Search Resources
 
Login เข้าระบบ
สมัครสมาชิกฟรี
ลืมรหัสผ่าน
 
  homenewsmagazinecolumnistbooks & ideaphoto galleriesresources50 managermanager 100join us  
 
 


bulletToday's News
bullet Cover Story
bullet New & Trend

bullet Indochina Vision
bullet2 GMS in Law
bullet2 Mekhong Stream

bullet Special Report

bullet World Monitor
bullet2 on globalization

bullet Beyond Green
bullet2 Eco Life
bullet2 Think Urban
bullet2 Green Mirror
bullet2 Green Mind
bullet2 Green Side
bullet2 Green Enterprise

bullet Entrepreneurship
bullet2 SMEs
bullet2 An Oak by the window
bullet2 IT
bullet2 Marketing Click
bullet2 Money
bullet2 Entrepreneur
bullet2 C-through CG
bullet2 Environment
bullet2 Investment
bullet2 Marketing
bullet2 Corporate Innovation
bullet2 Strategising Development
bullet2 Trading Edge
bullet2 iTech 360°
bullet2 AEC Focus

bullet Manager Leisure
bullet2 Life
bullet2 Order by Jude

bullet The Last page








 
ASTVผู้จัดการรายวัน29 กันยายน 2552
ไทยเข้มแข็งออกฤทธิ์ดันจีดีพีปี53บวก3.3%             
 


   
www resources

สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง

   
search resources

สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง
สมชัย สัจจพงษ์
Economics




คลังคงจีดีพีปี 52 ติดลบ 3% ก่อนปรับตัวเป็นบวก 3.3% ในปีหน้า หลังแผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็งสำแดงผลในทางบวก ประกอบกับข่าวดีเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าในกลุ่มเอเชียปรับตัวในทิศทางที่ดีขึ้นเช่นกัน แนะจับตาปัจจัยเสี่ยงด้านการเมืองและวิกฤตเศรษฐกิจโลกรอบ 2 จะเกิดขึ้นอีกหรือไม่

นายสมชัย สัจจพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยว่า สศค.ยังคงประมาณการตัวเลขเศรษฐกิจไทยทั้งปี 52 ที่ติดลบ 3% เช่นเดิม โดยเป็นการประมาณการแบบอนุรักษ์นิยมเนื่องจากมองว่าเศรษฐกิจไทยครึ่งปีหลังจะขยายตัวดีกว่าครึ่งปีแรกที่หดตัว 6% มาอยู่ที่ระดับ 0% โดยแบ่งเป็นไตรมาส 3 จะยังคงหดตัว 3-4% แต่ในไตรมาส 4 จะกลับมาขยายตัวเป็นบวกได้ถึง 3-4% เช่นกัน เป็นผลโดยตรงจากผลสัมฤทธิ์ของแผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง 2555 ทั้งจากวงเงินที่ลงทุนและโครงการที่จะเริ่มปฏิบัติจริงในไตรมาส 4 และการปรับตัวที่ดีขึ้นของเศรษฐกิจคู่ค้าในกลุ่มประเทศเอเชีย ส่วนในปี 53 คาดจีดีพีจะเติบโต 3.3% ซึ่งได้รับผลต่อเนื่องจากไทยเข้มแข็ง

อย่างไรก็ตามหากจะมีความเปลี่ยนแปลงไม่ให้เป็นไปตามประมาณการนี้ จะเกิดจากปัจจัยหลัก 5 ประการ ได้แก่ ราคาน้ำมัน ที่หากเปลี่ยนแปลงทุก 1 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล จะมีผลกระทบต่อจีดีพี 0.2% รองลงมาคืออัตราแลกเปลี่ยนที่มีผลกระทบต่อความสามารถในการแข่งขัน โดยหากเงินบาทเปลี่ยนแปลงทุก 1 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ มีผลกระทบต่อเศรษฐกิจ 0.3% การเบิกจ่ายของรัฐบาล และโครงการไทยเข้มแข็งที่ทุกการใช้จ่าย 100,000 ล้านบาท จะมีผลทำให้เศรษฐกิจดีขึ้น 0.4% แต่หากเบิกจ่ายไม่ได้ตามเป้าหมายเชื่อว่าจีดีพีปีหน้าจะไม่ใช่ 3.3% แน่นอน

นอกจากนี้ยังมีปัจจัยจากสถานการณ์ทางการเมือง หากนิ่งจะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจมากขึ้น และเศรษฐกิจโลกที่ต้องจับตาว่าจะมีวิกฤตระลอก 2 ตามมาหรือไม่ รวมถึงเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าของไทย ที่หากเศรษฐกิจประเทศคู่ค้าเปลี่ยนแปลงทุก 1% จะมีผลต่อเศรษฐกิจไทย 1.03% และจากทุกปัจจัยเสี่ยงขึ้นอยู่กับความรุนแรงของปัญหา หากรุนแรงมากจะยิ่งส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจมากตามไปด้วย แต่ทั้งนี้ยืนยันว่าไทยยังไม่มีปัญหาฟองสบู่จากภาคธุรกิจอสังหาริมทรัพย์แน่นอน เพราะสินเชื่อยังหดตัว และราคาบ้านยังไม่ขยับขึ้น อีกทั้งธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)ยังมีวินัยทางการเงินสูงมากไม่ใจอ่อนพิมพ์ธนบัตรเพิ่มเช่นที่ธนาคารสหรัฐทำ

สำหรับภาวะเศรษฐกิจประจำเดือนส.ค.ที่ผ่านมา มีสัญญาณฟื้นตัวดีต่อเนื่อง เห็นได้จากเครื่องชี้วัดการบริโภค ทั้งจากภาษีมูลค่าเพิ่มหดตัวน้อยลงจากเดือนก.ค. ขณะที่การจำหน่ายรถยนต์นั่งก็หดตัวลดลงเช่นกัน ส่วนการลงทุนก็ปรับตัวดีขึ้นจากปริมาณนำเข้าสินค้าทุนที่ปรับเพิ่มขึ้นและภาษีธุรกรรมอสังหาริมทรัพย์หดตัวน้อยลง   




 








upcoming issue

จากโต๊ะบรรณาธิการ
past issue
reader's guide


 



home | today's news | magazine | columnist | photo galleries | book & idea
resources | correspondent | advertise with us | contact us

Creative Commons License
ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย