Search Resources
 
Login เข้าระบบ
สมัครสมาชิกฟรี
ลืมรหัสผ่าน
 
  homenewsmagazinecolumnistbooks & ideaphoto galleriesresources50 managermanager 100join us  
 
 


bulletToday's News
bullet Cover Story
bullet New & Trend

bullet Indochina Vision
bullet2 GMS in Law
bullet2 Mekhong Stream

bullet Special Report

bullet World Monitor
bullet2 on globalization

bullet Beyond Green
bullet2 Eco Life
bullet2 Think Urban
bullet2 Green Mirror
bullet2 Green Mind
bullet2 Green Side
bullet2 Green Enterprise

bullet Entrepreneurship
bullet2 SMEs
bullet2 An Oak by the window
bullet2 IT
bullet2 Marketing Click
bullet2 Money
bullet2 Entrepreneur
bullet2 C-through CG
bullet2 Environment
bullet2 Investment
bullet2 Marketing
bullet2 Corporate Innovation
bullet2 Strategising Development
bullet2 Trading Edge
bullet2 iTech 360°
bullet2 AEC Focus

bullet Manager Leisure
bullet2 Life
bullet2 Order by Jude

bullet The Last page








 
ผู้จัดการรายวัน21 พฤศจิกายน 2551
คลังค้ำหนี้ธกส.งวดแรก2หมื่นล.             
 


   
www resources

โฮมเพจ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร

   
search resources

ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร - ธ.ก.ส.
Loan




คลังได้ฤกษ์เซ็นค้ำเงินกู้ ธ.ก.ส. งวดแรก 2 หมื่นล้านบาทจ่ายเงินเกษตรกรโครงการรับจำนำข้าว สัญญาเงินกู้ 1 ปีครึ่ง ดอกเบี้ย 4.95% ระบุหากโครงการเสียหายจะต้องใช้เงินงบประมาณอุดหนุน เผยยอดรับจำนำข้าว ขาดดุลกลางปีดันยอดหนี้สาธารณะเป็น 38% จี้ธปท.สางหนี้เงินกองทุนฟื้นฟูฯ เพิ่มความยืดหยุ่นหน่วยงานอื่นกู้เงินได้บ้างหลังพบงบชำระหนี้ใช้จ่ายแค่ดอกเบี้ยเท่านั้น

นายพงษ์ภาณุ เศวตรุนทร์ ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) เปิดเผยว่า ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ได้ลงนามสัญญาเงินกู้กับธนาคารกรุงไทย ธนาคารนครหลวงไทย ธนาคารทหารไทย และธนาคารออมสิน วงเงิน 1.1 แสนล้านบาท โดยกระทรวงการคลังเป็นผู้ค้ำประกันเงินกู้ ซึ่งทางธ.ก.ส.จะเบิกจ่ายเงินงวดแรก 2 หมื่นล้านบาท เพื่อนำไปจ่ายค่ารับจำนำข้าวเปลือกนาปี 2551/2552 ข้าวโพด และมันสำปะหลัง ที่เริ่มรับจำนำไปแล้วตั้งแต่ 1 พ.ย.2551

ทั้งนี้ สัญญาเงินกู้มีระยะเวลา 1 ปี 6 เดือน คิดอัตราดอกเบี้ย 4.95% ตลอดอายุสัญญา โดยธ.ก.ส.จะเบิกจ่ายเงินตามความเป็นจริง เพื่อไม่ให้เป็นภาระงบประมาณ ซึ่งรัฐบาลได้ให้นโยบายเร่งระบายขายข้าว เพื่อนำเงินมาใช้เงินกู้ให้ทันตามกำหนดระยะเวลา

นายพงษ์ภาณุ กล่าวว่า การกู้เงินมีความโปร่งใส เนื่องจากมีการบันทึกเป็นหนี้สาธารณะทันที โดยปัจจุบันหนี้สาธารณะอยู่ที่ 3.4 ล้านล้านบาท หากมีการเบิกจ่ายเงิน 2 หมื่นล้านบาท จะทำให้หนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 36% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) และหากโครงการรับจำนำมีความเสียหายไม่สามารถขายข้าวมาใช้เงินกู้ได้ทั้งหมด ก็จะต้องขอเงินงบประมาณมาใช้แทน หรือใช้วิธีการกู้หนี้ใหม่มาใช้หนี้เก่า

นายเอ็นนู ซื่อสุวรรณ รองผู้จัดการธ.ก.ส. ในฐานะรักษาการผู้จัดการธ.ก.ส. กล่าวว่า การลงนามสัญญากู้เงินทำให้เกษตรกรมีความมั่นใจว่าโครงการดำเนินการได้ หลังจากที่มีการรับจำนำมาตั้งแต่วันที่ 1 พ.ย. 2551 แต่ยังไม่มีการโอนเงิน นอกจากนี้ ในแง่ของการตลาดจะทำให้ราคาสินค้าปรับตัวดีขึ้น

โดยแผนเดิมจะมีการเบิกเงินกู้ในเดือนพ.ย. 2551 จำนวน 4 หมื่นล้านบาท และเดือนต่อไปเดือนละ 2 หมื่นล้านบาท แต่ต้องมีการปรับเพราะได้เงินกู้ช้า ดังนั้น เดือนพ.ย.นี้ จึงเบิกเงินเพียง 2 หมื่นล้าน และเดือนธ.ค. เบิก 3.6 หมื่นล้านบาท และเดือนต่อไปเฉลี่ยเดือนละ 1-2 หมื่นล้านบาท สำหรับการระบายข้าวของกระทรวงพาณิชย์ ในส่วนของข้าวในสต๊อกที่มีอยู่ 4.3 ล้านบาท จะต้องนำเงินมาใช้คืน ธ.ก.ส. ส่วนข้าวเปลือกนาปี 2551/2552 จะต้องนำมาใช้หนี้ใหม่ โดยจะมีการแยกบัญชีอย่างชัดเจนว่าขายส่วนใดไปบ้างแล้ว

นายพงษ์ภาณุ กล่าวว่า สำหรับยอดหนี้สาธารณะคงค้าง ณ วันที่ 30 ก.ย.51 มีจำนวน 3,408,231 ล้านบาท หรือคิดเป็น 36.22% ต่อจีดีพี ซึ่งเป็นหนี้ที่รัฐบาลกู้โดยตรง 2.1 ล้านล้านบาท หนี้รัฐวิสาหกิจที่ไม่เป็นสถาบันการเงิน 9.8 แสนล้านบาท หนี้รัฐวิสาหกิจที่เป็นสถาบันการเงินที่รัฐบาลค้ำประกัน 1 แสนล้านบาท หนี้กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน 1.3 แสนล้านบาท และหนี้หน่วยงานอื่นของรัฐ 1.7 หมื่นล้านบาท เมื่อเปรียบเทียบกับเดือนก่อนหน้าหนี้สาธารณะเพิ่ม 46,470 ล้านบาท โดยหนี้รัฐบาลกู้โดยตรงเพิ่ม 11,596 ล้านบาท หนี้รัฐวิสาหกิจที่ไม่เป็นสถาบันการเงินเพิ่ม 11,596 ล้านบาท หนี้รัฐวิสาหกิจที่เป็นสถาบันการเงินที่รัฐบาลค้ำประกันเพิ่ม 4,951 ล้านบาท และหนี้กองทุนเพื่อการฟื้นฟูฯ เพิ่ม 1,304 ล้านบาท

ทั้งนี้แม้หนี้ปัจจุบันจะอยู่ที่ 36.22%ต่อจีดีพี อยู่ในระดับต่ำเมื่อเทียบกับกรอบวินัยทางการคลังที่สามารถเพิ่มหนี้ได้ถึง 50% ต่อจีดีพี แต่จากแผนก่อหนี้ปี 52 ที่คณะรัฐมนตรีอนุมัติแล้ว 1.2 ล้านล้านบาท ยังมีหนี้ใหม่เพิ่มขึ้นถึง 6 แสนล้านบาท ทั้งจากโครงการเมกะโปรเจ็กต์ งบขาดดุลกลางปีและโครงการรับจำนำข้าว จะส่งผลให้ยอดหนี้สาธารณะในปีหน้าพุ่งขึ้นไปที่ 38%ต่อจีดีพี หรือประมาณ 4 ล้านล้านบาท แต่ในการตั้งงบชำระหนี้รัฐบาลจัดสรรไว้เพียง 1.8 แสนล้านบาท หรือคิดเป็นภาระหนี้ต่องบประมาณ 11% จากกรอบวินัยการคลังที่ไม่ควรเกิน 15% โดยแบ่งเป็นภาระจ่ายดอกเบี้ยถึง 1.2 แสนล้านบาท และชำระต้นเงินกู้ได้เพียง 6 หมื่นล้านบาท แต่ในปีหน้าภาระหนี้ใกล้เคียงเพดานที่ 15% แล้วดังนั้นรัฐบาลจึงควรระมัดระวังในการก่อหนี้เพิ่มในปี 52 โดยเฉพาะไม่ควรเพิ่มการขาดดุลอีก เนื่องจากปีหน้าจะมีปัจจัยที่มีผลกระทบต่อภาระหนี้หลายประการ ทั้งจากภาวะชะลอตัวของเศรษฐกิจ ค่าเงินเยนมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นซึ่งเมื่อแปลงค่าเป็นเงินบาททำให้ยอดหนี้เพิ่มสูงขึ้น และการใช้นโยบายการคลังกระตุ้นเศรษฐกิจ

"ก่อนหน้านี้ปลัดกระทรวงการคลังได้มีนโยบายหารือกับธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.)เพื่อให้กองทุนฟื้นฟูฯชำระต้นเงินกู้จากที่มียอดรวมทั้งหมด 2.2 ล้านล้านบาทบ้าง เพื่อให้เกิดความยืดหยุ่นที่จะให้หน่วยงานอื่นสามารถกู้เงินเพิ่มได้บ้าง อีกทั้งอาจต้องทบทวนกรอบวินัยทางการคลังที่ให้ก่อหนี้ได้ 50%ต่อจีดีพี ซึ่งจากหนี้ที่มีอยู่ปัจจุบันสามารถเพิ่มหนี้ได้ถึง 1 ล้านล้านบาท ซึ่งไม่เหมาะสมกับยอดหนี้ที่แท้จริง เพราะงบชำระหนี้แต่ละปีน้อยมากและส่วนมากก็ต้องนำไปชำระดอกเบี้ยมากกว่าเงินต้น จึงต้องดูว่าในต้นปี 52 รัฐบาลจะจัดสรรงบชำระหนี้เพิ่มให้อีกได้หรือไม่"นายพงษ์ภาณุกล่าว

อย่างไรก็ตาม การลดภาระหนี้ส่วนหนึ่งจะทำได้จากรัฐบาลต้องเร่งขายข้าวจากโครงการับจำนำ เพื่อไม่ให้ตกเป็นภาระหนี้ต่องบประมาณมากเกินไป รวมถึงสบน.ได้วางแผนทยอยแปลงหนี้เงินเยนเป็นเงินบาทเพราะปัจจุบันหนี้ต่างประเทศ 4 แสนล้านบาท เป็นหนี้เงินเยนสูงถึง 80%   




 








upcoming issue

จากโต๊ะบรรณาธิการ
past issue
reader's guide


 



home | today's news | magazine | columnist | photo galleries | book & idea
resources | correspondent | advertise with us | contact us

Creative Commons License
ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย