Search Resources
 
Login เข้าระบบ
สมัครสมาชิกฟรี
ลืมรหัสผ่าน
 
  homenewsmagazinecolumnistbooks & ideaphoto galleriesresources50 managermanager 100join us  
 
 


bulletToday's News
bullet Cover Story
bullet New & Trend

bullet Indochina Vision
bullet2 GMS in Law
bullet2 Mekhong Stream

bullet Special Report

bullet World Monitor
bullet2 on globalization

bullet Beyond Green
bullet2 Eco Life
bullet2 Think Urban
bullet2 Green Mirror
bullet2 Green Mind
bullet2 Green Side
bullet2 Green Enterprise

bullet Entrepreneurship
bullet2 SMEs
bullet2 An Oak by the window
bullet2 IT
bullet2 Marketing Click
bullet2 Money
bullet2 Entrepreneur
bullet2 C-through CG
bullet2 Environment
bullet2 Investment
bullet2 Marketing
bullet2 Corporate Innovation
bullet2 Strategising Development
bullet2 Trading Edge
bullet2 iTech 360°
bullet2 AEC Focus

bullet Manager Leisure
bullet2 Life
bullet2 Order by Jude

bullet The Last page








 
นิตยสารผู้จัดการ 360 องศา กุมภาพันธ์ 2553
Timothy Geithner             
 


   
search resources

Political and Government




รัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ เปิดใจถึงภาระรับผิดชอบอันหนักอึ้ง ในการแก้ไขวิกฤติการเงินที่เลวร้ายที่สุดในรอบ 70 ปี


Newsweek: ท่านได้ประกาศขายบ้านที่อยู่ชานนครนิวยอร์กในราคาต่ำกว่าที่ซื้อมา ทำให้หลายคนเปรียบเปรยว่า การกระทำของท่านสะท้อนสภาพวิกฤติในตลาดบ้าน เพราะแม้กระทั่งรัฐมนตรีคลังยังต้องยอมขายบ้านขาดทุน แล้วท่านขายบ้านหลังนั้นได้หรือไม่

Geithner: ผมเปลี่ยนใจเป็นปล่อยเช่าแทน เพราะราคาในนิวยอร์กยังดีกว่าที่อื่นๆ และเป็นการตัดสินใจทางการเงินที่ดี ผมไม่คิดว่าการเปรียบเปรยที่ว่านั้นจะถูกต้อง


Newsweek: ก่อนจะเกิดวิกฤติการเงินระบบการเงินของสหรัฐฯ มีขนาดใหญ่เกินไป เห็นได้จาก 35% ของผลกำไรจากภาคธุรกิจทั้งหมดในปี 2007 เป็นกำไรที่มาจากสถาบันการเงิน ตอนนี้ระบบการเงินของเราหดตัวลงมากพอหรือยัง

Geithner: ระบบการเงินลดขนาดลงมากแล้ว ส่วนที่เป็นจุดอ่อนที่สุดของระบบได้รับการแก้ไขหมดแล้ว ภาระหนี้สินในสถาบันการเงินที่ยังเหลืออยู่ก็ลดต่ำลงมาก จริงๆ แล้วระบบการเงินของเรายังเล็กกว่าประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่อย่างเช่นอังกฤษ หากดูจากสัดส่วนต่อ GDP ส่วนสาเหตุที่สถาบันการเงินสหรัฐฯ มีสัดส่วนรายได้ที่สูง เป็นเพราะสถาบันการเงินของเราค่อนข้างโดดเด่นในโลก แต่สิ่งที่สำคัญคือ เราต้องทำให้ระบบมีเสถียรภาพมากขึ้น มีความเสี่ยงน้อยลงและมีพื้นฐานที่แข็งแรง


Newsweek: ท่านคิดว่าบรรดาผู้นำในอุตสาหกรรมการเงินเข้าใจหรือไม่ว่า พวกเขาควรลดการทำธุรกิจที่เสี่ยงเกินไป

Geithner: ผมเชื่อเช่นนั้นและงานของผมคือต้องทำให้พวกเขาลดความเสี่ยงลงให้ได้ มักจะมีความขัดแย้งกันเสมอ ระหว่างสิ่งที่พวกเขาคิดว่าดีต่อผลตอบแทนของผู้ถือหุ้น กับสิ่งที่ดีต่อระบบโดยรวม


Newsweek: สมาชิกรัฐสภาชอบบ่นว่า อนุมัติงบอุ้มภาคการเงินไปแล้ว แต่ธุรกิจในเขตเลือกตั้งของเขาก็ยังไม่มีธนาคารไหนยอมปล่อยกู้ให้ ท่านมีปัญหาการสื่อสารล้มเหลวหรือไม่

Geithner: สิ่งที่ผมพยายามบอกตลอดเวลาคือ ความสามารถในการปล่อยสินเชื่อจะต้องแข็งแกร่งขึ้น เพราะการอนุมัติงบกอบกู้ภาคการเงิน ก็เพื่อให้แน่ใจว่า บริษัทที่ยังคงแข็งแรงอยู่ จะต้องไม่ขาดแคลนสินเชื่อที่จำเป็นต่อการดำเนินกิจการ ถึงแม้ว่าเราจะยังแก้ปัญหาได้ไม่สมบูรณ์ แต่ผมเห็นว่า เราประสบความสำเร็จมากกว่าวิกฤติครั้งก่อนๆ และมาตรวัดที่ดีที่สุดในเรื่องนี้ก็คือ การลดลงอย่างมากของดอกเบี้ย ซึ่งเป็นต้นทุนของการกู้ยืม


Newsweek: ดูเหมือนหลายคนจะไม่พอใจกับกระบวนการช่วยประชาชนที่กำลังจะถูกยึดบ้าน

Geithner: เราพยายามบอกตั้งแต่แรกแล้วว่า เราเน้นที่การทำให้อัตราดอกเบี้ยและดอกเบี้ยเงินกู้ซื้อบ้านลดลง เพื่อรองรับการตกต่ำของราคาบ้าน และช่วยรักษาเสถียรภาพของมูลค่าบ้าน เพราะมูลค่าของบ้านเป็นสิ่งที่ทำให้ประชาชนรู้สึกมั่นคงทางการเงิน และเราพยายามพูดชัดเจนเช่นกันว่า การช่วยไม่ให้ถูกยึดบ้านนั้นจะทำอย่างมีเป้าหมายและจำกัด เพราะเราไม่สนับสนุนให้คนมีบ้าน หากเขาไม่อยู่ในฐานะที่จะซื้อบ้านได้


Newsweek: Ben Bernanke ประธาน Fed ถูกรุมตำหนิในรัฐสภา บรรดาผู้จัดการกองทุน hedge fund ก็รุมตำหนิทั้งรัฐบาลและ Fed มีความเคลื่อนไหวในระดับรากหญ้าทั้งจากฝ่ายขวาและฝ่ายซ้าย

Geithner: และจากตรงกลางด้วย


Newsweek: จากตรงกลางงั้นหรือ?

Geithner: ใช่ พวกอิสระไง ตอนนี้ประเทศเรามีความเห็นแตกเป็น 2 ฝ่าย ฝ่ายแรกบอกว่า รัฐบาลควบคุมอะไรไม่ได้และกำลังทำสิ่งที่อันตราย คือเข้าควบคุมเศรษฐกิจ ส่วนอีกพวกบอกว่ารัฐบาลไม่ยอมทำอะไรเพื่อช่วยคนรากหญ้า วิกฤติเศรษฐกิจเกิดขึ้นบนความแตกแยกนี้ และยิ่งทำให้ประชาชนไม่ไว้ใจในรัฐบาลของตนและสถาบันของชาติมากยิ่งขึ้นว่า จะสามารถช่วยแก้ปัญหาให้พวกเขาได้


Newsweek: ถ้าเช่นนั้น ท่านก็ไม่คิดว่า รัฐเอาใจ Wall Street มากเกินไป กับการที่ทุ่มงบประมาณเข้าอุ้มสถาบันการเงิน

Geithner: การมองว่านโยบายอุ้มสถาบันการเงินไม่ยุติธรรม และเป็นการเอาใจสถาบันการเงินเพียงไม่กี่แห่ง เป็นการมองเจตนาและผลของนโยบายดังกล่าวผิดไปอย่างมาก ผมเคยคิดว่า คนจะเข้าใจมากขึ้น หลังจากที่ Lehman Brothers ล้มละลาย แต่ก็ไม่เป็นเช่นนั้น เพราะคนกลับเกิดความหวาดกลัวว่า บริษัทอื่นจะล้มตามไปด้วย และคนที่จนที่สุดคือคนเจ็บที่สุด อย่างไรก็ตาม นโยบายที่ยุติธรรมแม้ว่าจะยากในการอธิบายให้คนส่วนใหญ่เข้าใจก็คือ การพยายามรักษาเสถียรภาพของระบบให้ได้


Newsweek: การที่ Fed ถูกกล่าวโจมตีอย่างหนัก กระทบต่อแผนการที่ท่านจะเพิ่มบทบาท Fed ในการเป็นผู้ควบคุมความเสี่ยงหรือไม่

Geithner: กระทบมาก แต่ผมขอยืนยันว่า เราไม่ได้กำลังจะทำให้ Fed มีอำนาจล้นฟ้าในการตรวจสอบระบบการเงินทั้งหมด จริงๆ แล้วเรากำลังเสนอให้ลดอำนาจการช่วยเหลือฉุกเฉินของ Fed ด้วยซ้ำ แต่สถาบันการเงินขนาดใหญ่ที่ซับซ้อน จำเป็นต้องถูกควบคุมโดยกฎระเบียบที่ออกแบบและใช้โดย Fed แม้ว่า Fed อาจจะทำผิดบ้าง แต่ผมยังคิดว่า Fed กล้าหาญและสร้างสรรค์มาก ที่สามารถทำให้ธนาคารกลางทั่วโลกเลิกมองว่า สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่วิกฤติที่ร้ายแรง และ Fed ยังช่วยเป็นสะพานให้รัฐบาลสามารถออกมาตรการแก้ไขวิกฤติเศรษฐกิจได้


Newsweek: ย้อนกลับไปเมื่อเดือนมีนาคมปีที่แล้ว อะไรที่ท่านเคยบอกว่า เป็นพัฒนาการที่ดีที่จะสร้างความประหลาดใจให้มากที่สุด

Geithner: การเติบโตของ GDP ซึ่งดีกว่าที่คาดการณ์ไว้ รวมทั้งการที่เราสามารถปรับปรุงระบบการเงินให้เข้มแข็งขึ้น โดยเสียค่าใช้จ่ายน้อยกว่าที่คาดอย่างมาก การทุ่มเงินหลายล้านล้านดอลลาร์เพื่อกอบกู้วิกฤติผ่านพ้นไปด้วยดี จากการที่เราใช้แผนอุ้มสถาบันการเงินด้วยเงินจากภาคเอกชน ซึ่งช่วยลดการใช้เงินภาษีอากรจากประชาชน เราได้ค่าธรรมเนียมจากการค้ำประกันเงินกู้ให้แก่สถาบันการเงิน เป็นเงินหลายหมื่นล้านดอลลาร์ การตรวจสอบสุขภาพสถาบันการเงิน (stress test) เมื่อปีที่แล้วทำให้พวกเขาต้องเพิ่มทุน และรัฐบาลกำลังจะได้รับการชดใช้หนี้คืน 1 แสน 7 หมื่น 5 พันล้านดอลลาร์ ภายในสิ้นปีนี้ (2010) จากเงินทั้งหมดที่ใช้อุ้มสถาบันการเงินไป 2 แสน 4 หมื่นล้านดอลลาร์


Newsweek: แต่ยังมีผลกระทบอื่นๆ ที่เกิดจากการอุ้มสถาบันการเงิน อย่างเช่นการที่ค่าเงินดอลลาร์อ่อนแอ และงบดุลของ Fed ใหญ่ขึ้น

Geithner: ผมไม่เห็นด้วยกรณีค่าเงินดอลลาร์ คนยังคงต้องการถือพันธบัตรรัฐบาลอเมริกันและเงินดอลลาร์อยู่ โดยเฉพาะในเวลาวิกฤติอย่างนี้ ส่วนที่งบดุลของ Fed ใหญ่ขึ้น เป็นเพราะ Fed ตัดสินใจใช้นโยบายการเงินหยุดยั้งเศรษฐกิจถดถอย อย่างไรก็ตาม มีผลกระทบอื่นเกิดขึ้นจริงๆ คือการที่รัฐบาลต้องแบกผลขาดทุนของ AIG ของบริษัทรถยนต์ และของ Fannie กับ Freddie แต่ก็ขาดทุนน้อยกว่าที่คาดมาก


Newsweek: ผลกระทบที่คาดไม่ถึงมากที่สุดจากวิกฤติครั้งนี้คืออะไร

Geithner: อัตราการว่างงานที่สูงเกินคาด ซึ่งทุกสำนักต่างก็คาดผิดกันหมด และเป็นสิ่งที่ส่งผลกระทบมาก เพราะเป็นตัวเลขเศรษฐกิจที่คนทั่วไปมองว่า เป็นตัววัดสุขภาพของเศรษฐกิจ


Newsweek: ส่วนใดของวิกฤติการเงินที่รัฐบาลจะจัดการต่อไปใน 1 ปีต่อจากนี้

Geithner: ปล่อยหุ้นใน AIG บริษัทรถยนต์ Fannie Mae และ Freddie Mac ที่รัฐบาลต้องแบกอยู่ทิ้งไป ค่อยๆ วางมือจากการที่รัฐบาลได้เข้าไปแทรกแซงตลาดบ้านครั้งใหญ่ ซึ่งทั้ง 2 เรื่องนี้ต้องใช้เวลา และ 1 ปีต่อจากนี้ สถาบันประกันเงินฝาก (FDIC) ยังคงจะต้องแบกสินทรัพย์มหาศาล ที่ได้มาจากการยึดธนาคารที่ล้ม


Newsweek: หลายคนรู้สึกว่าท่านตีกรอบงานในหน้าที่รับผิดชอบไว้แคบมาก คือแค่สุขภาพของ Wall Street เท่านั้น และให้ความสำคัญกับประชาชนทั่วไปเป็นแค่เรื่องรอง

Geithner: หน้าที่รับผิดชอบอย่างแรกของผมคือ แก้ไขและปฏิรูประบบการเงิน แต่อีกครึ่งหนึ่งของเวลาทั้งหมดที่ผมมี ก็หมดไปกับการวางแผนเศรษฐกิจ คนที่คิดว่าเราไม่สนใจแก้ปัญหาเศรษฐกิจที่ประเทศกำลังเผชิญอยู่ เป็นความคิดที่ไม่ถูกต้อง กฎหมายฟื้นเศรษฐกิจที่ออกไปแล้วไม่เพียงจะช่วยฟื้นการเติบโต แต่ยังรวมถึงการลงทุนในด้านต่างๆ ทั้งการศึกษา พลังงาน สิ่งแวดล้อม และการประกันสุขภาพด้วย ซึ่งล้วนเป็นประโยชน์ในระยะยาว


Newsweek: มีเรื่องอะไรที่ท่านยังรู้สึกวิตกอีกบ้าง

Geithner: ผมกังวลว่าเราทำดีพอหรือยัง สิ่งที่ยากที่สุดของการบริหารประเทศคือ ทำให้นโยบายที่ดีต่อเศรษฐกิจ เป็นนโยบายที่ประสบความสำเร็จทางการเมืองด้วย ซึ่งเป็นเรื่องที่ท้าทาย สาเหตุอาจเป็นเพราะประชาชนหมดความเชื่อถือในรัฐบาลและนโยบายมาตลอด 20 ปีที่ผ่านมา หรือเพราะความเสียหายที่เกิดจากการใช้นโยบายประชานิยม หรือการที่ต้องคอยประนีประนอมในรัฐสภา


Newsweek: ในตลาด Intrade ซึ่งเป็นตลาดล่วงหน้าที่คาดการณ์เกี่ยวกับสถานการณ์ปัจจุบัน มีการเก็งกันว่า ท่านจะต้องลาออกหรือไม่ก็ถูกปลด

Geithner: ภรรยาผมคงเป็นคนหนึ่งที่เก็งเช่นนั้น


Newsweek: ถ้ายังคงมีคนเรียกร้องให้ท่านลาออก ท่านจะจัดการอย่างไร

Geithner: ผมติดตามผลทางการเมืองในช่วงที่เกิดวิกฤติเศรษฐกิจที่เม็กซิโกและเอเชีย ผลสำรวจถึง 9 ต่อ 1 ระบุว่า คนส่วนใหญ่คัดค้านนโยบายเกือบทุกอย่างที่ช่วยสกัดไม่ให้เกิดความเสียหายต่อเศรษฐกิจ และผมได้เห็นคนที่มีความสามารถยอดเยี่ยมต้องถูกรุมโจมตีจากสาธารณะ ผมคิดว่า นี่เป็นสิ่งที่ต้องเกิดขึ้นในช่วงที่เกิดวิกฤติการเงิน และมีนัยถึงประธานาธิบดีมากกว่าตัวผมเอง เป็นบททดสอบว่า ประธานาธิบดีมีคนที่พร้อมจะทำในสิ่งที่ประชาชนไม่ชอบ เพื่อเขาหรือไม่ ยอมทำสิ่งที่ไม่มีใครเข้าใจ แต่ต้องทำเพราะรู้ว่าเป็นสิ่งที่ดีที่จำเป็นต้องทำ คนเราจะถูกตัดสินด้วยสิ่งที่เราทำ เพื่อแก้ไขสิ่งที่เสียหาย และเราได้แก้ไขวิกฤติเศรษฐกิจที่เลวร้ายที่สุดใน 3 ชั่วคน อย่างได้ผลและด้วยค่าใช้จ่ายที่น้อยกว่าที่ทุกคนคาดคิด

แปล/เรียบเรียง เสาวนีย์ พิสิฐานุสรณ์
เรื่อง นิวสวีค 28 ธันวาคม 2552 - 4 มกราคม 2553   




 








upcoming issue

จากโต๊ะบรรณาธิการ
past issue
reader's guide


 



home | today's news | magazine | columnist | photo galleries | book & idea
resources | correspondent | advertise with us | contact us

Creative Commons License
ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย