Search Resources
 
Login เข้าระบบ
สมัครสมาชิกฟรี
ลืมรหัสผ่าน
 
  homenewsmagazinecolumnistbooks & ideaphoto galleriesresources50 managermanager 100join us  
 
 


bulletToday's News
bullet Cover Story
bullet New & Trend

bullet Indochina Vision
bullet2 GMS in Law
bullet2 Mekhong Stream

bullet Special Report

bullet World Monitor
bullet2 on globalization

bullet Beyond Green
bullet2 Eco Life
bullet2 Think Urban
bullet2 Green Mirror
bullet2 Green Mind
bullet2 Green Side
bullet2 Green Enterprise

bullet Entrepreneurship
bullet2 SMEs
bullet2 An Oak by the window
bullet2 IT
bullet2 Marketing Click
bullet2 Money
bullet2 Entrepreneur
bullet2 C-through CG
bullet2 Environment
bullet2 Investment
bullet2 Marketing
bullet2 Corporate Innovation
bullet2 Strategising Development
bullet2 Trading Edge
bullet2 iTech 360°
bullet2 AEC Focus

bullet Manager Leisure
bullet2 Life
bullet2 Order by Jude

bullet The Last page








 
ASTV ผู้จัดการรายวัน8 ตุลาคม 2553
ตลาด “แอลพีจี” ปีหน้ายังโตสูง 8-9% คาดต้องนำเข้าเดือนละ 5 หมื่นตัน             
 


   
search resources

Oil and gas




สนพ.เผยความต้องการใช้ก๊าซ “แอลพีจี” ปี 54 ยังขยายตัวสูง 8-9% ชี้ ต้นตอปัญหาความไม่ชัดเจนการขยายโรงแยกก๊าซที่ 6 ทำให้ไทยมีภาระนำเข้าก๊าซเพิ่มขึ้น คาดต้องนำเข้า 4-5 หมื่นตัน/เดือน แม้โรงแยกก๊าซที่ 6 จะเดินหน้าได้ แต่คงไม่เพียงพอในการจัดสรรให้ประชาชน

นายวีระพล จิรประดิษฐกุล ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) เผยหลังหารือร่วมกับกรมธุรกิจพลังงาน โรงกลั่นน้ำมัน และโรงแยกก๊าซธรรมชาติ เพื่อประเมินปริมาณการผลิตและการใช้ก๊าซหุงต้ม (แอลพีจี) แล้ว พบว่า ปริมาณการใช้ปีหน้าจะยังขยายตัวที่ระดับ 8-9% และยังจำเป็นต้องนำเข้าไม่ต่ำกว่า 40,000-50,000 ตันต่อเดือน แม้โรงแยกก๊าซธรรมชาติที่ 6 จะกลับมาเดินเครื่องผลิตได้ในอีก 2 เดือนข้างหน้าก็ตาม แต่เนื่องจากปริมาณก๊าซแอลพีจีส่วนใหญ่จากโรงแยกก๊าซที่ 6 จะนำไปใช้ป้อนโรงงานปิโตรเคมีเป็นหลัก

สำหรับราคาก๊าซแอลพีจีในตลาดโลกปรับตัวขึ้นตามราคาน้ำมัน โดยสูงถึง 690 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อตัน ซึ่งส่งผลให้เงินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงจะต้องจ่ายส่วนต่างการนำเข้าให้แก่ บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) เพิ่มมากขึ้น แต่ภาพรวมยังไม่จำเป็นต้องปรับเปลี่ยนการเรียกเก็บเงินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง โดยปัจจุบันเงินกองทุนเชื้อเพลิงที่ไหลเข้ายังอยู่ระดับ 700-800 ล้านบาทต่อเดือน

ขณะที่การใช้ก๊าซแอลพีจีในส่วนของภาคอุตสาหกรรมพบว่ายังโตถึง 10% ภาคครัวเรือน 8-9% ส่วนภาคขนส่งไม่มีการเปลี่ยนแปลง กระทรวงพลังงานยังมั่นใจว่าในปีหน้าจะสามารถเดินหน้าโครงการเปลี่ยนแอลพีจีในแท็กซี่เป็นเอ็นจีวีพบเป้าหมาย 20,000 คัน

อย่างไรก็ตาม กระทรวงพลังงานมีนโยบายจะตรึงราคาแอลพีจีจนถึงเดือนกุมภาพันธ์ 2554 และตามนโยบายนายกรัฐมนตรีกำหนดให้แยกราคา โดยให้ราคาภาคการขนส่ง และภาคครัวเรือนเป็นราคาแอลพีจีที่เกิดจากการผลิตก๊าซในประเทศ ขณะที่ภาคอุตสาหกรรมจะมีการลอยตัวตามตลาดโลก แนวทางนี้อาจจะทำให้การใช้ภาคอุตสาหกรรมไม่ขยายตัวมากนัก และยังเป็นการลดภาระเงินกองทุนที่จ่ายค่าชดเชยการนำเข้าแอลพีจีอีกด้วย

นอกจากนี้ สนพ.ยังร่วมมือกับสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) เปิดตัวโครงการนำร่อง เพื่อผลิตพลังงานทดแทนจากชีวมวลระดับชุมชน โดยทาง สนพ.ได้สนับสนุนเงินจากกองทุนส่งเสริมเพื่อการอนุรักษ์พลังงาน 46 ล้านบาทในโครงการนี้ ทางสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติสนับสนุนให้เอกชนผลิตอุปกรณ์แก๊สซิไฟเออร์ ในการนำเศษไม้ เศษพืชในชุมชน มาเผาแล้วได้เชื้อเพลิงทดแทนแอลพีจี ซึ่งสามารถนำไปผลิตไฟฟ้า หรือใช้ในอุตสาหกรรมเอสเอ็มอี ที่ใช้ความร้อนในการดำเนินการ เช่น โรงแรม อุตสาหกรรมอาหาร โดยเบื้องต้นมีการดำเนินการ 11 โครงการ   




 








upcoming issue

จากโต๊ะบรรณาธิการ
past issue
reader's guide


 



home | today's news | magazine | columnist | photo galleries | book & idea
resources | correspondent | advertise with us | contact us

Creative Commons License
ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย