Search Resources
 
Login เข้าระบบ
สมัครสมาชิกฟรี
ลืมรหัสผ่าน
 
  homenewsmagazinecolumnistbooks & ideaphoto galleriesresources50 managermanager 100join us  
 
 


bulletToday's News
bullet Cover Story
bullet New & Trend

bullet Indochina Vision
bullet2 GMS in Law
bullet2 Mekhong Stream

bullet Special Report

bullet World Monitor
bullet2 on globalization

bullet Beyond Green
bullet2 Eco Life
bullet2 Think Urban
bullet2 Green Mirror
bullet2 Green Mind
bullet2 Green Side
bullet2 Green Enterprise

bullet Entrepreneurship
bullet2 SMEs
bullet2 An Oak by the window
bullet2 IT
bullet2 Marketing Click
bullet2 Money
bullet2 Entrepreneur
bullet2 C-through CG
bullet2 Environment
bullet2 Investment
bullet2 Marketing
bullet2 Corporate Innovation
bullet2 Strategising Development
bullet2 Trading Edge
bullet2 iTech 360°
bullet2 AEC Focus

bullet Manager Leisure
bullet2 Life
bullet2 Order by Jude

bullet The Last page








 
ผู้จัดการรายสัปดาห์2 กุมภาพันธ์ 2552
ขายตรงเปิดเกมรุก งัดอินเซนทีฟ ขยายเครือข่าย             
 


   
search resources

Cosmetics
Direct sale
ออริเฟลม คอสเมติกส์ (ประเทศไทย), บจก.
ศุภราภรณ์ เอส ซี เปา




ขายตรงสบช่องเศรษฐกิจซึม เร่งดันแผนอินเทนซีฟกระตุ้นสมาชิก ออริเฟลมอัดฉีด 75 ลบ.แจกรถ-เที่ยวต่างประเทศ ตั้งแต่ระดับไดมอนหวังดึงดูดนักขาย พร้อมจัดโครงการบริษัทจำลองเจาะกลุ่มนักศึกษา ตั้งเป้าปีนี้ทั้งยอดขายและตัวเลขสมาชิกโตพรวด 50% ด้านนู สกิน ปล่อยทีเด็ดมัดใจผู้ทำธุรกิจใหม่ ด้วยผลตอบแทนการันตีรายได้ 20,000 บาทต่อเดือน มั่นใจสิ้นปีกวาดสมาชิกเพิ่มอีก 30%

ปีนี้ธุรกิจขายตรงดูเหมือนจะคึกคักมากสุดเมื่อเทียบกับธุรกิจกลุ่มอื่น แม้ภาพรวมเศรษฐกิจในบ้านเราตอนนี้อาจดูซบเซา เพราะได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจโลกและความขัดแย้งทางการเมืองในประเทศ ซึ่งทำให้ผู้บริโภคส่วนใหญ่ขาดความเชื่อมั่นและชะลอการจับจ่ายใช้สอย ทว่า ผู้ประกอบการธุรกิจขายตรงกลับมองว่าเป็นจังหวะที่ดีในการขยายธุรกิจ โดยเฉพาะการเข้าหาลูกค้าหน้าใหม่ที่ต้องการอาชีพและรายได้เสริมในภาวะเช่นนี้

“ธุรกิจขายตรงมีโอกาสขยายตัวอย่างมาก เพราะเราให้ผลิตภัณฑ์ไปพร้อมๆกับโอกาสทางธุรกิจ โดยปีนี้คาดว่าธุรกิจขายตรงมูลค่ากว่า 4,5000 ล้านบาทจะเติบโตกว่า 5 – 10%ใกล้เคียงกับปีก่อน” เป็นคำกล่าวของ ศุภราภรณ์ เอส ซี เปา กรรมการผู้จัดการ บริษัท ออริเฟลม คอสเมติกส์(ประเทศไทย) จำกัด ผู้ดำเนินธุรกิจขายตรงหลายชั้นภายใต้แบรนด์ออริเฟลม

ด้วยลักษณะของธุรกิจขายตรงที่มีจุดขายเรื่องการให้โอกาสทางธุรกิจ หรือการร่วมเป็นเจ้าของธุรกิจ ส่งผลให้ผู้บริโภคในบ้านเราตอนนี้หันมาให้ความสนใจรูปแบบของธุรกิจขายตรงมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะนักศึกษาจบใหม่ในยุคนี้ที่อาจต้องพบปัญหาการว่างงาน หรือแม้แต่ลูกจ้างคนทำงานทั่วไปที่ต้องการรายได้เสริมมาสร้างความมั่นคงให้กับตนเองและครอบครัวมากยิ่งขึ้น

จึงไม่แปลกที่ปีนี้ ผู้เล่นในตลาดทั้งรายเล็กรายใหญ่จะเปิดฉากรุกอย่างเต็มที่ ด้วยการทุ่มงบจัดกิจกรรมกระตุ้นตลาดตั้งแต่ต้นปีชนิดที่ไม่มีใครคอยใคร เริ่มตั้งแต่ “ออริเฟลม” แม้จะไม่ใช่ผู้เล่นที่ติด 1 ใน 3 ของธุรกิจขายตรงในไทย ทว่า ค่ายนี้ก็ทำการเปิดตัวแคมเปญและเผยแผนการตลาดเป็นรายแรกๆ โดยปีนี้ออริเฟลมเตรียมอัดฉีดเงินสำหรับการให้สิทธิประโยชน์หรือผลตอบแทน (Incentive) กับนักธุรกิจมากขึ้นจากปีก่อน คิดเป็นมูลค่า 76 ล้านบาท

ทั้งนี้ หากมองเพียงเม็ดเงินที่ค่ายนี้หว่านลงไปอาจไม่ใช่เงินก้อนโตมากนัก เมื่อเทียบกับผู้นำอย่างแอมเวย์ หรือ กิฟฟารินที่ใช้เป็นหลักร้อยล้านในแต่ละปี ทว่า ความน่าสนใจของการให้ผลตอบแทนของออริเฟลมในครั้งนี้อยู่ตรงที่ การให้นักธุรกิจของตนเองมีโอกาสได้รับผลตอบแทนได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะรางวัลใหญ่ เช่น ทริปท่องเที่ยวต่างประเทศ หรือ รถยนต์ที่ปีนี้ตั้งเป้าแจก 3 คัน ได้แก่ โตโยต้า วิช, คัมรี่ และฟอร์จูนเนอร์ ต่อเนื่องจากปีก่อนที่แจกไปแล้ว 5 คัน โดยที่ผ่านมานักขายที่จะได้รับรางวัลใหญ่ดังกล่าวส่วนใหญ่จะต้องมียอดขายอยู่ในระดับเพรสซิเดนท์ ยกตัวอย่าง การแจกรถยนตร์ เดิมผู้ที่ได้ต้องอยู่ในระดับเพรสซิเดนท์ ที่สามารถทำยอดขายได้ตามเป้าหมาย แต่ในปีนี้ ศุภราภรณ์ เอสซี เปา อธิบายว่า ออริเฟลมได้มีการปรับรูปแบบการให้ผลตอบแทนที่ง่ายขึ้น โดยนักขายที่อยู่ในระดับไดมอนขึ้นไปก็มีโอกาสได้รับรางวัลเป็นรถยนตร์เช่นกัน จากแผนกระตุ้นดังกล่าวทำให้ผู้บริหารออริเฟลมมั่นใจว่าปีนี้จะสามารถเพิ่มตัวเลขสมาชิกได้อีก 50% เท่ากับปีก่อนที่เริ่มทดลองปรับแผนอินเซนทีฟเป็นครั้งแรกในรอบ 40 ปี โดยปัจจุบันออริเฟลมมีเครือข่าย 20,000 คน (นับเฉพาะสมาชิกแอคทีฟที่มีการสั่งซื้อสินค้าทุก 3 เดือน)

นอกจากนี้ ออริเฟลมยังวางเป้าหมายเจาะตลาดกลุ่มคนรุ่นใหม่อย่างจริงจัง หลังจากสำรวจพบว่า ลูกค้าหลักของออริเฟลมจะเป็นกลุ่มคนทำงานที่มีอายุตั้งแต่ 25 ปีขึ้นไป ส่วนคนรุ่นใหม่หรือกลุ่มนักศึกษาจะไม่คุ้นเคยหรือรู้จักแบรนด์ ดังนั้นปีนี้ค่ายนี้จึงวางแผนบุกฐานลูกค้ากลุ่มนี้อย่างจริงจัง ด้วยโปรดักส์กลุ่ม “วิชั่น” ผลิตภัณฑ์ 1 ใน 3 กลุ่มของออริเฟลม ที่แบ่งเป็น โอ บิวตี้ วางราคา 249 – 590 บาท เป็นสินค้าแนวแฟชั่น ซึ่งเป็นหัวหอกที่ทำรายได้มากสุด 65-70% และกลุ่มจีออร์ดานี่ ราคา 349 – 799 บาท เป็นสินค้าระดับลักชูรี่ส์ มีสัดส่วนประมาณ 25% ขณะที่สินค้ากลุ่มวิชั่น ราคา 99 – 300 บาท ที่เน้นจับกลุ่มนักศึกษายังมีสัดส่วนไม่มากประมาณ 5% ทั้งที่สินค้ากลุ่มนี้มีการเปิดตัวและทำตลาดมานานกว่า 10 ปี

“ปีนี้วิชั่นจะเป็นตัวเสริมที่เราจะรุกเพื่อขยายฐานกลุ่มวัยรุ่น ส่วนกลุ่มโอ บิวตี้จะเป็นเรือธงในการบุกตลาดโดยรวมต่อไป”

ฉะนั้น เพื่อสร้างความคุ้นเคยกับกลุ่มนักศึกษาอย่างรวดเร็ว ออริเฟลมจึงจัดโครงการบริษัทจำลอง ภายใต้ชื่อ “Good Vision With Oriflame” เป็นครั้งแรก ในรูปแบบการจัดประกวดผลงานการขายในระดับทีม ในแนวคิด “Best Vision Best Seller” เพื่อชิงรางวัลรวมมูลค่ากว่า 150,000 บาท โดยรับสมัครผ่านช่องทางการจัดโรดโชว์ตามสถาบันอุดมศึกษาทั้งในกรุงเทพฯและต่างจังหวัด 10 แห่ง อาทิ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา, จันทรเกษม, รัตนบัณฑิต, ราชภัฏมหาสารคาม, มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี กลยุทธ์การเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายครั้งนี้ นอกจากออริเฟลมจะได้เข้าไปทำความรู้จักกลุ่มนักศึกษามากขึ้นแล้ว การกำหนดคุณสมบัติผู้เข้าร่วมโครงการที่ต้องเป็นนักศึกษาปีที่ 4 ยังช่วยให้กลุ่มเป้าหมายเกิดความคุ้นเคยและนึกถึงแบรนด์ออริเฟลมเป็นอันดับต้นๆเมื่อจบการศึกษา และที่น่าสนใจไม่แพ้กันก็คือ รูปแบบการจัดประกวดผลงานการขาย ที่ออริเฟลมจะกำหนดให้ทำการขายสินค้ากลุ่มวิชั่น ซึ่งนอกจากยอดขายที่เกิดขึ้นจริงแล้ว ค่ายนี้ยังได้เรียนรู้กลยุทธ์การขายใหม่ที่คิดโดยกลุ่มนักศึกษา และสามารถนำมาพัฒนาและถ่ายทอดไปสู่นักธุรกิจของตนเองได้อีกด้วย

กลับมาที่ตัวสินค้ากลุ่มวิชั่น สาเหตุที่ออริเฟลมเลือกใช้สินค้ากลุ่มนี้เจาะตลาดวัยรุ่น โดยเป็นสินค้าที่วางราคาไม่สูงนักโดยอยู่ในระดับ 99-300 บาท อีกทั้งเป็นสินค้าที่มีจุดแข็งเรื่องการเป็นสินค้านำเข้า 100%จากยุโรป แต่มีราคาถูกกว่าสินค้าคู่แข่งที่นำเข้าประมาณ 30% อีกทั้งยังเป็นสินค้าตามแฟชั่น เพราะนำเข้าหลังจากลอนช์ในต่างประเทศเพียง 4 เดือน ขณะที่สินค้าบางรุ่นก็เปิดตัวพร้อมกันทั่วโลก ด้วยแผนเชิงรุกที่ออริเฟลมวางไว้ในปีนี้ ทำให้ผู้หารค่ายนี้มั่นใจว่าจะสามารถปั๊มยอดขายรวมให้เติบโตพร้อมขยายตัวแทนจำหน่ายเพิ่มขึ้นอีก 50%เทียบกับปีก่อน ขณะที่รายได้เฉพาะลูกค้ากลุ่มวัยรุ่น นักศึกษาจะเพิ่มเป็น 15%

ด้าน นู สกิน เบอร์ 3 ในขายตรงบ้านเรา ก็เตรียมรับมือด้วยการเปิดตัวแผนนิวบิซิเนสแพลนใหม่ ในเซาส์อีสเอเชียเพื่อขยายฐานตัวแทนจำหน่าย ซึ่งจะมีผลตั้งแต่ไตรมาส 2 ในสิงคโปร์ มาเลเซีย และบรูไน ขณะที่ประเทศไทยจะเริ่มในช่วงไตรมาส 3 ปีนี้

สำหรับนิวบิซิเนสแพลนดังกล่าว จะเป็นเรื่องของระบบคอมพิวเตอร์ที่สามารถวัดผลยอดขายสินค้า และเป็นเน็ตเวิร์คที่ช่วยสร้างเครือข่ายให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ซึ่งจะเป็นส่วนสำคัญในการช่วยเพิ่มค่าตอบแทนให้กับตัวแทนจำหน่ายได้มากขึ้น ชนิดที่สามารถการันตีรายรับขั้นต่ำที่ 20,000 บาทต่อเดือน เมลิซ่า ทันโทโกะ คีอาโน่ ประธาน นู สกิน เอ็นเตอร์ไพร์ส ประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กล่าวว่า แผนดังกล่าวคาดว่าจะช่วยเพิ่มจำนวนตัวแทนจำหน่ายใหม่เพิ่มขึ้นอีกอย่างน้อย 30% จากตอนนี้ที่มีอยู่กว่า 2.3 แสนรายชื่อ และโดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่และกลุ่มคนที่เกษียณการทำงานจะให้ความสนใจมากยิ่งขึ้น

ขณะที่การพัฒนาผลิตภัณฑ์ นู สกิน จะเน้นรุกในกลุ่มสินค้าเพื่อสุขภาพและความงาม เนื่องจากเป็นสินค้าที่สอดคล้องกับไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคในยุคนี้ที่ใส่ใจสุขภาพตนเองมากขึ้น และเป็นสินค้ากลุ่มสำคัญที่ทำรายได้ให้บริษัท โดยปัจจุบันสินค้ากลุ่มเพอซันนัล แคร์ มีสัดส่วน 46% และผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร 54% ภควรรณ ลีวุฒินันท์ ผู้จัดการทั่วไป ของค่ายนู สกิน บอกว่า ตอนนี้เตรียมเปิดตัวนวัตกรรมความงามลดเลือนริ้วรอย ที่เรียกว่า “ทรูเฟรช เอสเซ้นส์ อัลตร้า” ในช่วงเดือนมีนาคม ซึ่งเชื่อว่าจะได้การตอบรับจากผู้บริโภคเป็นอย่างดี และสิ้นปีจะสามารถเติบโตได้ถึง 20% สูงกว่าปีก่อนที่เติบโตเพียง 10%   




 








upcoming issue

จากโต๊ะบรรณาธิการ
past issue
reader's guide


 



home | today's news | magazine | columnist | photo galleries | book & idea
resources | correspondent | advertise with us | contact us

Creative Commons License
ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย