก ผู้เขียนปิดท้ายบทนี้ด้วยคำพูด ของผู้อำนวยการฝ่ายออกบัตรที่กล่าวว่า

"ผมขอฝากบัญชีทุนสำรองเงินตราไว้ให้คุณช่วยดูแลต่อไปด้วยนะคุณสุภาพร อย่าลืมว่า นี่คือสมบัติของชาติ"

การปกป้องสมบัติของชาตินี้ ผู้เขียน ได้เน้นหลักการของคนธนาคารแห่งประเทศ ไทยคือ ทำในสิ่งที่ถูกต้องและมีจริยธรรม โดยยกตัวอย่างที่ประทับใจคือ

"สิ่งที่ประทับใจคือ ส่วนของตึกพระตำหนักหอ ซึ่งขณะนั้นเป็นที่เกิดของตลาดทุน เขาจะรื้อตึกพระตำหนักนี้ ทั้งดิฉันและคุณนวรัตน์ เลขะกุล ก็คุยกันว่าจะทำอย่างไรดี? อย่ากระนั้นเลย... ก็ให้เมืองโบราณมาซื้อ เพราะเมื่อไรที่มีคนมาขอซื้อ แบงก์ชาติจะไม่ขาย...เราก็เล่นตามบท แบงก์ชาติไม่ขายแต่ได้ยกถวายสมเด็จ พระเทพฯ ปัจจุบันตำหนักนี้อยู่ที่พระที่นั่งวิมานเมฆ โดยเหตุที่นิยายเรื่องนี้เกิดในแบงก์ชาติ ซึ่งเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์เกินกว่าจะเอาผู้ร้ายหรือนางอิจฉามาใส่ แต่ตัวร้ายในหนังสือนี้คือสถานการณ์ และให้เรื่องอื่นๆ เกิดนอกแบงก์ชาติแทน เพราะเขียนเรื่องผู้ร้ายไม่เป็น สงสารทุกคนและเข้าใจไปหมด จึงเอาสถานการณ์พาเรื่องให้ตื่นเต้นไป"

นอกจากนี้เธอได้ถ่ายทอดเรื่องราวประทับใจและชีวิตทำงานในวัยหนุ่มสาว ที่มีฉายาที่รู้กันเองว่า "กลุ่มคณะกางร่ม"ที่มีสายสัมพันธ์เก่าแก่ยาวนาน

"เราสัมพันธ์กันซับซ้อนเหลื่อมกันเหมือนผ้าทอลายละเอียด เพราะบางคนก็เป็นเพื่อนนักเรียนเก่า บางคนก็เป็นญาติกัน" นวพรเขียนไว้ในหนังสือเล่มนี้

สำหรับนวรัตน์ เลขะกุล เพื่อนสนิท ของนวพรก็ได้รับบทบาทเป็น "ภาณุ" ที่มีบทบาทเป็นตัวเอกคนหนึ่งตั้งแต่ต้นจนจบเล่มของหนังสือนี้ เขาเล่าความทรงจำที่ประทับใจไว้ว่า

"ผมเป็นปู่โสมที่นี่ เพราะทำงานที่เดียวตลอดชีวิต ผมคิดว่าความรู้ความสามารถเป็นสิ่งจำเป็น แต่ปัจจุบันโลกการเงินซับซ้อนและเปลี่ยนไปแล้ว คนรุ่นใหม่ทำงานต้องรอบคอบและระวังผลกระทบ ผมอยากชื่นชมคุณนภพรว่าเขียนได้ดีมาก มีเทคนิคที่ให้คนโน้นคนนี้พูดแล้วเอามารวมกัน ผมอ่านดูก็รู้ว่าคุณนภพรพูดถึงใคร เช่น ตอนที่พูดถึงที่เก็บเอกสารโบราณที่ห้องสรงในพระตำหนัก ผมรู้เลย เพราะเขียนหนังสือหลายเล่มเกี่ยวกับสถาปัตยกรรมที่นี่ ผมรู้ไปหมดว่าใครเป็นใคร ทุกคนยังนั่งอยู่หมด อันนี้เป็นความประทับใจในความสามารถเขียนสิ่งที่ยากเป็นง่าย และไม่เขียนให้เกิดความเสียหายกับใคร เขียนได้ดีมาก ไม่อ่อนไม่แข็ง ไม่แรงไปด้วย สิ่งนี้อาจจะเป็นสิ่งที่คุณนภพรได้จากการเรียนอักษรศาสตร์ก็ได้"

ขณะที่คุณหญิงชฎาซึ่งเป็นเพื่อนรุ่นน้องของนวพรได้ย้อนอดีตให้ฟังว่า

"เนื่องจากที่นี่เป็นที่ทำงานแห่งแรก ก็ถือได้ว่า มีความผูกพันมากตลอดแปดปีและเป็นคนร่วมยุคสมัยเดียวกับคุณนภพร เป็นรุ่นนักเรียนทุนปี 2523 กลับมาและขณะนั้นมีการรับนักเรียนนอกเข้ามาหลายคน พวกเราเป็นกลุ่มที่ไม่แต่งตัว กางร่ม นิยมจับกลุ่มนั่งทานกันที่สโมสรและนั่งโต๊ะนั้นมาตลอดแปดปี ตัวเองได้พบคุณไพบูลย์ ที่อังกฤษและมาทำงานร่วมกันที่นี่และพอแต่งงานไม่เท่าไหร่ ดิฉันก็เป็นฝ่ายลาออกไป ดิฉันจะระมัดระวังในการติดต่อ เพราะมาอยู่ในฐานะผู้ถูกกำกับ ต่างคนก็ต่างทำตามภาระหน้าที่ หลายครั้งในอดีต เรามักบ่นว่า ธนาคารแห่งประเทศไทยอยู่หอคอยงาช้าง ไม่ได้มีโอกาสสัมผัสตลาดภายนอก แต่ต่อมาก็ได้เห็นว่าเจ้าหน้าที่ธนาคารแห่งประเทศไทยได้มีพัฒนาการและเข้าใจสภาวะแท้จริงมากขึ้น ดิฉันดีใจที่มีโอกาสพิจารณาเรื่องกฎหมายการเงินผ่านรัฐสภาด้วย"

เสียงเล่าของคุณหญิงชฎา ขณะเดินกับนวพรเพื่อชมวังบางขุนพรหมร่วมกันฟื้นความหลัง ชวนชี้ชมห้องหับต่างๆ เช่น ห้องนโยบายการเงิน ซึ่งในอดีตเคยเป็น ห้องที่เชิญนายแบงก์ต่างๆ มาประชุมกันเพื่ออธิบายนโยบาย exchange control และที่นี่เป็นครั้งแรกที่คุณหญิงชฎาได้เจอธารินทร์อย่างเป็นทางการ ก่อนที่ธารินทร์จะทาบทามไพบูลย์ วัฒนศิริธรรมไปร่วมทำงานด้วย แต่ผู้ว่าการ ดร.พิสุทธิ์ ไม่อนุมัติ จึงเป็นโอกาสให้คุณหญิงชฎาได้ไปทำแทน เพราะถือหลักว่าสามีภรรยาไม่ควรทำงานที่เดียวกัน

โรมานซ์รอบรั้ววังบางขุนพรหมของคนธนาคารแห่งประเทศไทยที่พบรักและแต่งงานกันมีหลายคู่ แต่รักของสุภาพร ตัวเอกในเรื่อง "ทำงานในวัง" จบลงด้วยโศกนาฏกรรมชีวิตที่พลัดพรากจากคนรัก ที่ผู้เขียนพรรณาความสูญเสียของสุภาพรอย่างมีพลังสะเทือนใจเงียบๆ ถือเป็นบุคลิกลึกๆ แบบ sentimental หนึ่งของผู้เขียนสาวโสดที่ปรากฏ มากกว่าท่าทางขี้เล่นปากไว

นานสักเท่าใดไม่ทันรู้ตัว นวพรวันนี้ดำเนินชีวิตที่เลือกมองโลกในแง่ดี พร้อมๆ กับเก็บความทรงจำอันภาคภูมิใจขณะทำงานสองทศวรรษในวังบางขุนพรหมไว้ท่ามกลางความรักและมิตรภาพของกลุ่มกางร่ม ที่โปรดปรานเสียงเพลง "Try to Remember" ซึ่งบรรเลงปิดท้ายละครชีวิตบทหนึ่งของเธอ...   




 








upcoming issue

จากโต๊ะบรรณาธิการ
past issue
reader's guide


 



home | today's news | magazine | columnist | photo galleries | book & idea
resources | correspondent | advertise with us | contact us

Creative Commons License
ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย