Search Resources
 
Login เข้าระบบ
สมัครสมาชิกฟรี
ลืมรหัสผ่าน
 
  homenewsmagazinecolumnistbooks & ideaphoto galleriesresources50 managermanager 100join us  
 
 


bulletToday's News
bullet Cover Story
bullet New & Trend

bullet Indochina Vision
bullet2 GMS in Law
bullet2 Mekhong Stream

bullet Special Report

bullet World Monitor
bullet2 on globalization

bullet Beyond Green
bullet2 Eco Life
bullet2 Think Urban
bullet2 Green Mirror
bullet2 Green Mind
bullet2 Green Side
bullet2 Green Enterprise

bullet Entrepreneurship
bullet2 SMEs
bullet2 An Oak by the window
bullet2 IT
bullet2 Marketing Click
bullet2 Money
bullet2 Entrepreneur
bullet2 C-through CG
bullet2 Environment
bullet2 Investment
bullet2 Marketing
bullet2 Corporate Innovation
bullet2 Strategising Development
bullet2 Trading Edge
bullet2 iTech 360°
bullet2 AEC Focus

bullet Manager Leisure
bullet2 Life
bullet2 Order by Jude

bullet The Last page








 
นิตยสารผู้จัดการ 360 องศา มิถุนายน 2552
Fraud = ปล้น             
โดย ปัณฑพ ตั้งศรีวงศ์
 


   
search resources

Banking and Finance




"กองปราบดักจับพนักงานธนาคารอาคารสงเคราะห์ ยักยอกเงินแบงก์ 400 ล้าน"

"ลูกค้าโวยธนาคารธนชาติ ไม่ยอมให้ถอนเงินจากบัญชี 4 ล้าน เหตุถูกพนักงานยักยอก"

เป็นเนื้อหาข่าวที่เกิดขึ้นติดๆ กัน ในช่วงเวลา 2 เดือนที่ผ่านมา

ข่าวประเภทนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ เป็นเหตุการณ์ที่ปรากฏเป็นข่าวมาเป็นระยะๆ เพียงแต่ก่อนหน้านี้ มูลค่าความเสียหายยังไม่สูงมาก เหมือนอย่างกรณีของธนาคารอาคารสงเคราะห์ และผลกระทบยังลงไปไม่ถึงลูกค้าโดยตรง เหมือนกรณีของธนาคารธนชาติ

ข่าวที่ปรากฏจึงถูกจัดอยู่ในหมวดอาชญากรรมธรรมดา เมื่อมีการนำเสนอให้ปรากฏออกมาแล้วก็เงียบหายไป

ทั้งๆ ที่จริงๆ แล้ว เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่และหากปล่อยให้ผ่านเลยไป ไม่พยายามมองให้เห็นเป็นองค์รวม ความเสียหายที่เกิดขึ้นจะกระทบไปถึงระบบการเงินโดยรวมทั้งระบบ

หากย้อนกลับไปดูเนื้อหาของเรื่องจากปกในนิตยสารผู้จัดการ 360 ํ ในฉบับก่อนหน้านี้ (พฤษภาคม 2552) ซึ่งได้พูดถึงกระบวนการอาชญากรรมทางการเงินโดยการโจรกรรมข้อมูล และปลอมแปลงบัตรอิเล็กทรอนิกส์ ทั้งบัตรเครดิตและบัตร ATM เอาไว้ว่าเรื่องนี้ความจริงแล้วไม่ใช่อาชญากรรมธรรมดา

แต่มันคือการปล้นเงินออกจากระบบธนาคารพาณิชย์

เป็นการปล้นที่ไม่ต้องสวมหมวกไอ้โม่ง ควงปืนไปจี้พนักงานหน้าเคาน์เตอร์ เพื่อให้นำเงินยัดใส่ไว้ในถุง เหมือนที่เคยเห็นในหนัง

แต่เป็นการปล้นที่ใช้วิธีการที่ง่ายกว่า และได้เงินจำนวนมากกว่าวิธีการดั้งเดิมหลายเท่า

เพียงแต่เนื้อหาของเรื่องจากปกในฉบับนั้น เน้นให้น้ำหนักในการกล่าวถึงเรื่องที่ว่าด้วยกระบวนการอาชญากรรมที่ทำกับบัตรอิเล็กทรอนิกส์

ไม่ได้พูดถึงกระบวนการประกอบอาชญากรรมรูปแบบอื่นๆ มากนัก

ทั้งๆ ที่ไม่ว่าจะมาในรูปแบบใด ไม่ว่าฝ่ายผู้ก่ออาชญากรรมจะเป็นมิจฉาชีพ หรือพนักงานภายในของธนาคารเอง มันก็คือเรื่องเดียวกัน

นั่นคือการประกอบอาชญากรรม ที่พยายามดึงเงินออกจากระบบธนาคารพาณิชย์

อย่างไรก็ตาม พาดหัวของเรื่องนำในเรื่องจากปกฉบับนั้น ก็ได้เขียนในเชิงตั้งคำถามเอาไว้แล้วว่า What's next?

เพราะการประกอบอาชญากรรม โดยความพยายามดึงเงินออกจากระบบธนาคารพาณิชย์ ได้มีการกระทำกันมาอย่างช้านาน และได้มีการพัฒนาการรูปแบบขึ้นมาเรื่อยๆ

ฝ่ายที่รับผิดชอบ ไม่ว่าจะเป็นธนาคาร หรือเจ้าหน้าที่ตำรวจ ก็พยายามพัฒนารูปแบบการสืบสวนสอบสวนเพื่อหาตัวผู้กระทำผิด ขณะที่ฝ่ายมิจฉาชีพก็พยายามหาช่องทางใหม่ๆอยู่เสมอ

เปรียบไปแล้วก็เหมือนกับเกมแมวไล่จับหนู

เจ้าหน้าที่ธนาคารพาณิชย์ซึ่งเป็นผู้ให้ข้อมูลเพื่อนำมาเขียนเนื้อหาของเรื่องจากปกฉบับดังกล่าว ได้แสดงความห่วงใยเอาไว้แล้วว่า ถึงวันหนึ่งเมื่ออาชญากรไม่สามารถประกอบอาชญากรรม โดยอาศัยเทคโนโลยีได้ก็อาจต้องย้อนรอยมาใช้วิธีการดั้งเดิม คือการปลอมแปลงเอกสาร เพื่อนำมาใช้ประกอบการทำธุรกรรมกับธนาคารพาณิชย์

ซึ่งเป็นเรื่องที่ติดตามจับกุมยากกว่าการประกอบอาชญากรรมโดยอาศัยระบบอิเล็กทรอนิกส์

กรณีของเจ้าหน้าที่ธนาคารอาคารสงเคราะห์ และธนาคารธนชาตที่เกิดขึ้น ถือเป็นอุทาหรณ์ประการหนึ่งว่าในภาวะที่คนไทยทุกคนกำลังเผชิญกับความตกต่ำทางเศรษฐกิจ

โอกาสที่จะเกิดอาชญากรรมย่อมมีมากขึ้น

และอาชญากรรมที่คนร้ายกระทำต่อระบบการเงินนั้น มันเป็นเรื่องที่น่ากลัวกว่ามาก เพราะหากมูลค่าความเสียหาย มันสูงมาก ย่อมเป็นการไปซ้ำเติมปัญหาความตกต่ำทางเศรษฐกิจที่กำลังย่ำแย่อยู่แล้ว ให้ยิ่งเลวร้ายขึ้นไปใหญ่

ที่สำคัญ คือวิกฤติเศรษฐกิจรอบนี้ มีคนพูดกันตลอดว่าประเทศไทยยังโชคดีที่เรามีระบบธนาคารพาณิชย์ที่แข็งแรง

แต่หากไม่พยายามหาทางป้องกันปัญหาอาชญากรรมที่เกิดขึ้นกับระบบการเงิน อย่างที่ปรากฏเป็นข่าวถี่ขึ้นเรื่อยๆ อย่างในช่วงที่ผ่านมานั้น ความเสียหายที่เกิดขึ้นอาจบั่นทอนความแข็งแรงของระบบการเงินที่ว่า ให้สั่นคลอนได้โดยไม่ยากนัก

คิดดู แค่เจ้าหน้าที่ธนาคารอาคารสงเคราะห์คนเดียวยังเอาเงินออกไปจากธนาคารได้ถึง 400-500 ล้านบาท

นึกภาพไม่ออกว่าถ้ามีคนแบบนี้ขึ้นมาอีกสัก 10 คนจะมีผลถึงฐานะการเงินของธนาคารอาคารสงเคราะห์ขนาดไหน

อยากย้ำปิดท้ายอีกครั้งว่าอย่ามองเรื่องนี้เป็นเรื่องเล็กๆ   




 








upcoming issue

จากโต๊ะบรรณาธิการ
past issue
reader's guide


 



home | today's news | magazine | columnist | photo galleries | book & idea
resources | correspondent | advertise with us | contact us

Creative Commons License
ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย