Search Resources
 
Login เข้าระบบ
สมัครสมาชิกฟรี
ลืมรหัสผ่าน
 
  homenewsmagazinecolumnistbooks & ideaphoto galleriesresources50 managermanager 100join us  
 
 


bulletToday's News
bullet Cover Story
bullet New & Trend

bullet Indochina Vision
bullet2 GMS in Law
bullet2 Mekhong Stream

bullet Special Report

bullet World Monitor
bullet2 on globalization

bullet Beyond Green
bullet2 Eco Life
bullet2 Think Urban
bullet2 Green Mirror
bullet2 Green Mind
bullet2 Green Side
bullet2 Green Enterprise

bullet Entrepreneurship
bullet2 SMEs
bullet2 An Oak by the window
bullet2 IT
bullet2 Marketing Click
bullet2 Money
bullet2 Entrepreneur
bullet2 C-through CG
bullet2 Environment
bullet2 Investment
bullet2 Marketing
bullet2 Corporate Innovation
bullet2 Strategising Development
bullet2 Trading Edge
bullet2 iTech 360°
bullet2 AEC Focus

bullet Manager Leisure
bullet2 Life
bullet2 Order by Jude

bullet The Last page








 
ASTVผู้จัดการรายวัน25 มิถุนายน 2553
'ธาริษา'ห่วงสินค้าแพง             
 


   
www resources

โฮมเพจ ธนาคารแห่งประเทศไทย

   
search resources

ธนาคารแห่งประเทศไทย
ธาริษา วัฒนเกส
Economics




ผู้ว่าแบงก์ชาติห่วงขึ้นเงินเดือนข้าราชการมีผลแง่จิตวิทยาให้สินค้าขึ้นราคาและอัตราค่าจ้าง แต่เชื่อกระทบไม่มาก มั่นใจปีนี้อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานยังไม่หลุดกรอบ 0.5-3% พร้อมส่งสัญญาณดอกเบี้ยไทยเข้าสู่ขาขึ้น

นางธาริษา วัฒนเกส ผู้ว่าการ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า การปรับขึ้นเงินเดือนข้าราชการในสัดส่วน 5% ในเบื้องต้นอาจส่งผลในแง่จิตวิทยาให้มีการปรับราคาสินค้าหรือค่าจ้างตามจนกดดันอัตราเงินเฟ้อในระบบไม่มากนัก แต่ในระยะยาวต้องติดตามดูอย่างใกล้ชิดต่อไป อย่างไรก็ตาม แรงกดดันของอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานให้สูงขึ้นจนหลุดกรอบเป้าหมายในการดำเนินนโยบายการเงินของ ธปท.ระดับ 0.5-3%ก็คงมีไม่มากเช่นกัน แต่ในระยะต่อไปก็มีโอกาสเงินเฟ้อสูงขึ้น ซึ่ง ธปท.ระมัดระวังเรื่องนี้อยู่แล้ว

ทั้งนี้ เม็ดเงินที่นำมาใช้จ่ายปรับเงินเดือนให้ข้าราชการจำนวน 3 หมื่นล้านบาท ในการประเมินเบื้องต้นคิดเป็นสัดส่วน 0.3%ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) และเป็นปริมาณเงินส่วนหนึ่งในงบประมาณปี 54 ไม่ได้เป็นเม็ดเงินเพิ่มเติมขึ้นมาใหม่ จึงเชื่อว่าจะมีผลต่ออัตราเงินเฟ้อในระบบเพิ่มขึ้นไม่มาก

ด้านนายไพบูลย์ กิตติศรีกังวาน ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายนโยบายการเงิน ธปท.กล่าวเพิ่มเติมว่า ขณะนี้ยังไม่พบว่าภาคเอกชนจะปรับค่าจ้าง เช่นเดียวกับผู้ประกอบการที่ยังไม่ขึ้นราคาสินค้า โดยมองว่ากว่าจะการปรับขึ้นเงินเดือนข้าราชการเป็นช่วงเดือน เม.ย.ปีหน้า และอุปสงค์ต่อเศรษฐกิจมีจำนวนน้อยมาก ซึ่งเชื่อว่ากระทรวงพาณิชย์คงดูแลเรื่องนี้อยู่แล้ว จึงคาดว่าในปีนี้อัตราเงินเฟ้อต่ำอยู่ แต่จะเพิ่มแรงกดดันมากขึ้นในปีหน้าจากภาวะเศรษฐกิจโลก รวมถึงราคาน้ำมันและสินค้าโภคภัณฑ์ต่างๆ

**ชี้นโยบายการเงินไทยต่างกับเฟด**

ผู้ว่าการ ธปท.กล่าวว่า สำหรับกรณีที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) มีมติคงอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นไว้ที่ระดับ 0-0.25% ในการประชุมครั้งล่าสุดนั้น ผู้ว่าการ ธปท.กล่าวว่า สถานการณ์ต่างประเทศกับไทยแตกต่างกัน โดยเศรษฐกิจต่างประเทศมีปัญหาจากก่อนหน้านี้ ขณะที่เศรษฐกิจเอเชียค่อนข้างดีกว่า จึงมีความกังวลอัตราเงินเฟ้อเร่งตัวสูงหรือปัญหาฟองสบู่ ทำให้ต้องมีนโยบายการเงินในอีกรูปแบบหนึ่ง

โดยในส่วนของภาวะเศรษฐกิจไทยในขณะนี้มีอัตราการเติบโตที่ดีจากการส่งออกที่ขยายตัวดีต่อเนื่อง ประกอบการใช้จ่ายในประเทศก็ยังมีแรงขับเคลื่อนที่ดีอยู่ ทำให้ความจำเป็นต้องมีนโยบายการเงินและนโยบายการคลังแบบสมัยก่อนน้อยลง และควรกลับมาใช้นโยบายที่เข้าสู่ภาวะปกติมากขึ้น

**รอนักท่องเที่ยวกลับคืนมาในQ4**

ผู้ว่าการ ธปท.ยอมรับว่าเศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งหลังของปีนี้อาจแผ่วลงบ้างจากการท่องเที่ยวหดตัวลงจากปัญหาความไม่สงบทางการเมือง แต่ในขณะนี้ยังไม่สามารถตอบได้ว่าการท่องเที่ยวจะกระทบมากน้อยแค่ไหนต้องติดตามสถานการณ์ต่อไป ขณะเดียวกันการลงทุนชะลอลงบ้าง แต่ด้วยการส่งออกที่ขยายตัวได้ดี จึงเชื่อว่าในระยะต่อไปจะมีการลงทุนเพื่อการส่งออกมากขึ้น

“ขณะนี้ยังไม่ใช่ฤดูท่องเที่ยว ทำให้นักท่องเที่ยวมีจำนวนไม่มาก จึงต้องติดตามดูต่อไป โดยเฉพาะในช่วงไตรมาส 4 ซึ่งเป็นฤดูท่องเที่ยวว่านักท่องเที่ยวจะกลับคืนมาสู่ภาวะปกติหรือไม่ ส่วนในประเด็นคง พ.ร.ก.ฉุกเฉินไว้อาจกระทบความเชื่อมั่นนั้นเชื่อว่าเรื่องนี้รัฐบาลประเมินสถานการณ์ได้ดีอยู่แล้ว”

**ระบุค่าเงินบาทกลับสู่ภาวะปกติ**

นางธาริษากล่าวว่า ทางการจีนประกาศใช้นโยบายอัตราแลกเปลี่ยนให้มีความยืดหยุ่นมากขึ้นเป็นการดำเนินโยบายต่อเนื่องจากปี 2548 แต่หลังจากเกิดวิกฤตเศรษฐกิจโลกในช่วงปี 2551 ทำให้จีนมีการหยุดดำเนินการออกไป โดยมองว่าประเทศจีนได้ประเมินไว้อยู่แล้วว่าเศรษฐกิจค่อนข้างแข็งแกร่งสามารถรองรับการเปลี่ยนแปลงได้ดีขึ้น

ประกอบกับการได้รับแรงกดดันจากต่างประเทศด้วย จึงได้มีการปรับเปลี่ยนค่าเงินหยวนให้มีความคล่องตัวมากขึ้น

“หลังจากที่จีนประกาศให้เงินหยวนมีความยืดหยุ่นมากขึ้น ต่างคาดว่าเงินหยวนแข็งค่าขึ้นมากเมื่อเทียบเคียงกับเงินดอลลาร์สหรัฐกับค่าเงินยูโร ทำให้ค่าเงินในภูมิภาคเอเชีย รวมถึงเงินบาทแข็งค่าขึ้นไปด้วยกัน แต่ขณะนี้สถานการณ์ในตลาดเงินกลับเข้าสู่ภาวะปกติมากขึ้น” ผู้ว่าการ ธปท.กล่าว.   




 








upcoming issue

จากโต๊ะบรรณาธิการ
past issue
reader's guide


 



home | today's news | magazine | columnist | photo galleries | book & idea
resources | correspondent | advertise with us | contact us

Creative Commons License
ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย