Search Resources
 
Login เข้าระบบ
สมัครสมาชิกฟรี
ลืมรหัสผ่าน
 
  homenewsmagazinecolumnistbooks & ideaphoto galleriesresources50 managermanager 100join us  
 
 


bulletToday's News
bullet Cover Story
bullet New & Trend

bullet Indochina Vision
bullet2 GMS in Law
bullet2 Mekhong Stream

bullet Special Report

bullet World Monitor
bullet2 on globalization

bullet Beyond Green
bullet2 Eco Life
bullet2 Think Urban
bullet2 Green Mirror
bullet2 Green Mind
bullet2 Green Side
bullet2 Green Enterprise

bullet Entrepreneurship
bullet2 SMEs
bullet2 An Oak by the window
bullet2 IT
bullet2 Marketing Click
bullet2 Money
bullet2 Entrepreneur
bullet2 C-through CG
bullet2 Environment
bullet2 Investment
bullet2 Marketing
bullet2 Corporate Innovation
bullet2 Strategising Development
bullet2 Trading Edge
bullet2 iTech 360°
bullet2 AEC Focus

bullet Manager Leisure
bullet2 Life
bullet2 Order by Jude

bullet The Last page


ตีพิมพ์ใน นิตยสารผู้จัดการ
ฉบับ ตุลาคม 2551








 
นิตยสารผู้จัดการ ตุลาคม 2551
ท่วงทำนองของพิพิธภัณฑ์ บอกเล่าความเป็นมาของประเทศและเมือง             
โดย ธวัชชัย อนุพงศ์อนันต์
 


   
www resources

โฮมเพจ สถาบันพิพิธภัณฑ์การเรียนรู้แห่งชาติ
Edo-Tokyo Museum Homepage

   
search resources

Museum
มิวเซียมสยาม พิพิธภัณฑ์การเรียนรู้
Edo-Tokyo Museum
Image of Singapore
Historical, Ethnographic & Literature Museums




ตลอดเกือบหนึ่งปีที่ผ่านมา ผมใช้เวลาว่างเท่าที่มีรวมถึงโอกาสจากการไปดูงานหรือประชุมนอกประเทศ เพื่อเข้าเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์ที่บอกเล่าเรื่องราวความเป็นมาของเมืองหรือประเทศต่างๆ ตามแต่โอกาสจะอำนวย

ญี่ปุน: ความเป็นมาของเมืองเอโดะ

ถ้าคุณเป็นแฟนการ์ตูนญี่ปุ่น อย่างน้อยคุณน่าจะคุ้นกับชื่อของเรียวก๊กกุก๊กกุกิคัง (Ryogoku Kokugikan) ที่นี่คือสถานที่แข่งขันซูโม่ ที่ตั้งมากว่า 300 ปี ซูโม่กีฬาสุดยอดของประเทศญี่ปุ่น จะจัดอย่างยิ่งใหญ่ในเดือนมกราคม, พฤษภาคม และกันยายนของทุกปี แต่ตึกใกล้ๆ กันนั้น เพียงเดินผ่านสนามซูโม่แล้วเข้าไปในพื้นที่ติดๆ กัน จะเห็นพิพิธภัณฑ์แห่งใหม่ของเมืองโตเกียว ที่นี่คือเอโดะมิวเซียม หรือ Edo-Tokyo Museum

วันที่ผมไปถึงนั้นเป็นยามสายของวันพุธ แต่ผู้คนเกือบแน่นพื้นที่ในพิพิธภัณฑ์

มองจากภายนอก ตึกที่ออกแบบทันสมัยและดูเหมือนจะได้รับอิทธิพลจากภาพยนตร์แนวสงครามจักรวาลอย่าง Star Wars พร้อมๆ กับรูปปั้นที่ยืนตระหง่านระหว่างทางเดินเข้าไปยังตัวตึก แค่นี้ก็รู้สึกตื่นเต้นแล้ว พร้อมๆ กับตั้งคำถามในใจว่า นี่คือ พิพิธภัณฑ์เอโดะ หรือพวกเขากำลังจะเล่าเรื่องราวญี่ปุ่นยุคสำรวจอวกาศกันแน่

ค่าเข้าชมพิพิธภัณฑ์สำหรับผู้ใหญ่เพียง 600 เยนเท่านั้น หรือคิดเป็นเงินไทยก็แค่ 180 บาทโดยไม่รวมนิทรรศการพิเศษต่างๆ ที่อาจจะมีในแต่ละช่วงเวลา ก็ถือว่าคุ้มค่ามาก เพราะนี่เป็นราคาเดียวกับราคาอาหารมื้อถูกๆ มื้อหนึ่งในกรุงโตเกียว

เมื่อเดินเข้าสู่พื้นที่พิพิธภัณฑ์แล้ว ทันใดที่เราเดินข้ามสะพานนิฮอม-บาชิ (Nihom-bashi bridge) จำลอง เราก็กำลังเข้าสู่ยุคสมัยเอโดะอย่างแท้จริง

พิพิธภัณฑ์เอโดะแบ่งพื้นที่การแสดงเป็นยุคสมัยเอโดะ และเมจิ

ยุคสมัยทางประวัติศาสตร์ของญี่ปุ่นนั้นต้องย้อนยาวไปถึงสมัย 10,000 ปีก่อนคริสต์ศักราช แต่นั่นเป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นนอกพื้นที่โตเกียวคือ ในเมืองนารา หรือเกียวโต เมื่อโตกุกาวา อิเอยะสุปราบโตโยมิ ฮิเดโยริลงในสงครามเซกิกาฮารา พื้นที่กองบัญชาการของโตกุกาวาอยู่ในพื้นที่ที่เรียกว่า เอโดะ หรือโตเกียวในปัจจุบัน นี่คือการเริ่มต้น

ยุคสมัยของเอโดะหรือโตกุกาวา นับตั้งแต่ปีคริสต์ศักราช 1600 ดำเนินมากว่า 250 ปี อย่างไรก็ตาม เวลานั้นยังคงใช้เกียวโตเป็นเมืองหลวงโดยเป็นที่ตั้งของราชวังและศาลยุติธรรมต่างๆ

ยุคสมัยเอโดะเป็นยุคการสร้างสันติภาพและปิดตัวเองจากการที่เคยเปิดรับชาวต่างชาติทั้งจากตะวันตกและประเทศใกล้เคียง อย่างไรก็ตาม ยังคงมีการค้าขายและติดต่อกับชาวดัตช์ จีน และเกาหลีอยู่ แต่ถูกกีดกันและจำกัดพื้นที่การค้าขายค่อนข้างมาก ยุคสมัยเมจิในช่วงปีคริสต์ศักราช 1868-1912 การยอมแพ้ของไดเมียวทำให้พื้นที่ถูกแบ่งเป็น prefecture อย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน เอโดะกลายเป็นเมืองหลวงใหม่และเปลี่ยนชื่อเป็นโตเกียว (ซึ่งแปลว่า เมืองหลวงทางตะวันออก) รัฐบาลเริ่มมั่นคงและมีการนำเอารูปแบบการปกครองแบบตะวันตกมาปรับใช้ เช่นเดียวกับที่ซามูไรถูกปลดอาวุธและริบคืนอำนาจ

ยุคไตโช (Taisho) ระยะสั้นๆ พร้อมกับที่ญี่ปุ่นเข้าร่วมสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง โดยเลือกอยู่ฝ่ายตรงข้ามกับเยอรมัน แต่ก็ไม่ได้เข้าไปเกี่ยวข้องลึกซึ้งนัก และเป็นช่วงของการขยายอำนาจทางการเมืองผ่านศักยภาพทางเศรษฐกิจ ก่อนที่จะเข้าสู่ยุคโชวะและการขึ้นสู่จุดสูงสุดของความเป็นชาตินิยม และสร้างชื่อเสียงไปทั่วโลกจากปฏิบัติการเซอร์ไพรส์ในการบุกเพิร์ลฮาร์เบอร์

หลังการกระตุกหนวดเสือและถูกทิ้งระเบิดอย่างหนักหน่วงที่เมืองฮิโรชิมาและนางาซากิ จักรพรรดิฮิโรฮิโตประกาศยอมแพ้สงคราม จุดเปลี่ยนและสมดุลอำนาจทางการเมืองเปลี่ยนมือไปสู่ประเทศสหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่นกลับมาสร้างศักยภาพทางเศรษฐกิจใหม่อีกครั้งพร้อมๆ กับการสร้างโตเกียวใหม่ก่อนจะขึ้นเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจอันดับต้นๆ ของโลกจนถึงปัจจุบัน

เอโดะมิวเซียมมีเรื่องราวเหล่านี้ ที่นี่จะทำให้เราเข้าใจความเป็นมาของโตเกียวรวมถึงได้เห็นอะไรอะไรที่เกี่ยวกับโตเกียว

คุณต้องไม่ลืมก้าวแรกบนสะพานนิฮอน-บาชิ ที่เปิดศักราชของโตเกียว เมื่อเดินลึกเข้าไปจะเห็นโรงละครคาบูกิ เห็นขบวนแห่ รวมไปถึงแบบจำลองเมืองโตเกียวในยุคสมัยเอโดะที่น่าตื่นตาตื่นใจ

รูปแบบการใช้ชีวิตที่จำลองออกมาให้เห็นตั้งแต่ซามูไรสมัยเอโดะมาจนถึงชีวิตที่ยากลำบากหลังพ่ายแพ้สงครามโลกครั้งที่สอง เช่นเดียวกับหายนะอันเกิดจากธรรมชาติ คือ แผ่นดินไหวครั้งใหญ่ รวมถึงหายนะจากน้ำมือมนุษย์ด้วยกันเอง

ก่อนที่จะเห็นความสว่างไสวของโตเกียวยุคปัจจุบัน

สิงคโปร์: เล่าอดีตที่มองถึงอนาคตอันสดใส

มีคนเตือนด้วยความหวังดีหลายๆ คน ก่อนผมจะจองตั๋วเครื่องบินโลว์คอส (ในตอนนั้น) เพื่อไปสิงคโปร์ห้าวันว่า สิงคโปร์ไม่มีอะไรให้ดู เที่ยววันสองวันก็หมดแล้ว แต่ด้วยความดื้อส่วนตัว ผมเลยจองโรงแรมสี่คืน กะว่าจะเที่ยวให้ทุกซอกทุกมุมของสิงคโปร์เลย แต่การกลับไม่ได้เป็นอย่างนั้น เพราะผมเห็นสิงคโปร์แค่เสี้ยวเดียวเท่านั้น และผมไม่แน่ใจว่า ถ้าผมมีเวลาหนึ่งเดือนผมจะเห็นสิงคโปร์จริงหรือเปล่า

สิงคโปร์คือตัวแทนของความทันสมัยและการปลดแอกจากมาเลเซียอย่างแท้จริง พวกเขาพิสูจน์ให้อดีตเมืองแม่อย่างมาเลเซียรู้ว่า พวกเขาเอาตัวรอดได้ และทำได้ดีกว่ามาเลเซียเสียด้วยซ้ำ

ผมเลือกนั่งกระเช้าข้ามไปเกาะเซ็นโตซาในสายของวันที่สองของการเดินทาง ผมให้เวลาหนึ่งวันเต็มๆ บนเกาะเซ็นโตซา วันนั้นฝนตกเล็กน้อยก่อนที่แดดจะจ้าเมื่อข้ามไปยืนบน ฝั่งเกาะเรียบร้อยแล้ว

ผมเลือกซื้อแพ็กเกจเที่ยวเกาะเซ็นโตซา ซึ่งรวมการข้ามกระเช้าไปกลับและเข้าไปในปากสิงโตทะเล แน่นอนว่าพิพิธภัณฑ์ที่เล่าเรื่องเมืองสิงคโปร์รวมอยู่ในแพ็กเกจนี้ด้วย

Image of Singapore เป็นพิพิธภัณฑ์ทันสมัยและได้รับรางวัลมาหลายต่อหลายครั้งจากการประกวดพิพิธภัณฑ์ระดับโลก Image of Singapore บอกเล่าเรื่องราวความเป็นมาของสิงคโปร์ได้อย่างน่าสนใจ โดยเฉพาะการใช้หุ่นขี้ผึ้งและการออกแบบเส้นทางการเดินชมพิพิธภัณฑ์อย่างน่าสนใจและนำเอาสัญลักษณ์หลายๆ อย่างมาใช้ ไม่ว่าจะเป็นสัตว์ในเทพนิยาย หรือสัตว์ที่พบเห็นบนเกาะสิงคโปร์

วัฒนธรรมจีนหลายๆ อย่างนำมาบอกเล่าผ่านหุ่นขี้ผึ้ง ไม่ว่าจะเป็นพิธีการแต่งงานการใช้ชีวิตของคนจีนสมัยก่อน การกราบไหว้บรรพบุรุษ การละเล่นในยุคสมัยต่างๆ ไปจน ถึงประวัติศาสตร์ความเป็นมานับแต่อดีตจนถึงยุคสมัยที่สิงคโปร์แย่งชิงการเป็นศูนย์กลางการค้าและท่าเรือของซีกโลกตะวันออกจากมะละกาได้สำเร็จ

เสียงและแสงถูกนำมาใช้อย่างลงตัวเหมาะเจาะ รวมถึงการอำนวยความสะดวกให้กับผู้พิการและสูงอายุให้สามารถชื่นชมประวัติศาสตร์สิงคโปร์ได้เหมือนๆ กับคนปกติทั่วไป

ก้าวแรกของการเหยียบเข้า Image of Singapore คือการเล่าตำนานความเป็นมาของสิงคโปร์ผ่านการแสดงแสง สี เสียง ตระการตา เมื่อไฟดับลง แสงสว่างเล็กๆ เริ่มขับขานเรื่องราวของเจ้าชายแห่ง Sumatran

สิงคโปร์หรือเมืองแห่งสิงโตมีที่มาของชื่อจากการที่เจ้าชายแห่งเกาะสุมาตรา เดินทางมาถึงเกาะนี้หลังจากหลบพายุเข้ามา เมื่อขึ้นเกาะได้เห็นสัตว์ชนิดหนึ่งวิ่งอยู่ ผู้ติดตามได้ทูลว่าเป็นสิงโต แต่มันเป็นสิงโตที่คล้ายเสือมาก เจ้าชายจึงได้ตั้งชื่อเกาะนี้ว่าสิงคโปร์หรือสิงหปุระ เมืองแห่งสิงโต

สิงคโปร์อาจเป็นเพียงแค่หมู่บ้านชาวประมงเล็กๆ เงียบๆ แห่งหนึ่ง ถ้าเซอร์ สแตมฟอร์ด ราฟ เฟิลส์ (Sir Stamford Raffles) ไม่ได้มองเห็นศักยภาพและเลือกเกาะแห่งนี้เป็นเมืองท่าแห่งใหม่ในปี 1819 ด้วยอิทธิพลล้นฟ้าในเวลานั้นของจักรภพอังกฤษ สิงคโปร์จึงกลายเป็นเมืองท่าค้าขายที่ยิ่งใหญ่ รวมถึงการเป็นฐานปฏิบัติการทางการทหารด้วย อย่างไรก็ตาม สิงคโปร์ไม่สามารถหนีรอดการคุกคามของญี่ปุ่น ในช่วงแผ่อิทธิพลในสงครามโลกครั้งที่สองในปี 1942

หลังสงครามโลกครั้งที่สอง ในปี 1959 สิงคโปร์มีระบบรัฐปกครองตนเอง ก่อนที่จะเลือกเข้าไปรวมกับมาเลเซีย ในปี 1963 และตัดสินใจที่จะแยกตัวเป็นอิสระอีกครั้งในปี 1965 จนถึงปัจจุบัน โดยเหตุผลเบื้องหลังคือความขัดแย้งของนโยบายที่มาเลเซียต้องการให้ประเทศมาเลเซียเป็นประเทศของคนมาเลย์อย่างแท้จริง ในขณะที่คนส่วนใหญ่ของสิงคโปร์เป็นคนเชื้อสายจีน

ลี กวน ยู จึงเปิดศักราชของความยิ่งใหญ่ของสิงคโปร์นับจากนั้นมา พร้อมๆ กับการเพิ่มศักยภาพทางการค้า การท่องเที่ยว และการเข้าสู่ความเป็นประเทศอุตสาหกรรมอย่างสมบูรณ์ รวมถึงการพยายามถ่วงดุลทางการเมืองระหว่างประเทศเพื่อช่วยให้สิงคโปร์มีอำนาจต่อรองกับประเทศเพื่อนบ้านใกล้เคียง

ภาพการประกาศปลดแอกอย่างยิ่งใหญ่พร้อมๆ กับแสงสว่างปลายทางออกที่แสดงให้เห็นถึงอนาคตที่สดใสของสิงคโปร์ยุคใหม่ ทำให้ผมพลอยตื่นเต้นดีใจและฮึกเหิมไปพร้อม กับคนสิงคโปร์ ณ ปลายทางออกด้วยเช่นกัน

การเดินทางเที่ยวนั้น ภาพท้ายๆ ของสิงคโปร์จากการบอกเล่าของคนขับแท็กซี่เป็น Singapore Flyer หรือชิงช้าสวรรค์อันใหม่ของสิงคโปร์ที่กำลังจะเปิดให้บริการในเดือนถัดไปนับจากวันที่ผมเดินทางกลับ พร้อมกับพื้นที่ก่อสร้างกาสิโนขนาดใหญ่ที่จะมาเปลี่ยนบทบาทของประเทศสิงคโปร์ครั้งยิ่งใหญ่ในอีกสองปีข้างหน้า ผมทิ้งภาพสุดท้ายของสิงคโปร์เป็นสนามบินเทอร์มินัลใหม่ที่เพิ่งสร้างเสร็จและจะเปิดใช้งานในอีกไม่กี่วัน นับจากวันที่ผมเดินเข้าไปเยี่ยมชมอย่างไม่เป็นทางการ

ผมยอมรับว่า ผมลืมสุวรรณภูมิที่เพิ่งจากมาเมื่อห้าวันก่อนนั้นไปสนิทใจเลย

มาเลเซีย: เมื่อมะละกามีชีวิตมีลมหายใจใหม่

ผมไปมาเลเซียทันทีที่ได้รับรู้ข่าวสองข่าว

ข่าวหนึ่งเป็นการกระเพื่อมของการเมืองมาเลเซียครั้งสำคัญ การประท้วงที่เกิดขึ้นในกรุงกัวลาลัมเปอร์พร้อมกับการคุกคามสิทธิเสรีภาพของอันวาร์ อิบราฮิม ทำให้ผมไม่รอช้าที่จะเข้าไปจองตั๋วเครื่องบินโลว์คอส (ที่เริ่มไม่โลว์แล้วในตอนนั้น) บินไปมาเลเซียทันที

อีกข่าวเป็นข่าวเล็กๆ แทรกอยู่ในความขัดแย้งของการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก ผมกำลังจะไปมะละกาครับ มะละกาเพิ่งได้รับเลือกให้เป็นมรดกโลกพร้อมกับปราสาทพระวิหาร ปีนัง และอีกหลายๆ เมือง แต่ดูเหมือนการเมืองเรื่องเขาพระวิหารจะกลบเรื่องราวของมะละกาและอีกหลายเมืองให้หายไปจากการรับรู้ของคนไทยไปเสียหมด

ผมพบว่า ผมรู้เรื่องราวเกี่ยวกับประเทศมาเลเซียที่มีพื้นที่ติดกับไทยแบบแนบสนิทน้อยมาก ถ้าไม่นับละครเรื่อง นางอาย ที่ศิริลักษณ์ ผ่องโชค ถูกพ่อที่เป็นกงสุลเมืองปีนังส่งไปเรียนโรงเรียนประจำที่นั่นแล้ว ผมอาจจะแทบไม่ค่อยเคยเห็นเมืองมาเลเซียเท่าไรนัก ถ้าไม่นับภาพข่าวประปรายที่เกี่ยวกับมาเลเซีย โดยไม่ต้องพูดถึงมะละกา

แต่มะละกากลับคุ้นหูคุ้นปากผมมากกว่า แม้ความจริงในภาษามลายูจะเรียกมันว่า เมลักขะ (Melaka) ก็ตามที แต่ผมก็ขอเรียกว่ามะละกา ตามที่ปากถนัดตลอดบทความนี้นะครับ

ผมเดินเข้า Historical, Ethnographic & Literature Museums หรือพิพิธภัณฑ์ ประวัติศาสตร์ ชนชาติ และวรรณคดีของเมืองมะละกาที่ตั้งอยู่ในตึกซึ่งเคยเป็นศูนย์บัญชาการและที่พักของผู้ปกครองชาวดัตช์ หรือเรียกสั้นๆ ว่า สแตดฮายส์ หรือสแตดฮุยส์ (Stadthuys)

ตัวตึกไม้แม้จะดูเก่ามากแล้วแต่การแบ่งพื้นที่การจัดแสดงที่เป็นสัดส่วน โดยเฉพาะการแยกบทบาทของมหาอำนาจที่เข้ามาปกครองมะละกาในแต่ละยุคสมัยก็ทำให้เรื่องราวความเป็นมาของมะละกา น่าสนใจไม่แพ้เมืองอื่นๆ ที่ผมเคยไปเยี่ยมชมมา

รูปแบบการแสดงมีทั้งหุ่นจำลองที่แสดงให้เห็นถึงวัฒนธรรมประเพณีต่างๆ เช่น การแต่งงานของแต่ละชนชาติในมะละกา รวมถึงเครื่องมือเครื่องใช้ และหลักฐานทางประวัติศาสตร์มากมาย

มะละกาเป็นเมืองทางด้านประวัติศาสตร์ที่เรียกว่าน่าสนใจมากที่สุดของประเทศมาเลเซีย และมีตำนานเรื่องราวเล่าขานทางประวัติศาสตร์มากมายเกี่ยวกับเมืองนี้

การเข้ามามีบทบาททางประวัติศาสตร์การเมือง เศรษฐกิจ และวัฒนธรรมของชาติตะวันตก ในประเทศมาเลเซีย นับจากโปรตุเกส ฮอลันดา และอังกฤษ ล้วนเกิดขึ้นที่นี่ทั้งสิ้น

แน่นอนว่า ที่นี่ยุคสมัยหนึ่งคือ ท่าเรือที่เป็นศูนย์กลางการค้าขายที่สำคัญของโลก โดยเฉพาะช่องแคบมะละกาที่เป็นที่กล่าวขวัญถึงมาเนิ่นนาน

เจ้าชายปรเมศวร (Parameswara) ซึ่งลี้ภัยออกมาจากเกาะชวาข้ามช่องแคบมะละกามายังเมืองเตมุสิกหรือสิงคโปร์ในปัจจุบัน จากนั้นก็พาไพร่พลอพยพมายังพื้นที่ที่เป็นมะละกาในปัจจุบันเพราะมีชัยภูมิเหมาะกับการเทียบเรือ รวมถึงสามารถป้องกันข้าศึกได้ด้วย

ปี 1405 Admiral Cheng Ho หรือเจิ้งเหอ แม่ทัพขันทีผู้ยิ่งใหญ่ได้เดินทางมาถึงเมืองมะละกาและมีความสัมพันธ์อันดีกับเจ้าชายปรเมศวร โดยเจ้าชายได้จัดส่งเครื่องราชบรรณาการให้กับจักรพรรดิในราชวงศ์หมิง เพื่อที่จะได้รับการคุ้มครองจากการรุกรานของประเทศสยามหรือกรุงศรีอยุธยา รวมถึงการคุกคามของศาสนาอิสลาม

ปี 1511 Alfonso d' Albuquerque เข้ามายึดและปกครองมะละกาเป็นเมืองขึ้นของโปรตุเกสและป้อมลาฟาโมซา (A'Famosa) ที่สร้างขึ้นในปี 1641 มะละกาถูกส่งต่อให้ฮอลันดา หลังสงครามแย่งชิงเมืองระหว่างฮอลันดากับโปรตุเกส กว่าแปดเดือนสิ้นสุดลง

ปี 1795 ฝรั่งเศสเข้ามาแทนที่ฮอลันดา ตามมาด้วยอังกฤษที่เข้ามาปกครองเมืองขึ้นของฮอลันดาเป็นการชั่วคราว ในปี 1824 มะละกาถูกนำไปแลกกับเมืองท่า Bencoolen บนเกาะสุมาตราของอังกฤษ อังกฤษจึงเข้าปกครองมะละกาอย่างเต็มตัวนับจากนั้น

ความที่เป็นเมืองประวัติศาสตร์รวมถึงการเข้ามามีอิทธิพลของการประเทศตะวันตกและตะวันออกหลายชาติ ทำให้เรื่องเล่าของมะละกาไม่สามารถบรรจุอยู่ในพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ได้ทั้งหมด ทำให้ผมต้องเข้าไปชมพิพิธภัณฑ์ใกล้เคียงกันอีกมากมาย ทั้งพิพิธภัณฑ์ที่บอกเล่าเรื่องราวของพรรคอัมโนก่อน ระหว่างและหลังจากการประกาศเอกราชในปี 1957 ตึกอนุสรณ์การประกาศเอกราชที่มีทั้งภาพ เสียง และหุ่นจำลองเหตุการณ์ในช่วงเวลานั้นซึ่งทำให้เรารู้สึกเสมือนหนึ่งว่าเข้าไปเป็นสักขีพยานในเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ครั้งนั้น พิพิธภัณฑ์สถาปัตยกรรมของมาเลเซีย พิพิธภัณฑ์ทางทะเลที่ตั้งอยู่ในเรือโปรตุเกสขนาดยักษ์ มิพักต้องพูดถึงซากปรักหักพังและสถานที่ทางประวัติศาสตร์อีกมากมายที่ตั้งกระจายทั่วเมืองมะละกาที่สามารถเล่าเรื่องราวความเป็นมาด้วยตัวมันเองได้

มะละกากลายเป็นเมืองที่หลับใหลไปชั่วระยะเวลาหนึ่ง แต่กำลังถูกปลุกให้ตื่นขึ้นมาอีกครั้งพร้อมกับการเป็นเมืองมรดกโลก การพัฒนาบริเวณท่าเรือใหม่ เพื่อให้เห็นประวัติศาสตร์ในยุคสมัยของความยิ่งใหญ่รวมถึงการสร้างเกาะขึ้นมาใหม่ชื่อว่า Pulau Melaka ไม่ไกลจากชายฝั่ง ซึ่งจะทำให้มะละกากลายเป็นเมืองรีสอร์ตริมทะเลแห่งใหม่

แม้ความทันสมัยกำลังรุกคืบเข้ามาทุกวันๆ แต่ถนนแบบจีนโบราณ ร้านค้าแบบดั้งเดิมสไตล์โคโลเนียล วัดเก่าแก่ และสุสานโบราณ ยังคงฉายให้เห็นภาพของความยิ่งใหญ่ของยุคสมัยล่าเมืองขึ้นได้อย่างชัดแจ้งในห้วงคำนึง

ประเทศไทย: เล่าเรื่องสยามผ่านมิวเซียมสยาม

ถ้าคุณเคยไปงานนิทรรศการของ TCDC มาบ้าง คุณอาจไม่แปลกใจ เมื่อได้ไปเยี่ยมเยียนมิวเซียมสยาม หรือพิพิธภัณฑ์ที่บอกขานถึงเรื่องราวความเป็นสยาม

มิวเซียมสยามเริ่มเล่าตั้งแต่ความเป็นมาของตัวตึกรวมถึงสถาปัตยกรรมยุคดั้งเดิม

มิวเซียมสยามเริ่มสืบค้นความเป็นสยามตั้งแต่ก่อนยุคสมัยของสุวรรณภูมิ สมัยที่คนยังเดินหลังไม่ตรง และไดโนเสาร์ยังวิ่งอยู่รอบข้าง เครื่องมือเครื่องใช้สมัยดึกดำบรรพ์ตั้งแต่ยุคหิน ยุคโลหะ มาจนถึงยุคเหล็ก ก่อนที่คนจะเริ่มจับกลุ่มเลิกเร่ร่อน และรวมตัวเป็นสังคมสร้างเมืองเกษตรกรรมขึ้นมา

จากการทำการเกษตรเพื่อเลี้ยงตัวเองก็พัฒนาขึ้นเป็นการเกษตรเพื่อการค้า ทั้งการค้าระหว่างหน่วยสังคมเล็กๆ ไปจนถึงการสร้างเป็นเมืองใหญ่และค้าขายกับเมืองที่อยู่ห่างไกลออกไป นั่นจึงทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนทั้งสินค้า วัฒนธรรม ศาสนาไปจนถึงผู้คนที่อพยพกันไปมา

มิวเซียมสยามให้ความสำคัญกับกรุงศรีอยุธยาค่อนข้างมาก อาจจะเป็นเพราะนี่คือจุดเปลี่ยนสำคัญและเป็นการทำให้ทั่วโลกรู้จักคำว่า "สยาม" ทำให้สยามมีพื้นที่ในแผนที่โลก อย่างไรก็ตาม มิวเซียมสยามขมวดปมการเปลี่ยนจากสยามมาสู่ความเป็นไทย พร้อมกับสอดแทรกอิทธิพลของวัฒนธรรมชาติตะวันตกที่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงความเป็นสยามและเป็นไทยมาอย่างต่อเนื่อง ก่อนจะตั้งคำถามถึงความเป็นไทยและเราจะทำอะไรเพื่อไทย

มิวเซียมสยามอาจจะไม่ได้เป็นตัวแทนพิพิธภัณฑ์ที่บ่งบอกถึงความเป็นไทยได้ทั้งหมด อาจจะเปรียบเหมือนเอโดะมิวเซียมที่เน้นกล่าวถึงแต่เอโดะที่กลายเป็นโตเกียว อย่างไรก็ดี มิวเซียมสยามอาจจะต้องนิยามสยามว่าหมายถึงอะไรกันแน่ มีอาณาเขตพื้นที่ครอบคลุมไปถึงไหนบ้าง เพราะในความเข้าใจของหลายๆ คน สยามคือไทย ไทยคือสยาม อาณาเขตของสยามจึงน่าจะกว้างขวางกว่าเอโดะ สิงคโปร์ หรือแม้แต่มะละกามากมายนัก

ในแง่กลวิธี มิวเซียมสยามบอกเล่าเรื่องราวประเทศไทยได้อย่างน่าสนใจ เพียงแค่ถ้าผมไม่ใช่คนไทยแล้ว ผมก็คงเดินดูอย่างตื่นตาตื่นใจโดยไม่คิดอะไรมาก เพราะไม่รู้ว่าหลายๆ เรื่องราวถูกเล่าข้ามไป ซึ่งถ้ามองถึงพัฒนาการของการสร้างพิพิธภัณฑ์ในประเทศไทยแล้ว มิวเซียมสยามโดดเด่นขึ้นมาท่ามกลางซากปรักหักพังของพิพิธภัณฑ์โบราณของไทย เพราะมิวเซียมสยามทำให้ทุกก้าวของการเดินเข้ามาอ่านเรียงความฉบับนี้มีจุดดึงดูดให้สนใจได้ตลอดเวลาด้วยกลวิธีการเล่าเรื่องที่หลากหลาย มิใช่การวางสิ่งของกับข้อความเล็กๆ ให้เพ่งสายตาอ่านกันเองแบบพิพิธภัณฑ์หลายๆ แห่งในประเทศไทย

พลันที่ผมเดินออกจากมิวเซียมสยาม ผมกลับเกิดคำถามที่หน้าทางออก เราจะทำอะไรเพื่อประเทศไทย หรือจริงๆ แล้วประเทศไทยต้องการให้เราช่วยอะไรหรือเปล่ากันแน่!

ว่าแล้ว...ผมก็แวะซื้อหนังสือเรียงความประเทศไทยกลับไปทบทวนความเป็นสยามอีกครั้ง ก่อนจะไปจิบกาแฟหอมกรุ่นนั่งชมพระปรางค์วัดอรุณริมแม่น้ำเจ้าพระยา มองเรือแล่นผ่านไปมาอย่างสงบในบ่ายวันอาทิตย์ที่แสงอาทิตย์ยังแผดจ้า และไม่มีเค้าว่าฝนจะตกมาในชั่วระยะเวลาสั้นๆ

อ่านเพิ่มเติม:
1. Japan, Lonely Planet, October 2003.
2. Philips, C (ed.). (2005), TimeOut Tokyo, London: Time Out Guides Ltd.
3. South-East Asia on a shoestring, Lonely Planet, May 1999.
4. เรียงความประเทศไทย โดย มิวเซียมสยาม   




 








upcoming issue

จากโต๊ะบรรณาธิการ
past issue
reader's guide


 



home | today's news | magazine | columnist | photo galleries | book & idea
resources | correspondent | advertise with us | contact us

Creative Commons License
ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย