Search Resources
 
Login เข้าระบบ
สมัครสมาชิกฟรี
ลืมรหัสผ่าน
 
  homenewsmagazinecolumnistbooks & ideaphoto galleriesresources50 managermanager 100join us  
 
 


bulletToday's News
bullet Cover Story
bullet New & Trend

bullet Indochina Vision
bullet2 GMS in Law
bullet2 Mekhong Stream

bullet Special Report

bullet World Monitor
bullet2 on globalization

bullet Beyond Green
bullet2 Eco Life
bullet2 Think Urban
bullet2 Green Mirror
bullet2 Green Mind
bullet2 Green Side
bullet2 Green Enterprise

bullet Entrepreneurship
bullet2 SMEs
bullet2 An Oak by the window
bullet2 IT
bullet2 Marketing Click
bullet2 Money
bullet2 Entrepreneur
bullet2 C-through CG
bullet2 Environment
bullet2 Investment
bullet2 Marketing
bullet2 Corporate Innovation
bullet2 Strategising Development
bullet2 Trading Edge
bullet2 iTech 360°
bullet2 AEC Focus

bullet Manager Leisure
bullet2 Life
bullet2 Order by Jude

bullet The Last page








 
ASTV ผู้จัดการรายสัปดาห์9 กันยายน 2553
2 ยักษ์ใหญ่ ‘บำรุงราษฎร์-พญาไท’ เร่งปล่อยกลยุทธ์ดึงลูกค้าไทยกลับ             
 


   
search resources

โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์
โรงพยาบาลพญาไท
Hospital




จากงานวิจัยของศูนย์วิจัยกสิกรไทยพบว่า ธุรกิจโรงพยาบาลเอกชนขนาดใหญ่ในปี 2553 มีแนวโน้มเติบโตขึ้นกว่าปี 2552 โดยมีแรงหนุนจากปัจจัยแวดล้อมทางธุรกิจที่ดี ทั้งภาวะเศรษฐกิจและภาวะการท่องเที่ยวที่ปรับตัวดีขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง แต่ต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขสำคัญ คือ เหตุการณ์ทางการเมืองในประเทศอยู่ในขอบเขตที่รัฐบาลดูแลได้และไม่นำมาสู่ความรุนแรง

อย่างไรก็ตาม ประเด็นปัญหาสำคัญอยู่ที่แนวโน้มการแข่งขันที่ทวีความรุนแรงขึ้น ทั้งระหว่างผู้ประกอบการภายในประเทศด้วยกันเอง และการแข่งขันกับผู้ประกอบการโรงพยาบาลเอกชนต่างประเทศที่เป็นคู่แข่ง ซึ่งมีเป้าหมายที่จะพัฒนาตนเองเพื่อเป็นศูนย์กลางการรักษาพยาบาลในภูมิภาคเอเชียเช่นเดียวกับไทย รวมถึงปัญหาทางด้านการเมืองในประเทศที่ยังคงต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด เพราะอาจจะส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยวต่างชาติที่จะเข้ามาทำการรักษาพยาบาลในประเทศได้

ดังนั้น ผู้ประกอบการธุรกิจโรงพยาบาลเอกชนขนาดใหญ่ที่ต้องการส่วนแบ่งตลาดที่เพิ่มขึ้นอย่างมีเสถียรภาพ อาจต้องอาศัยการสร้างความแตกต่างให้กับธุรกิจ และหันมาทำการตลาดเจาะกลุ่มเป้าหมายโดยเลือกไลฟ์สไตส์สอดคล้องกับลูกค้ามากขึ้น นอกจากนี้ ผู้ประกอบการที่มีความพร้อมและมีศักยภาพในการแข่งขัน ก็ควรจะพิจารณาทำตลาดในเชิงรุกด้วยการขยายตลาดในต่างประเทศให้เพิ่มมากขึ้นไปอีก รวมถึงอาศัยจุดแข็งในแง่ค่ารักษาพยาบาล คุณภาพการรักษาและการบริการดึงลูกค้าชาวต่างชาติ เนื่องจากเป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูงและมีค่ารักษาพยาบาลเฉลี่ยต่อคนสูงกว่าคนไข้ในประเทศอีกด้วย

โดยเฉพาะโรงพยาบาลขนาดใหญ่ หรือโรงพยาบาลระดับห้าดาว จะให้ความสำคัญกับลูกค้ากลุ่มนี้มาก แต่ใช่ว่าจะหันมาให้ความสำคัญกับลูกค้าต่างชาติเพียงอย่างเดียวแล้วจะปล่อยลูกค้าคนไทยไปให้กับโรงพยาบาลอื่น แต่ปัจจุบันโรงพยาบาลเหล่านี้เริ่มปรับตัวเองให้ทันกับความต้องการของลูกค้าคนไทยมากขึ้น

อย่าง โรงพยาบาลพญาไทได้ปล่อยแคมเปญสบายไลฟ์เซ็นเตอร์ เพื่อปรับภาพลักษณ์ให้ลูกค้าคนไทยเห็นว่าค่ารักษาพยาบาลของพญาไทไม่ได้แพงอย่างที่คิด เพราะจากข้อมูลของสำนักงานสถิติแห่งชาติระบุว่า 26.7% ของคนไทยทั้งประเทศนิยมไปซื้อยากินเอง เนื่องจากเห็นว่าอาหารป่วยไข้ไม่หนักและหาซื้อยาได้สะดวก จึงได้จัดแคมเปญนี้ขึ้นมาเพื่อรณรงค์ให้คนไทยใส่ใจโรคง่ายๆ อาการเล็กๆ น้อยๆ และให้คนไทยรู้จักดูแลสุภาพตัวเอง อย่าปล่อยไว้จนโรคลุกลาม

โดยศูนย์การแพทย์สบายไลฟ์นี้ ผู้ป่วยสามารถใช้บริการได้ในราคาสบายกระเป๋า ซึ่งศูนย์ประกอบด้วยทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ตรวจทั้งโรคง่ายๆ และที่ซับซ้อน ทำให้ลูกค้ารู้สึกว่าคุ้มค่าเงินในการเข้ามาใช้บริการ สำหรับราคาของแคมเปญนี้ถ้าเป็นโรคพื้นฐานค่ารักษาบวกกับค่ายาจะอยู่ที่พันกว่าบาท นอกจากนี้ ห้องพักจะลดจากเดิม 2,400 บาท เป็น 1,200 บาท ที่สำคัญลูกค้าที่ถือบัตรสบายไลฟ์ยังได้รับส่วนลดค่าห้องและค่ายาอีก 5% ลดเงินสดค่า OPD (ผู้ป่วยนอก) 100 บาท และลดเงินสด IPD (ผู้ป่วยใน) อีก 1,000 บาท

ถือว่าการอัดแคมเปญนี้ของพญาไทไม่เพียงแต่ทำให้ลูกค้าได้มีโอกาสเข้ามาทดลองใช้บริการเพียงเท่านั้น ยังเป็นการดึงลูกค้าเก่าที่หายหน้าหายตาไปเพราะรับในเรื่องราคาไม่ไหว กลับมาใช้บริการอีกครั้งอย่างแน่นอน ที่สำคัญลูกค้าที่เป็นกลุ่มทดลอง ต่อไปอาจจะพร้อมมาเป็นลูกค้าที่ยั่งยืนของพญาไทเลยก็ได้

การที่พญาไทต้องปล่อยกลยุทธ์ดึงลูกค้าคนไทยให้กลับมานั้น เพราะที่ผ่านมาปัญหาการเมืองส่งผลกระทบทำให้ลูกค้าพญาไทหดจำนวนไม่น้อย อีกทั้งพญาไทยังต้องประสบปัญหาโรงพยาบาลคู่แข่งที่เคยจับกลุ่มลูกค้าต่างประเทศเป็นหลัก ก็หันมาจับกลุ่มลูกค้าคนไทยมากขึ้น ทำให้การแข่งขันในตลาดนี้สูงขึ้นตามไปด้วย ทั้งนี้ ศูนย์สบายไลฟ์เซ็นเตอร์จะมีตลอดไป แต่สำหรับแคมเปญสบายไลฟ์เซ็นเตอร์ที่ให้ส่วนลดดังกล่าวจะหมดเพียงสิ้นปีนี้

ขณะที่พญาไทปล่อยแคมเปญสบายไลฟ์ ทางด้านโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ก็ไม่น้อยหน้า เปิดตัวศูนย์ระบบทางเดินอาหาร-ตับ เพื่อให้บริการตรวจวินิจฉัยและรักษาพยาบาลอย่างครอบคลุมในเรื่องระบบทางเดินอาหารและตับ เพื่อฉลองในโอกาสที่บำรุงราษฎร์ครบ 30 ปี แต่นี่ไม่ใช่การเปิดตัวศูนย์แห่งแรกของบำรุงราษฎร์เท่านั้น เมื่อเดือน 2 เดือนก่อนได้เปิดศูนย์สูตินรีเวชพร้อมขยับขยายห้องตรวจให้มากขึ้นกว่าเก่า เพื่อรองรับลูกค้าที่มีปริมาณมากขึ้น

นอกจากนี้ ไม่เพียงแต่ศูนย์รักษาเท่านั้นที่เริ่มขยับตัว แม้แต่ศูนย์ส่งเสริมสุขภาพไวทัลไลฟ์ซึ่งเป็นในเครือโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ อินเตอร์เนชั่นแนล ก็ขยับตัวหันไปจับกลุ่มผู้ชายวัยทอง โดยเปิดบริการให้คำแนะนำเพื่อชะลออาการวัยทอง โดยแนวทางการรักษาจะใช้แอนไท เอจจิ้ง ในการรักษา เนื่องจากสุขภาพที่ดีจะต้องเกิดจากภายในสู่ภายนอก

การขยับตัวของบำรุงราษฎร์ไม่ได้มีเพียงเท่านี้ ก่อนหน้านี้บำรุงราษฎร์ได้ปล่อย Health Living Card บัตรเดียวที่ให้การรักษาอย่างคุ้มค่า ด้วยความเชี่ยวชาญระดับสากล โดยลูกค้าที่สมัครสมาชิกบัตรหลักในราคา 6,300 บาท จะได้รับบัตรกำนัลตรวจสุขภาพโปรแกรม Executive มูลค่า 6,300 บาท และเมื่อสมัครบัตรเสริมในราคา 3,000 บาท จะได้รับบัตรส่วนลดตรวจสุขภาพ มูลค่า 3,000 บาท สำหรับเป็นส่วนลดตรวจสุขภาพโปรแกรม Executive ขึ้นไป

นอกจากนี้ ผู้ป่วย IPD จะได้รับส่วนลด 30% ค่าห้องผู้ป่วยใน ส่วนผู้ป่วย OPD จะได้รับส่วนลด 15% ค่ายาและเวชภัณฑ์ทั่วไป, ค่าตรวจทางห้องปฏิบัติการ, ค่าตรวจทางเอกซเรย์ และส่วนลด 10% สำหรับค่ากายภาพบำบัด พร้อมการใช้บริการอินเทอร์เน็ต Wi-Fi และใช้บริการห้องนภาเลานจ์ได้ฟรี

การปล่อยบัตรตัวนี้ออกมาพร้อมโปรโมชั่นดีขนาดนี้ เป็นการย้ำเตือนให้รู้ว่าบำรุงราษฎร์กำลังจะเข้ามาเล่นตลาดคนไทยมากขึ้น เพราะบัตรใบนี้ให้สิทธิเฉพาะคนไทยเท่านั้น แม้หลายคนจะมองว่าบำรุงราษฎร์จับกลุ่มลูกค้าต่างชาติเป็นหลัก แต่จากปากคำของบำรุงราษฎร์ขอยืนยันว่า เขาจับกลุ่มคนไทยเป็นหลัก และมีลูกค้าคนไทยเข้ามาใช้บริการไม่ต่ำกว่า 60-55%

อย่างไรก็ตาม การขยับตัวของพญาไทและบำรุงราษฎร์คงไม่ใช่เพื่อรับมือกับการแข่งขันระหว่างโรงพยาบาลเอกชนด้วยกันเองเท่านั้น เชื่อว่าทั้งคู่กำลังหาทางขยายตลาดเพื่อรับมือกับคมมีดที่โรงพยาบาลรัฐบาล ไม่ว่าจะเป็นรามาฯ หรือศิริราชกำลังจะปล่อยออกมา เห็นได้จากการขยายอาคารใหม่พร้อมนำเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาเพื่อรองรับลูกค้าที่มีกำลังจ่าย ซึ่งค่าใช้จ่ายในการรักษาอาจจะสูงไล่เลี่ยกับค่าใช้จ่ายของโรงพยาบาลเอกชนเลยทีเดียว ขณะที่บริการก็ไม่แตกต่างกัน และผู้ป่วยยังมีโอกาสได้เจอแพทย์ระดับอาจารย์แพทย์ด้วย ทำให้มั่นใจในการรักษามากยิ่งขึ้น   




 








upcoming issue

จากโต๊ะบรรณาธิการ
past issue
reader's guide


 



home | today's news | magazine | columnist | photo galleries | book & idea
resources | correspondent | advertise with us | contact us

Creative Commons License
ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย