Search Resources
 
Login เข้าระบบ
สมัครสมาชิกฟรี
ลืมรหัสผ่าน
 
  homenewsmagazinecolumnistbooks & ideaphoto galleriesresources50 managermanager 100join us  
 
 




ตีพิมพ์ใน นิตยสารผู้จัดการ
ฉบับ กันยายน 2527








 
นิตยสารผู้จัดการ กันยายน 2527
เสกสรรกับคาร์เทียร์ มิลเลี่ยนแนร์      

 


   
search resources

Entertainment and Leisure
เสกสรร สัตยา




เสกสรร สัตยา เป็นคนที่ผ่านมาแล้วทุกอย่างในชีวิต ก่อนที่เขาจะถูกยิงตาย และเขาได้ใช้ประสบการณ์ในชีวิตที่เขาผ่านมาอย่างโชกโชน มาทำธุรกิจที่ทำเงินให้เขาอย่างมากจนกระทั่งวันตายของเขา

เมื่อประมาณ 7 ปีที่แล้ว เสกสรรได้เปิดคาร์เทียร์ คลับ ขึ้นมาในโรงแรมชวลิต

คาร์เทียร์ คลับ เป็นสถานบันเทิงที่เสกสรรจับเส้นนักธุรกิจได้ถูก โดยเฉพาะอย่างยิ่งนักธุรกิจลูกจีนหนุ่มๆ ที่เป็นเจ้าของกิจการตัวเองหรือกำลังจะเป็น หรือกำลังดูแลกิจการให้พ่อ

ในยุคนั้น แหล่งนักเที่ยวของคนกลางคืนมีอยู่เพียง อาบอบนวด และไนต์คลับ บางปะเภทเช่น แกแล็คซี่ หรือฮันนี่ เท่านั้น

การเที่ยวของคนกลางคืนนั้น โดยเนื้อแท้แล้วคือ การไปหาความสุขพร้อมทั้งความสวาทไปด้วย ฉะนั้น อาบอบนวด จึงเป็นแหล่งเที่ยวที่นักเที่ยวพากันมุ่งไปเป็นแห่งแรก

แต่อาบอบนวดเป็นเพียงแหล่งสวาทอย่างเดียว

และเสกสรร ก็จับเส้นได้ถูกว่า คนเราเมื่อจะมีความสวาทก็ควรมีการอุ่นเครื่องด้วยความสุข เช่น กินเหล้า ฟังเพลง เต้นรำ เสียก่อน

คาร์เทียร์ จึงเป็นที่ซึ่งให้ความสุข และตามด้วยความสวาท จริง!!!!

ความจริงสถานที่เช่น แกแล็คซี่ หรือฮันนี่ ก็เป็น concept เดียวกัน แบบคาร์เทียร์

เพียงแต่ว่า ในสายตาของนักธุรกิจรุ่นหนุ่ม สองแห่งนั้นเป็นสถานที่ซึ่งเหมาะกับรุ่นเตี่ยของเขาที่เข้าไปนั่งโต๊ะ พร้อมกับเพื่อนอาเสี่ยพุงพลุ้ยทั้งหลาย แล้วเรียกพาร์ตเนอร์คู่ขามานั่งเคล้าฟังเสียงคีรีบูนของนักร้องหมวยไต้หวันที่ครวญเพลงรักภาษาจีนกลาง แล้วออกไปโยกจังหวะแทงโก้กับพาร์ตเนอร์ พอใกล้เลิกก็นัดหมายพาร์ตเนอร์ที่ตัวเองชอบออกไป

แต่ในทศวรรษนี้เป็นทศวรรษของการเกิดของนักธุรกิจรุ่นหนุ่ม มันเป็นยุคของดิสโก้เธค ที่ต้องมีแสงเสียงเป็นยุคของการเลือกเฟ้นและปรับระดับคลาส

ซึ่งจุดมุ่งหมายของทุกยุคมันก็เหมือนกันหมด นั่นคือ รสสวาทจากผู้หญิงที่ทำงานที่นั่น แต่เสกสรรทำให้การเดินไปสู่รสสวาทนั้นมีความหมายและมีระดับชั้น

"มันไม่ต่างอะไรกันนักหรอก ระหว่างคุณเรียก call girl มาในราคา 1,500 บาท แล้วไปเจอกันในโรงแรมรวมเบ็ดเสร็จก็เกือบ 2,000 บาท กับคุณไปอาบอบนวด จ่ายค่าชั่วโมง 500 บาทแล้วค่าตัวอีก 500-1,000 บาท ซึ่งคุณไม่ต้องทำอะไรมาก นอกจากจ่ายเงิน แต่พอคุณมาเที่ยวคาร์เทียร์ คุณเจอผู้หญิงที่แต่งตัวเซ็กซี่ที่มีมารยาท และการพูดจาซึ่งเข้าสังคมได้ดี ไม่มีเสียงเหน่อแบบบ้านนอก คุณเต้นดิสโก้กับหล่อนได้ มิหนำซ้ำหล่อนอาจจะโชว์สเต็ปดิสโก้ที่น่ารักด้วยแล้ว คุณก็ฟังเธอฉอเลาะ แล้วคุณก็เห็นเนื้อขาวๆ ที่ขาอ่อน คุณเห็นเพื่อนเธอสวยๆ เดินผ่านไปผ่านมาคุณแอบถามกัปตันว่า คนนั้นชื่ออะไร คนนี้ชื่ออะไร แล้วคุณก็เรียกเธอมานั่งคุยด้วย ถ้าเธอคุยถูกอกถูกใจคุณ เธอมีเสน่ห์ต้องตาคุณ หลังจากเหล้าสักแก้วหรือสองแก้ว คุณก็กระซิบบอกเธอว่า ออกไปข้างนอกกันดีกว่า คุณจ่ายเงินค่าเครื่องดื่มพร้อมทั้งค่า off เธออีก 500 บาท ให้กับคาร์เทียร์ คุณก็พาเธอไปได้ เมื่อสิ้นสุดกามสูตร คุณก็ให้เธออีก 1,000 หรือ 1,500 เป็นอันว่าคุณใช้เงิน 2,000 กว่าบาทในการรับรสสวาทนั้น แพงกว่าวิธี conventional สัก 500 บาท แต่คุณรู้ว่ามันมี class กว่า" นักเที่ยวรุ่นเดอะเล่าให้ฟัง

และก็มีนักเที่ยวอยู่มากมหาศาลที่พร้อมจะจ่ายแบบนี้

"อย่าลืมว่า ในโลกนี้มีผู้ชายอีกมากมายที่มีเงิน แต่จีบผู้หญิงไม่เป็น ก็เลยต้องพึ่งวิธีนี้ และก็มีผู้ชายอีกมากที่มีเงิน แต่ไม่มีเวลาจีบผู้หญิงก็ต้องใช้วิธีนี้"

เสกสรรจับเส้นผู้ชายถูก และเขาก็รวยขึ้นมาจากจุดนี้

"ความจริงบาร์แถวพัฒนพงษ์ก็ทำแบบนี้มาก่อนคาร์เทียร์อีก แต่บาร์มันดูต่ำ และผู้หญิงในนั้นมันดู low-class และก็มีผู้ชายอีกมากที่ไม่กล้าไปเข้าบาร์แถวนั้น เสกสรรก็หาทางออกให้แบบคาร์เทียร์ ซึ่งได้ผลมาก" เพื่อนเก่าเสกสรรคนหนึ่งพูดให้ฟัง

จากผู้หญิงที่มีอยู่ร่วม 60 คน เพียงแค่ 20 คนถูก off ออกไปนั่นก็หมายความถึงรายได้พิเศษอีกเดือนละ 300,000 บาท แบบนั่งเฉยๆ ก็ลอยมาให้

ว่ากันว่า คาร์เทียร์ มีกำไรจากการค้าของเก่าของผู้หญิงถึงปีละ 5-6 ล้านบาท"บางกรณีคาร์เทียร์จะเป็นคนจัดให้ เรียกลูกค้า 3,000 ผู้หญิงได้ 1,000 อีก 2,000 คาร์เทียร์ได้"

ธุรกิจอีกอันที่ทำให้เสกสรรเห็นว่ารายได้รายได้ดี คือ การบ่อนเล็กๆ ในคาร์เทียร์ โดยเริ่มจากตั้งวงไพ่ในกลุ่มวีไอพี ที่เล่นบาคาร่า และไฮโล พอจำนวนเงินที่เล่นมากขึ้น เป็นสิบล้านต่อคืน นั่นก็หมายถึง ค่าต๋งที่เป็นเงินไม่น้อย

คาร์เทียร์ที่โรงแรมชวลิตเป็นการลงทุนกับสุภาพสตรีผู้หนึ่งชื่อ แดง หรือสมญานามว่าแดงจากัวร์ ซึ่งเป็นเด็กในอาณัติของอดีตอธิบดีกรมตำรวจ พล.ต.อ.พจน์ เภกะนันท์

หลังจากที่พล.ต.อ.พจน์ เภกะนันท์ สิ้นอำนาจวาสนาเกษียณอายุไป เสกสรรก็ขยับขยายจากโรงแรมชวลิตมาเปิดที่ชั้นล่างของอาคารเคี่ยนหงวน บนถนนวิทยุ ติดๆ กับที่ตั้งของบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์มิดแลนด์ ของสุระ จันทร์ศรีชวาลา

คราวนี้เสกสรรเป็นเจ้าของเอง บางกระแสข่าวว่า เสกสรรแยกมาทำเอง เพราะ พล.ต.อ.พจน์ สิ้นอำนาจไปแล้ว ฉะนั้นการร่วมกับแดงจากัวร์ จึงหมดความหมายไปโดยปริยาย

จากประสบการที่โรงแรมชวลิตทำให้เสกสรรรู้ดีว่า ธุรกิจบันเทิงประเภทนี้จะพุ่งเป็นพลุและทำเงินให้เขาอย่างมากๆ ก็คือ ผู้หญิงจะต้องสวย และต้องมีการศึกษาพอสมควร

ผู้หญิงที่ทำงานคาร์เทียร์แห่งใหม่ ถูกคัดอย่างพิถีพิถันขึ้น เด็กที่เข้ามามีอยู่มากที่เป็นเด็กซึ่งจบขั้นต่ำระดับอาชีวศึกษา และคนสวยก็มีมากขึ้น

และเสกสรรก็เก็บค่าสมาชิกมากขึ้น!

จำนวนแขกที่มาเที่ยวก็มากขึ้น การแลกเปลี่ยนเงินตรากับร่างกายก็เพิ่มทวีคูณ ตลอดจนกิจการการพนันก็ดีขึ้นอย่างมากๆ เพราะเสกสรรเริ่ม go international โดยดึงแขกญี่ปุ่นและแขกซาอุฯ ที่รวยมากๆ มาเข้าบ่อน ในบางรายการเสกสรรถึงกับลงเล่นเอง และว่ากันว่า จากประสบการณ์การพนันที่ผ่านมาตั้งแต่เด็ก เสกสรรจึงกลายเป็นคนที่เล่นไพ่ชนะอยู่เรื่อยมา

เป็นที่รู้กันในหมู่นักเที่ยวช่วงนั้นว่า คาร์เทียร์ถนนวิทยุมีผู้หญิงสวยๆ และพร้อมจะต้อนรับคนมือหนักๆ

หรือพูดภาษาชาวบ้าน คาร์เทียร์ก็คือ ซ่องกับบ่อนนั่นเอง แต่เป็นซ่องกับบ่อนที่มาในรูปสมาชิกบนพรมหรูหราเคล้าด้วยชีวาสรีกัล หรือแบล็ค แทนที่จะเป็นแม่โขง หรือเหล้าโรงในบ่อนตามบ้านนอก

กิจการของเสกสรรอยู่ในขั้นดีมากๆ จนเงินที่กู้มาจากสุระ 10 ล้านบาท ก็สามารถคืนให้หมด มิหนำซ้ำยังมีเงินฝากไว้กับมิดแลนด์อีกด้วย

และขั้นต่อไปของเสกสรร คือการทำซ่องและบ่อนให้ high class ขึ้นไปอีก

เป้าหมายข้างหน้าของหนุ่มวัยสี่สิบต้นๆ คือ การทำกิจการทางบันเทิงที่สามารถให้ความสุขกับผู้ใช้บริการอย่างเต็มที่

และประสบการณ์จากที่เขาได้รับจากคาร์เทียร์ คลับ บนถนนวิทยุนั้นทำให้เสกสรรเห็นช่องทางของการทำเมมเบอร์ คลับ ที่คิดค่าสมาชิกราคาสูง เพราะเขามั่นใจมากว่า สมาชิกร่วมพันคนจะต้องหาได้แน่ๆ

27 ล้านบาท คือเงินที่เขาซื้อชั้น 15 ของตึกอรกานต์ ที่ซอยชิดลม ถ้ารวมค่าตกแต่งเข้าไปด้วย เสกสรรใช้เงินไปร่วม 50 กว่าล้านบาท

แต่นั่นก็ไม่ใช่ปัญหาใหญ่ เพราะสมาชิกที่เสกสรรได้เข้ามาทั้งราคา 50,000 บาท และ 100,000 บาท ของเสกสรรมีร่วมห้าร้อยกว่าคน เป็นเงินเกือบๆ จะพอให้เสกสรรไม่ต้องควักทุนของตัวเองเลย

ความจริงแล้วจุดนี้น่าจะเป็นจุดที่เสกสรรเริ่มธุรกิจคาร์เทียร์ ที่ไม่ต้องไปเกลือกกลั้วกับกิจกรรมในมุมมืดทั้งหลายได้หรือไม่ก็ขายหุ้นส่วนใหญ่ของตัวเองออกไปแล้ว diversify ไปในการลงทุนที่เป็นทรัพย์สินให้มากขึ้น

แต่เหมือนอย่างที่ว่ากัน คนในยุทธจักรนั้นจะถอนตัวออกไปมันยากเสียยิ่งกว่ายาก อาจจะเป็นเพราะลักษณะนิสัยของเสกสรรไม่ใช่นักลงทุนที่สร้างสรรค์ หรืออาจจะเป็นเพราะว่า ธุรกิจที่เขาทำมันเป็นธุรกิจที่เงินมันเข้ามาง่ายจนเกินไป หรืออาจจะเป็นเพราะว่าเขาหยุดมันไม่ได้แล้ว เพราะเมื่อตัดสินใจจะขี่หลังเสือ ก็คงต้องขี่หลังเสือกันต่อไป

ในช่วงนี้อะไรที่เสกสรรจับได้เป็นเงิน เขาจะสนุกกว่าตั้งแต่การเล่นการพนันที่เข้าไปในสายเลือดของเขาจนมีข่าวว่า ถึงกับเช่าเรือล่องออกนอกฝั่ง แล้วเล่นการพนันกัน เสกสรรเสียไป 50 กว่าล้าน แต่ตัวเองไม่ยอมแพ้ และไม่ยอมให้เรือเข้าฝั่งต้องเล่นต่อจนเขาเล่นได้ทุนคืนถึงเลิก

ก็เป็นเรื่องในวงการนักเลงการพนัน ถือว่าหักกันซึ่งๆ หน้า

หรือย่างกรณีที่สั่งรถราคาแพง เช่น โรลสรอยซ์ และเบนซ์ 500 เข้ามา โดยกลุ่มมาเฟียทางฮ่องกงเป็นคนจัดรถให้เข้ามาก่อนแล้วเสกสรรเป็นผู้สรรหาคนซื้อที่ร่ำรวย และปรารถนาจะได้นั่งรถราคาร่วม 5 ล้านบาท เพื่อเชิดชูบารมีตัวเอง

โรลสรอยซ์คันแรก เสกสรรขายให้กับ นิรันดร์ วิจิตรานนท์ แห่งช่อง 3 ราคาร่วม 5 ล้านบาท เบนซ์ 500 ก็ขายไปให้มหาเศรษฐีคนหนึ่ง โรลสรอยซ์คันล่าสุด เขาได้รับเงินมัดจำ 2 ล้านบาทจากมหาเศรษฐีนีคนหนึ่ง แต่เขาก็ยึดมัดจำเสียเมื่อเศรษฐีนีคนนั้นไม่เอาเงินส่วนที่เหลือมาจ่าย ถึงแม้จะมีการเอาเงินส่วนที่เหลือมาให้ทีหลังแต่เสกสรรก็ไม่ยอมขาย และก็ไม่ยอมคืนค่ามัดจำ

เสกสรรกำลังเสนอขายโรลสรอยซ์คันล่าสุดให้กำพล วัชรพล ในราคา 4 ล้าน 7 แสน แต่กำลังอยู่ในระหว่างต่อรองราคา และเขาก็ลงมาตรวจดูรถก่อนส่งไปให้ดูในวันที่ 30 สิงหาคม

ซึ่งก็เป็นวันสุดท้ายที่เสกสรรอยู่ในวงการยุทธจักร ด้วยลูกปืนที่เจาะเข้าศีรษะจนตาซ้ายหลุดออกมา ชีวิตของเสกสรรก็หลุดลอยออกไปก่อนที่จะร่วงหล่นถึงพื้นเสียด้วยซ้ำ

ยังคงเหลือแต่โรลสรอยซ์ ซิลเวอร์แชว์โดว์ ราคาร่วม 5 ล้านบาท ที่จอดนิ่งอยู่ข้างๆ อย่างไม่อนาทรร้อนใจ ชีวิตเสกสรรเป็นชีวิตที่เริ่มจากธุลีจริงๆ

เสกสรรเป็นลูกคนเล็กสุดของมหาเศรษฐีจีนชื่อ ตังปัก ที่ทรงอิทธิพลในยุคเก่าสมัยพล.อ.เผ่า ศรียานนท์ ตังปัก ค้าฝิ่นโดยใช้อิทธิพลของเผ่าจนร่ำรวยขึ้นมาอย่างมหาศาล ในยุคนั้นย่านบางลำพูเป็นของตังปักทั้งสิ้น

เสกสรร หรือพิชัย กิจพานิช เป็นเด็กที่คนย่านบางลำพูเกรงกลัวมาก เกรงเพราะพ่อมีอิทธิพลสูง กลัวก็เพราะเสกสรรเป็นคนไม่สบอารมณ์คนง่ายๆ เมื่อหนุ่มเขาได้มีโอกาสไปเรียนอังกฤษ และก็กลับมาเมื่อพ่อเสียชีวิต

หลังจากที่ร่มโพร่มไทรหมดไป เสกสรรต้องเร่ร่อนตั้งแต่หนุ่ม เขาผ่านทุกอย่างในชีิวิต เล่นการพนันเป็นอาชีพ

นอกจากไพ่ และม้าแล้ว ในวงการบิลเลียดเขายังเป็นเซียนบิลเลียดตัวฉกาจที่หาคนจับยาก

สมัยที่เขายังระเหเร่ร่อนอยู่ เสกสรรได้เข้าไปพึ่งพาอาศัยเกชา เปลี่ยนวิถี นักเลงเก่ารุ่นลายคราม ลูกน้องของพ.ต.อ.พันธุ์ศักดิ์ วิเศษภักดี เจ้าของคอมเมอร์เชียลทรัสต์ อยู่พักหนึ่ง

ในช่วงที่เขาไม่มีอะไรทำเป็นชิ้นเป็นอันนี่แหละ เขาได้ภรรยาคนปัจจุบันชื่อ เบญจพร ซึ่งเคยเป็นครูโรงเรียนวัฒนาฯ และครอบครัวมีเรือประมงอยู่หัวหิน เป็นผู้อุปถัมภ์ค้ำชู เอาอย่างจริงจังและไม่ทอดทิ้ง

"เสกสรรรักเมียคนนี้มากที่สุด และถนอมมากๆ" คนในวงการคนหนึ่งเล่าให้ฟัง

เมื่อเขาเข้ามาจับคาร์เทียร์ที่โรงแรมชวลิตนั้น เสกสรรได้ใช้ประสบการณ์ในชีวิตเขาดำเนินการจนคาร์เทียร์ประสบผลสำเร็จ ส่วนที่ติดตามมาภายหลังก็เป็นเรื่องที่ปรากฏในหน้าหนังสือพิมพ์

ใครฆ่าเสกสรร ไม่ใช่ประเด็นที่ "ผู้จัดการ" ต้องการจะพูด เพราะถ้าพูดถึงมูลเหตุแล้ว"เสกสรร มีมูลเหตุที่จะต้องถูกฆ่าไม่ต่ำกว่า 20 มูลเหตุ เพราะไปหักเขาตลอดเวลา แม้แต่แขกที่ไปเที่ยวก้เคยให้ลูกน้องซ้อม" คนในวงการมุมมืดเล่าให้ฟัง

แต่ประเด็นสำคัญที่เรื่องของเสกสรร ที่น่าจะเป็นอุทาหรณ์เตือนใจคือ เรื่องของประเด็นการค้า

ถ้าเสกสรรกระโดดเข้ามาในวงการอย่างชนิดที่ต้องการจะร่ำรวยเร็ว เสกสรรเองก็น่าถอนตัวออกจากวงการได้โดยไม่ต้องมาจบชีวิตลงแบบนี้

ชีวิตของเสกสรรคือชีวิตของผู้ประกอบการ (Entrepreneur) คนหนึ่งที่ไม่ต่างไปกว่าผู้ประกอบการคนอื่น ที่หวังแต่จะได้ และต้องการจะได้เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยไม่คำนึงถึงวิธีที่จะได้มา

ธุรกิจของเสกสรรเป็นธุรกิจที่ต้องเกี่ยวข้องกับคนในมุมมืด แต่ถ้าการค้าของธุรกิจไม่ไปสร้างคู่แค้นหรือไปหักคนอื่นเขา เสกสรรเองก็อาจจะประสบผลสำเร็จ เป็นผู้ยิ่งใหญ่ในวงการธุรกิจของผู้ชายก็ได้

ความจริงคนอย่างเสกสรร ในสังคมไทยก็มีอยู่หลายคน ซึ่งประสบความสำเร็จทั้งๆ ที่เมื่อหนุ่มๆ ก็ระเหเร่ร่อน ทำทุกอย่างในมุมมืด เพื่อให้ได้เงินมา แต่เมื่อถึงจุดหนึ่ง คนพวกนี้ก็จะค่อยๆ ถอนตัวแล้วหาการศึกษาเรียนรู้ในธุรกิจอื่น แล้วขยับขยายออกไปใช้อำนาจอิทธิพลที่เคยมีความสัมพันธ์อยู่เข้ามาสนับสนุนธุรกิจใหม่ของตัวเองจนประสบความสำเร็จ ปัจจุบันเป็นนักการเมืองก็มี เป็นรัฐมนตรีก็มี เป็นเจ้าของโรงแรมก็มี เป็นเจ้าของหนังสือพิมพ์ก็มี ฯลฯ ต่างมีเกียรติยศ

เหมือนอย่างมาเฟียในสหรัฐฯ ที่ภายหลัง diversify เข้าไปใน Legitimate Business

เสกสรรคงจะดูหนังเรื่อง God Father จากบทประพันธ์ของ Mario Puzo แต่คงดูเอามัน คงไม่ได้คิดกระมัง

นี่แสดงว่า ขาดคุณสมบัติของผู้ประกอบการในด้านการวางแผนแท้!!!!

   




 








current issue

จากโต๊ะบรรณาธิการ
past issue
reader's guide


 



home | today's news | magazine | columnist | photo galleries | book & idea
resources | correspondent | advertise with us | contact us

Creative Commons License
ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย