Search Resources
 
Login เข้าระบบ
สมัครสมาชิกฟรี
ลืมรหัสผ่าน
 
  homenewsmagazinecolumnistbooks & ideaphoto galleriesresources50 managermanager 100join us  
 
 


bulletToday's News
bullet Cover Story
bullet New & Trend

bullet Indochina Vision
bullet2 GMS in Law
bullet2 Mekhong Stream

bullet Special Report

bullet World Monitor
bullet2 on globalization

bullet Beyond Green
bullet2 Eco Life
bullet2 Think Urban
bullet2 Green Mirror
bullet2 Green Mind
bullet2 Green Side
bullet2 Green Enterprise

bullet Entrepreneurship
bullet2 SMEs
bullet2 An Oak by the window
bullet2 IT
bullet2 Marketing Click
bullet2 Money
bullet2 Entrepreneur
bullet2 C-through CG
bullet2 Environment
bullet2 Investment
bullet2 Marketing
bullet2 Corporate Innovation
bullet2 Strategising Development
bullet2 Trading Edge
bullet2 iTech 360°
bullet2 AEC Focus

bullet Manager Leisure
bullet2 Life
bullet2 Order by Jude

bullet The Last page


ตีพิมพ์ใน นิตยสารผู้จัดการ
ฉบับ ธันวาคม 2532








 
นิตยสารผู้จัดการ ธันวาคม 2532
เฮี่ยงเซ้ง เก่งหรือเฮง ?             
โดย ขุนทอง ลอเสรีวานิช
 


   
search resources

ปัญจพลไฟเบอร์
เลี้ยง เตชะวิบูลย์
Pulp and Paper




ห้าสิบปีก่อนกิมเลี้ยง แซ่แต้ตั้งโรงตอกลังไม้ใส่สบู่ส่งให้กับรีเวอร์บราเธอร์ในสมัยที่ยังใช้ไทยอินดัตรี้ เขาไม่ได้คิดวางแผนการอะไรใหญ่โตไปมากกว่าการเป็นเถ้าแก่มากกว่าลูกจ้าง จากลังไม้เปลี่ยนเป็นกล่องกระดาษ จากที่เคยเป็นผู้ซื้อกระดาษมาทำกล่องมาเป็นผู้ผลิตกระดาษเอง จากธุรกิจเล็กๆในรุ่นพ่อเติบใหญ่เป็นธุรกิจพันล้านในรุ่นลูก หลายๆคนกล่าวว่า เส้นทางของเฮี่ยงเซ้งเป็นเรื่องของความเฮงที่บังเอิญมาอยู่ในอุตสาหกรรมที่เพืยงแค่ลงทุนขยายตัวให้ทันกับเศรษฐกิจที่กำลังเติบโตก็อยู่ได้อย่างสบายๆ……..

เฮี่ยงเซ้งเป็นชื่อภาษจีนที่ใช้เป็นชื่อกิจการมาตั้งแต่แรกเริ่มเมื่อห้าสิบปีก่อน เป็นชื่อที่คนใวงการกล่องและกระดาษเรียกกันติปากมากกว่าชื่อในภาษาไทยว่าปัญจพลไฟเบอร์ คอนเทนเนอร์

เฮี่ยงเซ้งเป็นผู้ผลิตกล่องกระดาษลูกฟูกรายใหญ่ที่สุดในประเทศไทย และเป็นผู้ผลิตกระดาษคราฟท์ซึ่งใช้ทำกล่องรายใหญ่รายหนึ่ง

"โรงงานกล่องของเฮี่ยงเซ้งใหญ่ที่สุดในเอเชียอาคเนย์" ผู้คลุกคลีอยู่ในวงการบรรจุภัณฑ์กระดาษมานานปีให้ภาพความใหญ่ของเฮี่ยงเซ้ง

กำลังการผลิตของเฮี่ยงเซ้งในขณะนี้คือ 120,000 ตันต่อปี จากเครื่องทำกล่องสองเครื่องสยามบรรจุภัณฑ์ของเครือซิเมนต์ไทยที่ใหญ่เป็นอันดับสองในอุตสาหกรรมนี้มีขนาดการผลิตเพีง 45,000 ตันต่อปีเท่านั้น

ทางด้านกระดาษคราฟท์ เฮี่ยงเซ้งมีกำลังการผลิตจากเครื่องทำกระดาษสามเครื่องรวมกันปีละ 190,000 ตันต่อปี และอยู่ในระหว่างการติดตั้งเครื่องที่สี่ ซึ่งจะทำให้กำลังการผลิตเพิ่มขึ้นเป็น 280,000 ตันในปีหน้า

สยามคราฟท์ ซึ่งเป็นผู้ที่ผลิตรายใหญ่ที่สุด ในขณะนี้ผลิตกระดาษคราฟท์ได้ปีละ 200,000 ตันต่อปี และมีแผนที่จะขยายกำลังการผลิตให้ถึง 300,000 ตันในปี 2534

ยอดขายของเฮี่ยงเซ้งที่รวมทั้งกระดาษและกลองประมาณปีละ 2,000 ล้านบาท พอ ๆ กับตัวเลขของสยามคราฟท์ที่ขายกระดาษรวมรายได้จากการขายกลองและถุงของสยามบรรจุภัณฑ์

ไม่ใช่เป็นเรื่องแปลกใหม่ที่จะมีกิจการใดซึ่งมีขนาดธึรกิจใกล้เคียงหรือใหญ่กว่ากิจการในกลุ่มปูนซิเมนต์ไทย การเปรียบเทียบกับองค์กรชันนำ ของประเทศอย่างปูนใหญ่ทำให้ภาพความเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมนี้ของเฮี่ยงเซ้งชัดเจนยี่ขึ้น

" จะว่าเราดวงดีที่เข้ามาอยู่อุตสาหกรรมนี้ก็ถูก แต่จริง ๆ แล้วยังมีโรงงานกระดาษอื่นอีก 40 - 50 โรงซึ่งยังมีโอกาสเท่า ๆ กับเรา แต่อยู่ที่ใครจะมีฝีมือที่จะคว้าโอกาสนั้นมา " สุพจน์ เตชะวิบูลย์ หรือ " โซ้ยเสี่ย " ลูกชายคนเล็กแห่งเฮี่ยงเซ้ง กล่าว

อุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์กระดาษนั้นเป็นอุตสาหกรรมที่รองรับความเติมโต ของอุตสาหกรรมอื่น ๆ ยิ่งเศรษฐกิจพัฒนามากขึ้นเท่าใด ก็ยิ่งมีความจำเป็นที่จะใช้หีบห่อสินค้าทั้งที่ใช้ภายในประเทศและส่งออกไปต่างประเทศที่มีการขยายตัวขางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง มาเป็นเวลาหลายๆ ปีเช่นประเทศไทยนั้น อุตสาหกรรมนี้จึงเติมโตขึ้นเรื่อย ๆ

เครื่องวัดความเติมโตของอุตสาหกรรมนี้อย่างหนึ่งคือ อัตราการใช้กระดาษคราฟท์ซึ่งกระดาษสำหรับทำกลองและถุงโดยเฉพาะ การผลิตกระดาษคราฟท์มีอัตราส่วนเฉลี่ย 52.6 % ของสัดส่วนการผลิตกระดาษ ปริมาณการผลิตกระดาษทั้งหมด ห้าประเภทใหญ่ในช่วงปี 2522 - 2530

ผลผลิตกระดาษคราฟท์เพิ่มขึ้นจาก 175.5 พันตันในปี 2522 เป็น 334.4 พันตันในปี 2530 หรือเพิ่มขึ้น 11.3 เปอร์เซ็นต์ต่อปี และผลผลิตในปี 2532 ก็เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วถึง 20%

การเพิ่มของผลผลิตนี้เป็นไปตามความต้องการของตลาดที่เพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นการสะท้อนให้เห็นถึงการเติบโตของอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์ซึ่งเป็นผู้ใช้กระดาษคราฟท์ได้เป็นอย่างดี

ความเฟื่องฟูของธุรกิจกล่องกระดาษนั้น เห็นกันได้ง่ายๆจากการเกิดขึ้นของโรงกล่องขนาดเล็กในระดับห้องแถวที่มีเครื่องทำกล่องเล็กๆเพียงเครื่องเดียว ซึ่งเกิดขึ้นนับร้อยๆรายในช่วงสองสามปีที่ผ่านมาและในปีหน้าจะมีโรงกล่องขนาดกลางถึงใหญ่เกิดขึ้นไม่น้อยกว่า 10 แห่ง

"มันเป็นอุตสาหกรรมที่มีอนาคต เป็นอุตสาหกรรมที่มีความจำเป็นพื้นฐานที่จะต้องมีด้วย" สุพจน์สรุปสั้นๆ เกี่ยวกับข้อได้เปรียบของธุรกิจที่เฮี่ยงเซ้งเป็นผู้นำอยู่

สุพจน์เป็นลูกชายคนเล็กในบรรดาลูกชายทั้งหมดห้าคนของเลี้ยง เตชะวิบูลย์ ผู้เริ่มต้นก้าวแรกของเฮี่ยงเซ้ง เขาจบการศึกษาทางวิศวกรรมศาสตร์สาขาเครื่องกลจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ แล้วไปเรียนต่อจนจบระดับปริญญาเอกวิศวอุตสาหกรรมด้านป่าไม้จากมหาวิทยาลัยวอชิงตัน สหรัฐอเมริกาเขากลับมาร่วมงานในเฮี่ยงเซ้งเมื่อห้าปีที่แล้ว โดยดูแลงานทางด้านเทคนิคทั้งหมดของบริษัท

ลูกชายทั้งห้าคนของเถ้าแก่เลี้ยงคือกำลังสำคัญในการผลักดันเฮี่ยงเซ้งให้เติบโตขึ้น ยกเว้นพี่ชายคนโตคือ สุทัศน์แล้ว ทุกคนผ่านการศึกษาจากต่างประเทศมาแล้วก่อนที่จะมาร่วมบริหารธุรกิจของครอบครัว

"ยี่เสี่ย" -สุธี เรียนจบเศรษฐศาสตร์จากสิงคโปร์ รับผิดชอบด้านโรงงานและการเงินของบริษัท "ซาเสี่ย" สุรพงษ์ จบวิศวอุตสาหกรรมจากอริโซนา สหรัฐอเมริกา เป็นผู้อำนวยการด้านการตลาด "ซีเสี่ย" จบด้านบริหารธุรกิจจากสหรัฐอเมริกาดูแลงานด้านบัญชี

คนที่มีบทบาทมากที่สุดในการสร้างเฮี่ยงเซ้งขึ้นมาคือ "ตั้วเสี่ย" - สุทัศน์ ซึ่งร่วมกับพ่อบุกเบิกกิจการมในยุคแรกเริ่ม ว่ากันว่าเขาเองคือคนที่สนับสนุนให้น้องๆ ได้เรียนในสาขาที่จำเป็นสำหรับการบริหารงานของครอบครัว เพื่อทีจะได้กลับมาเป็นกำลังสำคัญของเฮี่ยงเซ้ง

กว่าน้องๆ ทั้งสี่คนจะเรียนจบกลับมา เฮี่ยงเซ้งก็อยู่ในฐานะที่มั่นคงเป็นปึกแผ่นแน่นหนาพอสมควรแล้วจากการบริหารงานของสุทัศน์ก่อนหน้านั้น

สุทัศน์จบ ม.6 จากอัสสัมชัญแล้วเรียนต่อจนจบอัสสัมชัญพาณิชย์ พื้นฐานทางการศึกษาเช่นนี้ คือรากฐานที่เหมาะสมยิ่งต่อการเข้ามารับงานต่อจากพ่อทั้งในแง่ของความรู้สมัยใหม่ทางการบริหารธุรกิจ และการมองการไกลไปในอนาคตสำหรับการเติบโตของเฮี่ยงเซ้ง

สุทัศน์เองเป็นคนที่ผลักดันให้พ่อเปลี่ยนจากการทำกล่องกระดาษลูกฟูกเมื่อ พ.ศ. 2502 เพราะเห็นว่า กระดาษจะมีบทบาทสำคัญมากขึ้นในการเป็นวัสดุทำบรรจุภัณฑ์แทนที่ไม้ซึ่งมีน้ำหนักมากและนับวันจะหมดไป

เฮี่ยงเซ้งในยุคที่หันมาผลิตกล่องกระดาษแทนลังไม้นั้นเริ่มต้นด้วยความมั่นคงพอสมควรทั้งในแง่ของเงินทุนที่ได้รับการช่วยเหลือจากธนาคารศรีนคร เรื่องเครื่องจักรที่ไทยอินดัสตรี้ ช่วยในการจัดหาให้และในด้านการตลาดที่มีไทยอินดัสตรี้หรือรีเวอร์ บราเธอร์ในปัจจุบัน เป็นผู้สั่งผลิตกล่องกระดาษทั้งหมดจากเฮี่ยงเซ้ง

สุทัศน์เองจับงานทุกๆด้านเพื่อเรียนรู้ไปในตัวแต่งานที่เขาชอบและทุ่มเทเวลาให้มากที่สุดนั้นคืองานเกี่ยวกับการผลิตและการบำรุงรักษาเครื่องจักร

"เขาเป็นคนใจใหญ่ ใจนักเลง กล้าได้กล้าเสีย" นี่คือบุคลิกของสุทัศน์ จากปากคำของคนที่เคยรู้จักกับเขาหลายๆคน คนในวงการนี้รับรู้กันว่า สุทัศน์เป็นคนพูดจาโผงผาง และไม่เคยคิดว่าตัวเองจะต้องเป็นที่สองงรองงจากใคร

บุคลิคเช่นนี้เมื่อสวมเข้าไปในบทบาทของผู้บริหารเฮี่ยงเซ้งก็กลายเป็นจุดเด่นที่สุดในกลุ่มนี้ นั้นคือความกล้าที่จะลงทุนกับเทคโนโลยีใหม่ ๆ อยู่เสมอ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในความสำเร็จของกลุ่มนี้

อุตสาหกรรมกล่องกระดาษในระดับห้องแถวนั้นเป็นเรื่องที่ไม่สลับซับซ้อน เพียงแต่มีเครื่องจักรเล็กสักตัวหนึ่ง แล้วซื้อกระดาษแผ่นมาเข้าเครื่องก็ออกมาเป็นกล่องได้ แต่ในระดับใหญ่อย่างในเฮี่ยงเซ้งหรือสยามคราฟท์นั้น อุตสาหกรรมนี้เป็นอุตาสาหกรรมที่ใช้เครื่องจักร ( CAPITAL INTENSIVE ) ซึ่งจะต้องลงทุนด้วยเงินเป็นร้อย ๆ ล้านบาท และการลงทุนนั้นต้องทำกันอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ทันกับเทคโนโลยีใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้นเสมอโดยมีเป้าหมายสองประการคือ เพื่อให้ได้คุณภาพสินค้าที่ดีที่สุด และมีต้นทุนต่ำสุด

อุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์นั้น นอกจากที่ผู้ที่อยู่ในอุตสาหกรรมนี้จะต้องแข่งขันกันเองแล้ว ลักษณะพิเศษของอุตสาหกรรมนี้ก็คือต้องพึ่งพาผู้ใช้ในอุตสาหกรรมอื่น ๆ เมื่อใดก็ตามที่ผู้ใช้มีความต้องการ ใช้สูงจนถึงจุดคุมทุนที่จะผลิตเองหรือใดก็ตามที่โรงงานกล่องไม่สามารถตอบสนองความต้องการของผู้ใช้ได้อย่างเพียงพอทั้งในแง่ปริมาณและคุณภาพแล้ว ผู้ใช้ทุกรายก็จะนึกถึงการพึ่งตนเอง ด้วยการทำบรรจุภัณฑ์เสียเอง

ธุรกิจอาหารทะเลเป็นตัวอย่างที่เห็นได้ชัดในกรณีที่ผู้ผลิต มีขนาดธุรกิจเพิ่มขึ้นสูงมากจนคุมต่อการที่จะผลิตกระดาษกล่องใสอาหารใช้เองแล้วก็จะลงทุนตั้งโรงงานผลิตกล่องเสียเอง ในกรณีของกล่องนั้น ก็มีบริษัทไทยเมล่อนซึ่งตั้งโรงงานกล่องของตัวเองขึ้นมาเพื่อรองรับสินค้าสินทอในเครือของตัวเอง

ตาบใดที่การซื้อกล่องยังมีต้นทุนที่ถูกกว่าการผลิตเอง ผู้ใช้ก็ยังคงซื้อกล่องต่อไป การขยายกำลังการผลิตให้เพียงพอต่อความต้องการของผู้ใช้และการใช้เทคโนโลยีใหม่ ๆ เพื่อคุณภาพและลดต้นทุนจึงเป็นเงือนไขที่ต้องทำเพื่อความเติมโตอุตสาหกรรมนี้จึงต้องลงทุนอย่างต่อเนื่อง เพื่อจะขายสินค้าได้ในราคาที่ไม่คุ้มถ้าผู้ใช้คิดจะผลิตเอง

ช่วงปี 2511 เป็นจุดเปลี่ยนช่วงหนึ่งของเฮี่ยงเซ้งเมื่อมีการเปลี่ยนรูปโฉมของกิจการใหม่จากห้างหุ้นส่วนเฮี่ยงเซ้งโรงกล่องจำกัด มาเป็นบริษัทปัญจพลไฟเบอร์ คอนเทนเนอร์ จำกัด ที่เริ่มต้นด้วยทุนจดทะเบียน 10 ล้านบาท

จากช่วงนี้เป็นต้นไปที่เฮี่ยงเซ้งมีการลงทุนทางด้านเครื่องจักรและเทคโนโลยีอย่างต่อเนื่อง มีการเพิ่มทุนจาก 10 ล้านบาท เป็น 20 ล้านบาท ในปี 2513 และจาก 20 ล้านบาทเป็น 40 ล้านบาทในปี 2515

การเพิ่มทุนนี้ก็เพื่อขยายกำลังการผลิตกล่องด้วยการสั่งซื้อเครื่องจักรผลิตกล่องมาจากอังกฤษยี่ฮ้อ ไซมอน และจากอเมริกายี่ห้อ แลงสตันซึ่งเครื่องหลังนี้เป็นเครื่องจักรที่ใช้ระบบอัตโนมัติ 100 % นับตั้งแต่ป้อนกระดาษเข้าเครื่องจักร จนออกมาเป็นกล่องที่พิมพ์ฉลาก และมัดเรียบร้อยพร้อมที่จะส่งต่อไปให้ลูกค้า

"เครื่องทำกล่องของเฮี่ยงเซ้งเป็นเครื่องที่ทันสมัยที่สุดในตอนนี้ " ผู้รู้ในวงการนี้พูดถึงสมรรถนะในการผลิตกล่องของเฮี่ยงเซ้ง

ธนาคารศรีนครนั้นเป็นฐานการเงินที่สำคัญในหารขยายกิจการของเฮี่ยงเซ้ง ด้วยความสัมพันธ์ฉันญาติมิตร ระหว่าง อุเทน เตชะไพบูลย์ กับ เลี้ยง เตชะวิบูลย์ การกู้เงินทุกครั้งเฮี่ยงเซ้งไม่จำเป็นต้องวางหลักทรัพย์ค้ำประกันแม้แต่บาทเดียว

แม้ในระยะหลังเมื่อจำนวนเงินกู้สูงมากขึ้น เฮี่ยงเซ้งจะหันไปใช้เงินจากธนาคารอื่น ๆ บ้าง ศรีนครก็ยังคงเป็นธนาคารหลักธนาคารหนึ่งที่ให้การสนับสนุนด้านการเงิน

ไม่ใช่เพียงเพราะสายสัมพันธ์ระหว่างคนแซ่แต้เพียงอย่างเดียวเท่านั้นที่ทำให้ศรีนครเกื้อกูลต่อเฮี่ยงเซ้ง ความเคร่งครัดในเรื่องการชำระหนี้คืนอย่างตรงต่อเวลาและเงื่อนไขทุกประการเป็นเครดิตที่ทำให้เจ้าหนี้เชื่อใจ

"มันเป็นเรื่องของเครดิตกับแบงก์ซึ่งเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุดที่ต้องไม่ให้เสียหาย ที่สำคัญกว่านั้นคือชำระหนี้ช้า ก็ยิ่งต้องเสียดอกเบี้ยเพิ่ม"

แหล่งเงินทุนที่สำคัญอีกทางหนึ่งมาจากต่างประเทศ ซึ่งมีด้วยกันอยู่สองทาง คือ หนึ่งจากสถาบันการเงินของรัฐ เช่น เอ็กซิมแบงก์ของสหรัฐ ฯ และญี่ปุ่น ซึ่งปล่อยเงินกู้ให้กับโครงการอุตสาหกรรมในประเทศกำลังพัฒนาที่เป็นเจ้าของโครงการนั้นซื้อเครื่องจักรและเทคโนโลยีจากผู้ผลิตในประเทศของตน

การซื้อเครื่องทำกระดาษเครื่องที่สามและการเริ่มโครงการผลิตเยื่อกระดาษและกระดาษคราฟท์เมื่อสองเดือนที่แล้วของเฮี่ยงเซ้งก็ได้รับการสนับสนุนในลักษณะนี้

อีกทางหนึ่งก็คือ ผู้ขายเครื่องจักรเป็นผู้จัดการเรื่องแหล่งเงินกู้เอง ซึ่งมักจะมีผู้ผลิตเครื่องจักรวิ่งเข้ามาติดต่อเองอยู่เสมอ ๆ

เรื่องของแหล่งเงินทุนในการขยายกิจการของเฮี่ยงเซ้งจึงไม่มีความซับซ้อนแต่ประการใดเพี่ยงแต่มีจำนวนเงินที่ค่อนข้างสูงเท่านั้น อย่างเช่นโครงการผลิตเยื่อและกระดาษครั้งหลังสุดนี้ใช้เงินลงทุนถึง 5,000 ล้านบาท

ซื้อเสียงของเฮี่ยงเซ้งเองบวกกับการอยู่ในอุตสาหกรรมที่มีอนาคตอย่างเช่นอุตสาหกรรมนี้ทำให้ใคร ๆ ก็อยากจะเข้ามาทำธุรกิจด้วย

" มันอยู่ที่ใจด้วยว่าจะกล้าเสี่ยงคว้าเอาโอกาสนี้ไว้หรือป่าว เพราะธุรกิจนั้นถึงจะแน่นอนอย่างไรก็ยังเสี่ยงอยู่ " คนเก่าของเฮี่ยงเซ้งชี้ให้เห็นว่านี้คือความใจถึงที่ฉกฉวยโอกาสของสุทัศน์

ปี พ.ศ 2515 เฮี่ยงเซ้งขยายธุรกิจของตัวเองครั้งใหญ่ เป็นการขยายตัวที่ไม่อยู่ในธุรกิจการผลิตกล่องโดยตรงแต่มีความเกี่ยวข้องกันอยู่ นั้นคือโครงการผลิตกระดาษคราฟท์ใช้เองเป็นการขยายตัวจากการผลิตสินค้าขันปลายสุดคือ กล่องกระดาษขยับเข้าไปหาสินค้าที่เป็นวัตถุดิบคือกระดาษคราฟท์หรือการขยายตัวในทิศทางที่นำไปสู่การผลิตครบวงจรแบบที่เรียกว่า " BACKWAED LINKAGE INTEGRATION "

การขยายตัวแบบนี้เป็นเรื่องปรกติที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ของอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ที่ต้องอาศัยวัตถุดิบขันต้นจากอุตสาหกรรมอื่น เมื่อเติมโตจนถึงจุดหนึ่ง ที่ความต้องการในการใช้วัตถุดิบมากพอ ก็ต้องหันไปลงทุนผลิตวัตถุดิบนั้นขึ้นมาเอง เพื่อลงความเสี่ยงในเรื่องซัพพลายของวัตถุดิบและลงต้นทุนการผลิตด้วย

ก่อนหน้า 2512 เฮี่ยงเซ้งสั่งกระดาษคราฟท์เข้ามาจากต่างประเทศเพื่อมาทำกล่องกระดาษคราฟท์เป็นวัตถุที่ใช้ทำผิวกล่อง และใช้ทำแผ่นลูกฟูก ซึ่งมีคุณสมบัติลดแรงกระแทกได้ และส่วนใหญ่แล้วจะสั่งกระดาษเข้ามาจากทางญี่ปุ่น โดนมีเบอร์ลี่ ยุคเกอร์เป็นตัวแทนนำเข้า

ปี 2512 สยามคราฟท์เริ่มดำเนินการผลิตกระดาษคราฟท์ได้เป็นครั้งแรกในประเทศไทยสยามคราฟท์ในตอนนั้นทางกลุ่มปูนใหญ่ยังไม่ได้เข้าไปเกี่ยวข้อง ( ปูนซิเมนต์ไทยส่งทีมบริหารเข้าไปผ่าตัดสยามคราฟท์ปลายปี 2518 และเทคโอเวอร์กิจการทั้งหมดปลายปี 2527 )

เนื่องจากเป็นผู้ผลิตกระดาษคราฟท์รายแรกของประเทศไทย สยามคราฟท์จึงได้รับสิทธิพิเศษจาก บีโอไอ ห้ามนำเข้ากระดาษคราฟท์จากต่างประเทศเป็นเวลา ห้าปีตั้งแต่ปี 2512 เฮี่ยงเซ้งและผู้ผลิตกล่องรายอื่น ๆ จึงต้องซื่อกระดาษคราฟท์จากสยามคราฟท์ แต่เพียงรายเดียว

ถึงแม้ว่าจะไม่ได้ห้ามผู้ผลิตรายอื่นไม่ให้ตั้งโรงงานผลิตกระดาษคราฟท์แข่งกับสยามคราฟท์ แต่ก็ไม่มีใครที่คิดจะผลิตกระดาษคราฟท์ เพราะว่ามีกฎหมายควบคุมราคาอยู่ ซึ่งสยามคราฟท์ก็ได้สิทธิพิเศษในเรื่องของภาษีที่ทำให้สามารถตั้งราคาขายภายใต้การควบคุมได้

" เราก็ถูกบีบขอขึ้นราคาบ้าง ถูกตบหัวบ้างก็ไม่มีสิทธิจะไปต่อรองอะไร เพราะมีผู้ผลิตเพียงรายเดียว" อดีตพนักงานเฮี่ยงเซ้ง ย้อนหลังไปถึงความขับข้องใจในอดีต

การผลิตในครั้งนั้นของสยามคราฟท์ประสบปัญหาเพราะความใหม่ต่อเทคโนโลยีและปัญหากาจัดการ จนทำให้ผลิตกระดาษไม่เพียงพอต่อความต้องการของผู้ใช้ เฮี่ยงเซ้งถึงแม้เป็นลูกค้ารายใหญ่ก็เจอภาวะการขาดแคลนกระดาษอยู่เป็นประจำ นอกเหนือไปจากที่ไม่สามารถต่อรองราคาได้เลย

ความขาดแคลนกระดาษในช่วงนั้นถึงขันต้องแย้งชิงกัน รถบรรทุกกระดาษคราฟท์ที่วิ่งออกมาจากโรงงานสยามคราฟท์ที่บ้านโป่ง เมื่อเข้าเขตกรุงเทพ ฯ ก็จะถูกดักเอาไว้โดยโรงงานกล่องที่อยู่แถว ๆ บางแค

" เขาจะใช้แบงก์ร้อยมายืนโบกหน้ารถ คนขับก็จะเลี่ยวเข้าไปขนกระดาษลงในโรงงานนั้น" อดีตพนักงานของสยามคราฟท์คนหนึ่งเล่าให้ฟัง

เฮี่ยงเซ้งจึงตัดสินใจที่จะทำกระดาษคราฟท์เอง โดยตั้งโรงงานขึ้นที่ตำบลบางปลา อำเภอมหาชัยจังหวัดสมุทรสาครตั้งแต่ปี 2515

ปี 2517 ซึ่งเป็นปีที่สยามคราฟท์ได้รับสิทธิพิเศษจากบีโอไอสิ้นสุดลง กระดาษคราฟท์เฮี่ยงเซ้งก็ผลิตกระดาษคราฟท์ม้วนแรกออกมา

"เฮี่ยงเซ้งเกือบพังเพราะเครื่องผลิตกระดาษคราฟท์เครื่องแรก " คนในวงการพูดถึงปัญหาที่เฮี่ยงเซ้งเจอตอนที่เริ่มผลิตกระดาษ

การผลิตกระดาษนั้นเป็นเทคโนโลยีอีกระดับหนึ่งที่แตกต่างซับซ้อนมากกว่าการทำกล่องความไม่รู้เรื่องเทคนิคการผลิตอย่างเพียงพอ ทำให้เฮี่ยงเซ้งใช้เครื่องผลิตจากไต้หวันซึ่งเป็นระบบที่เรียกว่า CYLINDER MOLD เหมาะสำคัญทำกระดาษที่มีความหนามาก ๆ

เมื่อมาใช้ทำกระดาษผิวกล่อง กระดาษที่ได้จึงขาดหมด เพราะแรงดึงของเครื่อง และทำงานช้ามากประมาณ 25 -30 ตันต่อวัน ถึงแม้ว่าจะมีการแก้ไขปรับเครื่องใหม่ คุณภาพของกระดาษที่ได้ก็ไม่ดีขึ้นถึงขนาดว่าลูกค้าประจำอย่างลีเวอร์บราเธอร์ไม่ยอมรับกล่องที่ทำออกมาจากเครื่องนี้

ปีถัดมาเฮี่ยงเซ้งจึงสั่งซื้อเครื่องจักรกระดาษเครื่องที่สองเข้ามาช่วยปัญหาเครื่องนี้เป็นเครื่องจากญี่ปุ่นยี่ห้อ ไซโต เป็นเครื่องระบบ FORDENIA ซึ่งมีประสิทธิภาพดีกว่าระบบ CYLINDER MOLD และเป็นระบบการผลิตที่สยามคราฟท์ใช้อยู่มีกำลังการผลิตวันละ 200 ตัน

"เฮี่ยงเซ้งไปได้ดีจริง ๆ เมื่อติดตั้งเครื่องทำกระดาษตัวที่สาม " คนในวงการกล่องและกระดาษคนหนึ่งกล่าว

ประมาณปี 2523 เฮี่ยงเซ้งว่าแผนเพิ่มกำลังการผลิตของกระดาษคราฟท์ เพราะคาดคะเนความต้องการใช้กล่องสูงขึ้นอีก ในอีกสองสามปีข้างหน้า เป็นการคาดการโดยใช้ข้อมูบปริมาณการใช้กล่องของลูกค้ารายใหญ่ ๆ อย่างเช่น ลีเวอร์บราเธอร์และบริษัทอุตสาหกรรมนมไทยเป็นต้น

การตัดสินในใจขยายการผลิตในครั้งนั้นเป็นการสวนทางกับการประเมินสถานการณ์ของอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์ที่หลาย ๆ คนคาดกันว่า ถึงแม้ว่าตลาดจะยังไม่ถดถอยลงไปมาก แต่ก็ไม่ถึงขันขยายตัวมากขึ้นนถึงขันที่จะต้องขยายกำลังการผลิตกันใหม่

" คนในสยามคาฟท์พูดกันเป็นเสียงเดียวว่าเฮี่ยงเซ้งเจ๊งแน่" อดีตพนักงานของสยามคราาฟท์คนหนึ่งกล่าว ซึ่งในตอนนั้นเองสยามคราฟท์มีเครื่องผลิตกระดาษเพียงเครื่องเดียว และยังจะรีรออยู่ที่จะเพิ่มกำลังการผลิตเพราะปัญหาเรื่องการบริหารถายในและความไม่มั่นใจตลาด

มีแต่เฮี่ยงเซ้งเท่านั้นที่กล้าลงทุน ในขณะที่คนอื่น ๆ อยู่เฉย

เครื่องผลิตที่สามของเฮี่ยงเซ้งยี่ห้อ มิตซูบิชิ ที่ออกแบบโดยบริษัทเบลลอยด์ของแห่งเยอรมนีและได้มีการดัดแปลงเพิ่มอุปกรณ์บางอย่างของเบลลอยด์เข้าไปด้วย เฮี่ยงเซ้งได้เงินกู้ประมาณ 1,600 ล้านบาทจากเอ็กซิมแบงก์ของญี่ปุ่นโดยมีธนาคารศรีนครค่ำประกันให้

เครื่องที่สามนี้เป็นเครื่องผลิตกระดาษคราฟท์ที่มีเทคโนโลยีที่ทันสมัยที่สุด สามารถผลิตได้วันละ 300 ตัน ทางสยามคราฟท์เองเพิงจะติดตั้งเครื่องแบบเดี่ยวกันนี้เมื่อประมาณปี 2527 -2528 เท่านั้น ว่ากันว่าสุทัศน์มีความชื่อชม ภูมิอกภูมิใจที่สั่งเครื่องนี้เข้ามา เขามักจะบรรยาสรรพคุณของเครื่องนี้ให้ใครต่อใครฟังเวลามีการพูดถึงเฮี่ยงเซ้งเสมอ

ในช่วงปี 2523 - 2525 ที่เฮียงเซ้งยังอยู่ในการขยายกำลังการผลิตกระดาษคราฟท์นั้นความเจริญเติมโตของตลาดยังไม่สวยงามมากนัก เพราะมีอัตราการเพิ่มหนึ่งเปอร์เซ็นต์เท่านั้น และบางปีก็ติดลบด้วย แต่พอถึงปี 2526 ที่เฮี่ยงเซ้งเริ่มเดินเครื่องที่สาม อัตราการโตของตลาดก็พุ่งขึ้นไปเกือบ 20 เปอร์เซ็นต์

" ก็น่าอยู่หลอกที่สุทัศน์พูดถึงการตัดสินใจในครั้งนี้ของตนอย่างชื่นชม เพราะแทนที่จะต้องเจ๊งอย่างที่ได้รับการคาดหมายเอาไว้เฮี่ยงเซ้งเหมือนกับถูกหวยเข้าเต็มเปา

" พวกนี้มักจะพูดอยู่เสมอๆ ว่า พวกเขาทั้งเก่งและทั้งเฮง " คนในเฮี่ยงเซ้งที่หยิบยกเอาคำพูดของบรรดาเสี่ย ๆ ทั้งหลายที่ใช้ในการประเมินความสำเร็จของเฮี่ยงเซ้ง

โรงงานกระดาษคราฟท์ของเฮี่ยงเซ้งที่บางปลาจังหวัดสมุทรสาครนั้น จัดได้ว่าเป็นโรงงานกระดาษที่มีเทคโนโลยีก้าวหน้าที่สุดแล้วที่นี้ยังใช้ระบบคอมพิวเตอร์ในควบคุมการผลิตกระดาษของเครื่องที่สองและสาม ในบริเวณโรงงานกระดาษเฮี่ยงเซ้งยังได้ลงทุนตั้งโรงงานแระแสไฟฟ้าจากไอน้ำแรงดันสูงโดยใช้น้ำมันเตาและถ่านหินเป็นเชื้อเพลิง เครื่องกำเนิดกระแสไฟฟ้ามีอยู่สามเครื่องสามารถผลิตกระแสไฟฟ้าได้รวมกัน 38,000 กิโลวัตต์ ซึ่งเป็นโรงงานไฟฟ้าภาคเอกชนที่ใหญ่ที่สุด และควบคุมการทำงานด้วยระบบคอมพิวเตอร์ทั้งหมด

" เป็นระบบที่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตเองเพิ่งจะเริ่มใช้ แต่ของเราใช้มาสามปีแล้ว " ช่างประจำโรงไฟฟ้าเปลียบเทียบความทันสมัยให้ฟัง

กระดาษที่คราฟท์ที่เฮี่ยงเซ้งผลิตออกมาได้นั้น 60 % ใช้เอง อีก 40 % นั้น ขายให้กับโรงงานกล่องอื่น ๆ ทั้งเฮี่ยงเซ้งและสยามคราฟท์ในยุคที่ปูนซีเมนต์เข้าไปซื้อกิจการนั้นจัดว่าเป็รคู่แข่งที่พอฟัดพอเหวี่ยงกัน ทางสยามคราฟท์ก็มีบรรจุภัณฑ์และปูนซีเมนต์เข้ารับซื้อกระดาษคราฟท์ไปทำกล่องและถุงใส่ปูนซีเมนต์เช่นเดียวกันประมาณ 50 % ของกำลังการผลิตทั้งหมด

เฮี่ยงเซ้งก็มีผู้ใช้รายใหญ่ในกิจการปูนซีเมนต์เหมือนกันคือ ปูนซีเมนต์นครหลวง ซึ่งใช้กระดาษทำถุงปูนเดือนละ 800 ตัน โดยซื้อจากเฮี่ยงเซ้ง 80 % อีก 20 % ซื้อจากสยามคราฟท์

ส่วนปูนเล็กหรือชลประทานซีเมนต์นั้นใช้กระดาษเดือนละ 200 ตัน เคยซื้อจากทั้งสองรายในสมัยก่อนต่อมาสยามคราฟท์มีข้อเสนอพิเศษ ทำเป็นถุงใส่ปูนสำเร็จรูปให้เลยโดยคิดเฉพาะค่ากระดาษอย่างเดียวชลประทานซีเมนต์ก็เลลยหันไปซื้อจากสยามคราฟท์ทั้งหมด

เฮี่ยงเซ้งเองที่จริงก็มีเครื่องเย็บถุงแต่มีกำลังการผลิตไม่พอที่จะทำให้ปูนเล็ก เพราะว่ามีลูกค่ารายใหญ่ ๆที่ผลิตอาหารสัตว์อย่างซีพี ที่มีปริมาณความต้องการมาก

ส่วนที่เหลือจากการใช้เองทั้งสองรายนี้แล้วทั้งเฮี่ยงเซ้ง และสยามคราฟท์ก็เป็นลูกค่าที่เป็นของตายซื้อจากตัวเองอีกจำนวนหนึ่ง ซึ่งเป็นโรงงานกล่องขนาดกลางและเล็ก เช่น วัฒนาบรรจุภัณฑ์ ยูเนี่ยนคาร์ตัน ที่ซื้อจากสยามคราฟท์ ไทยบรรจุภัณฑ์ ศานติบรรจุภัณฑ์ และบริษัทพลาสติกเอกชนที่ผลิตกล่องใส่แม่โขง เป็นลูกค้าที่ซื้อจากเฮี่ยงเซ้งเพียงรายเดียว

ส่วนลูกค้าอื่น ๆ นั้นจะใช้วิธีซื้อทั้งสองรายรวมทั้งผู้ผลิตรายที่สามที่ผลิตกระดาษคราฟท์ในระดับมาตราฐานเดียวกับสยามคราฟท์และเฮี่ยงเซ้งอีกรายหนึ่งคือเอเชียคราฟท์ ซึ่งมีกำลังการผลิตเพียง 45,000 ตันต่อปีเท่านั้น

เรื่องราคายังเป็นสิ่งที่ผู้ใช้เลือกว่าจะซื้อจากที่ไหน แต่สไตล์ในการทำตลาดของเฮี่ยงเซ้งนั้นจะให้ความสำคัญต่อท่าทีและความสัมพันธ์ที่ลูกค้ามีต่อตัวเอง

เป็นที่รู้จักกันโดยทั่วไปว่า เฮี่ยงเซ้งนั้นไม่ชอบลูกค้าที่จู้จี่จุกจิก ไม่ชอบลูกค้าที่หัวแข็งชอบต่อว่าต่อขานแต่จะเกื้อกูลกันเป็นพิเศษกับลูกค้าที่ยอมลงให้กับตนเอง ศานติบรรจุภัณฑ์ที่เป็นผู้ผลิตกล่องรายหนึ่งเป็นตัวอย่างที่ดีในเรื่องนี้ที่ไม่เคยบ่ง ไม่เคยต่อว่า เวลามีกระดาษล็อตไหนที่มีบางม้วนขาดก็จะรับเอาไว้ ทำให้เงือนไขการขายที่เฮี่ยงเซ้งมีให้กับศานติบรรจุภัณฑ์ดีเป็นพิเศษ ทั้งในเรื่องราคาและระยะเวลาในการให้เครดิต

" พวกนี้ทำงานกันในระบบเสี่ย ไม่ง้อลูกค้าจะซื้อหรือไม่ซื้อไม่สนใจ " พนักงานด้ารการตลาดของเฮี่ยงเซ้งเองเป็นคนสรุปสไตล์การทำงานของเจ้านายตัวเอง

การสร้างเสียสัมพันธ์แบบคนจีนที่มีมิตรภาพและน้ำใจมาก่อนผลประโยชน์ทางธุรกิจก็เป็นสิ่งที่เป็นจุดแข็งของเฮี่ยงเซ้ง ลูกค้าบางรายอย่างเช่น ไทยบรรจุภัณฑ์หรือจิตติบรรจุภัณฑ์ เคยประสบปัญหาการขาดทุน แต่เฮี่ยงเซ้งก็ส่งกระดาษให้โดยที่ไม่ได้เร่งรัดให้ชำระค่ากระดาษ เพื่อให้ทั้งสองรายนี้ยืนอยู่ได้ สายสัมพันธ์แบบนี้ทำให้เฮี่ยงเซ้งมีลูกค้าที่เป็นของตายอยู่กลุ่มหนึ่ง

ระบบเสี่ยของเฮี่งเซ้งทำให้มีเงือนไขที่จะบริหารการตลาดด้วยวิธีการที่แสดงถึงความใจถึงแบบนี้ได้ ต่างกับสยามคราฟท์ซึ่งเป็นองค์กรที่มีแบบแผน วิธีปฏิบัติที่ตายตัวที่ไม่อาจที่จะเล่นลูกที่อยู่นอกเหนือจากหลักการบริหารเช่นนี้ได้

เฮี่ยงเซ้งในปี 2532 เริ่มต้นกาขยายตัวครั้งใหญ่อีกครั้งหนึ่ง แต่การดำเนินการติดตั้งเครื่องผลิตกระดาษเครื่องที่สี่เพื่อขยายกำลังการผลิต และ การตั้งบริษัทใหม่ขึ้นสอีกสองแห่งเพื่อผลิตกระดาษคราฟท์และเยื่อกระดาษ

เป็นการขยายตัวเพื่อเขยิบเข้าไปหาวัตถุดิบต้นทาง แบบที่เรียกกันว่า BACKWARD LINKAGE INTEGRATION อีกครั้งหนึ่ง หลังจากที่เริ่มต้นที่ขั้นปลายสุดคือการทำกล่อง ขยายลงไปสู่การผลิตกระดาษ และต่อวงจรการผลิตให้ยาวออกไปอีกถึงตัววัตถุดิบขั้นต่อไปคือการทำเยื่อกระดาษใช้เอง

ต่อจากนี้ก็เหลือโครงการปลูกป่า เฮี่ยงเซ้งก็จะเป็นผู้ผลิตในอุตสาหกรรมแบบครบวงจร

ว่ากันว่าตอนนี้เฮี่ยงเซ้งมีที่อยู่แล้วสองหมื่นไร่ที่โคราชสำหรับทำสวนป่ายูคาลิปตัส ซึ่งตามแผนแล้วจะกว้านซื้อที่ให้ได้ถึงหนึ่งแสนไร่

การตั้งบริษัทปัญจพลเปเปอร์ อินดัสตรี้ซึ่งรัยผิดชอบในโครงการผลิตกระดาษคราฟท์ปีละ 270,000 ตันต่อปีและบริษัทปัยจพล พัลพ์ อินดัสตรี้ เพื่อผลิตเยื่อกระดาษปีละ 90,000 ตัน เป็นอีกจังหวะก้าวอีกอย่างหนึ่งที่สะทอนการมองไปในอนาคตของเฮี่ยงเซ้ง

เพียงแต่ว่าคนที่เล่นบทนี้ไม่ใช่สุทัศน์คือน้องชายทั้งสองคน คือสุรพงษ์และสุพจน์

" ผมและพี่ชายเป็นคนริเริ่มบริษัทใหม่นี้ขึ้นมาทางพ่อผมก็อยากให้คนเริ่มต้นดูแลต่อไป " สุพจน์เปิดเผย

ทั้งปัญจพลเปเปอร์และปัญจพลพัลพ์มีทุนจดทะเบียนรายละ 300 ล้านบาท โดยมีเถ่าแก่เลี้ยงและลูก ๆ เป็นคนถือหุ้น

คนที่ขาดหายไปนั้นกับเป็นสุทันศ์ ทั้ง ๆ ที่เป็นคนที่มาบทบาทสำคัญในเฮี่ยงเซ้งมาตลอด อีกคนหนึ่งคือลูกชายคนที่สี่คือประเสริฐ ซึ่งสนิทสนมกับสุทันศ์มากกว่าพี่น้องคนอื่น ๆ

" ตอนที่จดทะเบียนตั้งบริษัทใหม่นี้ ทั้งสองคนนั้นไม่ได้อยู่ในประเทศไทย " ซาเสี่ย - สุรพงษืให้เหตุผลสั้น ๆ และง่าย ๆ ถึงการที่ทั้งสองคนนี้ไม่ได้เข้ามาถือหุ้นในสองบริษัทใหม่

สุรพงษ์นั้นเป็นคนที่มีสไตล์การทำงานที่เรียกว่าเนิบนาบ ตามประสาคนที่ทำอะไรเป็นระบบ ระเบียบ มีแบบแผน ต่างกันกับสนุทัศน์ที่เป็นคนถึงลูกถึงคนในแบบมวยวัด ถึงแม้จะเป็นพี่เป็นน้องกัน การมาทำธุรกิจร่วมกันการกระทบกระทั่งกันก็เลี่ยงไม่ได้ที่จะเกิดขึ้น

เฮี่ยงเซ้งมีความเป็นธุรกิจครอบครัวอย่างเข้มข้น และเหนียวแน่นทั้งในแง่ของความเป็นเจ้าที่จำกัดอยู่กับพ่อ แม่ลูกชายทั้งห้าคน และลูกสาวอีกหนึ่งคน โดยไม่มีคนนอกเข้ามาเกี่ยวข้องเลยแม้แต่น้อย

ในแง่การบริหารงาน การกำหนดนโยบายสำคัญ ๆ จะเป็นมติของที่ประชุมกรรมการบริษัทที่ประกอบด้วยเถ่าแก่เลี่ยงและลูกชายทั้งทั้งห้าคน โดยใช้วิธีลงคะแนนโหวตกัน หลาย ๆ ครั้งที่ตกลงกันไม่ได้แม้และพี่สาวจะเป็นไกล่เกลี่ย

อีกคนหนึ่งที่พีน้องทุกคนมักจะปรึกษาหาลือด้วยคือสุธี ซึ่งรับผิดชอบทางด้านการงานและการเงิน สุธีเข้ามาช่วยงานพ่อและสุทัศน์ตั้งแต่เริ่มเฮี่ยงเซ้งใหม่ ๆ ในปี 2502 จึงเป็นคนที่ทุกคนให้ความเคารพและแกรงใจ แม้แต่สุทั่ศน์เองก็มักจะปรึกษาหาลือด้วยเสมอเพราะระยะหลังสุทัศน์เองไม่ค่อยที่จะเข้ามาดูแลงานในโรงงานกล่องและกระดาษ ส่วนใหญ่จะประจำอยู่ที่สำนักงานคือที่คลองเตย

สุทัศน์มีธุรกิจส่วนตัวคือการซื้อขายที่ดินและบริษัทก่อสร้างที่เขาและประเสริฐตั้งขึ้นมาประเสริฐถึงแม้จะได้รับมอบหมายให้ดูแลงานทางด้านบัญชี แต่ความสนใจหลักของเขานั้นจะอยู่ที่การเล่นที่ดินมากกว่าธุรกิจของครอบครัว เขาได้ชื่อว่าเป็นคนที่มีฝีไม้ลายมือ ความสามารถในการเก็งกำไรที่ดินอยู่พอสมควร จึงจับคู่กับสุทัศน์ในการทำธุรกิจที่ดินแบบซื้อมาขายไป

การซื้อขายโรงแรมรามาการ์เดนส์เมื่อสองปีที่แล้วก็เป็นผลงานของสุทัศน์ที่ซื้อมาจากรามาทาวเวอร์ และขายต่อให้กับกลุ่มสยามเจมส์ไป อีกรายหนึ่งคือการขายที่ดินที่เป็นที่ตั้งของเดอะมอลล์ 4 ที่รามคำแหงให้กับกลุ่มอัมพุช

บริษัทก่อสร้างของสุทัศน์ที่ซื้อวิบูลย์ธานี เป็นผู้สร้างสำนักงานแห่งใหม่และโกดังสินค้าที่ถนนศรีนครินทร์ให้กับบริษัทลีเวอร์ บราเธอร์ และสร้างหมู่บ้านวิบูลย์ธานี ขึ้นที่บริเวณหลังบริษัทบราเธอร์ด้วย นอกจากนั้นยังได้สร้างโกดังเพื่อให้เช่าที่แถว ๆ ถนนบางนา - ตราด

อีกสามคนที่เหลือคือ สุธี สุรพงษ์ และสุพจน์ มีธุรกิจด้านเรีนลเอสเตทอยู่เหมือนกัน ที่ดินบนถนนสีลมตรงข้าม โรงพยาบาลกรุงเทพ ฯ คริสเตียน ซึ่งเดิมเป็นของ จอห์นนี่ มาร์แห่งเอเชียทรัสต์นั้น อยู่ในความครอบครองของสามคนนี้ โดยการติดต่อของนายห้างที่ชื่อวิลาส ชลวร ขณะนี้กำลังเตรียมที่จะสร้างอาคารสำนักงานสูงไม่ต่ำกว่า 40 ชั้น

สุธีเองก็ยังมีธุรกิจส่วนตัวอยู่ที่ฮ่องกงด้วย เฮี่ยงเซ้งนั้นได้ซื้อว่าเลี้ยงดูพนักงานที่ทำงานด้วยอย่างดี จ่ายค่าตอบแทนสูง พนักงานส่วนใหญ่จะอยู่กันนาน ๆ แต่เป็นที่รับรู้กันว่า ใครชอบแสดงความคิดเห็นโต้แย้งก็ยังอยู่ไม่นาน " พวกนี้ไม่ชอบให้ใครมาโต้เถียง ไม่ชอบคนหัวหมอ " อดีตคนของเฮี่ยงเซ้งเปิดเผย

ระบบการจ้างงานในส่วนการผลิตและบำรุงรักษาของเฮี่ยงเซ้งนั้น ใช้วิธีจ้างเหมาบริษัทข้างนอกให้มารับงานไป โดยจ่ายค่าตอบแทนตามผลงานที่ได้ ระบบนี้เริ่มขึ้นเมื่อหกปีที่แล้ว เพื่อแก้ปัญหาเรื่องการตั้งสหภาพแรงงาน

ปัจจุบัยบริษัทรับเหมาเดินเครื่องผลิตกระดาษทั้งสามเครื่องแยกเป็นสามบริษัท และอีกบริษัทหนึ่งเดินเครื่องทำกล่องหนึ่งเครื่อง อีกเครื่องที่เหลือควบคุมโดยพนักงานของเฮี่ยงเซ้งเอง

วิธีนี้ทำให้เฮี่ยงเซ้ง ลดค้าใช้จ่ายด้านสวัสดิการและขยัดปัญหาด้านแรงงานสัมพันธ์ไปได้ในขณะเดียวกันก็เป็นการลดต้นทุนในการผลิตในทางอ้อม เพราะใช้ระบบการตอบแทนตามผลิตที่ได้เป็นแรงจูงใจให้ผู้รับเหมาทำงานอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ก่อนหน้าปี 2527 นั้น เฮี่ยงเซ้งแทบจะไม่มีพนักงานที่จบปริญญาเลย ส่วนใหญ่จะจบการศึกษาระดับ ปวช . ปวส. และทำงานกันมาคนละหลาย ๆ ปี แต่หลังจากปี 2527 ก็ได้มีการจ้างงานคนที่จบปริญญาตรีมากขึ้น เพราะเป็นความสำคัญในเรื่องคุณภาพของคนที่ต้องปรับให้ทันกับการพัฒนาของโรงงานที่เริ่มเป็นระบบออโตเมติกมากขึ้น

มืออาชีพของเฮี่ยงเซ้งนั้นมีอยู่หลายคนเหมือนกัน แต่อำนาจการตัดสินใจสูงสุดก็ยังอยู่ที่เสี่ยทั้งห้าคน ดร. ชวลิต ทิศยากร นับว่าเป็นมืออาชีพคนแรกที่เฮี่ยงเซ้งจ้างเข้าไป ชวลิตเป็นเพื่อนนักเรียนอัสสัมชัญ รุ่นเดียวกับสุรพงษ์ จบการศึกษาระดับปริญญาโทและเอกสาขาวิศวกกรรมไฟฟ้าจากมาหวิทยาลัยเท็กซัส เอ แอนด์ เอ็ม

สุรพงษ์ชักชวนชวลิตมาทำงานที่เฮี่ยงในช่วงปี 2523 ด้วยการขยายการผลิตกระดาษด้วยการติดเครื่องผลิตที่สาม ซึ่งมีการนำเอาระบบควบคุมโดยคอมพิวเตอร์มาใช้ด้วย การขยายกำลังการผลิตในครั้งเป็นโครงการที่ใหญ่มาก จนเฮี่ยงเซ้งเห็นว่าจะต้องหาคนที่มีความรู้ ความสามารถจากภายนอกเข้ามาช่วย

ชวลิตเข้ามารับตำแหน่งผู้จัดการโรงงานกระดาษร่วมวีรชัย ศิริวงค์รังสรร ซึ่งเป็นน้องเมียของสุทัศน์ และอยู่กับเฮี่ยงเซ้งมานานแล้ว ภายหลังจากปี 2527 วิรชัยซึ่งจบวิศวจากอเมริกา ได้แยกไปตั้งบริษัทเฟสโกขึ้นมาเพื่อรับงานซ่อมบำรุงรักษาเครื่องจักรทั้งหมดของเฮี่ยงเซ้ง ชวลิตเคยเป็นผู้จัดการเพียงผู้เดียว

ปัจจุบันชวลิตคือผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการฝ่ายโรงงานกระดาษ

อีกคนหนึ่งคือ ธัญญา ศิลธร ซึ่งเป็นเพื่อนวิศวจุฬา ฯ รุ่นเดียวกับชวลิต ธัญญาเคยทำงานอยู่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตมานานถึง 16 ปี ตำแหน่งสุดท้ายคือผู้อำนวยการกองที่โรงไฟฟ้าแม่เมาะ จังหวัดลำปางก่อนจะมาดูแลโรงไฟฟ้าของเฮี่ยงเซ้ง

ประทวน ขันธารักษ์ ซึ่งทำหน้าที่ด้านการบริหารทั่วไปนั้นมาจากสยามคราฟท์ เป็นคนที่อยู่กับสยามคราฟท์มานาน และอยู่มาเกือบทุกแผนกของสยามคราฟท์ จึงมีความรอบรู้เรื่องธุรกิจกระดาษเป็นอย่างดี บทบาทสำคัญของประทวนในเฮี่ยงเซ้งคือ การเป็นคนทำโครงการลงทุนใหม่ ๆ

พิจินต์ มาตระกูล หรือ "คุณเบ๊" ผู้ช่วยผู้จัดการฝ่ายขายก็เป็นคนที่มาจากสยามคราฟท์เช่นเดียวกันพิจินต์ทำงานอยู่ที่สยามคราฟท์มา 13 ปี ก่อนที่จะย้ายมาอยู่เฮี่ยงเซ้งเมื่อสามปีที่แล้ว พิจินต์ช่วยดึงลูกค้ามาจากสยามคราฟท์ให้มาซื้อที่เฮี่ยงเซ้ง ได้หลายรายเช่น ตังน่ำฮวด และศานติบรรจุภัณฑ์

อีกคนหนึ่งที่อยู่กับเฮี่ยงเซ้งมานานคือ "เฮียซัว" บุญส่ง สุภัครพงษ์กุล เคยเป็นผู้จัดการโรงงานกล่องมาก่อนที่ย้ายมาเป็นผู้จัดการฝ่ายขายกล่อง บุญส่งเป็นเพื่อนนักเรียนรุ่นเดียวกับสุทัศน์จบการศึกษาฟิลิปปินส์

มืออาชีพคนล่าสุดที่ไปอยู่กับเฮี่ยงเซ้งคือ กรรณิการ์ เลิศขันติธรรม กรรณิการ์ เคยเป็นพนักงานฝ่ายพัฒนาธุรกิจของธนาคารกสิกรไทย ช่วงธานินทร์อุตสาหกรรมมีปัญหา กรรณิการ์ถูกส่งตัวเข้าไปสะสางปัญหาด้านการเงิน และหลังจากนั้นเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงทีมผู้บริหารของธานินทร์ กรรณิการ์ก็ลาออกจากกสิกรไทยไปเป็นผู้จัดการฝ่ายบัญชีและการเงินของธานินทร์

เมื่อกลุ่มสหยูเนี่ยนซื้อธานินทร์ ชวลิตซึ่งออกจากเฮี่ยงเซ้งไปเป็นผู้จัดการธานินทร์เมื่อต้นปี 2531 ก็ถอนตัวกลับเฮี่ยงเซ้ง และได้ชักชวนกรรณิการ์ให้เข้ามาเป็นผู้จัดการฝ่ายบัญชีและการเงินของเฮี่ยงเซ้งด้วย

"เขากล้าที่จะจ้างคนแพงๆถ้าคนนั้นมีฝีมือเขาบอกอยู่เสมอว่า ถ้าจะรบคนต้องพร้อม" หนึ่งในมืออาชีพเหล่านี้กล่าว

โครงการผลิตกระดาษคราฟท์และทำเยื่อกระดาษจะเสร็จสมบูรณ์ประมาณปี 2535 ซึ่งจะทำให้เฮี่ยงเซ้ง มีสายการผลิตที่ครบวงจรตั้งแต่เยื่อกระดาษ กระดาษคราฟท์จนถึงผลิตภัณฑ์ขั้นปลายสุดคือ กล่องกระดาษ บทสรุปของความสำเร็จของเฮี่ยงเซ้ง ณ วันนี้คือ ความเฮงบวกกับความเก่ง เฮงที่ตัดสินใจเข้ามาอยู่ในอุตสาหกรรมที่มีอนาคต เก่งที่กล้าจะทุมเทฉกฉวยเอาความได้เปรียบของอุตสาหกรรมนี้มาขยายความใหญ่ของตัวเองได้

   




 








upcoming issue

จากโต๊ะบรรณาธิการ
past issue
reader's guide


 



home | today's news | magazine | columnist | photo galleries | book & idea
resources | correspondent | advertise with us | contact us

Creative Commons License
ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย