Search Resources
 
Login เข้าระบบ
สมัครสมาชิกฟรี
ลืมรหัสผ่าน
 
  homenewsmagazinecolumnistbooks & ideaphoto galleriesresources50 managermanager 100join us  
 
 


bulletToday's News
bullet Cover Story
bullet New & Trend

bullet Indochina Vision
bullet2 GMS in Law
bullet2 Mekhong Stream

bullet Special Report

bullet World Monitor
bullet2 on globalization

bullet Beyond Green
bullet2 Eco Life
bullet2 Think Urban
bullet2 Green Mirror
bullet2 Green Mind
bullet2 Green Side
bullet2 Green Enterprise

bullet Entrepreneurship
bullet2 SMEs
bullet2 An Oak by the window
bullet2 IT
bullet2 Marketing Click
bullet2 Money
bullet2 Entrepreneur
bullet2 C-through CG
bullet2 Environment
bullet2 Investment
bullet2 Marketing
bullet2 Corporate Innovation
bullet2 Strategising Development
bullet2 Trading Edge
bullet2 iTech 360°
bullet2 AEC Focus

bullet Manager Leisure
bullet2 Life
bullet2 Order by Jude

bullet The Last page








 
ASTVผู้จัดการรายสัปดาห์8 มิถุนายน 2552
บัวหลวง Lead แบงก์ตัวจริง นำร่องลดดอกเบี้ยกู้-บัตรเครดิต             
 


   
www resources

โฮมเพจ ธนาคารกรุงเทพ

   
search resources

ธนาคารกรุงเทพ, บมจ.
Interest Rate




แบงก์กรุงเทพเดินหน้าสร้างความเป็น “ผู้นำแบงก์ตัวจริง” กวาดงานเช็คช่วยชาติแม้ได้กำไรไม่คุ้มแต่ได้ทั้งประชาสัมพันธ์และแสดงศักยภาพของธนาคารไปในตัว แถมนำร่องลดดอกเบี้ยเงินกู้และดอกเบี้ยบัตรเครดิตก่อนแบงก์อื่น สร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้ธนาคารเพียบ คนการเงินชี้ที่จริงหน้าที่นี้ควรเป็นของแบงก์กรุงไทย แต่คนของรัฐบาลเดิมนั่งเพียง แถมขุนคลังไร้ความสามารถดึงแบงก์นี้กอบกู้วิกฤติเศรษฐกิจ

ท่ามกลางการแข่งขันของธุรกิจธนาคารพาณิชย์ในประเทศไทย ที่ต่างชิงชัยกันทุกพื้นที่ สิ่งใดที่จะสร้างรายได้ให้กับธนาคารได้มากที่สุด ทุกธนาคารต้องวิ่งเข้าไปหาพื้นที่นั้นกันอย่างพร้อมใจ แม้ว่ารายได้บางด้านของธนาคารจะมาจากการบีบเอาจากลูกค้าโดยที่ไม่เต็มใจก็ตาม

การเปลี่ยนค่าธรรมเนียมสำหรับการใช้บัตรเอทีเอ็ม จาก 100 บาทขึ้นมาเป็น 200-300 บาทด้วยการส่งเสริมให้ลูกค้าเปลี่ยนจากบัตรเอทีเอ็มปกติมาเป็นบัตรเดบิต นั่นหมายถึงรายได้ของธนาคารจะเพิ่มขึ้นเฉพาะส่วนนี้อีกเท่าตัว แม้ว่าลูกค้าเลือกที่จะถือบัตรเดิมแต่แบงก์ก็ได้ปรับค่าธรรมเนียมขึ้นในอัตราที่เท่ากับบัตรเดบิต นั่นคือสิ่งที่ลูกค้าไม่อาจปฏิเสธได้จากการใช้บริการของธนาคารพาณิชย์

ท่ามกลางวิกฤติการเงินเมื่อปี 2540 สถาบันการเงินของไทยก็ประสบถูกปิดกิจการหลายแห่ง บางแห่งต้องขอรับความช่วยเหลือจากทางการที่ใช้เงินภาษีของประชาชนเข้าไปโอบอุ้มสถาบันการเงินที่ประสบปัญหา

ปลายปี 2551 ที่เกิดวิกฤติการเงินทั่วโลกอีกครั้งสถาบันการเงินของไทยต่างระมัดระวังในเรื่องสินเชื่อเป็นอย่างมาก เมื่อแบงก์เข้มงวดในเรื่องการปล่อยสินเชื่อ ขณะที่เศรษฐกิจโดยรวมของประเทศกำลังย่ำแย่จากผลกระทบของวิกฤติการเงินโลก เนื่องจากทุกธุรกิจต่างต้องอาศัยเม็ดเงินหมุนเวียนเพื่อนำมาประคองสถานะของบริษัทเพื่อให้ผ่านพ้นสถานการณ์ในช่วงนี้ไปให้ได้

เมื่อแบงก์ไม่ยอมปล่อยสินเชื่อ ธุรกิจหลายแห่งย่อมประสบปัญหา ขณะที่รัฐบาลที่มีธนาคารพาณิชย์อยู่ในมือ เช่น ธนาคารกรุงไทยกลับไม่สามารถดำเนินการใด ๆ เพื่อช่วยเหลือภาคธุรกิจเหล่านี้ได้ เนื่องจากคณะกรรมการของธนาคารยังเป็นคนของกลุ่มอำนาจเดิม และตัวรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเองก็ไม่สามารถดำเนินการเพื่อให้แบงก์กรุงไทยเป็นตัวนำในการช่วยแก้ปัญหาเศรษฐกิจของประเทศได้

แบงก์กรุงเทพผู้นำตัวจริง

แต่จากหลายเหตุการณ์ที่ผ่านเรากลับได้เห็นบทบาทของธนาคารพาณิชย์เอกชน ซึ่งเป็นธนาคารที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทยอย่างธนาคารกรุงเทพ ได้แสดงบทบาทความเป็นผู้นำที่จะมีส่วนช่วยเหลือให้เศรษฐกิจของประเทศฝ่าวิกฤติในสถานการณ์เช่นนี้ไปได้ ขณะที่ธนาคารพาณิชย์อื่นกลับเลือกที่จะเมินเฉย

เริ่มตั้งแต่โครงการเช็คช่วยชาติสำหรับผู้ประกันตนที่อยู่ในระบบประกันสังคมและบุคลากรภาครัฐ ได้แก่ ข้าราชการ ลูกจ้าง กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และเจ้าหน้าที่ของรัฐอื่น ๆ ที่มีรายได้ ต่ำกว่า 15,000 บาทต่อเดือน จำนวนกว่า 9 ล้านคนทั่วประเทศ โดยมีเพียงธนาคารกรุงเทพที่ยื่นข้อเสนอคิดค่าบริการออกเช็คฉบับละ 2 บาทและมีความพร้อมในการออกเช็คให้ตามที่รัฐบาลต้องการ

ขณะที่ธนาคารของรัฐอย่างกรุงไทยกลับคิดค่าบริการฉบับละ 5 บาทและดำเนินการได้เพียง 1 ล้านฉบับ ทั้ง ๆ ที่เป็นธนาคารพาณิชย์ของรัฐแต่กลับคิดค่าบริการแพงกว่าธนาคารพาณิชย์ของเอกชน สะท้อนถึงปัญหาในการใช้กลไกของธนาคารพาณิชย์รัฐที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังไม่สามารถเข้าไปใช้ธนาคารพาณิชย์แห่งนี้ให้เป็นประโยชน์กับมาตรการในการกระตุ้นเศรษฐกิจได้

นำร่องลดดอกเบี้ยกู้

ถัดมาเป็นเหตุการณ์ต่อเนื่องจากการที่ธนาคารแห่งประเทศไทยพยายามกดดันให้ธนาคารพาณิชย์ปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลง โดยไม่ปรับลดดอกเบี้ยเงินฝากลง แต่ธนาคารพาณิชย์แสดงท่าทีปฏิเสธที่ปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลง หลังจากนั้นคณะกรรมการนโยบายการเงินได้มีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.25% เมื่อ 20 พฤษภาคม 2552

อาการไม่ตอบสนองต่อท่าทีของธนาคารแห่งประเทศไทยที่ต้องการเห็นดอกเบี้ยเงินกู้ลดลงของแบงก์พาณิชย์ทำท่าจะยืดยื้อต่อไป โดยไม่สนใจต่อแรงกดดันของประชาชน จนในที่สุดธนาคารกรุงเทพเป็นแบงก์แรกที่ตัดสินใจปรับลดดอกเบี้ยเงินกู้ลง 0.125% จนดอกเบี้ยเงินกู้ลูกค้ารายใหญ่ชั้นดี(MLR)ลงมาเหลือ 5.875% มีผลในวันที่ 21 พฤษภาคม จากนั้นธนาคารพาณิชย์อื่น ๆ ก็ปรับลดดอกเบี้ยเงินกู้ลงเหมือ 5.85% มีผล 25 พฤษภาคม 2552

แม้ว่าดอกเบี้ยเงินกู้ MLR ของธนาคารกรุงเทพจะสูงกว่าแบงก์กรุงไทย กสิกรไทยและไทยพาณิชย์ แต่นั่นไม่ใช่ประเด็นเพราะแบงก์กรุงเทพถือเป็นแบงก์แรกที่ประกาศลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้โดยไม่ปรับลดดอกเบี้ยเงินฝาก

จากนั้น 28 พฤษภาคมธนาคารกรุงเทพได้ประกาศลดอัตราดอกเบี้ยบัตรเครดิตจากระดับ 20% ลงมาเหลือ 18% แม้จะยังไม่มีผลทันทีเนื่องจากจะเริ่มใช้อัตราดอกเบี้ยดังกล่าวในวันที่ 1 กรกฎาคม 2552 ทำให้บัตรเครดิตของธนาคารกรุงเทพคิดอัตราดอกเบี้ยต่ำที่สุดในประเทศ ขณะที่ผู้ประกอบการรายอื่นยังคงรอดูท่าทีอยู่

ได้เกินคุ้ม

แหล่งข่าวจากวงการการเงินกล่าวว่า ทั้ง 3 เหตุการณ์ที่ธนาคารกรุงเทพได้ดำเนินการไปนั้น ถือว่าเป็นอีกหนึ่งตัวช่วยที่จะทำให้เศรษฐกิจของประเทศไทยฟื้นตัวได้ง่ายขึ้น และยังถือเป็นอีกหนึ่งวิธีในการสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับองค์กร

กรณีของเช็คช่วยชาตินั้นลองดูให้ดูว่าแม้ว่าธนาคารจะได้ค่าใช้จ่ายในการออกเช็ค 2 บาทต่อฉบับหรือมีรายได้ราว 18 ล้านบาท อาจจะดูไม่คุ้มค่านักในทางธุรกิจ แต่ในอีกมิติหนึ่งจะเห็นได้ว่าในวันที่มีการแจกเช็คช่วยชาตินั้น ธนาคารกรุงเทพได้แสดงศักยภาพความพร้อมในการให้บริการทุกด้าน แถมสื่อทุกแขนงยังกล่าวถึงแบงก์กรุงเทพตลอดเวลา หากคิดว่านี่คืออีกหนึ่งในแนวทางการทำประชาสัมพันธ์แล้วถือว่าได้ผลคุ้มเกินคุ้ม

“ถามว่าต้องใช้เงินอีกกี่สิบล้านเพื่อจะแสดงถึงความพร้อมของธนาคารและโฆษณาชื่อของธนาคารได้นานอย่างต่อเนื่องอย่างนี้ นี่คือเรื่องของวิธีคิดในการทำงาน เพราะแค่ค่าให้บริการเรื่องเช็คเพียงอย่างเดียวย่อมไม่คุ้มค่านัก เห็นได้จากแบงก์อื่น ๆ พยายามหลีกเลี่ยงในเรื่องนี้”

ประการต่อมาการเลือกที่จะเป็นแบงก์แรกที่นำร่องลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้(MLR) ลงเป็นรายแรก แม้ว่าจะไม่ได้ปรับลดลงมากมาย แต่อย่างน้อยก็เป็นการกระตุ้นให้ธนาคารอื่น ๆ ปรับดอกเบี้ยลงตาม ซึ่งถือว่าเป็นผลดีต่อระบบแม้ว่าจะไม่ได้ช่วยให้เศรษฐกิจเดินหน้าเหมือนกับการดำเนินการปล่อยกู้ตามปกติก็ตาม

นี่คือหลักโดยทั่วไปของระบบธนาคาร หากมีแบงก์ขนาดไม่เล็กรายใดรายหนึ่งขยับก่อนแบงก์อื่น ๆ ก็ต้องปรับตัวตาม ไม่เช่นนั้นจะทำให้เกิดการไหลของลูกค้า ซึ่งตรงนี้ทางรัฐมนตรีว่าการกระทรวงน่าจะมองในเรื่องนี้ออก และควรจะต้องหาวิธีให้แบงก์ของรัฐดำเนินการปล่อยกู้เพื่อเป็นการนำร่องแบงก์อื่น ๆ ไม่ใช่ฝากความหวังไว้กับธนาคารกรุงเทพเพียงอย่างเดียว

การลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลงเป็นรายแรกนั้น ในแง่ของรายได้นั้นคงไม่ได้ลดลงไปมากนัก แต่อย่างน้อยจะเป็นการช่วยให้ลูกหนี้ของธนาคารมีความสามารถในการชำระหนี้ได้ดีขึ้น ช่วยลดหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ไปในตัว ที่สำคัญคนในสังคมย่อมมองธนาคารแห่งนี้เป็นธนาคารที่ดีมีคุณธรรม ซึ่งที่ผ่านมาธนาคารกรุงเทพภาพพจน์ก็ไม่ได้มีเรื่องอะไรที่เสียหาย ถือเป็นการต่อยอดในการสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับธนาคารอีกทางหนึ่ง

ที่สำคัญคือการชิงลดอัตราดอกเบี้ยบัตรเครดิตลงก่อนที่จะมีการร้องขอจากต่างการ ซึ่งก่อนหน้านี้ทางผู้บริโภคเคยออกมาเรียกร้องให้ผู้ประกอบการบัตรเครดิตลดอัตราดอกเบี้ยลง หลังจากที่เคยปรับขึ้นจาก 18% เป็น 20% ถือว่าได้ใจผู้ที่เป็นหนี้บัตรเครดิตและผู้ถือบัตรเครดิตได้ไม่น้อย

หลักการลดอัตราดอกเบี้ยบัตรเครดิตนั้นก็ไม่แตกต่างกับการลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ ที่จะทำให้แบ่งเบาภาระของลูกหนี้ ลดการเป็นหนี้เสียลงได้

การที่ธนาคารกรุงเทพตัดสินใจอย่างนี้ถือว่าคุ้มค่ามาก หากประเมินในแง่ของการสร้างภาพลักษณ์ให้กับองค์กรที่ไม่ต้องใช้เงินเพื่อทำการประชาสัมพันธ์ แม้ว่าถูกมองว่าสูญเสียรายได้จากการที่ลดอัตราดอกเบี้ยลง แต่ท้ายที่สุดแล้วธนาคารพาณิชย์อื่น ๆ ก็ต้องปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงเช่นกันน   




 








upcoming issue

จากโต๊ะบรรณาธิการ
past issue
reader's guide


 



home | today's news | magazine | columnist | photo galleries | book & idea
resources | correspondent | advertise with us | contact us

Creative Commons License
ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย