Search Resources
 
Login เข้าระบบ
สมัครสมาชิกฟรี
ลืมรหัสผ่าน
 
  homenewsmagazinecolumnistbooks & ideaphoto galleriesresources50 managermanager 100join us  
 
 


bulletToday's News
bullet Cover Story
bullet New & Trend

bullet Indochina Vision
bullet2 GMS in Law
bullet2 Mekhong Stream

bullet Special Report

bullet World Monitor
bullet2 on globalization

bullet Beyond Green
bullet2 Eco Life
bullet2 Think Urban
bullet2 Green Mirror
bullet2 Green Mind
bullet2 Green Side
bullet2 Green Enterprise

bullet Entrepreneurship
bullet2 SMEs
bullet2 An Oak by the window
bullet2 IT
bullet2 Marketing Click
bullet2 Money
bullet2 Entrepreneur
bullet2 C-through CG
bullet2 Environment
bullet2 Investment
bullet2 Marketing
bullet2 Corporate Innovation
bullet2 Strategising Development
bullet2 Trading Edge
bullet2 iTech 360°
bullet2 AEC Focus

bullet Manager Leisure
bullet2 Life
bullet2 Order by Jude

bullet The Last page








 
นิตยสารผู้จัดการ 360 องศา มีนาคม 2553
ภาพรวมอุตสาหกรรมกับสิ่งแวดล้อมและข้อเสนอต่อการแก้ปัญหามลพิษในมาบตาพุด             
โดย ท่านผู้หญิง ดร. สุธาวัลย์ เสถียรไทย
 


   
search resources

Environment




ปัญหามลพิษของมาบตาพุดเป็นที่ทราบกันอยู่โดยเฉพาะมลพิษทางอากาศส่งผลให้โรงเรียนที่เคยตั้งอยู่ในบริเวณพื้นที่เขตอุตสาหกรรมต้องย้ายออกไป

ในช่วงที่ผ่านมา หลายหน่วยงานพยายามศึกษาเพื่อประเมินความเสี่ยงทางสิ่งแวดล้อมและสุขภาพในพื้นที่ดังกล่าว พบว่าผลการสำรวจสารอินทรีย์ระเหยง่าย จากการเก็บตัวอย่างอากาศในพื้นที่มาบตาพุดของกรมควบคุมมลพิษเมื่อปี พ.ศ. 2548 แสดงว่าสารอินทรีย์ระเหยง่ายกว่า 40 ชนิดที่กระจายทั่วไปในบรรยากาศ เป็นสารก่อมะเร็ง 20 ชนิด ในจำนวนนี้มี 19 ชนิดที่เกินระดับการเฝ้าระวังขององค์การพิทักษ์สิ่งแวดล้อมแห่งสหรัฐอเมริกา (USEPA) และสอดคล้องกับผลสรุปเบื้องต้นของโครงการประเมินสถานการณ์ความเสี่ยงภัยที่มีผลกระทบต่อสุขภาพที่มีความเห็นว่า ขณะนี้ประชาชนในชุมชนมาบตาพุด อยู่ในสิ่งแวดล้อมที่มีมลพิษ และอยู่ในภาวะ เสี่ยงภัยทางสุขภาพต่อการเกิดโรคจากพิษของเบนซีน ประกอบกับข้อมูลคุณภาพอากาศของกรมควบคุมมลพิษที่ทำการตรวจ วัดสารทำละลายเบนซีนในบรรยากาศในพื้นที่มาบตาพุดจำนวน 6 สถานีตรวจวัด พบว่ามี 5 สถานีตรวจวัดที่มีค่าสูงสุดเกินกว่ามาตรฐานที่กำหนด สถาบันมะเร็งแห่งชาติก็พบอุบัติการณ์ของโรคมะเร็งปอดและตับของคนที่อาศัยอยู่ที่มาบตาพุดสูงกว่าที่อื่นในประเทศโดยรวม ทั้งที่เป็นเมืองใหญ่ๆ เช่น กทม. และเชียงใหม่

ปัจจัยหลักของการเกิดปัญหามลพิษ ทางอุตสาหกรรมของไทย อาจกล่าวได้ว่ามีอยู่ 2 ประการหลักๆ ที่เสริมซึ่งกันและกัน คือปัจจัยภายนอก ได้แก่ แนวโน้มการย้ายฐานการผลิตอุตสาหกรรมของประเทศพัฒนาแล้ว มายังประเทศกำลังพัฒนาอย่างไทยและภูมิภาคเอเชีย และปัจจัยภายในของเราเอง คือนโยบายการพัฒนาและการจัดการสิ่งแวดล้อมอุตสาหกรรม

ขณะนี้โลกาภิวัตน์ของอุตสาหกรรม ทำให้ประเทศพัฒนาแล้วพยายามลดต้นทุนการผลิตอุตสาหกรรม โดยการย้ายฐานการผลิต (outsource) โดยเฉพาะขั้นตอนของการประกอบอุตสาหกรรม (manufacturing process) ซึ่งมีมูลค่าเพิ่ม (value added) ต่ำสุดในห่วงโซ่การผลิต (global supply chain) มายังประเทศกำลังพัฒนาที่มีแรงงานที่ถูกกว่า จะเห็นได้ ว่า ในปี 2007 ปีเดียวมีการเพิ่มของการลงทุนโดยตรง (FDI) มายังภูมิภาคอาเซียน (ASEAN) สูงขึ้นถึง 30% ในขณะที่ประเทศ พัฒนาแล้วจะควบคุมส่วนที่มีมูลค่าเพิ่มสูงสุด ได้แก่ การเป็นเจ้าของเทคโนโลยีและการออกแบบ รวมถึงเจ้าของยี่ห้อ (brand name) ในกรณีอุตสาหกรรมอิเล็ก ทรอนิกส์ที่มีห่วงโซ่การผลิตทั่วโลกจะเป็นตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจน (ดูรูปที่ 1)

แม้การศึกษาส่วนใหญ่จะสรุปว่า การย้ายฐานการผลิตอุตสาหกรรมดังกล่าว เป็นเรื่องของการลดต้นทุนด้านการผลิตโดยตรง ไม่เกี่ยวกับการลดต้นทุนด้านสิ่งแวดล้อม แต่การศึกษาระยะหลังๆ ก็เริ่มชี้ให้เห็นว่าการย้ายฐานการผลิตอาจเกี่ยว ข้องกับการผลักภาระด้านสิ่งแวดล้อมออกจากประเทศพัฒนาแล้วมายังประเทศกำลังพัฒนา เช่น การศึกษาของ Mukhopadhyayn ซึ่งชี้ให้เห็นว่าประเทศไทยได้กลายเป็นฐานการผลิตอุตสาหกรรมที่ก่อมลพิษให้กับกลุ่มประเทศ OECD แล้ว ในประเด็นนี้หากมองในเชิงต้นทุนการจัดการด้านสิ่งแวดล้อมของอุตสาหกรรมในประเทศพัฒนาแล้ว น่าจะมีผลกระทบพอสมควร เช่น ญี่ปุ่น ซึ่งมีกฎหมายสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวด ได้แก่ กฎหมายในการป้องกันและแก้ปัญหาการปนเปื้อน (contamination) ของดินและน้ำใต้ดินจากการทำอุตสาหกรรม ทำให้เกิดต้นทุนเฉพาะที่ดูแลปัญหานี้สูงถึง 16,900 ล้านเยน ทั้งนี้ยังไม่รวมต้นทุนในการแก้ปัญหาด้านมลพิษทางน้ำและอากาศ ในขณะเดียวกันถ้าประเทศเหล่านี้มาลงทุนในประเทศกำลังพัฒนาที่ไม่มีกฎหมายในการดูแลปัญหาด้านการปนเปื้อนของดินและน้ำใต้ดินดังกล่าว หรือการบังคับใช้กฎหมายด้านสิ่งแวดล้อมอื่นๆ ที่ไม่เข้มงวดเช่นกรณีของไทย ก็ทำให้เขาสามารถประหยัดต้นทุนไปได้มาก

นอกจากนี้ อุตสาหกรรมหลายประเภทยังก่อให้เกิดปัญหาก๊าซเรือนกระจก (Greenhouse Gas หรือ GHG) ซึ่งประเทศพัฒนาแล้วหลายประเทศพยายามผลักภาระความรับผิดชอบการปล่อยก๊าซเรือนกระจกออกจากประเทศของตน (offshore of GHG) ในประเด็นนี้ อาจยิ่งทำให้มีแรงจูงใจมากขึ้นในการย้ายฐานการผลิต ที่ทั้งก่อมลพิษ กากของเสียอันตราย และก๊าซเรือนกระจก ออกจากประเทศของตนได้

ขณะเดียวกัน หากหันมามองปัจจัยภายใน ได้แก่ นโยบายการพัฒนาของไทย เอง ที่ผ่านมาไม่ได้วางอยู่บนหลักการพัฒนาที่ยั่งยืน คือมีแนวโน้มที่จะละเลยมิติด้านสังคมและสิ่งแวดล้อม ให้ความสำคัญแต่มิติด้านเศรษฐกิจ แม้แต่ด้านเศรษฐกิจเองก็มีแนวโน้มที่จะเน้นแต่ผลประโยชน์ระยะสั้น เช่น การละเลยต้นทุนด้านสิ่งแวดล้อม ซึ่งสถาบันธรรมรัฐฯ (GSEI) ได้มีการประเมินต้นทุนของผลกระทบสิ่งแวดล้อมจากอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์เฉพาะการประกอบฮาร์ดดิสก์สูงถึง 2,200 ล้านบาทในปี 2004 ขณะที่ TDRI ประเมินต้นทุนด้านสุขภาพที่เกิดจากปัญหามลภาวะสูงถึง 18,000 ล้านบาทในปี 2003 เป็นต้น

นอกจากนี้แนวนโยบายด้านการลงทุนและการพัฒนาอุตสาหกรรม ยังขาดการมีวิสัยทัศน์ระยะยาวในการยกระดับสถานะของเศรษฐกิจไทยให้พ้นจากการเป็นฐานการลงทุนทางอุตสาหกรรมที่มีแต่ค่าแรงต่ำ สู่ระดับการผลิตที่มีมูลค่าเพิ่มที่สูงขึ้นในห่วงโซ่การผลิต ด้วยการสร้างความสามารถในการแข่งขันที่อยู่บนฐานของความรู้ ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาด้านเทคโนโลยีหรือความคิดที่สร้างสรรค์จากภูมิปัญญาไทย ทั้งๆ ที่คนไทยก็มีศักยภาพ อยู่พอสมควร

นโยบายในลักษณะนี้มีส่วนทำให้ไทยกลายเป็นประเทศที่ต้องพึ่งพิงเทคโน โลยีและการลงทุนจากต่างประเทศเป็นหลัก ขาดอำนาจต่อรองกับการเข้ามาลงทุนของต่างประเทศ ส่วนมากจะเป็นอุตสาหกรรม ที่สามารถย้ายฐานการผลิตไปที่อื่นได้ง่าย เนื่องจากไทยไม่มีเทคโนโลยีหรือความสามารถเฉพาะที่อุตสาหกรรมจะต้องพึ่งพา เมื่อเกิดปัญหาสิ่งแวดล้อมขึ้นมา นักลงทุนในอุตสาหกรรมเหล่านี้ก็สามารถขู่ที่จะย้ายฐานการผลิตไปที่อื่น ทำให้ไทยไม่สามารถเรียกร้องให้มีการแก้ไขได้ ต้องยอมรับสภาพปัญหาดังกล่าว เพราะเกรงการย้ายฐานไปลงทุนที่ประเทศอื่น

อีกประการหนึ่งมาจากปัจจัยภายใน คือการจัดการสิ่งแวดล้อมอุตสาหกรรมซึ่งขาดธรรมาภิบาล การศึกษาของสถาบันธรรมรัฐฯ ได้สรุปเงื่อนไขของธรรมาภิบาลในการจัดการสิ่งแวดล้อมดังนี้

1) การคานและถ่วงดุลอำนาจที่ก่อ ให้เกิดประโยชน์ต่อส่วนรวม พร้อมทั้งสามารถตรวจสอบได้ (check and balance) โดยการมีส่วนร่วมของประชาชน

2) การมีแรงจูงใจที่เหมาะสม ซึ่งรวมถึงการส่งเสริมให้มีการใช้เทคโนโลยีที่สะอาดและการสามารถเอาผิด รวมทั้งการชดเชยผู้เสียหายได้อย่างมีประสิทธิผลและยุติธรรม

3) การเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณชน และการมีข้อมูลที่สามารถตรวจสอบและเชื่อถือได้

4) การสร้างองค์ความรู้ รวมถึงเทคโนโลยี การสร้างกระบวนการเรียนรู้และค้นหาข้อมูล โดยการมีส่วนร่วมของประชาชน

5) การป้องกันการทุจริตคอร์รัปชั่น เช่น การลดอำนาจในการใช้วิจารณญาณ (discretional power) ของเจ้าพนักงาน หรือการลดการเกิดเป้าหมายหรือวัตถุประสงค์ที่ขัดแย้งกัน (conflict of interest) และทำให้เกิดการตรวจสอบและรับผิดชอบ ด้วย (accountability)

6) การทำให้ระบบมีประสิทธิภาพมากขึ้น ด้วยการลดต้นทุนหรือการสูญเปล่า (transaction costs) ในการดำเนินนโยบาย และดำเนินการจัดการต่างๆ และการนำเครื่องมือด้านเศรษฐศาสตร์ (economic instruments) และการจัดการมาช่วย

7) การส่งเสริมด้านคุณธรรม จริยธรรม และจิตสำนึก อีกทั้งการสร้างหลักประกันให้เกิดความมั่นใจในการกระทำ ที่เหมาะสม

ที่ผ่านมา ระบบการจัดการด้านสิ่งแวดล้อมอุตสาหกรรมไม่ค่อยจะมีธรรมาภิบาล เพราะความอสมมาตรของอำนาจ และการพึ่งพิงทางเศรษฐกิจระหว่างกลุ่มทุนอุตสาหกรรมกับชุมชน ตลอดจนอสมมาตรของข้อมูลระหว่างกลุ่มทุนและผู้มีหน้าที่กำกับดูแลอุตสาหกรรม ทำให้การตรวจสอบและการเอาผิดกระทำได้ยาก จนเกิดเป็นความเคยชินว่า ผู้กระทำผิดไม่ต้องรับผิดชอบ เปรียบเสมือนคนทำดีได้ชั่ว คนทำชั่วได้ดี การอสมมาตรของข้อมูลระหว่างกลุ่มทุนและผู้มีหน้าที่กำกับดูแลระหว่างกลุ่มทุนอุตสาหกรรมกับชุมชน ตลอดจนอุตสาหกรรม ทำให้การตรวจสอบ และการขาดธรรมาภิบาลในการจัดการสิ่งแวดล้อมดังกล่าว ย่อมมีส่วนทำให้เกิดปัญหาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพจากอุตสาหกรรม (ดูรูปที่ 2)

โดยสรุป การจะแก้ปัญหาดังกล่าวได้ นอกจากนโยบายจะต้องมีการปรับให้ไทยมีอำนาจต่อรองที่สูงขึ้น ผ่านการพัฒนา เทคโนโลยีที่เหมาะสมและความสามารถเฉพาะตัวมากขึ้นแล้ว ยังจำเป็นต้องปรับให้ระบบของการจัดการสิ่งแวดล้อมมีการคานและถ่วงดุลอำนาจ โดยให้ประชาชนสามารถเข้ามามีส่วนร่วมในการกำกับดูแลปัญหาได้มากขึ้น เช่น การสร้างระบบตรวจสอบ (monitoring) ปัญหามลพิษและระบบฐานข้อมูลที่ชุมชนสามารถเข้าถึงและมามีส่วนร่วมในการกำกับดูแลได้ด้วยตนเอง นอกจากนี้การใช้เครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์ที่ทำให้เกิดแรงจูงใจที่ถูกต้อง คือคนผิดต้องรับผิดชอบ เช่นการใช้ภาษีสิ่งแวดล้อม หรือการมีระบบประกันภัยด้านสิ่งแวดล้อมที่อาจทำให้บริษัทประกันต้องเข้ามามีส่วนร่วมในการกำกับดูแลและตรวจสอบด้วย เนื่องจากบริษัทต้องจ่ายค่าเสียหายหากเกิดปัญหา เช่นผลกระทบจากกรณีสารเคมีรั่วไหล เป็นต้น

ในด้านการพัฒนาระบบตรวจสอบและติดตามปัญหามลพิษ ตลอดจนระบบฐานข้อมูลที่ชุมชนสามารถเข้าถึงและมีส่วนร่วมในการกำกับดูแลปัญหาสิ่งแวด ล้อมได้ด้วยตนเอง น่าจะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีที่จะช่วยให้ชุมชนสามารถเข้ามามีบทบาทได้มากขึ้น โดยการพัฒนาระบบดังกล่าว ควรอาศัยภูมิปัญญาของคนไทย ไม่จำเป็นต้องซื้อระบบจากต่างประเทศทั้งหมด ซึ่งนอกจากจะแพงแล้ว ยังมีข้อสังเกตว่าเทคโนโลยีที่เกี่ยวกับด้านสิ่งแวดล้อม มักจะเป็นเทคโนโลยีที่ต้องมีความเหมาะสมกับผู้ใช้และบริบทของการใช้งานที่มีลักษณะเฉพาะตัว ซึ่งการนำเข้าระบบเทคโนโลยีด้านสิ่งแวดล้อมจากต่างประเทศ ทั้งหมดมักจะมีปัญหา

ดังนั้น อาจกล่าวได้ว่าถ้าประเทศไทยจะเริ่มมีนโยบายที่สร้างความสามารถของการแข่งขันอยู่บนฐานของความรู้และเทคโน โลยี ด้วยการเริ่มส่งเสริมการพัฒนาเทคโน โลยีของตนเองขึ้นมา ก็น่าจะลองให้ความสำคัญกับการพัฒนาเทคโนโลยีด้านสิ่งแวด ล้อม ซึ่งต้องอาศัยทั้งวิทยาการสมัยใหม่ และภูมิปัญญาของไทยเอง เพื่อให้เกิดความเหมาะสมในการใช้งานในสถานการณ์ปัจจุบันถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี


เอกสารอ้างอิง :
1. ข้อมูลจากสำนักโรคจากการประกอบอาชีพ สำนักระบาดวิทยา สำนักงานสาธารณสุข จ.ระยอง

2. สถาบันธรรมรัฐเพื่อการพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม (GSEI): รายงานฉบับสมบูรณ์โครงการธรรมาภิบาลและการมีส่วนร่วมของประชาชนในกระบวนการจัดการด้านสิ่งแวดล้อม, สนับสนุนโดย สกว. พ.ศ.2546

3. สถาบันธรรมรัฐเพื่อการพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม (GSEI): รายงานฉบับสมบูรณ์โครงการขับเคลื่อนนโยบายการพัฒนาอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์เพื่อลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ, สนับสนุนโดยมูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ พ.ศ.2549

4. สถาบันธรรมรัฐเพื่อการพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม (GSEI): รายงานฉบับสมบูรณ์โครงการข้อเสนอทางเลือกของมาตรการการป้องกันและฟื้นฟูความเสียหายจากการปนเปื้อนดินและน้ำใต้ดิน, สนับสนุนโดย สกว. พ.ศ.2550

5. สถาบันธรรมรัฐเพื่อการพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม (GSEI): รายงานฉบับสมบูรณ์โครงการศึกษาทางกฎหมายและการพัฒนาเครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์เพื่อประเมินผลกระทบทางเศรษฐกิจจากการจัดทำความตกลง

6. หุ้นส่วนทางเศรษฐกิจไทย-ญี่ปุ่น โดยคำนึงถึงต้นทุนสิ่งแวดล้อม: กรณีศึกษาอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ สนับสนุนโดย สกว. พ.ศ.2552

7. สถาบันธรรมรัฐเพื่อการพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม (GSEI): การพัฒนาวิธีการประเมินความรับผิดชอบร่วมในการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากอุตสาหกรรมระหว่างประเทศที่พัฒนาแล้วและประเทศกำลังพัฒนา สนับสนุนโดย สกว. พ.ศ.2552

8. ASEAN Investment Report 2008

9. Mukhopadhyayn, Kakali. "Impact on the Environment of Thailand's Trade with OECD Countries", Asia-Pacific Trade and Investment Review, Vol.2, No.1, May 2006

10. สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย: การจัดลำดับความสำคัญของปัญหาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม: เครื่องมือเพื่อพัฒนานโยบายสาธารณะ 2549   




 








upcoming issue

จากโต๊ะบรรณาธิการ
past issue
reader's guide


 



home | today's news | magazine | columnist | photo galleries | book & idea
resources | correspondent | advertise with us | contact us

Creative Commons License
ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย