Search Resources
 
Login เข้าระบบ
สมัครสมาชิกฟรี
ลืมรหัสผ่าน
 
  homenewsmagazinecolumnistbooks & ideaphoto galleriesresources50 managermanager 100join us  
 
 


bulletToday's News
bullet Cover Story
bullet New & Trend

bullet Indochina Vision
bullet2 GMS in Law
bullet2 Mekhong Stream

bullet Special Report

bullet World Monitor
bullet2 on globalization

bullet Beyond Green
bullet2 Eco Life
bullet2 Think Urban
bullet2 Green Mirror
bullet2 Green Mind
bullet2 Green Side
bullet2 Green Enterprise

bullet Entrepreneurship
bullet2 SMEs
bullet2 An Oak by the window
bullet2 IT
bullet2 Marketing Click
bullet2 Money
bullet2 Entrepreneur
bullet2 C-through CG
bullet2 Environment
bullet2 Investment
bullet2 Marketing
bullet2 Corporate Innovation
bullet2 Strategising Development
bullet2 Trading Edge
bullet2 iTech 360°
bullet2 AEC Focus

bullet Manager Leisure
bullet2 Life
bullet2 Order by Jude

bullet The Last page








 
นิตยสารผู้จัดการ 360 องศา กุมภาพันธ์ 2552
หลวงพระบางกำลังจะเปลี่ยนไป             
โดย วิไลลักษณ์ ถิรนุทธิ
 


   
search resources

Tourism




ภาพลักษณ์ของหลวงพระบางที่ติดตาติดใจนักท่องเที่ยวชาวไทยและชาวต่างชาติ คงจะเป็นบรรยากาศของเมืองมรดกโลกอันเงียบสงบที่วิถีชีวิตดำเนินไปอย่างช้าๆ นักท่องเที่ยวพร้อมชาวบ้านท้องถิ่นร่วมเรียงแถวตักบาตรข้าวเหนียวกับพระสงฆ์กว่า 200 รูปในยามย่ำรุ่ง สีเหลืองทองอร่ามของหลังคาอุโบสถอายุอานามกว่า 500 ปี ที่สะท้อนล้อกับแสงแดดแห่งรุ่งอรุณ สินค้าหัตถกรรมพื้นบ้านสีสันสดใส งดงาม รวมทั้งเครื่องเงินสีขาวแวววาวที่ชาวบ้านนำมาวางเรียงรายเพื่อรอการจับจ่ายซื้อหาจากนักท่องเที่ยวตลอดค่ำคืนบนถนนคนเดิน "สีสะหว่างวง"

แต่ภาพเหล่านี้อาจจะเปลี่ยนไปในเวลาอีกไม่ช้า

คลื่นกระแสแห่งความเปลี่ยนแปลงกำลังก่อตัวในหลวงพระบาง ทั้งจากนโยบายเปิดรับการลงทุนจากต่างประเทศของภาครัฐ และจากความต้องการที่เปลี่ยน ไปของเด็กหนุ่มสาวรุ่นใหม่ที่เริ่มเบื่อหน่ายการนุ่งผ้าซิ่น และรำคาญกับการไม่สามารถ เปลี่ยนแปลงอาคารบ้านเรือนของตนได้ เพราะติดการเป็น "มรดกโลก" ของเมือง

ข้อมูลจากแผนกแผนการและการลงทุน (Department of Planning and Investment) ในหลวงพระบาง ซึ่งอยู่ภายใต้กระทรวงแผนการและการลงทุน ระบุว่าโครงการด้านการลงทุนขนาดใหญ่จากประเทศเกาหลีใต้ กำลังจะมาถึงหลวงพระบาง โดยจะเป็นโครงการสร้างเมืองใหม่ ชื่อ Diamond City บนเนื้อที่กว่า 180,000 ไร่ ในเขตจอมเพ็ด (Chomphet District) ซึ่งอยู่อีกฟากฝั่งแม่น้ำตรงข้ามกับตัวเมืองซึ่งเป็นเขตอนุรักษ์มรดกโลก

Diamond City จะเป็นโครงการร่วมทุนระหว่างบริษัทนครหลวงนิวเซ็นจูรี่ (Nakornluang New Century Company) ของลาว กับบริษัทจากเกาหลีใต้อีก 10 บริษัท ซึ่งมีบริษัท KPL Development เป็นตัวแทน

โครงการนี้จะให้บริการทั้งในด้านการท่องเที่ยว การเงิน และการพักผ่อนหย่อนใจ โดยจะมีการก่อสร้างโรงแรมระดับ 5 ดาว อพาร์ตเมนต์ รีสอร์ต ธนาคาร ศูนย์การค้า บริการด้านการเกษตร สนามกอล์ฟขนาด 36 หลุม และธุรกิจอื่นๆ อีกมากมาย มูลค่าการลงทุนรวมแล้วถึง 2 พันล้านเหรียญสหรัฐ

นอกจากนี้นักลงทุนจะต้องก่อสร้าง สาธารณูปโภคให้แก่ภาครัฐ เช่น ระบบไฟฟ้า น้ำประปา โทรคมนาคม สวนสาธารณะ รวมทั้งก่อสร้างถนนจากเขตจอมเพ็ดของแขวงหลวงพระบาง ไปยังเขตหงสา (Hongsa) ในแขวงไซยะบุลี และ สร้างสะพานข้ามแม่น้ำโขงเชื่อมเมืองหลวงพระบางกับหมู่บ้านเชียงแม้น (Xiengman) ในเขตจอมเพ็ดให้อีกด้วย

สัมปทานการเช่าพื้นที่ในเขตจอมเพ็ด เพื่อก่อสร้างโครงการดังกล่าวจะมีอายุ 50 ปี โดยนักลงทุนสามารถยื่นขอต่ออายุสัมปทานได้อีก 20 ปี ก่อนที่กรรมสิทธิ์จะกลับไปเป็นของรัฐบาล สปป.ลาวดังเดิม

ทองพัน รัดตะนะสะไหม ผู้บริหารของบริษัทนครหลวงนิวเซ็นจูรีกล่าวว่า ที่ดินดังกล่าวเป็นพื้นที่ที่อยู่ในความครอบครองของรัฐบาลลาว และอยู่นอกเขตเมือง มรดกโลก ซึ่งมีประชากรอาศัยอยู่เพียงไม่กี่หลังคาเรือน

นั่นหมายความว่า การเวนคืนที่ดินอาจไม่เป็นปัญหาน่าปวดหัวเหมือนกับโครงการด้านการลงทุนอีกมากมายในแขวง สะหวันนะเขตของลาว ที่รัฐให้สัมปทานที่ดินแก่ภาคเอกชนของต่างชาติเป็นหมื่นๆ ไร่ รวมทั้งบริษัทน้ำตาลมิตรผล และโรงงาน กระดาษดั๊บเบิ้ลเอของไทย แต่ภาคเอกชนกลับต้องเผชิญกับปัญหาการเวนคืนที่ดินจากชาวบ้าน ซึ่งเข้าไปจับจองพื้นที่ป่าเป็นที่ดินทำกินของตนเอง และรัฐบาลของแขวง บอกให้เอกชนกับชาวบ้านตกลงกันเอง

ข่าวจาก Voice of America กล่าวว่าเมื่อต้นปี พ.ศ.2551 เจ้าหน้าที่แขวง ของหลวงพระบาง เริ่มโยกย้ายชาวบ้าน กว่า 700 หลังคาเรือนจาก 5 หมู่บ้านในเขตจอมเพ็ดออกจากพื้นที่ เพื่อเคลียร์พื้นที่ ให้แก่บริษัท โดย 80% ของชาวบ้านยินยอม ที่จะย้ายออกจากพื้นที่และรัฐสัญญาว่าจะจ่ายค่าชดเชยให้แก่ชาวบ้าน ในอัตรา 2,500 เหรียญสหรัฐต่อพื้นที่ 1 เฮกตาร์ (6.25 ไร่)

เขตจอมเพ็ด มีพื้นที่ทั้งหมด 1,241 ตารางกิโลเมตร ประชากรทั้งหมด 29,698 คน แบ่งเป็น 67 หมู่บ้าน 5,010 หลังคาเรือน มีประชากรที่ยากจนทั้งหมด 156 หลังคาเรือน สถิติจากแผนกแผนการและการลงทุนของหลวงพระบาง ระบุว่าเขตจอมเพ็ดนั้นไม่มีโรงแรมสักแห่ง มีเพียงเกสต์เฮาส์ 1 แห่งเท่านั้น

นอกจากโครงการ Diamond City แล้ว โครงการด้านการลงทุนอีกมากมายกำลังจะผุดขึ้นเป็นดอกเห็ด รอบๆ ตัวเมือง มรดกโลก เช่นอีกโครงการหนึ่งในเขตจอมเพ็ด คือโครงการก่อสร้างรีสอร์ตขนาด 200 ห้องและสนามกอล์ฟขนาด 27 หลุมบนเนื้อที่กว่า 900 เฮกตาร์ (5,625 ไร่) มูลค่าทั้งหมด 20 ล้านเหรียญสหรัฐ และบริษัทสัญชาติเกาหลีเป็นผู้ได้รับสัมปทาน โดยคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในปี 2010

นอกจากทุนจากเกาหลีแล้ว หลวงพระบางยังเปิดรับการลงทุนจากประเทศอื่น รวมทั้งเวียดนาม จีน ญี่ปุ่น และอินโดนีเซีย ซึ่งโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่กำลังไหลทะลักสู่เมืองมรดกโลกเล็กๆ แห่งนี้

เช่น โครงการก่อสร้างโรงแรมระดับ 5 ดาวที่ชื่อ "คุนหมิง" ขนาด 200 ห้อง บนพื้นที่ 30 เฮกตาร์ ห่างจากตัวเมืองเก่าไป 5 กิโลเมตร โดยทางการได้ตกลงทำสัญญากับนักลงทุนชาวจีนไปแล้ว ตั้งแต่ปี 2550 หรือโครงการปรับเปลี่ยนโรงพยาบาล ให้เป็นโรงแรมหรูขนาด 20 ห้อง โดยบริษัท Aman Resorts ของอินโดนีเซีย โครงการพัฒนาพื้นที่ของโรงเรียนประถม บ้านวัดนน บนถนนสักกะลิน ซึ่งตั้งอยู่ใจกลางเมืองเก่า บนถนนคนเดิน รวมทั้งโรงเรียนศิลปากรที่อยู่ติดกัน ให้เป็น tourist complex

รวมทั้งโครงการขนาดใหญ่ เช่น โครงการขยายสนามบินหลวงพระบาง ซึ่งทางรัฐบาลแขวงได้ทำเรื่องขออนุมัติเงินกู้จากธนาคารพัฒนาแห่งเอเชีย (ADB) เมื่อปี 2548 เพื่อพัฒนาให้สนามบินมีความทันสมัย รองรับการเติบโตของอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง (GMS) นอกจากนี้หลวงพระบาง ยังได้รับเงินกู้จาก Japanese Bank for International Cooperation (JBIC) อีก0.6 ล้านเหรียญสหรัฐ ภายใต้โครงการ "Luang Prabang Tourism Sector Development Project"ที่จะถูกนำมาใช้เพื่อการพัฒนาด้านการท่องเที่ยวต่างๆในหลวงพระบาง

อีกทั้งยังมีโครงการก่อสร้างเขื่อนผลิตกระแสไฟฟ้าขนาด 1,410 เมกะวัตต์บนแม่น้ำโขง ในแขวงหลวงพระบาง เพื่อส่งออกไปยังเวียดนาม โดยเป็นเงินทุนจาก เวียดนาม มูลค่าของโครงการกว่า 2 พันล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งคาดว่าจะเริ่มก่อสร้าง ในปี 2010 และจะแล้วเสร็จในปี 2016

องค์การยูเนสโกซึ่งดูแลแหล่งมรดก โลกได้เข้ามาสำรวจและประเมินผลกระทบที่โครงการการลงทุนเหล่านี้จะมีต่อความเป็น "มรดกโลก" ของหลวงพระบาง โดยวิเคราะห์ไว้ในรายงาน Mission Report ลงวันที่ 3 มีนาคม 2008 ว่า โครงการก่อสร้างมากมายในหลวงพระบางนี้เสี่ยงต่อการทำลายการเป็นเมืองมรดกโลกของหลวงพระบางยิ่งนัก เพราะการพัฒนาด้านสาธารณูปโภค รวมทั้งถนนหนทาง สะพานข้ามแม่น้ำ โรงแรมขนาดใหญ่ ฯลฯ จะก่อให้เกิดการพัฒนาเมืองหลวงพระบางให้เป็นชุมชนเมือง (urbanization) มากยิ่งขึ้น การจราจรจะหนาแน่นขึ้น การพัฒนาพื้นที่ป่าให้เป็นรีสอร์ตจะเป็นการเปิด แขวงหลวงพระบางให้รับกับการท่องเที่ยว ขนาดใหญ่ ให้ไหลทะลักเข้ามาสู่หลวงพระบางมากขึ้น ใช้ทรัพยากรธรรมชาติในท้องถิ่นมากขึ้น ซึ่งในที่สุดจะสร้างแรงกดดัน (pressure) ให้แก่เมืองเล็กๆ แห่งนี้ เป็นการเปลี่ยนแปลงและทำลายเอกลักษณ์ ของหลวงพระบาง ที่แม้จะเป็น "เมือง" แต่ก็ยังคงรักษาวิถีชีวิตที่ดำเนินไปตามประเพณีเก่าแก่ที่สืบทอดมาหลายร้อยปี รวมทั้งวิถีชีวิตที่ดำเนินไปอย่างช้าๆ จนสิ้นเชิง ในอีกไม่กี่ชั่วอายุคนนี้

การเปลี่ยนแปลงอาคารของโรงพยาบาลและโรงเรียน เพื่อให้กลายมาเป็นเพียงโรงแรมรองรับนักท่องเที่ยวเท่านั้นจะมีผลกระทบต่อสังคมและการดำเนินชีวิต ของชาวหลวงพระบาง เมื่อโรงเรียนที่ตั้งอยู่ใจกลางเมืองที่เด็กๆ เคยปั่นจักรยานหรือเดินเท้ามารับการศึกษาทุกเช้า กลับกลายเป็นทำเลทองทางธุรกิจ เป็นการถูกต้องแล้วหรือที่ชาวบ้านและคนท้องถิ่น โดยเฉพาะกลุ่มผู้ป่วยและเด็กเล็กๆ จะต้อง ยอมสละพื้นที่ใช้สอยของตัวเอง เพื่อหลีกทางให้แก่การพัฒนาทางเศรษฐกิจของเมือง และความสะดวกสบายของนักท่องเที่ยวที่มาเยือนหลวงพระบาง ซึ่งมีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จากเพียง 44,538 คนในปี 2541 เป็น 311,645 คนในปี 2551 หรือ 599% ภายในเวลา 10 ปี

อีกหนึ่งโครงการที่ได้มีการยื่นเสนอเพื่อรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของหลวงพระบาง คือการปรับปรุงและขยายพื้นที่ของสนามบินปัจจุบัน ซึ่งองค์การยูเนสโก้ไม่เห็นด้วยกับโครงการนี้ ทั้งนี้เพราะการขยายสนามบินจะทำให้ตัวสนามบินสามารถรองรับเครื่องบินเจ็ตขนาดใหญ่ได้ แต่เนื่องจากที่ตั้งของ สนามบินปัจจุบันอยู่ใกล้กับตัวเมืองมาก (เพียง 4 กิโลเมตรจากเมือง สามารถขี่จักรยานจากเมืองไปถึงภายในเวลา 20 นาที) ทำให้การร่อนลงจอดของเครื่องบินขนาดใหญ่ จะส่งผลกระทบด้านมลพิษทาง เสียงต่อชุมชนและชาวบ้านแถบนั้น ยูเนสโก เห็นว่าควรย้ายสนามบินปัจจุบันให้ไปตั้งอยู่ใกล้กับสะพานแม่น้ำโขง (Mekong Bridge) ซึ่งได้มีการย้ายที่ตั้งให้ห่างจากตัวเมืองออกไปจากที่ตั้งเดิมที่ทางแขวงได้วางแผนการก่อสร้างเอาไว้ ซึ่งหากสนามบิน ใหม่ตั้งอยู่ใกล้สะพานดังกล่าวก็จะสามารถ เชื่อมโยงโครงการเข้ากับแผนการพัฒนาเมืองใหม่ของหลวงพระบาง เพื่อไม่ให้การพัฒนากระจุกตัวอยู่เฉพาะในตัวเมืองหลวงที่อยู่ในความคุ้มครองของมรดกโลกเท่านั้น

แต่สำหรับเรื่องนี้รัฐบาลของ สปป. ลาวไม่เห็นด้วย และปฏิเสธที่จะทำตามคำแนะนำของยูเนสโก โดยให้เหตุผลว่าการก่อสร้างสนามบินแห่งใหม่ใช้งบประมาณสูงและไม่จำเป็น เนื่องจากมีสนามบินแห่งเดิมอยู่แล้ว อีกทั้งการย้ายสนามบินไปยังเขตจอมเพ็ด ซึ่งมีพื้นที่ราบเหมาะแก่การสร้างสนามบินนั้น หมายความว่ารัฐจะต้อง ลงทุนสร้างถนนหนทางและสะพานขื้นมาใหม่ เพื่อเชื่อมเขตจอมเพ็ดซึ่งอยู่อีกฟากหนึ่งของแม่น้ำโขงเข้ากับตัวเมืองหลวงพระบาง คิดเป็นค่าใช้จ่ายอีกหลายสิบล้าน เหรียญสหรัฐ

สุดท้ายรัฐบาลลาวตกลงที่จะปรับปรุงสนามบินเดิมแทน โดยประมาณค่าใช้จ่ายทั้งหมด ณ เดือนสิงหาคม 2551 ไว้ที่ 83.5 ล้านเหรียญสหรัฐ (รวมค่าก่อสร้าง ค่าที่ปรึกษา ค่าเวนคืนที่ดิน ฯลฯ) โดยเป็นเงินกู้จากธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าของจีน (China EXIM Bank) จำนวน 63.2 ล้านเหรียญสหรัฐ (75.6% ของงบประมาณทั้งหมด) ที่เหลืออีก 20.4 ล้าน เหรียญ (24.4%) เป็นความรับผิดชอบของรัฐบาลลาว และผู้รับเหมาคือบริษัทก่อสร้าง จากประเทศจีน คาดว่าโครงการจะแล้วเสร็จในปี 2554

ผลกระทบอีกประการหนึ่งจากการพัฒนาที่พักเพื่อนักท่องเที่ยวในหลวงพระบาง คือการก่อสร้างต่อเติมอาคารที่ผิด ลักษณะดั้งเดิม และสร้างเกสต์เฮาส์ใหม่ๆซึ่งรุกล้ำเขตวัดเก่าแก่ในตัวเมือง ความหนาแน่นของตึกรามบ้านช่องที่ทำลายต้นไม้และพื้นที่สีเขียวของเมือง และก่อให้เกิดปัญหาระบบระบายน้ำเสีย สระบัวถูกถมให้เต็มเพื่อปรับพื้นที่ให้เป็นโรงแรม อีกทั้งโครงการปรับปรุงขยายถนนในหลวงพระบางของธนาคารเอดีบี ได้ตัดผ่านและปิดทับระบบท่อระบายน้ำเดิมที่มีอยู่ ทำให้ ท่อน้ำอุดตันและเกิดปัญหาน้ำท่วมตามมา

องค์การยูเนสโกรายงานว่า การขึ้น ทะเบียนเป็นมรดกโลกของหลวงพระบาง ไม่ได้เป็นเพียงการขึ้นทะเบียนตัวอาคารอันเก่าแก่ ที่ผสมผสานสไตล์ยุโรปเข้ากับเอเชียเท่านั้น แต่รวมไปถึงวัดวาอารามพื้นที่ป่า พื้นที่ทำการเกษตรทั้งในและรอบๆ ตัวเมือง ภูเขา แม่น้ำ รวมทั้งทุ่งนาที่รายล้อมเมืองด้วย เพราะองค์ประกอบเหล่านี้ เป็นปัจจัยบ่งบอกถึงความเป็นเมืองแห่งกษัตริย์ (royal town) ในอดีตที่มีระบบของเมืองอย่างครบวงจร ดังนั้น การเปลี่ยน แปลงองค์ประกอบของเมืองหลวงพระบาง ย่อมเป็นการเสี่ยงต่อการทำลายสิ่งที่ทำให้หลวงพระบางมีคุณค่าในการเป็นเมืองมรดกโลก

นอกจากนี้ยูเนสโกยังพบว่าชาวบ้าน เริ่มย้ายออกจากบ้านเรือนของตนที่ตั้งอยู่ใจกลางเมือง เพื่อขายที่ให้กับนายทุนที่ต้องการปรับปรุงพื้นที่ทำเลทองเหล่านี้ ให้เป็นโรงแรม แต่เนื่องจากตัวเมืองของหลวงพระบางมีวัดอยู่เป็นจำนวนมาก และพระสงฆ์กว่า 200 รูปจากวัดเหล่านี้เดินบิณฑบาตเพื่อรับอาหารจากชาวบ้านที่อาศัยในละแวกนั้นเป็นประจำทุกวัน ดังนั้น หากชาวบ้านขายบ้านและที่ดินของตนเองหมด บางทีพระสงฆ์อาจจะต้องย้ายออกจากวัดเก่าแก่ใจกลางเมือง แล้วหันไปสร้างวัดใหม่นอกเมืองตามชาวบ้านก็ได้

แต่ก็ไม่แน่ และพระสงฆ์ทั้งหลายอาจจะไม่ต้องย้ายวัด เพราะปัจจุบันประเพณีตักบาตรข้าวเหนียวกลายเป็นพิธีกรรมที่ถูกเทกโอเวอร์โดยนักท่องเที่ยวเสียแล้ว ยามเช้าตรู่บนถนนสีสะหว่างวง เราจะเห็นแต่นักท่องเที่ยวชาวไทยและชาวต่างชาตินั่งเรียงแถว ปั้นข้าวเหนียวรอใส่บาตรกับพระสงฆ์ ในขณะที่ชาวบ้านจริงๆ กลับต้องย้ายไปนั่งรอพระสงฆ์บนถนนด้านหลังซึ่งขนานกัน ก่อนที่พระสงฆ์กว่า 200 รูปจะแยกย้ายกันกลับวัด

สิ่งที่ชาวหลวงพระบางอาจรำคาญ (และไม่พอใจ) คือการถูกห้ามไม่ให้เปลี่ยน แปลงอาคารบ้านเรือนของตนไปจากเดิม เพราะชาวบ้านเองคงอยากมีสิทธิในการดำเนินชีวิตของตน ปัจจุบันบ้านหลายหลัง ในหลวงพระบางได้รับการก่อสร้างขึ้นมาใหม่ โดยใช้คอนกรีตแทนไม้อย่างในอดีต อีกทั้งยังมีลวดลายและการออกแบบของสถาปัตยกรรมที่โอนเอียงไปทางบ้านตามแบบตะวันตก ซึ่งเป็นเรื่องที่เข้าใจได้เพราะ ชาวบ้านเองคงต้องการมีชีวิตความเป็นอยู่ในบ้านที่สุขสบายขึ้น อีกทั้งการปรับปรุงรักษาสภาพของตึกเก่าให้คงเดิมจะต้องใช้เงินทุนสูง ซึ่งเรื่องนี้ทางยูเนสโกแนะนำว่ารัฐต้องสร้างความเข้าใจให้กับชาวบ้าน และให้พวกเขาเห็นถึงความสำคัญของการช่วยกันดูแลรักษาอาคารเก่าแก่ทั้งหลาย โดยรัฐอาจให้การอุดหนุนชาวบ้านด้วยการจัดหาวัสดุก่อสร้างอันจำเป็นต่อการซ่อมแซม อาคารบ้านเรือน และจำหน่ายให้แก่ชาวบ้านในราคาถูก

ภายใต้ภาพแห่งความสุขสงบและวิถีชีวิตที่ดำเนินไปอย่างราบเรียบของหลวงพระบางนั้น กระแสแห่งความเปลี่ยนแปลงกำลังก่อตัวขึ้น อาจจะเปลี่ยนแปลงหลวงพระบางไปจากภาพเดิมๆ ที่เราคุ้นเคย ภายในเวลาอีกไม่กี่ปีนี้   




 








upcoming issue

จากโต๊ะบรรณาธิการ
past issue
reader's guide


 



home | today's news | magazine | columnist | photo galleries | book & idea
resources | correspondent | advertise with us | contact us

Creative Commons License
ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย