Search Resources
 
Login เข้าระบบ
สมัครสมาชิกฟรี
ลืมรหัสผ่าน
 
  homenewsmagazinecolumnistbooks & ideaphoto galleriesresources50 managermanager 100join us  
 
 


bulletToday's News
bullet Cover Story
bullet New & Trend

bullet Indochina Vision
bullet2 GMS in Law
bullet2 Mekhong Stream

bullet Special Report

bullet World Monitor
bullet2 on globalization

bullet Beyond Green
bullet2 Eco Life
bullet2 Think Urban
bullet2 Green Mirror
bullet2 Green Mind
bullet2 Green Side
bullet2 Green Enterprise

bullet Entrepreneurship
bullet2 SMEs
bullet2 An Oak by the window
bullet2 IT
bullet2 Marketing Click
bullet2 Money
bullet2 Entrepreneur
bullet2 C-through CG
bullet2 Environment
bullet2 Investment
bullet2 Marketing
bullet2 Corporate Innovation
bullet2 Strategising Development
bullet2 Trading Edge
bullet2 iTech 360°
bullet2 AEC Focus

bullet Manager Leisure
bullet2 Life
bullet2 Order by Jude

bullet The Last page








 
ASTV ผู้จัดการรายวัน22 ตุลาคม 2553
เร่งตั้งสภาธุรกิจ “เอสเอ็มอี” หนุนเอกชน 2.8 ล้านราย มีเวทีของตัวเอง             
 


   
search resources

SMEs




พณ.เร่งผลักดันสภาธุรกิจ SMEs หวังเพิ่มบทบาท-ช่องทางประสานงานกับภาครัฐ หลังพบอุปสรรคเพียบ เพราะมีหน่วยงานดูแลมากถึง 40 หน่วยงาน ทำให้ไม่มีเอกภาพ และเจ้าภาพที่แท้จริง พร้อมคาดหวังให้มีการจัดตั้งได้อย่างเป็นรูปธรรม และแก้ปัญหาได้โดยตรง เพราะธุรกิจ SMEs มีสัดส่วนสูงถึง 99.6% หรือคิดเป็นจำนวน 2,815,000 ราย

นางพรทิวา นาคาศัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวในการเปิดงานสัมมนาการเตรียมความพร้อมให้กับภาคธุรกิจเอสเอ็มอีไทย เพื่อรองรับความเปลี่ยนแปลงต่างๆ ที่จะเกิดขึ้น (Contribution to Thai SMEs for Strengthening the Thai Economy) โดยระบุว่า การที่มีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) จำนวนกว่า 40 หน่วยงาน ทำให้มีปัญหาเรื่องความเป็นเอกภาพ SMEs ยังขาดการประสานนโยบายและการดำเนินงานระหว่างภาครัฐและเอกชน ขณะที่ทุกประเทศมีการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น

ขณะนี้ กำลังอยู่ระหว่างการศึกษาจัดตั้งสภาธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (Thailand SMEs Business Council) หรือ SMEs Council โดยจะให้เป็นหน่วยงานที่ทำงานคล้ายกับสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เพื่อจะสามารถส่งเสริม สนับสนุนและแก้ปัญหาให้กับ SMEs ไทยโดยตรง ซึ่งจะเป็นช่องทางในการประสานนโยบายและการดำเนินงานระหว่างรัฐบาลกับผู้ประกอบการ SMEs ได้อย่างจริงจัง และแก้ไขปัญหาได้ตรงจุดมากขึ้น

โดยก่อนหน้านี้ ได้เคยนำโครงการ SMEs Council ไว้ในแผนของอาเซียนในการประชุมระดับรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียนที่ไทยเป็นเจ้าภาพแล้ว ซึ่งขณะนี้ได้มอบหมายให้กรมส่งเสริมการส่งออกเป็นผู้ศึกษารายละเอียดและประสานงานกับภาคเอกชน เพื่อให้เกิดโครงการนี้อย่างเป็นรูปธรรมโดยเร็วที่สุด เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการ SMEs ด้านการส่งออกจากกระทบของปัญหาเงินบาทแข็งค่าขึ้นอย่างต่อเนื่อง

รมว.พาณิชย์ กล่าวว่า กระทรวงพาณิชย์จะเตรียมหารือกับกระทรวงการคลังเพื่อขอเพิ่มวงเงินกู้ Clean Loan ระยะสั้น 3 เดือนจากเดิมที่กำหนดไว้ไม่เกินรายละ 3 แสนบาท ขยายเป็น 5 แสนบาท เพื่อเพิ่มสภาพคล่องให้กับผู้ประกอบการ เนื่องจากวงเงินเดิมอาจจะไม่เพียงพอกับกับการแก้ปัญหาของผู้ประกอบการได้

“ภาคธุรกิจ SMEs ถือเป็นธุรกิจที่มีบทบาทสำคัญในการเป็นรากฐานการพัฒนาเศรษฐกิจที่ยั่งยืน ซึ่งในจำนวนนี้ มีจำนวนกว่า 76% เป็นการจ้างแรงงานภายในประเทศ และมีบทบาทสำคัญที่สร้างมูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) และจำนวนกว่า 39% ซึ่งสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มการส่งออกโดยตรง คิดเป็นสัดส่วนกว่า 29% ของมูลค่าการส่งออกโดยรวม จึงมีบทบาทสำคัญยิ่ง”

ดังนั้น จึงจำเป็นที่จะต้องเร่งให้ภาคธุรกิจ SMEs ของไทยมีความแข็งแกร่ง และสามารถขยายตลาดการส่งออกไปยังตลาดอาเซียน และภูมิภาคอื่นๆ ซึ่งตลดาอาเซียน เป็นตลาดอับดับหนึ่งของไทย และตลาดญี่ปุ่น ถือเป็นตลาดส่งออกอันดับ 2 ของภาคธุรกิจ SMEs จึงเชื่อมั่นว่า ภาคธุรกิจ SMEs ของไทยสามารถขยายตลาด โดยเฉพาะตลาดญี่ปุ่น ภายใต้กรอบความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจไทย-ญี่ปุ่น ซึ่งจะเห็นได้ว่าภายใต้กรอบดังกล่าว ตั้งแต่ปลายปี 2550 การค้าระหว่างไทย กับญี่ปุ่นเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ รัฐบาลจะสนับสนุนผู้ประกอบการ SMEs ให้มากยิ่งขึ้น เพราะถือเป็นระบบธุรกิจที่มีสัดส่วนสูงที่สุดในปัจจุบัน โดยขณะนี้มีธุรกิจขนาดเล็กมากถึง 99.6% หรือประมาณ 2,815,000 ราย ขณะที่ธุรกิจขนาดกลางมีเพียง 0.4% หรือประมาณ 12,000 รายเท่านั้น

ด้าน นายโสฬส สาครวิศว กรรมการผู้จัดการ ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) หรือ SMEs Bank กล่าวว่า จากการลงพื้นที่ จ.นครราชสีมา พบว่ามีผู้ประกอบการที่เป็นลูกค้าของ ธพว.ได้รับความเดือดร้อนไม่มากนัก จึงเตรียมการช่วยเหลือไว้แล้ว แต่หากปัญหายืดเยื้อก็จะมีมาตรการช่วยเหลือต่อไป

โดยวันนี้ กระทรวงพาณิชย์ได้จัดงานแสดงสินค้าของขวัญและงานแสดงสินค้าของใช้ในบ้าน 2010 หรือ (BIG+BIH 2010) ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 19-24 ตุลาคม 2553 นี้ ถือเป็นการประกาศศักยภาพการเป็นศูนย์กลางการค้าและดีไซน์แห่งอาเซียนของไทย

รายงานเพิ่มเติมระบุว่า กระทรวงพาณิชย์ตั้งเป้าหมายการส่งออกสินค้าของใช้และของขวัญในบ้านในปีนี้ จะขยายตัวไม่ต่ำกว่า 10% หรือคิดเป็นมูลค่า 1,736 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หลังจากในช่วง 8 เดือนที่ผ่านมาสามารถส่งออกไปแล้วกว่า 1,168 ล้านดอลลาร์   




 








upcoming issue

จากโต๊ะบรรณาธิการ
past issue
reader's guide


 



home | today's news | magazine | columnist | photo galleries | book & idea
resources | correspondent | advertise with us | contact us

Creative Commons License
ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย