Search Resources
 
Login เข้าระบบ
สมัครสมาชิกฟรี
ลืมรหัสผ่าน
 
  homenewsmagazinecolumnistbooks & ideaphoto galleriesresources50 managermanager 100join us  
 
 


bulletToday's News
bullet Cover Story
bullet New & Trend

bullet Indochina Vision
bullet2 GMS in Law
bullet2 Mekhong Stream

bullet Special Report

bullet World Monitor
bullet2 on globalization

bullet Beyond Green
bullet2 Eco Life
bullet2 Think Urban
bullet2 Green Mirror
bullet2 Green Mind
bullet2 Green Side
bullet2 Green Enterprise

bullet Entrepreneurship
bullet2 SMEs
bullet2 An Oak by the window
bullet2 IT
bullet2 Marketing Click
bullet2 Money
bullet2 Entrepreneur
bullet2 C-through CG
bullet2 Environment
bullet2 Investment
bullet2 Marketing
bullet2 Corporate Innovation
bullet2 Strategising Development
bullet2 Trading Edge
bullet2 iTech 360°
bullet2 AEC Focus

bullet Manager Leisure
bullet2 Life
bullet2 Order by Jude

bullet The Last page








 
นิตยสารผู้จัดการ 360 องศา สิงหาคม 2552
ทำตัวหรูสู้วิกฤติเศรษฐกิจ             
 


   
search resources

Economics




ความหรูใช่หมายถึงต้องมีสิ่งใดสิ่งหนึ่งมากๆ แต่ขึ้นอยู่กับคุณภาพของสิ่งที่เราได้เป็นเจ้าของและเราให้ค่ามันสูงเพียงใด

การมีข้าวของเครื่องใช้ในครอบครองมากเกินไป บางทีกลับจะทำให้ผู้ที่เป็นเจ้าของถูกมองว่ามีแต่เงินแต่ไร้สมอง โดยเฉพาะถ้าเราแทบไม่ได้ใช้สิ่งนั้นเลยได้แต่เก็บไว้รกบ้าน และยิ่งในช่วงเศรษฐกิจตกต่ำแบบนี้ เผลอๆ อาจถึงกับถูกรุมประณามที่ใช้เงินไม่เป็นเลยก็ได้ ในเวลาที่เศรษฐกิจตกต่ำอย่างนี้ บางทีอาจถึงเวลาที่เราควรจะต้องลองคิดทบทวนอย่างจริงจัง เกี่ยวกับนิสัยในการซื้อของเรา

บางทีคุณอาจจะนึกไม่ถึงว่า วิธีที่จะทำให้เราประหยัดได้ดีที่สุดในยุคเศรษฐกิจแบบนี้ เป็นวิธีที่แสนง่าย นั่นคือ จ่ายให้แพงขึ้น ใช่แล้ว คุณฟังไม่ผิดแน่ และนี่คือวิธีที่ได้รับการยืนยันและผ่านการพิสูจน์ด้วยกาลเวลามาแล้ว ว่าเป็นวิธีที่จะสู้กับเศรษฐกิจถดถอยได้ และยังสามารถนำไปใช้กับสินค้าและบริการได้หลากหลายชนิด และขณะนี้ผู้บริโภคที่ฉลาดๆ ก็เริ่มที่จะใช้วิธีนี้แล้ว

การมีข้าวของเครื่องใช้ในครอบครองมากเกินไป บางทีกลับจะทำให้ผู้ที่เป็นเจ้าของถูกมองว่ามีแต่เงินแต่ไร้สมอง โดยเฉพาะถ้าเราแทบไม่ได้ใช้สิ่งนั้นเลยได้แต่เก็บไว้รกบ้าน และยิ่งในช่วงเศรษฐกิจตกต่ำแบบนี้ เผลอๆ อาจถึง กับถูกรุมประณามที่ใช้เงินไม่เป็นเลยก็ได้ ในเวลาที่เศรษฐกิจตกต่ำอย่างนี้บางทีอาจถึงเวลาที่เราควรจะต้องลองคิดทบทวนอย่างจริงจัง เกี่ยวกับนิสัยในการซื้อของเรา

บางทีคุณอาจจะนึกไม่ถึงว่า วิธีที่จะทำให้เราประหยัดได้ดีที่สุดในยุคเศรษฐกิจแบบนี้เป็นวิธีที่แสนง่าย นั่นคือ จ่ายให้แพงขึ้น ใช่แล้ว คุณฟังไม่ผิดแน่ และนี่คือวิธีที่ได้รับการยืนยันและผ่านการพิสูจน์ด้วยกาลเวลามาแล้ว ว่าเป็นวิธีที่จะสู้กับเศรษฐกิจถดถอยได้ และยังสามารถนำไปใช้กับสินค้าและบริการได้หลากหลายชนิด ขณะนี้ผู้บริโภคที่ฉลาดๆ ก็เริ่มที่จะใช้วิธีนี้แล้ว

ถ้าไม่เชื่อ ก็ลองเปิดตู้เสื้อผ้าของคุณดู แล้วคุณอาจจะพบคำตอบ ในบรรดาชุดที่คุณมีอยู่ล้นตู้ ลองนึกดูดีๆ ว่า ชุดที่คุณใส่หรือชอบที่จะหยิบมาใส่เป็นประจำนั้น ความจริงแล้วมีอยู่เพียงไม่กี่ชุดเท่านั้น ส่วนที่เหลือแทบจะไม่ได้แตะต้องเลยด้วยซ้ำ ทีนี้ลองสังเกตดูว่า ชุดที่คุณชอบนั้นมักจะเป็นชุดที่จัดว่าแพงที่สุด ในบรรดาเสื้อผ้าทั้งหมดที่คุณมีอยู่หรือเปล่า ถ้าเป็นอย่างนั้น คุณอาจจะต้องเริ่มเปลี่ยนวิธีการช็อปเสื้อผ้าของตัวเองเสียใหม่ เพื่อให้ประหยัดมากขึ้น พร้อมกับหรูมากขึ้นด้วย นั่นคือ หลีกเลี่ยงการซื้อเสื้อผ้าราคาถูกหลายๆ ตัว แล้วเอาเงินนั้นมาซื้อเสื้อผ้าดีๆ ที่ราคาแพงกว่าเพียงไม่กี่ตัว หากแต่เป็นเสื้อผ้าที่มีคุณภาพดีกว่า และมั่นใจว่าคุณจะหยิบมันมาสวมใส่ครั้งแล้วครั้งเล่าได้อย่างไม่รู้เบื่อ

ประวัติศาสตร์บอกเราว่า นี่คือวิธีการใช้จ่ายเงินในช่วงเวลา ที่เกิดเศรษฐกิจตกต่ำซึ่งคนนิยมทำกันมานานแล้ว ข้อมูลจาก U.S. Bureau of Economic Analysis พบว่า ในช่วงเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่เมื่อทศวรรษ 1930 (Great Depression) นั้น ชาวอเมริกัน จ่ายเงิน 24% ของรายได้ไปกับเสื้อผ้าและรองเท้า ที่เหลือ 76% หมดไปกับสิ่งของจำเป็นเช่นอาหารและที่อยู่อาศัย อย่างไรก็ตาม เมื่อปีที่แล้ว ชาวอเมริกันใช้จ่ายเงิน 13% ของรายได้ไปกับการซื้อเสื้อผ้า และ 50% กับการซื้อสิ่งของจำเป็น นั่นเป็นเพราะเมื่อสมัย 80 ปีก่อน ยังไม่มีการแข่งกัน ผลิตเสื้อผ้าราคาถูกออกมาขายมากเท่ากับในยุคนี้ ก่อนเกิดวิกฤติ เศรษฐกิจครั้งนี้ ชาวอเมริกันจึงไขว้เขวไป เพราะถูกล่อใจด้วยเสื้อผ้าแฟชั่นราคาถูก แต่เมื่อพวกเขามีรายได้ลดลงในขณะนี้ นิสัยเก่าจึงกลับคืนมาอีกครั้ง

ขณะนี้ชาวอเมริกันกำลังเลิกซื้อของราคาถูกในปริมาณมากๆ แล้วหันมาเลือกซื้อแต่ของที่มีคุณภาพดีแทน เลิกมองอะไรแบบผิวเผิน และหันมาให้ความสำคัญกับสิ่งที่เป็นเนื้อหาสาระ ตัวเลขที่ยืนยันได้คือ ยอดขายปลีก สินค้าประเภทอาหารในสหรัฐฯ เดือนธันวาคมตกลงเกือบ 10% และตกลงอีก 2% ในเดือนมกราคม เช่นเดียวกับเสื้อผ้าแฟชั่นทันสมัยราคาปานกลางของร้านแฟชั่นอย่าง Saks Fifth Avenue ซึ่งยอดขายกำลังตกต่ำ

แต่เมื่อหันมาดูยอดขายสินค้าคลาสสิกที่มีชื่อเสียงในด้านคุณภาพมานมนาน กลับยังมียอดขายดีอยู่ LVMH เจ้าของแบรนด์ หรูราคาแพงระยับอย่าง Louis Vuitton กลับมียอดขายโตขึ้น 4% ในปี 2008 Hermes โตขึ้น 8% ส่วนกลุ่ม Savile Row Bespoke ซึ่งเป็นการรวมกลุ่มของร้านเสื้อชั้นสูง 12 ร้านในลอนดอน ก็มียอดขายโตขึ้นอย่างสม่ำเสมอตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา โฆษกของกลุ่มนี้บอกว่า ลูกค้ากำลัง "ดิ้นหาคุณภาพ" ด้านผู้เชี่ยวชาญ คาดว่า ยอดขายสินค้าแบรนด์หรูจะเติบโตต่อไปอีก เพราะความถี่ของการช็อปอาจลดลง แต่การพิถีพิถันเลือกซื้อแต่สินค้าที่มีคุณภาพจะมากขึ้น

ใช่แต่เสื้อผ้าเท่านั้น สินค้าอื่นก็มีแนวโน้มไปในทางเดียว กัน ในตลาดตกแต่งบ้าน ร้านขายเฟอร์นิเจอร์ราคาถูกอย่าง Linens 'n Things กับ Bombay Company กำลังย่ำแย่ แต่ร้าน เฟอร์นิเจอร์หรูที่ผลิตตามคำสั่งของลูกค้า กลับยังคงมียอดขายดี Incanto Group ผู้ผลิตเฟอร์นิเจอร์ชั้นดีของอิตาลีสำหรับลูกค้าตลาดบน มียอดขายเพิ่มขึ้น 30% ในเดือนมกราคมและกุมภาพันธ์ Kohl Interiors เจ้าของแบรนด์เฟอร์นิเจอร์หรู Bakers Furniture ในสหรัฐฯ ยืนยันว่า ตลาดเฟอร์นิเจอร์หรูหรายังคงไปได้สวยมากในไตรมาส 4 ของปีที่แล้ว ซึ่งเป็นช่วงที่วิกฤติการเงินกำลังแผลงฤทธิ์สูงสุด

นักวิเคราะห์ในตลาดอสังหาริมทรัพย์ก็รายงานภาพเดียวกัน ยอดขายสูงสุดในตลาดอสังหาริมทรัพย์นั้นปรากฏว่า อยู่ในย่านหรู ที่เป็นที่นิยมตลอดกาลอย่าง Upper East Side ในนิวยอร์กหรือสกีรีสอร์ตในไอดาโฮ สหพันธ์อุตสาหกรรมนาฬิกาสวิสรายงานว่า ในเดือนมกราคม นาฬิกาชนิดเดียวที่ช่วยทำให้การส่งออกของสวิตเซอร์แลนด์เติบโตนับตั้งแต่ต้นปี 2008 เป็นต้นมา คือนาฬิกา เงินแท้หรือทองคำแท้ นักวิเคราะห์ชี้ว่า ผู้บริโภคกำลังหลีกเลี่ยงสินค้าแฟชั่นทุกอย่าง และเปลี่ยนมาซื้อสินค้าที่มีความคลาสสิกและคงทนต่อกาลเวลาแทน

เหตุผลก็ง่ายๆ คุณภาพเป็นสิ่งที่มีคุณค่าในตัวของมันเองเสมอ สินค้าที่ผลิตอย่างมีคุณภาพในรูปแบบคลาสสิก แม้จะมีราคา แพงแต่ให้ประโยชน์หลายอย่างที่มากกว่าสินค้าราคาถูกซึ่งได้รับคามนิยมเพียงชั่วประเดี๋ยวประด๋าว เหตุผลแรกเลยคือความดูดีมีราคา สองก็คือคุณภาพในการผลิต สามคือการเลือกใช้วัสดุที่คงทน อย่างในกรณีของเสื้อผ้า Erika Kawalek ผู้เขียนหนังสือ Ragpicker เกี่ยวกับประวัติเชิงวัฒนธรรมของเสื้อผ้ามือสองชี้ว่า อายุการใช้งานของเสื้อผ้าจะยาวนานเพียงใดนั้น ขึ้นอยู่กับผ้าที่ใช้ แม้ว่าผ้าฝ้าย Pima อาจมีราคาแพงกว่า แต่ Kawalek บอกว่า ความแข็งแรงและความทนทานนั้นเหนือกว่าผ้าราคาถูกหลายเท่า ดังนั้นจึงใช้งานได้นานและไม่เก่าเร็ว

ยังมีสินค้าหรูหราอื่นๆ ที่ไม่เคยล้าสมัย ในโลกศิลปะ ยอด ขายงานศิลปะร่วมสมัยของจีน เริ่มมีราคาตกมาตั้งแต่เดือนกันยายน แต่งานศิลป์ชิ้นโบแดงที่มีอายุเก่าแก่กลับขายดีขึ้น "Bagpipe Player in Profile" งานปี 1624 ของจิตรกรชาวดัตช์ Hendrick Ter Brugghen ขายได้ถึง 10.2 ล้านดอลลาร์ ในการประมูลที่ Sotheby's ในนิวยอร์กเมื่อเดือนมกราคม ซึ่งเป็นราคาสูงสุดทำลายสถิติที่เคยมีมาและสูงกว่าราคาที่ประเมินไว้ถึง 4 แสนดอลลาร์ การประมูลข้าวของเครื่องใช้ของ Yves Saint Laurent ที่ปารีสเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ก็สร้างสถิติใหม่ให้แก่การประมูลในยุโรป โดยประมูลได้สูงถึง 484 ล้านดอลลาร์ ซึ่งเป็นเพราะผลงานอย่าง "Les Coucous, Tapis Bleu et Rose" ของศิลปิน Matisse ซึ่งถูกประมูลไปในราคาเกือบ 45.3 ล้านดอลลาร์ หรือมากกว่าราคาประเมินถึงสองเท่า

ที่กล่าวมานี้ไม่ได้หมายความว่าจะให้คุณลุกขึ้นมาขายทิ้งทุกสิ่งทุกอย่าง แล้วเอาเงินไปทุ่มซื้อภาพเขียนของ Picasso (แม้ว่านั่นจะเป็นการลงทุนที่ดี) สิ่งที่คุณต้องมีเพื่อที่จะสามารถประหยัดผ่านการช็อปอย่างมีคุณค่า ก็คือวินัยเล็กน้อย ให้เริ่มต้นที่ของชิ้นเล็กๆ อย่างเนกไทดีๆ สักเส้น หรือรองเท้าดีๆ สักคู่ แต่ต้องไม่ลืมว่า ของแพงใช่ว่าจะเป็นของดีเสมอไป เพราะฉะนั้นคุณต้องศึกษาให้ดีก่อนที่จะช็อป ไม่ว่าจะซื้ออะไรก็ตาม หลีกเลี่ยง พวกที่ตามแฟชั่นประเดี๋ยวประด๋าว และให้เลือกเฉพาะสิ่งที่มีความคลาสสิกอย่างแท้จริงและใช้ได้นาน เศรษฐกิจแบบนี้ยังเป็นโอกาสอันดีที่คุณสามารถจะซื้อหาของดีราคาถูกได้ไม่ยาก แบรนด์ หรูชื่อดังมากมายกำลังเสนอส่วนลดให้สูงอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน แม้แต่ในแหล่งช็อปหรูหราที่ไม่เคยมีการให้ส่วนลดสูงๆ มาก่อนเลยอย่างปารีสและโรม

แต่ของดีๆ ก็ต้องรู้จักดูแลรักษาให้ดีด้วย Kawalek นักประวัติ ศาสตร์เสื้อผ้าบอกว่า ใน ช่วง Great Depression นั้น หลายคนมีเสื้อผ้าดีๆ แค่คนละชุดสองชุดเท่า นั้นเอง แต่ใช้วิธีดูแลทนุถนอมเป็นพิเศษ เพื่อให้สามารถใช้ได้นานๆ และถ้าเกิดชำรุดขึ้นมาก็ต้องรีบซ่อมแซมทันที ดูเหมือน ว่านักช็อปผู้ชาญฉลาดในยุคที่เศรษฐกิจตกต่ำอีกครั้งในคราวนี้ก็กำลังทำเช่นเดียวกับนักช็อปรุ่นก่อน นิตยสาร New York Magazine รายงานว่า ในเดือนกุมภาพันธ์ธุรกิจซ่อมแซมเสื้อผ้ากำลังทำรายได้ดีขึ้นเรื่อยๆ

คำแนะนำสุดท้าย เวลานี้ยังอาจเป็นเวลาดีที่จะถือโอกาสกำจัดบรรดาข้าวของเครื่องใช้ที่คุณไม่เคยใช้ วิธีที่ดีวิธีหนึ่งคือบริจาคให้การกุศล ซึ่งจะช่วยนำสิ่งของที่ยังมีประโยชน์ใช้สอยเหล่านั้น ไปถึงมือคนที่ต้องการใช้มันจริงๆ อย่างเช่นคนตกงานที่กำลังต้องการเสื้อผ้าดีๆ สำหรับใส่ไปสมัครงาน ซึ่งอาจจะทำให้ เขาสามารถหางานทำได้สำเร็จ ส่วนผู้บริจาคอย่างคุณ นอกจากจะทำให้รู้จักการประหยัดแล้ว ก็ยังได้บุญที่ได้ช่วยเหลือสังคมอีกด้วย


แปล/เรียบเรียง เสาวนีย์ พิสิฐานุสรณ์
เรื่อง นิวสวีค 6/13 เมษายน   




 








upcoming issue

จากโต๊ะบรรณาธิการ
past issue
reader's guide


 



home | today's news | magazine | columnist | photo galleries | book & idea
resources | correspondent | advertise with us | contact us

Creative Commons License
ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย