Search Resources
 
Login เข้าระบบ
สมัครสมาชิกฟรี
ลืมรหัสผ่าน
 
  homenewsmagazinecolumnistbooks & ideaphoto galleriesresources50 managermanager 100join us  
 
 










 
ASTV ผู้จัดการรายสัปดาห์22 มิถุนายน 2552
K-Pop ผงาด เกาหลีพันธุ์แรงแซง J-POP      

 


   
search resources

Entertainment and Leisure




- ถอดรหัสปรากฏการณ์ความดัง ดงบังชินกิ ถึง วันเดอร์เกิร์ล
-ไทยแลนด์ ตลาดบริโภคอันดับ 1 K-Pop
-สินค้าอยากโตแบบแรงและเร็วต้องพึ่งยาบันเทิงสายพันธุ์เกาหลี

กองทัพวัฒนธรรมเกาหลีที่หลั่งไหลออกจากแดนกิมจิ เคยสร้างกระแสในประเทศต่างๆ ทั่วทั้งเอเชีย ทั้งภาพยนตร์ ละคร และเพลง ตลอดทศวรรษที่ผ่านมา แต่ดูเหมือนว่าจะเริ่มซบเซาลงในเวลาไม่นาน โดยเฉพาะในประเทศไทย ภาพยนตร์ที่ยังไม่มีเรื่องใดทำรายได้สูงกว่าภาพยนตร์ยุคบุกเบิกอย่าง My Sassy Girl ละครซีรีส์โทรทัศน์ แดจังกึม คือความนิยมสูงสุดที่ยากจะหาซีรีส์เกาหลีเรื่องใดทำได้อีก คงเหลือแต่เพลงที่ยังคงได้รับความนิยมอยู่เฉพาะในกลุ่มวัยรุ่น จวบจนกระทั่งเสียงเพลง Nobody จากวงเกิร์ล แบนด์ วันเดอร์เกิร์ล ถูกเผยแพร่ กระแส K-Pop ที่ดูเหมือนจะจางหาย ก็กลับคึกคักขึ้นอีกครั้ง

'Nobody น่าจะเป็นเพลงเกาหลีที่ดังที่สุดในประเทศไทย นับตั้งแต่คนไทยฟังเพลงเกาหลี ยอดดาวน์โหลดทำสถิติสร้างรายได้สูงที่สุดนับตั้งแต่เคยมีมา' สุรชัย เสนศรี กรรมการผู้จัดการ หน่วยธุรกิจจีเอ็มเอ็ม อินเตอร์เนชั่นแนล บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ผู้บริหารลิขสิทธิ์เพลงเกาหลีรายใหญ่ที่สุดในประเทศไทย กล่าว

พลิกปูมกำเนิดศิลปิน K-Pop วิกฤตสร้างโอกาสแจ้งเกิด

จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ ถือเป็นค่ายเพลงในเมืองไทยรายแรกที่สนใจเปิดตลาดเพลงเกาหลีในไทยอย่างจริงจัง ย้อนกลับไปเมื่อราว 5-6 ปีก่อน โดยร่วมมือกับค่ายเพลงอิสระรายใหญ่ในเกาหลี JYP Entertainment นำผลงานเพลงจากศิลปินเกาหลี อาทิ Baby V.O.X. และเรน เข้ามาสู่เมืองไทย จนถึงวันนี้ จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ ถือเป็นผู้บริหารสิทธิ์ศิลปินเกาหลีรายใหญ่ ที่มีศิลปินในสังกัดทั้ง วันเดอร์เกิร์ล, ดงบังชินกิ, ซูเปอร์จูเนียร์, เกิร์ล เจเนอเรชั่น และบิ๊กแบงก์ ฯลฯ

สุรชัย กล่าวถึงจุดที่ทำให้เพลงเกาหลีสามารถเข้าถึงผู้ฟังได้ทั่วทั้งเอเชีย เกิดขึ้นเมื่อสิบปีก่อน เมื่อสถานการณ์ของวงการเพลงทั่วโลกอยู่ในภาวะวิกฤตจากปัญหาการละเมิดลิขสิทธิ์บนอินเทอร์เน็ต ทำเอาค่ายเพลงเกาหลีในยุคนั้น ที่ตลาดเพลงภายในประเทศส่วนใหญ่เป็นเพลงฟังสบาย ภาษาเกาหลี ต้องล้มครืน เพราะถูกก๊อบปี้

ในช่วงเวลาเดียวกัน กลุ่มคนเกาหลีรุ่นใหม่ที่ออกไปศึกษาเล่าเรียนนอกประเทศ เรียนรู้ศาสตร์ด้านเพลงจากฝั่งตะวันตก ทั้งยุโรป และอเมริกา ก่อนกลับสู่ประเทศ ทำเพลงในสไตล์ตะวันตก ต้องพบว่าไม่มีตลาดภายในประเทศรองรับ จึงต้องหันหน้าออกมาทำตลาดต่างประเทศตามหลังหนังและละครที่ไปก่อนหน้า

โลคัลพาร์ตเนอร์ ตัวสร้างความสำเร็จ ชี้ตลาดใหญ่มีแค่ญี่ปุ่น-ไทย

อย่างไรก็ตาม การขยายตลาดศิลปิน K-Pop ออกสู่ตลาดนอกประเทศนั้น ไม่ใช่ว่าจะประสบความสำเร็จไปทุกที่ เพลง Nobody ในมาเลเซีย หรือสิงคโปร์ ก็ถือเป็นเพลงฮิตทั่วไปเพลงหนึ่ง ที่คนในประเทศนั้นไม่ได้ฮือฮาเหมือนในเมืองไทย รวมไปถึงศิลปินบอยแบนด์ที่วัยรุ่นไทยคลั่งไคล้ ก็น่าจะเห็นได้เพียงที่นี่เท่านั้น

สุรชัย กล่าวว่า ความโด่งดังของ K-Pop ในแต่ละประเทศนั้น อยู่ที่โลคัลพาร์ตเนอร์ในประเทศนั้นๆ ว่าจะให้ความสำคัญกับการทำตลาดมากน้อยเพียงใด ซึ่งในส่วนของประเทศไทย จีเอ็มเอ็ม อินเตอร์เนชั่นแนล ให้ความสำคัญอย่างเต็มที่ ขณะที่ในสิงคโปร์ และมาเลเซีย วอร์เนอร์ มิวสิค เป็นผู้ถือลิขสิทธิ์ใหญ่ ซึ่งการที่เพิ่งร่วมธุรกิจกับค่ายอีเอ็มไอ ทำให้เกิดพอร์ตศิลปินเพิ่มขึ้นจำนวนมาก ทำให้การโฟกัสตลาดนี้จึงลดลง ด้านอินโดนีเซีย ผู้ถือสิทธิ์เพลงเกาหลี เป็นค่ายอินดี้ที่เล็กมาก ส่วนในฟิลิปปินส์ แม้จะได้ค่ายเพลงใหญ่เป็นผู้ถือสิทธิ์ แต่ก็ไม่ได้สนใจทำตลาด ฮ่องกง และไต้หวัน ก็ถือเป็นตลาดที่ไม่คึกคัก และมีการแข่งขันรุนแรง ทำให้วันนี้ K-Pop เหลือเพียงตลาดในประเทศ ตลาดประเทศไทย และตลาดในประเทศญี่ปุ่น ซึ่งมีขนาดใหญ่มหึมาเป็นอันดับ 2 ของโลก มีมูลค่า 5,000 ล้านเหรียญสหรัฐต่อปี แต่ก็ยากที่จะสร้างความสำเร็จได้

'ตลาดสำคัญที่ค่ายเพลงเกาหลีมองอยู่คือ ญี่ปุ่น มูลค่ามหาศาลที่รองเพียงสหรัฐอเมริกา ยั่วยวนให้ทุกค่ายพยายามส่งศิลปินเข้าไป แต่ด้วยการลงทุนที่สูง และความเสี่ยงสูง ทำให้มีศิลปินเกาหลีหลุดรอดเข้าไปได้ไม่กี่ราย ส่วนที่เหลือ ที่เข้าไปไม่ได้ หรือรอโอกาสจะเข้าไป นอกจากทำตลาดในประเทศแล้ว เมืองไทยก็เป็นอีกตลาดที่มีมูลค่าไม่เป็นรองเกาหลี จึงทำให้เราเห็นศิลปินเกาหลีเข้ามารับงานในเมืองไทยอยู่เสมอ'

การสร้างความสำเร็จของ K-Pop ในเมืองไทย สุรชัย กล่าวว่า เป็นความร่วมมือกันระหว่างค่ายเพลงเกาหลี และจีเอ็มเอ็ม อินเตอร์เนชั่นแนล เพราะปัจจัยที่จะทำให้ศิลปินเกิด และได้รับความนิยมนั้น นอกเหนือจากผลงานเพลงเกาหลีที่ได้รับการยอมรับว่ามีคุณภาพเทียบเท่ากับเพลงตะวันตกแล้ว ในด้านการสนับสนุน ที่จะสร้างให้ศิลปินคนนั้น หรือวงนั้นเป็นที่รู้จักมากขึ้น เช่น การมีผลงานภาพยนตร์ หรือละครมาเสนอ ได้รับความร่วมมือจากศิลปินเดินทางเข้ามาจัดกิจกรรมอย่างสม่ำเสมอ อาจเป็นการจัดอีเวนต์ การแสดงคอนเสิร์ต หรือการเป็นพรีเซนเตอร์ ก็จะทำให้ศิลปินกลุ่มนั้นได้รับความนิยมเพิ่มมากขึ้น เช่นที่จีเอ็มเอ็ม อินเตอร์ฯ ทำตลาดให้เกิดการจัดคอนเสิร์ตของศิลปินเกาหลีอย่างต่อเนื่อง เช่น การแสดงของศิลปินค่าย SM Entertainment หรือการแสดงคอนเสิร์ตครั้งแรกของวันเดอร์เกิร์ล การเป็นพรีเซนเตอร์สินค้าในประเทศไทยของซูเปอร์จูเนียร์ ดงบังชินกิ

อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จในวันนี้ของ K-Pop จะยืนยาวต่อเนื่องเพียงใด คงต้องดูที่ค่ายเพลงเกาหลีจะสามารถสร้างศิลปินรุ่นใหม่ๆ ขึ้นมาได้ดีเพียงใด จากอดีตที่เคยเห็นความล้มเหลวของเพลงจากไต้หวัน ที่เคยโด่งดังสุดขีดกับกลุ่ม F4 แต่ไม่นาน เมื่อหาศิลปินรุ่นต่อมาที่จะเข้ามาสนับสนุนได้ทัน กระแสไต้หวันก็จางลงจนถูกกระแสเกาหลีเข้ามาแทนที่

'ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นจากวันเดอร์เกิร์ล กับเพลง Nobody แสดงให้เห็นว่า หากเพลงดี ทำนองเพลง ดนตรีดี ภาษาไม่ใช่เรื่องสำคัญอีกต่อไป การออกแบบหีบห่อ ตกแต่งแพกเกจให้มีความน่าสนใจ รวมถึงมีการทำตลาดอย่างจริงจัง และทางเกาหลีก็มีวงดนตรีรุ่นใหม่ๆ เกิดขึ้น เหมือนเช่นที่ JYP มีวงเกิร์ล เจเนอเรชั่น ตามวันเดอร์เกิร์ลมา ก็คาดว่า ตลาดเพลง K-Pop จะสามารถเติบโตได้ต่อไปอีกราว 3-5 ปีเป็นอย่างน้อย' สุรชัย กล่าว

ชี้ J-Pop ในไทยเป็นได้แค่นิช ศิลปินยุ่นเมินตลาดนอก จิ๊บจ๊อย

สุรชัย กล่าวถึงตลาดเพลงคู่แข่ง K-Pop ตัวสำคัญ นั่นคือ J-Pop ที่ดูจะคุ้นเคยกับคนไทยมาเป็นเวลานานว่า คงเป็นตลาดที่ทำได้เพียงการขายอัลบัมให้กับแฟนเพลงที่ชื่นชอบเท่านั้น แต่คงไม่สามารถจะพัฒนาตลาดให้ใหญ่เท่ากับ K-Pop ได้ เนื่องจากฟากค่ายเพลงญี่ปุ่นไม่เคยสนใจทำตลาดนอกประเทศ นอกเหนือจากสหรัฐอเมริกา

ตลาดเพลงญี่ปุ่นเป็นรองเพียงสหรัฐอเมริกา มีมูลค่า 5,000 ล้านเหรียญสหรัฐต่อปี มียอดขายแผ่นซีดี 300 ล้านหน่วยต่อปี และแม้ตลาดแผ่นจะถูกดิจิตอลรุกราน แต่การเติบโตของตลาดดิจิตอลก็เป็นไปได้ด้วยดี มูลค่าการดาวน์โหลดเพลง 4 เหรียญสหรัฐต่อ 1 เพลง ซึ่งถือว่าสูงมาก แต่ก็ได้รับความนิยมทั่วทั้งประเทศ หากเทียบกับตลาดเพลงในเมืองไทย ราว 70 ล้านเหรียญต่อปี ก็เป็นคำตอบได้ว่าเหตุใดตลาด J-Pop จึงไม่เติบโตในเมืองไทย

'ตลาดของเขา 120,000 -130,000 ล้านเหรียญ เทียบกับทั้งเอเชีย 200-300 ล้านเหรียญ มาแล้วจะได้อะไร เงินก็ไม่ได้ แม้จีเอ็มเอ็ม อินเตอร์เนชั่นแนล เป็นพันธมิตรกับค่ายเพลงอิสระที่ใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่น AVEX Group มานาน แต่ก็ยังไม่สามารถนำศิลปินในสังกัดอย่าง Kudi Kumi หรือ Ayumi Hamasaki เข้ามาจัดกิจกรรมในเมืองไทยได้ คำถามของเขาคือ เราจะขายบัตรราคาเท่าไหร่ เขาขอตั๋วเครื่องบินชั้นบิสซิเนส คลาส 25 ที่ปิดห้องสวีตโรงแรมใหญ่กี่ห้อง เราจะเอาเงินที่ไหนไปทำ แค่นี้ก็จบแล้ว วันนี้ตลาดเพลงญี่ปุ่นในเมืองไทยจึงตกลงไปมาก ทาง จีเอ็มเอ็ม อินเตอร์เนชั่นแนล อยากจะดึงขึ้นมา ก็มาเจอเงื่อนไขทางธุรกิจที่ยากเกินกว่าจะทำให้ธุรกิจเกิดได้' สุรชัย กล่าว

บอยแบนด์ K-POP ยาขนานเอกของยามาฮ่า

จักรยานยนต์ยามาฮ่า เป็นแบรนด์ที่เกาะติดกระแสความโด่งดังของศิลปิน K-POP มาโดยตลอด อาจพูดได้ว่าเป็นแบรนด์ที่บุกเบิกการใช้ศิลปิน บอยแบนด์จากเกาหลีใต้ มาเป็นพรีเซนเตอร์กับตัวสินค้า จินตนา อุดมทรัพย์ ผู้จัดการใหญ่ด้านการค้า บริษัท ไทยยามาฮ่า มอเตอร์ บอกว่า ก่อนที่จะเข้ามาถึงจุดนี้ เราก็ต้องคิดกันอย่างหนัก เพราะยามาฮ่าเป็นแบรนด์จากญี่ปุ่น การหันมาใช้ศิลปิน K-POP เป็นพรีเซนเตอร์จะขัดกับความรู้สึกของผู้บริโภคหรือไม่

แต่ผลที่ออกมาก็แสดงให้ชัดว่า ผู้บริโภคกลุ่มวัยรุ่นเมืองไทยไม่มองไปถึงจุดนั้น กระแสความนิยมจากทั้งตัวศิลปิน K-POP และตัวผลิตภัณฑ์จากแบรนด์ยามาฮ่าไปกันได้ดี และเพิ่มสูงมากขึ้น

อันที่จริงเป้าหมายของยามาฮ่า ไม่ได้อยู่ที่ว่าจะเป็น K-POP หรือ J-POP เป้าหมายของยามาฮ่า คือ อะไรที่กลุ่มลูกค้า หรือกลุ่มเป้าหมายของเราชื่นชอบ เราพยายามตอบสนองความต้องการของเขา ช่วงเวลานี้คงต้องบอกว่าเป็นของ K-POP จริง นั่นเพราะกระแสความแรงของทั้งหนังเกาหลี ละครเกาหลี รวมถึงดารานักร้องของศิลปินเกาหลี เป็นที่ชื่นชอบของวัยรุ่นไทย และกลุ่มวัยรุ่นก็เป็นกลุ่มเป้าหมายหลักของ ยามาฮ่า ในตลาดรถจักรยานยนต์เมืองไทย

ชื่อของยามาฮ่า เริ่มดังเป็นพลุแตกอีกครั้งหลังจากดึงศิลปินบอยแบนด์เกาหลี ยอดนิยมอย่าง ดงบังชินกิ หรือที่เรียกในหมู่วัยรุ่นว่า เทพเจ้าแห่งตะวันออก ทุกครั้งที่มีการจัดกิจกรรม ไม่ว่าจะเป็นโชว์ตัวในงานโรดโชว์ หรือคอนเสิร์ต กลุ่มวัยรุ่นที่ชื่นชอบจะตามไปให้กำลังใจ ทำให้ทุกกิจกรรมที่จัดกันขึ้น มีผู้คนเข้าร่วมงานอย่างล้นหลาม

อันที่จริงก่อนหน้านี้ ยามาฮ่า เคยใช้ศิลปินนักร้องจากไต้หวัน อย่าง F4 มาเป็นพรีเซนเตอร์ในการปรับเปลี่ยนกลยุทธ์แบรนด์ครั้งใหญ่ ซึ่งในจังหวะนั้น F4 กำลังได้รับความนิยมสูงในหมู่วัยรุ่นเมืองไทย ทั้งงานแสดงจากภาพยนตร์ หรือละคร เช่นกัน แบรนด์ยามาฮ่า สามารถพลิกสถานการณ์ทั้งยอดขาย และการจดจำแบรนด์ของกลุ่มเป้าหมาย ต้องถือว่า การที่ยามาฮ่าสามารถกลับขึ้นมาอยู่ในตำแหน่งแบรนด์เบอร์ 2 ของตลาดในวันนี้ แคมเปญสวิตช์ที่ใช้ F4 เป็นพรีเซนเตอร์ มีส่วนสำคัญอย่างมาก

ย้อนกลับมาที่ ดงบังชินกิ จากเกาหลี การโชว์ตัวและทัวร์คอนเสิร์ตในประเทศไทยแบบถี่ยิบ นอกจากบรรดาแฟนคลับที่คอยให้การต้อนรับ และตอบรับแบบถล่มทายแล้ว ปรากฏการณ์ความนิยมทำให้สื่อต่างๆ ให้ความสนใจ ทำให้แบรนด์ยามาฮ่า ติดตามกลุ่มศิลปินโดยตลอด และสร้างการจดจำในวงกว้าง

ในมุมมองของยามาฮ่านั้น อันที่จริง การสร้างการรับรู้ต่อผลิตภัณฑ์ และแบรนด์นั้น ไม่เกี่ยงว่าจะต้องเป็น K-POP หรือ J-POP เพราะอะไรก็ตามที่อยู่ในความสนใจของลูกค้ากลุ่มเป้าหมาย นั่นหมายถึงวัยรุ่นทั่วเมืองไทย ยามาฮ่า ก็จะสนองความต้องการของลูกค้า

แต่สำหรับ K-POP นั้น จินตนา บอกว่า ถึงตอนนี้ยังเป็นกระแสที่ได้รับความนิยมสูง และคาดว่าจะเป็นเช่นนี้อีกพักใหญ่ เพราะกระแสตอบรับ K-POP นั้น มีปัจจัยสนับสนุนทั้งในเรื่องภาพยนตร์ ละคร และศิลปินเพลง ซึ่งหากยังมีสิ่งเหล่านี้ออกมา กระแสความนิยมดังกล่าวก็ยังมีอยู่ต่อเนื่อง

ขณะที่ J-POP นั้น เนื่องจากประเทศญี่ปุ่นเป็นตลาดความบันเทิงที่ใหญ่มาก เพราะฉะนั้น ดารา หรือศิลปิน จึงต้องผลิตผลงานเพื่อป้อนตลาดในประเทศเป็นหลัก และดูเหมือนจะยังไม่เพียงพอกับความต้องการของตลาด ทำให้กระแส J-POP ในเรื่องดารา ศิลปินเพลง จึงหลุดออกนอกประเทศไม่มากนัก

สำหรับบอยแบนด์ ซูเปอร์จูเนียร์ จากเกาหลี ซึ่งเป็นพรีเซนเตอร์กลุ่ม ให้กับผลิตภัณฑ์ จักรยานยนต์ยามาฮ่า ฟีโน่ นั้น คาดว่าจะช่วยผลักดันยอดขายให้กับยามาฮ่า โดยตั้งเป้าหมายให้รถรุ่นนี้ทำยอดขายเป็นอันดับ 1 ของเซกเมนต์รถจักรยานยนต์เอที

ทเวลฟ์ พลัสชูศิลปินเกาหลี ปั๊มยอดขาย สร้างแบรนด์ลอยัลตี้

ทเวลฟ์ พลัส นับว่าเป็นอีกแบรนด์หนึ่งที่มีความชัดเจนและต่อเนื่องในการใช้พรีเซนเตอร์จากแดนโสม โดยมีนักร้องบอยแบนด์กลุ่ม 'ซูเปอร์จูเนียร์' ทำหน้าที่เป็นพรีเซนเตอร์กระชากเรตติ้งจากสาวๆ บ้านเราที่เป็นสาวกมานานกว่า 2 ปี โดยมีเป้าหมายเพื่อเรียกความสนใจและสร้างความภักดีต่อแบรนด์ ซึ่งที่ผ่านมาสินค้าวัยรุ่นจะต้องมีการปรับเปลี่ยนตนเองตลอดเวลา เช่น บรรจุภัณฑ์ นวัตกรรม พรีเซนเตอร์ เพราะวัยรุ่นเป็นกลุ่มลูกค้าที่ไม่ค่อยมีความภักดีต่อแบรนด์เมื่อเทียบกับผู้บริโภควัยอื่น

'ลูกค้าวัยรุ่นอายุ 12-18 ปี มักจะเปลี่ยนแบรนด์ใหม่เฉลี่ย 6 เดือนต่อ 1 ครั้ง ดังนั้นสินค้าจึงต้องมีการปรับตัวตลอดเวลา เพื่อให้แบรนด์ตนเองอยู่ในกระแสและเข้ากับกลุ่มเป้าหมายได้' วิเชียร สันติมหกุลเลิศ ผู้อำนวยการตลาด บริษัท โอสถสภา จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์แบรนด์ทเวลฟ์ พลัส กล่าวในงานเปิดตัว ชอย ซี วอน เป็นพรีเซนเตอร์ รอบ 2 ให้กับแบรนด์ทเวลฟ์ พลัส กลุ่มโรลออน คู่กับศิลปินโฟร์-มด เมื่อ 2 ปีก่อน

สำหรับการนำศิลปินเกาหลีมาเป็นพรีเซนเตอร์นั้น วิเชียร อธิบายว่า แบรนด์ ทเวลฟ์ พลัส กำลังเดินกลยุทธ์ 'Idol Advertising Strategies' เพื่อดึงดูดกลุ่มวัยรุ่นให้เข้ามาสนใจและเลือกใช้แบรนด์ 12 พลัส ที่สำคัญเพื่อรักษาอิมเมจให้ ทเวลฟ์ พลัส เป็นแบรนด์สำหรับวัยทีนไปตลอดกาล ซึ่งกลยุทธ์ดังกล่าวเริ่มมาได้ราว 2 ปีแล้ว โดย ชอย ซี วอน ยังถูกมอบหมายให้เป็นแม่เหล็กตัวหลักจากแดนโสม ขณะที่เพื่อนร่วมวงซูเปอร์จูเนียร์ จะทยอยมาร่วมสร้างสีสันในแต่ละไลน์โปรดักส์ของทเวลฟ์ พลัส

ทั้งนี้ แป้งเย็นทเวลฟ์ พลัส เป็นสินค้าตัวแรกที่ถูกเลือกให้นำร่องกลยุทธ์ดังกล่าว จากความแรงและความสดของตัวพรีเซนเตอร์ในตอนนั้น ส่งผลให้ตัวเลขส่วนแบ่งของทเวลฟ์ พลัส ขยับขึ้นถึง 3% จากเดิมที่มีส่วนแบ่งประมาณ 19% จากตลาดรวมแป้งเย็น ทั้งที่เริ่มเปิดตัวพรีเซนเตอร์และลอนช์ภาพยนตร์โฆษณาได้เพียง 3-4 เดือน จากนั้นไม่นาน กลยุทธ์ดังกล่าวก็ถูกนำไปใช้กับสินค้ากลุ่มอื่นในแบรนด์ทเวลฟ์ พลัส เช่น โรลออน โคโลญจน์

น่าสนใจว่า แม้ทางค่ายโอสถสภาฯ จะเลือกใช้ศิลปินกลุ่มเดิมเป็นพรีเซนเตอร์มาต่อเนื่อง 2 ปี แต่จะสังเกตได้ว่า 'ซูเปอร์จูเนียร์' ยังสามารถเรียกเสียงกรี๊ดจากสาววัยใสบ้านเราได้ตลอดเวลา ต่างจากพรีเซนเตอร์ฝ่ายหญิงที่ต้องมีการปรับเปลี่ยนไปตามสินค้า ที่เป็นเช่นนี้ ผู้อำนวยการตลาดค่ายโอสถสภาฯ บอกว่า เพื่อให้พรีเซนเตอร์ผู้หญิงช่วยสร้างความแตกต่างและป้องกันการสับสนในแต่ละกลุ่มสินค้า ต่างจากศิลปินซูเปอร์จูเนียร์ที่ทำหน้าที่เป็นแม่เหล็กดึงดูด เพราะจากการสำรวจวัยรุ่นอายุ 12 ปีขึ้นไป พบว่า ศิลปินที่อยู่ในกระแสและมีอิทธิพลต่อวัยรุ่นในยุคนี้ คือ ศิลปินจากประเทศเกาหลี และกลุ่มบอยแบนด์ที่อยู่ในใจอันดับ 1 ก็หนีไม่พ้นบอยแบนด์ซูเปอร์จูเนียร์ ที่ประกอบด้วย นักร้องชาย 13 คน

ล่าสุด เป็นความต่อเนื่องของการใช้กระแส K-POP ด้วยการนำศิลปินวงซูเปอร์จูเนียร์มาใช้อีกครั้ง ในสินค้ากลุ่มดิโอโดแรนต์ประเภทสติ๊ก ที่ครั้งนี้นำมาให้สาวๆ บ้านเราได้ตื่นเต้นถึง 4 คน คือ ชอย ซีวอน, คิม รยออุค, ฮันคยอง, โจ คยูฮยอน ซึ่งแน่นอนว่า ทเวลฟ์ พลัส หวังอาศัยความแรงของ 4 หนุ่มจากแดนโสมมากระชากใจสาววัย 12 ปีขึ้นไปอีกครั้ง และเมื่อมาผนึกความแรงกับสาวฮอตอย่าง อั้ม-พัชราภา ไชยเชื้อ ที่เป็นไอดอลของสาวๆ วัยใสในยุคนี้เช่นกัน ทำให้ผู้บริหารค่ายนี้มั่นใจว่าสินค้ากลุ่มมินิ สติ๊กที่เปิดตัวด้วยนวัตกรรมใหม่ สูตรนาโนกับคอลลาเจน จะสามารถคว้าส่วนแบ่งได้มากกว่า 20% จากตลาดรวมสติ๊ก มูลค่า 461 ล้านบาท ขึ้นเป็นเบอร์ 2 แทนแบรนด์วีไวต์ภายในสิ้นปีนี้

อย่างไรก็ตาม กลยุทธ์ดังกล่าวและการใช้ความแรงจากศิลปินซูเปอร์จูเนียร์จะยังดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง เพราะแว่วมาว่าในสิ้นปีนี้ทางทเวลฟ์ พลัสเตรียมนำหนุ่มๆ ในวงที่เหลือมาเป็นพรีเซนเตอร์ให้กับสินค้ากลุ่มอื่นอีก ซึ่งจะเป็นใครนั้นคงต้องติดตามกันต่อไป แต่หนุ่มๆ แห่งวงซูเปอร์จูเนียร์จะเรียกเสียงกรี๊ดและช่วย ทเวลฟ์ พลัส ปั๊มยอดขายได้ยาวนานแค่ไหน อันนี้สิน่าลุ้นกว่าเยอะ

จุดกำเนิดกระแสเกาหลี

บทความจากจุลสารวิชาการอิเลคทรอนิกส์ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ที่เขียนโดย ดร.วไลลักษณ์ น้อยพยัคฆ์ ผู้อำนวยการ สำนักงานกรุงโซล การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย กล่าวถึงกระแสเกาหลี หรือที่รู้จักกันว่า ฮันยู๋ (Hallyu) เกิดขึ้นในช่วงปลายทศวรรษ 1990 หมายความถึงกระแสความนิยมเกาหลีที่ค่อยๆ คืบคลานมายังภูมิภาคเอเชียตะวันออกและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งถือเป็นปรากฏการณ์ที่เหนือความคาดหมายของนักวิชาการหรือบรรดาสื่อมวลชน เพราะเป็นปรากฏการณ์ทางวัฒนธรรมข้ามชาติที่ข้ามพ้นอิทธิพลทางเศรษฐกิจการเมืองและสังคมของชาติมหาอำนาจ เช่นสหรัฐอเมริกา ท่ามกลางกระแสโลกาภิวัตน์ในโลกยุคดิจิตอล

กระแสเกาหลีเป็นเรื่องเกี่ยวกับความนิยมชมชอบทางวัฒนธรรมร่วมสมัยของเกาหลี (Korean Pop Culture) ที่ผ่านเข้ามาทั้งทางภาพยนตร์โทรทัศน์, ภาพยนตร์ในโรงภาพยนตร์, เพลงป๊อป รวมไปถึงเหล่าดารานักร้องจากประเทศเกาหลี

ในปี ค.ศ.1999 Shiri เป็นภาพยนตร์เกาหลีเรื่องแรกที่สามารถสร้างความสำเร็จภายนอกประเทศ ทั้งในญี่ปุ่น ฮ่องกง สิงคโปร์ และไต้หวัน นับเป็นก้าวแรกที่เกาหลีเริ่มมีอิทธิพลในวงการบันเทิงของเอเชีย และสร้างกระแสเกาหลี หลังจากนั้นเกาหลียังผลิตภาพยนตร์ที่ได้รับความนิยมไม่แพ้กัน อาทิ JSA, Friend, Silmido และ Taegukgi

คลื่นกระแสเกาหลีที่โถมใส่เอเชียลูกต่อมา และสามารถรุกเข้ามาสู่ประเทศไทยได้ คือ ภาพยนตร์ทางโทรทัศน์ หรือที่คนไทยรู้จักกันเป็นอย่างดีในชื่อ ซีรีส์เกาหลี นับแต่ละครเกาหลีเรื่องแรก Wish Upon a star หรือลิขิตแห่งดวงดาว, รักนี้ ชั่วนิรันดร์ หรือ Autumn in my heart, เพลงรักในสายลมหนาว Winter Love Song, แดจังกึม จอมนางแห่งวังหลวง มาจนถึง Full House สะดุดรัก ที่พักใจ และ Princess Hours เจ้าหญิงวุ่นวายกับเจ้าชายเย็นชา กลายเป็นจุดที่สร้างอิทธิพลต่อความชื่นชมกระแสเกาหลี ทั้งในเนื้อเรื่อง วิวทิวทัศน์ และตัวพระเอก-นางเอกที่เป็นคนเกาหลีได้มากกว่าสื่ออื่นๆ ทั่วทั้งทวีปเอเชีย

ภาพยนตร์ชุด Winter Love Song ได้รับความนิยมสูงสุดในกลุ่มของแม่บ้านญี่ปุ่นช่วงอายุตั้งแต่ 40 ปี ขึ้นไป และทำให้ดารานำแสดงฝ่ายชาย เบ ยอง จุน แจ้งเกิดในประเทศญี่ปุ่น มีการจัดนำเที่ยวตามรอยภาพยนตร์กันอย่างแพร่หลาย ขณะที่ แดจังกึม เรื่องราวตามเกร็ดประวัติศาสตร์เกาหลีเกี่ยวกับความสำเร็จของสตรีในยุคโชซอน ประมาณ 500 ปีก่อน ซึ่งผู้ชายเป็นใหญ่ เธอสามารถเป็นหมอหลวงที่เป็นผู้หญิงคนแรกในวังหลวงได้ สร้างการเรียนรู้เกี่ยวกับวัฒนธรรมเกี่ยวกับอาหารเกาหลีและยาสมุนไพรไปทั่วเอเชีย นักท่องเที่ยวหลายคนอยากจะเดินทางมาท่องเที่ยวเกาหลีเพื่อจะได้มาดูฉากพระราชวังในภาพยนตร์ดังกล่าว

ด้านวัฒนธรรมเพลง วงดนตรีเกาหลีเริ่มเป็นที่นิยมในกลุ่มวัยรุ่นในจีนและไต้หวันนับตั้งแต่ปลายทศวรรษที่ 1990 สถานีโทรทัศน์ในเกาหลีไม่สามารถผลิตรายการดนตรีที่มีคุณภาพหรือมากพอเพื่อรับกับความต้องการของคนรุ่นใหม่ได้ วงดนตรีเกาหลีจึงหันมารุกเข้าสู่ตลาดเอเชีย เพื่อสร้างให้วงดนตรีเกาหลีเป็นทางเลือกอีกทางหนึ่ง นอกเหนือจากวงดนตรีป๊อปจากตะวันตก หรือญี่ปุ่น

วงบอยแบนด์เกาหลียุคบุกเบิก H.O.T. ติดอันดับอัลบัมขายดีในเอเชีย ตามด้วยศิลปินเพลงทั้งเป็นวงดนตรี และตัวบุคคล อาทิ NRG SES, Baby Vox. เรน มาถึงรุ่นใหม่อย่าง ดงบังชินกิ, ซูเปอร์จูเนียร์ และวันเดอร์เกิร์ล ว่ากันว่า ความสำเร็จของวงบอยแบนด์หรือเกิร์ลแบนด์เกาหลีมาจากรูปร่างหน้าตาที่ดูสดใสและน่ารัก ดูเป็นเด็ก สามารถเต้นรำได้เก่ง ขณะที่คุณภาพในการร้องกลายเป็นเรื่องรอง

กระแสเกาหลีที่สามารถแพร่ขยายไปทั่วทวีปเอเชียนั้น เกิดจากการดำเนินงานโดยภาครัฐเป็นผู้กำหนดแนวนโยบายและสนับสนุนเงินทุนในเบื้องต้น และขับเคลื่อนโดยภาคเอกชน

วัฒนธรรมเกาหลีถูกแทรกแซงโดยวัฒนธรรมตะวันตกหลังการสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 และสงครามเกาหลี ช่วงปี ค.ศ.1945-1980 เกาหลีได้สร้างวัฒนธรรมขึ้นใหม่เพื่อปกป้องตนเองจากวัฒนธรรมอเมริกัน โดยให้ความสำคัญกับการค้นหาตัวตนหรือเอกลักษณ์ของชาติและมรดกทางวัฒนธรรม รัฐบาลเป็นผู้ควบคุมและออกกฎระเบียบ วางรากฐานทางด้านกฎหมาย กองทุน สถาบันการศึกษา ต่อมาในช่วงปี ค.ศ.1981-1992 รัฐบาลได้เพิ่มการส่งเสริมทางด้านศิลปะทั้งแบบดั้งเดิมและร่วมสมัย พร้อมวางแนวนโยบายแผนหลักทางวัฒนธรรม 10 ปี โดยเน้นวัฒนธรรมเพื่อปวงชนทั้งมวล เมื่อเข้าสู่ปี ค.ศ.1993 รัฐบาลเปลี่ยนบทบาทใหม่เป็นการส่งเสริมมากกว่าการควบคุม ด้วยเห็นว่าวัฒนธรรมสามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ

จนถึงปี ค.ศ.1998 รัฐบาลเกาหลีได้ให้ความสำคัญกับวัฒนธรรมมากยิ่งขึ้น โดยรวมเรียกว่าอุตสาหกรรมวัฒนธรรม ประกอบด้วยอุตสาหกรรมย่อย อาทิ ภาพยนตร์ เพลง วิดีโอ สิ่งพิมพ์ การกระจายเสียง การออกแบบ ตัวการ์ตูน ความบันเทิงที่ให้ความรู้ (Edutainment) และวางวิสัยทัศน์ทางวัฒนธรรมเข้าสู่สังคมดิจิตอล วัฒนธรรมในบริบทนี้จึงเป็นวัฒนธรรมที่หลากหลายและเป็นวัฒนธรรมในเชิงโลกาภิวัตน์ ส่งเสริมให้วัฒนธรรมเกาหลีสามารถแข่งขันได้ในกระแสโลกาภิวัตน์ โดยเชื่อว่าวัฒนธรรมเกาหลีมีเอกลักษณ์เป็นองค์ประกอบที่สำคัญในส่วนนี้

ในปี ค.ศ.1999 รัฐบาลได้ออก พ.ร.บ.การส่งเสริมอุตสาหกรรมวัฒนธรรม ทำให้เกิดมีองค์การมหาชนเพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันได้ เช่น สถาบันส่งเสริมและพัฒนาเกมเกาหลี เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีศูนย์วิจัยทางวัฒนธรรม สถาบันการศึกษาเทคโนโลยีทางวัฒนธรรม ความสำเร็จของอุตสาหกรรมวัฒนธรรม ขึ้นอยู่กับการเสริมสร้างผลิตภาพของห่วงโซ่

รัฐบาลเกาหลีได้กำหนดให้เนื้อหาทางด้านวัฒนธรรม (Culture Content) เป็น 1 ใน 7 สาขาที่มีศักยภาพในการเติบโตในอีกสิบปีข้างหน้า โดยอยู่ในวิสัยทัศน์อุตสาหกรรมเกาหลี ปี ค.ศ.2020 และประมาณว่าในปี ค.ศ.2030 ประเทศเกาหลีจะสามารถส่งออกสินค้าทางวัฒนธรรมเป็นมูลค่ากว่า 13,761 ล้านเหรียญสหรัฐ และเกิดการจ้างงานประมาณ 1,604,888 คน   




 








current issue

จากโต๊ะบรรณาธิการ
past issue
reader's guide


 



home | today's news | magazine | columnist | photo galleries | book & idea
resources | correspondent | advertise with us | contact us

Creative Commons License
ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย