Search Resources
 
Login เข้าระบบ
สมัครสมาชิกฟรี
ลืมรหัสผ่าน
 
  homenewsmagazinecolumnistbooks & ideaphoto galleriesresources50 managermanager 100join us  
 
 


bulletToday's News
bullet Cover Story
bullet New & Trend

bullet Indochina Vision
bullet2 GMS in Law
bullet2 Mekhong Stream

bullet Special Report

bullet World Monitor
bullet2 on globalization

bullet Beyond Green
bullet2 Eco Life
bullet2 Think Urban
bullet2 Green Mirror
bullet2 Green Mind
bullet2 Green Side
bullet2 Green Enterprise

bullet Entrepreneurship
bullet2 SMEs
bullet2 An Oak by the window
bullet2 IT
bullet2 Marketing Click
bullet2 Money
bullet2 Entrepreneur
bullet2 C-through CG
bullet2 Environment
bullet2 Investment
bullet2 Marketing
bullet2 Corporate Innovation
bullet2 Strategising Development
bullet2 Trading Edge
bullet2 iTech 360°
bullet2 AEC Focus

bullet Manager Leisure
bullet2 Life
bullet2 Order by Jude

bullet The Last page








 
นิตยสารผู้จัดการ 360 องศา กันยายน 2552
นครด่าหนัง ต้นทาง EWEC ที่ต้องจับตา             
โดย เจษฎี ศิริพิพัฒน์
 


   
search resources

Tourism
East-West Economic Corridor




แผนการยกระดับการท่องเที่ยวนครด่าหนัง ให้เป็นอีก 1 หัวหอกในการพัฒนาเศรษฐกิจเวียดนาม ถือเป็นความเคลื่อนไหวที่ไม่อาจมองข้ามได้ เพราะนครเก่าแก่แห่งนี้ถือเป็นต้นทางของระเบียงเศรษฐกิจตะวันออก-ตะวันตกที่มีประเทศไทยเป็นทางผ่าน

เว็บไซต์ปิตุภูมิของเวียดนาม รายงานถึงการสัมมนานานาชาติเกี่ยวกับการพัฒนาการท่องเที่ยวทางบกเวียดนาม ซึ่งจัดโดยกระทรวงวัฒนธรรม กีฬา และท่องเที่ยวเวียดนามที่นครด่าหนัง เมื่อต้นเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา โดยมีผู้แทนที่เป็น ผู้ประกอบการท่องเที่ยวในเวียดนามและประเทศต่างๆ ประกอบด้วยไทย ลาว และกัมพูชา เข้าร่วมกว่า 200 คน

ในที่ประชุม ส่วนมากเห็นพ้องกันว่าศักยภาพการท่องเที่ยวทางบกเวียดนาม มีขนาดใหญ่มาก แต่จุดเด่นนี้ยังไม่ได้ใช้ประโยชน์อย่างเต็มที่ เนื่องจากหลายสาเหตุ

หวู เท้ บิ่ญ ตัวแทนกิจการทัศนาจร (กรมใหญ่ท่องเที่ยว) กล่าวว่า การท่องเที่ยว ทางบกกำลังคึกคัก ดึงดูดความสนใจหลาย ชาติในภูมิภาค

บิ่ญอ้างว่าเมื่อปลายปี 2547 ขบวน รถยนต์ 63 คัน กับสมาชิก 250 คนจาก 11 ชาติเดินทาง 10,000 กม. ผ่าน 9 ประเทศ เป็นการเปิดฉากรูปแบบการท่องเที่ยวด้วยการขับรถด้วยตนเอง (Caravan) เมื่อปลายปี 2548 ด้วยความริเริ่มของนายกรัฐมนตรีเวียดนามและไทย ได้เปิดรูปแบบการท่องเที่ยวทางบกขึ้น ตั้งแต่

ปี 2549-2551 บรรดาบริษัทนำเที่ยวระหว่างประเทศได้จัดคณะ Caravan เกือบ 200 คณะ ด้วยรถชนิดต่างๆ 3,500 คัน กับนักท่องเที่ยวประมาณ 11,000 คน ส่งเสริมรูปแบบการท่องเที่ยวทางบกต่างๆ เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวปีละ 60,000-90,000 คนผ่านช่องทางภาคกลางเวียดนาม

นับจากนั้น ปริมาณนักท่องเที่ยวทางบกไปยังเวียดนามได้เพิ่มขึ้นพอสมควร ยืนยันความถูกต้องทันเวลาของนโยบายเปิดการท่องเที่ยวทางบก การยืนยันนี้จะเป็นศักยภาพของการท่องเที่ยวเวียดนาม

ดร.ฝ่าม ตรุง เลือง นักวิจัยด้านพัฒนาการท่องเที่ยวกล่าวว่า สัดส่วนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่มาเวียดนามด้วยทางบกมีเป็นจำนวนมาก หากเทียบกับยอดรวมนักท่องเที่ยวต่างชาติที่มาด้วยทางอื่น (ประมาณ 30%)

นักท่องเที่ยวมาจากจีนมีสัดส่วนสูงมาก เนื่องจากรัฐบาลมีนโยบายสนับสนุน เช่น กฎข้อบังคับที่ 229, 849 และข้อตกลง ทวิภาคี-พหุภาคีอีกจำนวนหนึ่ง

แสดงให้เห็นว่าเมื่อการนำร่องการท่องเที่ยวแบบ Caravan ผ่านมา 3 ปี เวียดนามได้กำหนดว่านี่เป็นศักยภาพเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวมาจากไทย มาเลเซีย สิงคโปร์และประเทศอื่นๆ นักท่องเที่ยวตามรูปแบบนี้ปกติเป็นคนมีรายได้ค่อนข้าง สูงและใช้ผลิตภัณฑ์ระดับสูง

เหงียน วัน เตวิ๊น หัวหน้ากรมใหญ่ การท่องเที่ยวกล่าวว่าเวียดนามสนใจพัฒนา การท่องเที่ยวทางบกมานานแล้ว เมื่อหลาย ปีมานี้โครงสร้างพื้นฐานการคมนาคมได้รับ การยกระดับพัฒนาช่องทางผ่านแดน เพื่อสร้างความสะดวกให้แก่นักท่องเที่ยว

นอกจากตลาดนักท่องเที่ยวด้วยบัตรผ่านแดนในภาคเหนือ รูปแบบ Caravan ผ่านช่องทางภาคกลางและภาคใต้ ได้มีส่วนสร้างเครื่องหมายการค้าให้การท่องเที่ยวเวียดนามกับเพื่อนมิตรในประเทศอาเซียน

อย่างไรก็ดี การท่องเที่ยวทางบกยังไม่ดึงดูดความสนใจของนักท่องเที่ยว เนื่องจากยังมีระเบียบการมาก เช่น การขออนุญาตให้บรรดาขบวน Caravan เข้าเวียดนาม กระบวนการเข้า-ออกเมืองผ่านด่านต่างๆ ยังคงใช้เวลามาก

วัน เจี๊ยน หืว รองประธานคณะกรรมการประชาชน นครด่าหนัง กล่าวว่าบริษัทนำเที่ยวต่างๆ ยังมีการแข่งขันกันสูง รวมถึงโครงสร้างพื้นฐานด้านการท่องเที่ยวบนเส้นทางหลวงสายเอเชียยังขาดความพร้อม ขาดสถานีหยุดพักให้บริการนักท่องเที่ยว

ฝ่าม ถิ คู ตัวแทนกรมขนส่งทางบก เวียดนาม กล่าวว่าตั้งแต่ปี 2545 กระทรวงคมนาคม-ขนส่ง มอบหมายให้กรมขนส่ง ทางบกตั้งโครงการสร้างจุดพักจำนวนหนึ่ง บนทางหลวงที่สำคัญ ปี 2549 องค์การความร่วมมือระหว่างประเทศญี่ปุ่น (JICA) ได้ช่วยเวียดนามวางผังสถานีหยุดพักทางบกทั้งหมด ก่อสร้างสถานีนำร่อง 3 แห่งที่ จ.บั๊กยาง จ.บั๊กนิญ และ จ.หว่าบิ่ญ

ปัจจุบันตามถนนสายหลักของเวียดนามมีสถานีหยุดพัก ร้านอาหาร ร้านค้าที่สถานีบริการน้ำมันบางแห่ง สถานที่เหล่านี้ได้จัดหาการบริการที่จำเป็นจำนวนหนึ่งให้แก่ยานพาหนะและนักท่องเที่ยว เช่น อาหารเครื่องดื่ม ที่พัก ห้องสุขา

อย่างไรก็ดี ที่สำคัญสถานที่เหล่านี้โดยเอกชนลงทุน ดังนั้นคุณภาพการบริการจึงยังไม่สูง ยังไม่เป็นมืออาชีพ ราคาอาหาร แพง ซึ่งมีผลกระทบต่อนักท่องเที่ยว

ด่าหนัง หรือดานัง เป็นนครช่องทาง เข้าภาคกลางของเวียดนาม เป็นช่องทางนานาชาติช่องทางที่ 3 มีจุดเด่นด้านที่ตั้งภูมิศาสตร์ การติดต่อคมนาคม ที่สำคัญ เป็นต้นทางด้านตะวันออกของโครงการระเบียงเศรษฐกิจตะวันออก-ตะวันตก (East-West Economic Corridor: EWEC)

ในอนาคตอันไม่ไกล รัฐบาลเวียดนามมีแผนพัฒนาด่าหนังให้เป็นศูนย์เศรษฐกิจ วัฒนธรรม การเมืองของภาคกลางเวียดนาม

ปัจจุบันสนามบินด่าหนังสามารถเชื่อมต่อกับสนามบินภูมิภาค 4 แห่ง โดยมีเส้นทางบินฮานอย-ด่าหนัง เส้นทางนครโฮจิมินห์-ด่าหนัง วันละ 4-5 เที่ยว โดยเครื่องบินขนาดใหญ่ A320 และ Boeing 737 โดย Vietnam Airlines และ Pacific Airlines นอกจากนี้ยังมีเส้นทางบินตรง 3 เที่ยว/สัปดาห์/เส้นทาง ไปถึงฮ่องกง กรุงเทพฯ และนครวัด (เสียมราฐ กัมพูชา) รวมทั้งยังมีแผนขยายเส้นทางบินนานาชาติ ไปยังประเทศต่างๆ ในภูมิภาค เช่น สิงคโปร์ ญี่ปุ่น ไต้หวัน จีน

ท่าเรือด่าหนัง (ประกอบด้วยท่าเรือ เตียนซา ท่าเรือซงห่าน และท่าเรือเลียนเจี๋ยว) เป็นท่าเรือพาณิชย์ใหญ่อันดับ 3 ของเวียดนามต่อจากท่าเรือไซ่ง่อน และท่าเรือไฮฟอง ท่าเรือเตียนซาสามารถรองรับเรือสินค้ามีระวางขับน้ำ 33,000 DWT เรือใช้งานเฉพาะต่างๆ จะกลายเป็นสถานีต้อน รับนักท่องเที่ยวทางทะเล ที่มาจากทั่วทุกภูมิภาค

นอกจากนี้ยังเป็นเมืองที่ประกอบด้วยแหล่งทรัพยากรการท่องเที่ยวที่หลากหลาย ชายฝั่งทะเลยาว ผืนทรายขาว สิ่งแวดล้อมดี ทัศนียภาพทางธรรมชาติงดงาม เป็นศูนย์ของถนนมรดกวัฒนธรรมโลก เป็นเขตดินแดนที่มีการสะสมทางประวัติ ศาสตร์ วัฒนธรรม ซึ่งได้สร้างให้ด่าหนังกลายเป็นจุดดึงดูดของนักท่องเที่ยว

แหล่งท่องเที่ยวสำคัญของนครด่าหนัง อาทิ หงูห่าญเซิน หมู่บ้านอาชีพ หมู่บ้านหินหว่าหาย หมู่บ้านทอเสื่อเอี๊ยนเน ฟองนาม และฟุเถื่อง รวมถึงแหล่งท่องเที่ยว นิเวศวิทยาบ่าหน่า เซินตร่า หายเวิน มีร่องรอยทางประวัติศาสตร์ เช่น ถ่าญเดี่ยน หาย เหงียตรุ๋งเควตรุง เขตร่องรอย K20 และพิพิธภัณฑ์ เช่น พิพิธภัณฑ์จาม พิพิธภัณฑ์กองทัพภาคที่ 5 พิพิธภัณฑ์ทั่วไป ด่าหนัง

เอกลักษณ์อีกอย่างหนึ่งของด่าหนัง คือร่องรอยวัฒนธรรมทางจิตวิญญาณ เช่น อุปรากรเวียดนาม ดนตรีร้องรำชนเผ่า วัฒนธรรมชนเผ่าจาม และชนเผ่าเกอตู รวมทั้งเมืองมรดกโลก 3 แห่งคือ เมืองเก่าหมีเซิน เมืองเก่าโห่ยอาน และเมืองหลวงเก่าเว้

ผู้บริหารนครด่าหนังมีนโยบายพัฒนาการท่องเที่ยวให้เป็นหัวหอกในการยกระดับเศรษฐกิจของเมือง ประกอบด้วยการพัฒนาจุดท่องเที่ยว สถานบันเทิง จุดบริการท่องเที่ยว เช่น การท่องเที่ยวทางนิเวศวิทยา เขตท่องเที่ยวพักฟื้นบริเวณภูเขา และให้ความสำคัญการท่องเที่ยวทาง ทะเล เนื่องจากชายทะเลด่าหนังตั้งอยู่ใกล้ใจกลางนคร ชายหาดกว้างใหญ่ยาวถึง 60 กม. เงียบสงบ หาดทรายขาวละเอียด และสะอาด ที่ผ่านมามีเรือท่องเที่ยวเข้ามา ยังชายหาดด่าหนังปีละ 50 ลำ จำนวนนักท่องเที่ยวทางเรือ 30,000 คน/ปี

ปัจจุบันแขนงงานท่องเที่ยวด่าหนัง กำลังมีการก่อสร้างหลายโครงการเลียบชายฝั่งทะเล รวมทั้งสร้างกิจกรรมกีฬาทันสมัยแบบเวียดนามและแบบภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้   




 








upcoming issue

จากโต๊ะบรรณาธิการ
past issue
reader's guide


 



home | today's news | magazine | columnist | photo galleries | book & idea
resources | correspondent | advertise with us | contact us

Creative Commons License
ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย