Search Resources
 
Login เข้าระบบ
สมัครสมาชิกฟรี
ลืมรหัสผ่าน
 
  homenewsmagazinecolumnistbooks & ideaphoto galleriesresources50 managermanager 100join us  
 
 


bulletToday's News
bullet Cover Story
bullet New & Trend

bullet Indochina Vision
bullet2 GMS in Law
bullet2 Mekhong Stream

bullet Special Report

bullet World Monitor
bullet2 on globalization

bullet Beyond Green
bullet2 Eco Life
bullet2 Think Urban
bullet2 Green Mirror
bullet2 Green Mind
bullet2 Green Side
bullet2 Green Enterprise

bullet Entrepreneurship
bullet2 SMEs
bullet2 An Oak by the window
bullet2 IT
bullet2 Marketing Click
bullet2 Money
bullet2 Entrepreneur
bullet2 C-through CG
bullet2 Environment
bullet2 Investment
bullet2 Marketing
bullet2 Corporate Innovation
bullet2 Strategising Development
bullet2 Trading Edge
bullet2 iTech 360°
bullet2 AEC Focus

bullet Manager Leisure
bullet2 Life
bullet2 Order by Jude

bullet The Last page








 
ASTV ผู้จัดการรายสัปดาห์13 กรกฎาคม 2552
แกรมมี่ วางข่ายสร้างรายได้ทั่วเอเชีย พร้อมดึง ITunes - YouTube ช่วยขายทั่วโลก             
 


   
www resources

โฮมเพจ จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่

   
search resources

จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่, บมจ.
Entertainment and Leisure




เส้นทางยาวไกลของค่ายธุรกิจบันเทิงอันดับ 1 ของประเทศไทย จีเอ็มเอ็มแกรมมี่ มีเรื่องราวทั้งความสำเร็จ และความล้มเหลว ปนเปกันตลอด 25 ปีที่ผ่านมา บทบาทที่ล้มเหลว ส่วนใหญ่ล้วนเป็นย่างก้าวที่พยายามหนีออกจากธุรกิจบันเทิงของ 'อากู๋' ไพบูลย์ ดำรงชัยธรรม ผู้ก่อตั้งบริษัท เช่น การนำประสบการณ์ที่เคยอยู่ในธุรกิจคอนซูเมอร์โปรดักส์ของตน มาจับสินค้าคอนซูเมอร์โปรดักส์ อย่าง บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป หรือเครื่องสำอาง หรือการทำธุรกิจสนองความต้องการส่วนตัวของตน เช่น การเปิดสถานีวิทยุข่าว แต่หากเดินตามเส้นทางธุรกิจบันเทิง ไม่ว่าจะเดินเข้าสู่ธุรกิจไหน แม้จะมาทีหลังใคร สุดท้าย ค่ายเพลงจีเอ็มเอ็มแกรมมี่ ก็แทบไม่เคยพลาดตำแหน่งแถวหน้าของธุรกิจเลยสักที ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจวิทยุ, ภาพยนตร์, ละครทีวี, ละครเวที มาจนถึงทีวีดาวเทียม

ความแม่นยำในการทำตลาดบันเทิงในประเทศไทยที่มีมาโดยตลอดนี้ ทำให้ไพบูลย์ มองไปถึงการขยายตลาดเพลงของจีเอ็มเอ็มแกรมมี่ออกไปสู่ต่างประเทศ เพื่อตอบสนองทั้งความต้องการของคนไทยในต่างแดน รวมไปถึงนักฟังเพลงชาวต่างชาติที่เปิดกว้างในการรับฟังเพลงไทย และเพลงสากลที่ร้องโดยศิลปินไทย

แนวรุกของจีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ในต่างประเทศ มีหน่วยงานธุรกิจจีเอ็มเอ็ม อินเตอร์เนชั่นแนล ที่ดูแลโดยสุรชัย เสนศรี อดีตมือการตลาดของค่ายเพลงอินเตอร์ อีเอ็มไอ เป็นหัวหอก แบ่งธุรกิจออกเป็น 6 ธุรกิจ ประกอบด้วย 1) ธุรกิจโฮมซิก นำอัลบั้มเพลงไทยวางขาย รวมถึงการนำศิลปินไปเปิดการแสดง ในประเทศต่างๆ ที่มีคนไทยอาศัยอยู่ 2) ธุรกิจ Music Publishing ดูแลลิขสิทธิ์ผลงานเพลง ทั้งในส่วนของการเป็นตัวแทนให้กับค่ายเพลงต่างประเทศ ในการจัดเก็บลิขสิทธิ์ในประเทศไทย และการเก็บรายได้จากลิขสิทธิ์เพลงไทยที่ถูกใช้ในต่างประเทศ 3) ธุรกิจ Artist Management การบริหารงานให้กับศิลปิน ทั้งการสร้างงานให้กับศิลปินต่างประเทศในเมืองไทย เช่น การเป็นพรีเซนเตอร์สินค้าแบรนด์ไทยของศิลปินเกาหลี และการบริหารงานให้กับศิลปินไทยในต่างประเทศ รวมไปถึงการผลิตอัลบัมภาษาต่างประเทศที่ขับร้องโดยศิลปินไทย วางขายในต่างประเทศ มีกลุ่มเป้าหมายเป็นคนในประเทศนั้นๆ 4) การทำหน้าที่ตัวแทนนำคอนเทนต์รายการโทรทัศน์ของจีเอ็มเอ็มแกรมมี่ ออกไปสร้างรายได้ในต่างประเทศ ทั้งการขายลิขสิทธิ์ให้ผู้ผลิตรายการโทรทัศน์ในต่างประเทศนำไปผลิตเป็นรายการของตน และการนำไปออกอากาศผ่านช่องทางเทคโนโลยีใหม่ๆ เช่น IPTV 5) การทำหน้าที่ตัวแทนให้กับศิลปินต่างประเทศ ทำตลาดในประเทศที่ 3 เช่น การทำหน้าที่ตัวแทนในการนำศิลปินเกาหลีไปเปิดการแสดงที่เวียดนาม และ 6) การนำอัลบัมของศิลปินต่างประเทศจำหน่ายในประเทศไทย

'ผมแยกธุรกิจอินเตอร์ของจีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ ทั้ง 6 กลุ่ม ออกเป็น Sub Business Unit ที่แต่ละยูนิตต้องสร้างรายได้เลี้ยงตัวเองได้ เหมือนเป็นบริษัทเล็กๆ โครงสร้างเหล่านี้เมื่อครั้งเริ่มจัดตั้งหน่วยธุรกิจอินเตอร์นี้ขึ้นมาเมื่อ 3 ปีก่อน ยังดูไม่ออก แต่เวลานี้สามารถมองเห็นเส้นทางธุรกิจที่ชัดเจน แม้วันนี้จะไม่ถึงกับไม่มีคู่แข่งทางธุรกิจ เพียงแต่เรานำหน้าคนอื่นที่เดินตามอยู่หลายก้าว คอนเนกชั่นที่เรามีในธุรกิจนี้มีอยู่ทุกที่ และเป็นสิ่งที่คู่แข่งไม่มี เพียงแค่เราจะเข้าไปลึกแค่ไหนในประเทศนั้นๆ' สุรชัย เสนศรี กรรมการผู้จัดการ หน่วยธุรกิจจีเอ็มเอ็ม อินเตอร์เนชั่นแนล กล่าว

รูปแบบการเข้าไปทำธุรกิจเพลงในประเทศต่างๆ ของจีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ในวันนี้ ไม่ได้เป็นเพียงแค่การขายเทป หรือแผ่นซีดี ดีวีดี เหมือนก่อน แต่เป็นการดำเนินการผ่านทุกช่องทาง ทั้งการขายผ่านสื่อดิจิตอล ทั้งทางออนไลน์ และโมบาย โดยมีการดำเนินธุรกิจร่วมกับบริษัทสื่อสารโทรคมนาคมในประเทศต่างๆ นอกเหนือจากบริษัทตัวแทนในธุรกิจเพลง นอกจากนี้ยังมีการผลงานเพลงออกจำหน่ายผ่านสื่อออนไลน์ระดับอินเตอร์อย่าง Napster, Amazon, eMusic, iTunes, MySpace และ Last.fm. โดยปัจจุบันมีเพลงของจีเอ็มเอ็มแกรมมี่จำหน่ายอยู่ราว 20,000 เพลง

'เรานำโมเดลธุรกิจที่ประสบความสำเร็จในเมืองไทย อย่าง แฮปปี้ แวมไพร์ และคอลลิ่ง เมโลดี้ ไปเสนอต่อบริษัทโทรคมนาคมในต่างประเทศกว่า 20 ประเทศ ประสบความสำเร็จสร้างรายได้ที่งดงามในหลายประเทศ และไม่เพียงแต่เพลงไทย ยังมีเพลงลาว กัมพูชา และเวียดนาม ที่เราเป็นตัวแทน ขณะที่การส่งเพลงเข้าไปขายผ่านสื่อออนไลน์อย่าง iTunes ที่ดำเนินการมาราว 6 เดือนก็เริ่มสร้างรายได้กลับมา ซึ่งหากเทียบกับบริษัทเพลงในฟิลิปปินส์ที่นำผลงานขึ้นขายบน iTunes มาก่อนหน้า สามารถสร้างรายได้ปีละ 17 ล้านบาท ในส่วนของเราที่มีเพลงมากกว่า ก็น่าจะทำรายได้ที่ดีกว่าได้ รวมไปถึงการเก็บรายได้จากสื่อออนไลน์ เช่น Youtube, Imeem หรือ Hi5 ที่มีการนำเพลงลิขสิทธิ์ของเราไปใช้ เราก็จะเรียกเก็บจากเจ้าของเว็บไซต์นั้นๆด้วย'

สุรชัยกล่าวถึงตลาดต่างประเทศที่วันนี้จีเอ็มเอ็มแกรมมี่สามารถรุกเข้าไปถึง นอกจากสื่อออนไลน์ที่สามารถเข้าถึงคนทั่วโลกแล้ว ในส่วนของการเข้าไปทำธุรกิจในรายประเทศ ในภูมิภาคอาเซียน เอเชียตะวันออก ทั้งเกาหลีใต้ ไต้หวัน และฮ่องกงรวมไปถึงออสเตรเลีย และสหรัฐอเมริกา มีการตั้งตัวแทนจำหน่าย และทำตลาดไปแล้ว บางแห่งเช่นฮ่องกง ไต้หวันมีรายได้กลับเข้ามาแล้ว ส่วนแผนงานต่อไป คือการขยายสู่ตลาดยุโรปใน 13 ประเทศ มุ่งไปที่การดำเนินธุรกิจร่วมกับบริษัทสื่อสารโทรคมนาคม ในการขายเพลงดิจิตอล ซึ่งคาดว่าจะดำเนินการสร้างเครือข่ายทั่วโลกเสร็จสิ้นภายในธันวาคมปีหน้า

สุรชัยกล่าวต่อว่า ล่าสุดบริษัท วอร์เนอร์ แชปเปิล มิวสิค(ประเทศไทย) จำกัด 1 ใน 4 ค่ายเพลงที่ถือลิขสิทธิ์เพลงใหญ่ที่สุดของโลก ได้แต่งตั้งให้จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่เป็นตัวแทนดูแลสิทธิ์งานดนตรีกรรม(เนื้อร้อง และทำนองของเพลง) ในประเทศไทย ซึ่งถือเป็นครั้งแรกที่วอร์เนอร์ฯ มีการแต่งตั้งให้บริษัทภายนอกองค์กรเป็นผู้ดูแลลิขสิทธิ์ โดยวอร์เนอร์ฯ เป็นผู้ถือลิขสิทธิ์เพลงแฮปปี้เบิร์ดเดย์ ที่คนทั่วโลกรู้จักกันดี และสามารถร้องได้ ทำให้มีปริมาณการใช้เพลงนี้บ่อยครั้งที่สุดเพลงหนึ่งในโลก ซึ่งต่อจากนี้จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่จะเป็นผู้ดูแลสิทธิ์ และจะมีการสร้างรายได้จากการทำการ์ดอวยพรวันเกิดพร้อมซีดีเพลงแฮปปี้เบิร์ดเดย์ และการขายเพลงผ่านช่องทางดิจิตอล โดยจะมีการให้ศิลปินของจีเอ็มเอ็มแกรมมี่ หลากหลายคนมาร้องเพลงนี้ในเวอร์ชั่นต่างๆ กัน คาดว่าจะสร้างรายได้ราวปีละ 30 ล้านบาท

นอกจากนั้นในส่วนผลงานเพลงอื่นของวอร์เนอร์ฯ จีเอ็มเอ็มแกรมมี่จะคัดเลือกผลงานกว่า 300 เพลง มาเรียบเรียงใหม่ และให้ศิลปินเสียงคุณภาพของจีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ อาทิ ปนัดดา เรืองวุฒิ, แคล-แคลอรีน ฯลฯ เป็นผู้ขับร้องในแนว Chill Out Jazz 25 อัลบัม เจาะตลาดกลุ่มเป้าหมายที่ชองและประทับใจเพลงสากลชื่อดังในอดีต และนิยมซื้อหาเก็บสะสมเป็นคอลเลคชั่น ซึ่งนอกเหนือจากวางขายเป็นอัลบัมซีดีเพลงแล้ว ยังจะสร้างรายได้จากการดาวน์โหลดผ่าน iTunes และ 500 ร้านค้าในรูปแบบ e-store เพื่อเจาะกลุ่มผู้ฟังในทวีปอเมริกา ยุโรป และออสเตรเลีย คาดว่าจะมีรายได้จากโครงการนี้ไม่ต่ำกว่า 45 ล้านบาท และหากผลงานประสบความสำเร็จตามเป้าหมาย อนาคตก็จะต่อยอดการสร้างรายได้จากการทำโชว์บิซอีกด้วย   




 








upcoming issue

จากโต๊ะบรรณาธิการ
past issue
reader's guide


 



home | today's news | magazine | columnist | photo galleries | book & idea
resources | correspondent | advertise with us | contact us

Creative Commons License
ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย