Search Resources
 
Login เข้าระบบ
สมัครสมาชิกฟรี
ลืมรหัสผ่าน
 
  homenewsmagazinecolumnistbooks & ideaphoto galleriesresources50 managermanager 100join us  
 
 


bulletToday's News
bullet Cover Story
bullet New & Trend

bullet Indochina Vision
bullet2 GMS in Law
bullet2 Mekhong Stream

bullet Special Report

bullet World Monitor
bullet2 on globalization

bullet Beyond Green
bullet2 Eco Life
bullet2 Think Urban
bullet2 Green Mirror
bullet2 Green Mind
bullet2 Green Side
bullet2 Green Enterprise

bullet Entrepreneurship
bullet2 SMEs
bullet2 An Oak by the window
bullet2 IT
bullet2 Marketing Click
bullet2 Money
bullet2 Entrepreneur
bullet2 C-through CG
bullet2 Environment
bullet2 Investment
bullet2 Marketing
bullet2 Corporate Innovation
bullet2 Strategising Development
bullet2 Trading Edge
bullet2 iTech 360°
bullet2 AEC Focus

bullet Manager Leisure
bullet2 Life
bullet2 Order by Jude

bullet The Last page








 
นิตยสารผู้จัดการ 360 องศา พฤศจิกายน 2553
“G Capital” หมากตัวใหม่บนสังเวียนเก่า             
โดย ปัณฑพ ตั้งศรีวงศ์ สุภัทธา สุขชู
 

   
related stories

บทเรียนที่ไม่มีในตำราของชินเวศ สารสาส
ณัฐพล สารสาส กับการเริ่มต้นใหม่
“General Outsourcing” เรือธงบนน่านน้ำสีคราม
ซิกส์เซ้นส์ไฮด์อะเวย์ บันไดสู่เวทีโลกของ “ณัฐ”

   
www resources

โฮมเพจ บริษัท จี แคปปิตอล จำกัด

   
search resources

ชินเวศ สารสาส
Leasing
ณัฐพล สารสาส
จี แคปปิตอล, บจก.
สันติ หอกิตติกุล




กว่า 10 ปีก่อน ความรุ่งเรืองของกลุ่มจีเอฟดับไปพร้อมกับฉากนักการเงินดาวรุ่งพุ่งแรงของ “ชินเวศ สารสาส” ที่มอดลง วันนี้ ชินเวศกลับมาขึ้นสังเวียนธุรกิจสินเชื่อที่เขาคุ้นเคยอีกครั้ง แม้ครั้งนี้ฐานลูกค้าจะเป็นคนกลุ่มใหม่ แต่เขาก็มั่นใจว่า “สารสาส” จะเติบโตบนเวทีเดิม ด้วยวิถีใหม่และหมากตัวใหม่ที่ชื่อ “G Capital”

“แม้ว่าโลกของเราจะพัฒนาและก้าวไปไกลเพียงใด แต่เราก็ไม่สามารถปฏิเสธได้ว่า ประเทศไทยก็ยังคงเป็นประเทศเกษตรกรรม ที่เป็นอู่ข้าวอู่น้ำที่สำคัญของโลก วันนี้เราจึงจำเป็นต้องมุ่งมั่นพัฒนาภาคเกษตรกรรมของประเทศให้ก้าวไปสู่ความเป็นหนึ่งให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีที่พัฒนาไม่หยุดยั้ง

เครื่องจักรกลการเกษตรที่ทันสมัย สามารถนำไปใช้พัฒนาการผลิตและการแปรรูปผลผลิตทางการเกษตรอย่างมีประสิทธิภาพ นำมาซึ่งความเป็นอยู่ที่มั่นคง และการพัฒนาที่ยั่งยืนของเกษตรกรไทย บริษัท G Capital จำกัด จึงได้กำเนิดขึ้น มาเพื่อตอบสนองความต้องการเครื่องจักรกลทางการเกษตร...”

ข้อมูลแนะนำตัวของบริษัท “G Capital” เพียงบางส่วนจากฉบับเต็มที่ต้องใช้เวลาดูนานกว่า 5 นาที ซึ่งปรากฏอยู่บนหน้า Investor ในเว็บไซต์ของบริษัท (www.gcapital.co.th)

...สินเชื่อฉับไว เกษตรไทยก้าวหน้า...เป็นสโลแกนบริษัทที่สะท้อนถึงเจตนารมณ์ของผู้ก่อตั้ง

“พ่อและผมเคยมีความคิดเหมือนกันว่า คนที่เป็นกระดูกสันหลังของชาติน่าจะรวย แต่ถ้าเขาไม่รวย เราก็น่าจะทำให้เขามีโอกาสมากกว่านี้ พ่อไปต่างจังหวัดบ่อยๆ ก็เห็นว่า ชาวนาไม่ค่อยมีโอกาสเข้าถึงสินเชื่อจากธนาคาร ต้องกู้นอกระบบที่มีดอกเบี้ยแพงมาก เราก็เลยเห็นว่านี่เป็นธุรกิจและโอกาสที่เราจะช่วยพวกเขา และก็ยังไม่มีคนทำ”

ณัฐ สารสาสเล่าถึงที่มาของ G Capital อันมีนัยว่า Grassroot Capital หรือก็คือ “สินเชื่อรากหญ้า”

สำหรับชาวนา การขอสินเชื่อจากธนาคารนับเป็นเรื่องที่ไม่ง่าย เพราะนอกจากจะมี รายได้ไม่แน่นอน ชาวนาส่วนใหญ่ยังไม่มีสเตทเมนท์หรือหลักฐานทางการเงิน เพราะไม่ค่อยได้เข้าไปทำธุรกรรมกับธนาคาร ดังนั้นสินเชื่อของชาวนาจึงมักเป็นเงินกู้นอกระบบที่มีอัตราดอกเบี้ยค่อนข้างสูง

“อาชีพชาวนาก็ใช่ว่าจะมีรายได้เหลือมากมาย พอเจอดอกเบี้ยเงินกู้นอกระบบที่ร้อยละ 3 หรือร้อยละ 5 แบบนี้ เงินก็แทบไม่เหลือ คุณชินเวศเลยอยากจัดตั้งบริษัทที่จะช่วยให้เกษตรกรมีโอกาสเข้าถึงสินเชื่อเพื่อเอาไปพัฒนาอาชีพตัวเอง จะได้มีความเป็นอยู่ ดีขึ้น ถ้าเกษตรกรมีความเป็นอยู่ดี ประเทศก็ดีด้วย เพราะบ้านเราเป็นประเทศเกษตรกรรม” สันติ หอกิตติกุล ในฐานะกรรมการผู้จัดการ G Capital พูดเพิ่มเติมถึงแนวคิดที่มาของบริษัทสินเชื่อรากหญ้าแห่งนี้

สันตินับได้ว่าเป็น “มือขวา” ของชินเวศ โดยทำงานร่วมกันมานานถึง 35 ปี เขาเริ่มทำงานที่บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์จีเอฟมาตั้งแต่เรียนจบปริญญาตรีเมื่อปี 2518 หลังจากอาณาจักรจีเอฟล่มสลายลงจากวิกฤติทางการเงินปี 2540 สันติก็ยังอยู่ช่วย งานและหาลู่ทางธุรกิจใหม่ๆ ร่วมกับชินเวศ อย่างเงียบๆ มาตลอด จนกระทั่งการเปิดตัว G Capital เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2547

เพราะเคยมีประสบการณ์ร่วมทำธุรกิจกับชินเวศมาก่อน ธนาคารออมสินในยุคที่มีกรพจน์ อัศวินวิจิตร เป็นผู้อำนวย การ จึงตอบสนองต่อแนวความคิดของอดีต พาร์ตเนอร์อย่างไม่รีรอ ประกอบกับธนาคาร ออมสินเองก็มีแนวคิดอยากจะปล่อยสินเชื่อ เช่าซื้อเครื่องจักรกลการเกษตรให้เกษตรกร อยู่แล้ว เพียงแต่ยังติดขัดในเรื่องของกระบวนการที่ค่อนข้างยุ่งยาก

สำหรับดีลนี้ ตระกูลสารสาสถือหุ้น ในนามบริษัทสองน้ำ จำกัด 55% และธนาคารออมสินถือหุ้น 45%

ทั้งนี้ ปณิธานของ G Capital คือให้บริการสินเชื่อเช่าซื้อเครื่องจักรกลการเกษตรในอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำกว่าการกู้นอกระบบ โดยเป็นสินเชื่อเพื่อเช่าซื้อเครื่องจักรฯ ขนาดใหญ่ที่ค่อนข้างหลากหลาย เช่น รถเกี่ยวนวดข้าว รถพรวนดิน รถฟาร์มแทรกเตอร์ รถคีบไม้ รถคีบอ้อย เครื่องอบความชื้นเมล็ดพืช ฯลฯ ซึ่งเป็นเครื่องจักรฯ ที่เกษตรกรอยากได้เพื่อพัฒนา อาชีพและความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

อันที่จริง G Capital เคยทดลองปล่อยสินเชื่อเพื่อรถไถแบบเดินตาม ที่มีราคาถูกกว่าและเข้าถึงกลุ่มเกษตรกรรายย่อยมากกว่า แต่พบว่าไม่สามารถแข่งขันกับผู้เล่นเดิมในตลาดนี้ได้จึงถอนตัว เพราะนอกจากผู้เล่นที่เป็นบริษัทผู้ผลิตรถไถเอง ยังมีร้านค้าขายรถไถที่อาศัยความได้เปรียบ จากการอยู่ในพื้นที่และรู้จักลูกค้าดีจึงนำเสนอเงื่อนไขที่น่าดึงดูดกว่า เช่น ไม่ต้องมีเงินดาวน์ ไม่มีกำหนดระยะเวลาผ่อนที่ตาย ตัว เป็นต้น

อย่างไรก็ดี บรรดาเครื่องจักรกลฯขนาดใหญ่ทั้งหมด รถเกี่ยวนวดข้าวจัดว่าเป็นเครื่องมือที่เกษตรกรมีความต้องการสูงสุดและขอเช่าซื้อมากที่สุด โดยเฉพาะยอดสินเชื่อเช่าซื้อรถเกี่ยวนวดข้าวของ G Capital คิดเป็นร้อยละ 80 ของพอร์ตรวม

เมื่อรู้ความต้องการของเกษตรกร ขั้นต่อไปคือการเสาะหาโรงงานผลิตเครื่องจักรฯ เหล่านี้มาเป็นพาร์ตเนอร์ โดยกระบวนการนี้ชินเวศให้ข้อคิดเอาไว้ว่า ในการจะทำการค้ากับใคร ควรต้องค้นหา “เบอร์หนึ่ง” ให้เจอและทำกับเบอร์หนึ่งเท่านั้น จึงจะช่วยเสริมซึ่งกันและกัน และเพราะคำแนะนำดังกล่าวก็ทำให้ G Capital ได้เจอกับ “เนื้อคู่” ที่กำลังมองหา

บริษัทเครื่องจักรกลการเกษตร ผู้ผลิตรถเกี่ยวนวดข้าวรุ่น “ไอ้หนุ่มไวไฟ” และ “ปลดหนี้” และบริษัทเกษตรพัฒนาอุตสาหกรรม ผู้ผลิตรถเกี่ยวนวดรุ่น “จ้าวช้างจอมพลัง” และ “จ้าวช้างไวไฟ” ซึ่งทั้ง 4 รุ่นเป็นรถเกี่ยวข้าวที่ได้รับความนิยมสูงสุด ต่างก็กำลังมองหาพาร์ตเนอร์มาช่วยปล่อยสินเชื่อเช่าซื้อสินค้าของโรงงานอยู่เหมือนกัน

ทั้ง 2 บริษัทเป็นพี่น้องกัน มีสำนักงานใหญ่และโรงงานอยู่ในจังหวัดพิษณุโลก

และเมื่อได้พันธมิตรครบ 3 ฝ่าย ชีพจรของธุรกิจสินเชื่อเช่าซื้อในมือ G Capital ก็กลับมาเต้นแรงอีกครั้ง

อันที่จริง ก่อนนี้โรงงานทั้ง 2 แห่ง เคยปล่อยสินเชื่อเช่าซื้อด้วยตัวเอง แต่ด้วยเงินทุน ที่มีจำกัดจึงจำเป็นต้องให้ลูกค้าวางเงินดาวน์สูงถึง 50% และระยะเวลาผ่อนชำระสั้นเพียง 6 เดือน ขณะที่ราคาสินค้าเฉลี่ยสูงถึง 2 ล้านบาทต่อคัน เกษตรกรหลายรายจึงไม่สามารถรับภาระนี้ได้

ผิดกับเงื่อนไขของ G Capital ที่ดึงดูดกว่ามาก เช่น ลดเงินดาวน์ลงเหลือเพียง 30% ยืดเวลาผ่อนยาวถึง 3 ปี อัตราดอกเบี้ยเพียงร้อยละ 1 หรือ 1.25 ขึ้นอยู่กับเงินดาวน์ กำหนดผ่อนราย 3 เดือนสอดคล้องกับฤดูกาลเก็บเกี่ยวและขายผลผลิต และไม่ต้องมีที่ดิน ค้ำประกัน โดยสินทรัพย์ค้ำประกันคือตัวรถเกี่ยวนวดข้าวที่เช่าซื้อ เช่นเดียวกับหลักการเช่าซื้อรถยนต์ (hire purchase)

ทั้งยังมีโปรโมชั่นลดแลกแจกแถม เช่น ฟรีดอกเบี้ย 3 เดือน ฟรีค่าธรรมเนียมการโอน หรือส่วนลดดอกเบี้ย 3% หากจ่ายก่อนกำหนด และส่วนลดดอกเบี้ยมากกว่า 50% ถ้าปิดบัญชีก่อนครบกำหนด และการแจกของรางวัลและของขวัญพิเศษ รวมถึงการผ่อนผันไม่คิดค่าปรับ หากชำระช้ากว่ากำหนดไม่เกิน 30 วัน เป็นต้น

นอกจากนี้ G Capital ยังคิดบริการเสริมเพื่อให้บริการอย่างครบวงจร เช่น การนำรถเกี่ยวนวดข้าวคันเก่าที่หมดภาระมารีไฟแนนซ์สำหรับการออกรถเกี่ยวนวดข้าวคันที่สอง หรือบริการสินเชื่อเพื่อการซ่อมและซื้ออะไหล่รถ และการออกกรมธรรม์คุ้มครองเครื่องจักรกลฯ ตลอดอายุสัญญาเงินกู้ โดยได้ร่วมมือกับบริษัททิพยประกันภัย จำกัด (มหาชน)

รวมถึงบริการข้อมูลออนไลน์ พื้นที่ที่ลูกค้าสามารถไปรับจ้างเกี่ยวข้าวได้ในแต่ละอำเภอหรือจังหวัด ฯลฯ

เงื่อนไขที่ยืดหยุ่นบวกกับโปรโมชั่นและบริการที่เป็นมิตรได้ทลาย “กำแพงน้ำแข็ง” อันเกิดจากความเข้าใจแบบเดิมของเกษตรกรที่เคยเป็นอุปสรรคสำคัญของ G Capital ในช่วงปีแรกลงได้อย่างสิ้นเชิง

“จากเดิมที่เคยมองว่า ไฟแนนซ์คือการยึดอย่างเดียว แต่พอเห็นเงื่อนไข และโปรโมชั่น หรือบริการที่หาไม่ได้จากที่อื่น ก็เริ่มหายกลัวไฟแนนซ์ ความไว้เนื้อเชื่อใจก็เข้ามาแทน จากนั้นเขาก็บอกกันปากต่อปาก”

สันติให้ข้อมูลเพิ่มว่า หลักการที่ผ่อนคลายเหล่านี้เป็นเจตนารมณ์ของชินเวศที่อยากช่วยเหลือเกษตรกรมากกว่าจะมุ่งหวังกำไรเป็นหลัก โดยวิธีคิดที่เปลี่ยนแปลงของชินเวศก็ส่งผลต่อแนวคิดทางธุรกิจของสันติและผู้บริหารระดับสูงหลายคนใน G Capital ที่ติดตามกันมาตั้งแต่ยุคจีเอฟ

ด้วยหลักเกณฑ์ที่สอดคล้องกับคำขวัญ “ผ่อนได้ยาว ดาวน์น้อยกว่าใคร ไม่ต้องใช้ที่ดินค้ำประกัน” ช่วยเปิดโอกาสให้เกษตรกร จะได้เป็นเจ้าของรถเกี่ยวนวดข้าวมากขึ้น

ทั้งนี้ รถเกี่ยวนวดข้าว 1 คัน สามารถเกี่ยวข้าวได้เฉลี่ยปีละ 2-3 พันไร่ แต่เกษตรกรส่วนใหญ่มีพื้นที่เพาะปลูกเพียง 30-50 ไร่ ดังนั้นชาวนาที่มีความรู้ ความเข้าใจ และความขยันมากหน่อย ก็มักนำรถออกไปรับจ้างเกี่ยวข้าวในพื้นที่คนอื่น ส่วนเกษตรกรที่มีรถหลายคันก็อาจจ้างคนอื่นมาขับรถไปเกี่ยวข้าวในพื้นที่อื่นแทน จึงมีอาชีพใหม่เกิดขึ้นพร้อมกันถึง 3 อาชีพ ได้แก่ รับจ้างเกี่ยวข้าว รับจ้างขับรถขนส่งรถเกี่ยวนวดข้าว และนายหน้าติดต่อรถเกี่ยวนวดข้าวไปนอกพื้นที่

“คนรับจ้างขับรถขนส่งรถเกี่ยวนวด ข้าวที่ขยันๆ และนายหน้าที่เก่งๆ ก็มีโอกาส จะอัพตัวเองขึ้นมาเป็นเจ้าของรถเกี่ยวนวดข้าวเองได้ มันก็ทำให้อาชีพชาวนาพัฒนาขึ้น และความเป็นอยู่ของชาวนาก็ดีขึ้นแน่นอน ถ้าเขาไม่นำเงินไปใช้ผิดประเภท”

จำนรรจ์ กุลนรัตน์ รองกรรมการผู้จัดการ อ้างอิงตัวเลขรายได้ที่เป็นรูปธรรม อย่างภูมิใจว่า หากเกษตรกรที่มีรถเกี่ยวนวดข้าว 1 คัน ในฤดูเก็บเกี่ยวข้าวนาปีจะได้ค่าจ้างไร่ละ 600-800 บาท ส่วนฤดูเก็บเกี่ยวข้าวนาปรังอาจได้ค่าจ้าง 500 บาท ถ้าปีหนึ่งเกี่ยวข้าวได้ต่ำสุด 2 พันไร่ ก็จะมีรายได้ 1 ล้านบาทต่อปี แต่ถ้าขยันขึ้นอีกหน่อย รายได้ก็มากขึ้นอีก

“เราเคยคุยกันว่า คนที่เกี่ยวข้องกับ เราต้องรวยก่อน เราถึงจะรวย ถ้าลูกค้าที่ออกรถเกี่ยวนวดข้าวกับเรารวยก่อน คู่ค้าที่ผลิตรถเกี่ยวนวดข้าวกับเราก็รวยตาม เมื่อสองคนนั้นรวย เราก็จะรวยเองในที่สุด”

สันติสะท้อนเหตุผลสำคัญที่ทำให้ชินเวศเลือกจับธุรกิจสินเชื่อเช่าซื้อรถเกี่ยวนวดข้าว แทนที่จะจับธุรกิจสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ที่คุ้นเคย เป็นเพราะ หนึ่ง-ชินเวศมีแนวคิดที่อยากเห็นเกษตรกรมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น และสอง-เป็นตลาดสินเชื่อใหม่ ที่มีผู้เล่นน้อยราย เป็นโอกาสทางธุรกิจที่เข้ากับนโยบายของเขา

สำหรับคุณสมบัติของผู้สมัครขอสินเชื่อเช่าซื้อกับ G Capital สิ่งสำคัญอันดับแรกคือ ต้องเป็นเกษตรกรที่มีความรู้ มีประสบการณ์ และมีพื้นที่ที่จะเอารถไปเกี่ยว แต่หากทำไม่เป็น ไม่มีความรู้ ไม่เคยทำนา แล้วอยากออกรถเพียงเพราะเห็นว่ารายได้ดี หรือเพื่อเอาไปให้คนอื่นทำแทน ลูกค้ากลุ่มนี้มีโอกาสจะถูกปฏิเสธสูงมาก

เมื่อคุณสมบัติเบื้องต้นผ่านเจ้าหน้าที่ของ G Capital จะไปตรวจสอบและเก็บข้อมูล ลูกค้าถึงบ้าน จากนั้นเจ้าหน้าที่จากส่วนกลางจะเข้าไปตรวจสอบอีกครั้ง เพื่อนำข้อมูล 2 ส่วนมาวิเคราะห์และนำเสนอคณะกรรมการพิจารณาสินเชื่อ โดยทั้งกระบวนการอาจใช้นานสุดร่วม 2 อาทิตย์

“ไม่ใช่แค่มีเงินดาวน์แล้วจะออกรถกับเราได้ เราต้องพิจารณาเยอะหน่อย ไม่ใช่แค่ เพราะเราไม่อยากเสี่ยง แต่เพราะเงิน 5-6 แสนบาทสำหรับเกษตรกรเป็นเรื่องใหญ่หรืออาจเป็นทั้งชีวิตของเขาก็ได้ เราไม่อยากให้เขาเสียเงิน เพราะถ้าถูกยึดรถ ทุกฝ่ายก็เสียหายหมด ทั้งลูกค้าและเรา” สันติย้ำ

ให้บริการสินเชื่อรากหญ้ามากว่า 5 ปี ผู้บริหาร G Capital เห็นตรงกันว่า แม้เกษตรกรมีรายได้ไม่แน่นอน และไม่มี “เครดิต” กับธนาคาร แต่อัตราหนี้สูญและการยึดรถคืนกลับมีน้อยกว่าลูกค้าสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์มาก ส่วนหนึ่งเพราะชาวนาไม่ได้ซื้อรถ เกี่ยวนวดข้าวไว้โชว์ออฟ อีกส่วนอาจมาจากความเชื่อเรื่องบาปบุญคุณโทษของคนชนบทที่ยังมีอยู่

“ถ้ามีการคืนรถ ส่วนใหญ่จะเป็นลูกค้าที่ขับรถมาคืนเองเพราะผ่อนต่อไปไม่ไหวจริงๆ แต่ที่ต้องออกแรงยึดคืนจริงๆ มีแค่ 2 ราย คนหนึ่งจบปริญญาตรี อีกคนเป็นนายตำรวจ” จำนรรจ์เล่าติดตลก

จากทุนจดทะเบียน 1 ล้านบาทเมื่อกลางปี 2547 ราวต้นปี 2549 ธุรกิจของ G Capital เริ่มดูจริงจังและแข็งแกร่งขึ้น ปลายปีเดียวกัน G Capital จึงเพิ่มทุนเป็น 75 ล้านบาท จากวันแรกมาถึงวันนี้ G Capital มีลูกค้าทั้งสิ้นประมาณ 1 พันราย ปล่อยสินเชื่อเช่าซื้อรถเกี่ยวนวดข้าวและเครื่องจักรฯ แล้วร่วม 700 คัน รวมมูลค่าสินเชื่อราว 800 ล้านบาท

จาก 1-2 ปีแรกที่ทีมผู้บริหารเคยตั้งเป้าอัตราการเติบโตของสินเชื่อเฉลี่ยต่อปี ไม่ต่ำกว่า 15% นับตั้งแต่ปี 2549 เป็นต้นมา G Capital เติบโตมากกว่า 15% ทุกปี โดยปี 2551 และปี 2552 ยอดสินเชื่อมีอัตราเติบโตถึง 27% และ 58% ตามลำดับ ขณะที่รายได้ปี 2551 เติบโต 38% ส่วนปี 2552 โตก้าวกระโดดไปถึง 85%

“โดยปกติพอเกี่ยวนาปีเสร็จ ราวสิ้นปี เกษตรกรอยู่ช่วงพักรถ พักผ่อนกัน ทางโรงงานจะจัดงานเลี้ยงปีใหม่และเลี้ยงขอบคุณลูกค้า พร้อมเปิดตัวสินค้าใหม่ โดยเชิญลูกค้ามาจากทั่วประเทศ เมื่อต้นปี ที่ผ่านมา เขาจัดโต๊ะจีนร่วมพันโต๊ะ เทียบกับปี 2549 ที่เราเพิ่งเข้าไปใหม่ๆ แค่ 400 โต๊ะ ยังคุยกันว่า ต้นปีหน้าสงสัยจัดเป็น 1,500 โต๊ะ” นิธาน ชัยเนตร ผู้จัดการฝ่ายพัฒนาธุรกิจ แสดงตัวเลขบ่งชี้ความสำเร็จทางธุรกิจในแบบของเขา

แม้จะไม่ยอมรับเต็มปากว่า บริษัทน่าจะมีส่วนแบ่งตลาดในธุรกิจสินเชื่อเช่าซื้อเครื่องจักรฯมากที่สุด แต่สันติก็ยอมรับว่า ในธุรกิจนี้ยังไม่มีใครทำเป็นเรื่องเป็นราว เท่ากับ G Capital ขณะที่พาร์ตเนอร์อย่าง “เครื่องจักรกลการเกษตร” และ “เกษตรพัฒนาอุตสาหกรรม” เองก็มีส่วนแบ่งในตลาดเครื่องจักรกลฯ ขนาดใหญ่รวมกันมากกว่า 50%

อดีตลูกหม้อของจีเอฟพูดติดตลกอย่างเป็นนัยว่า หากขับรถไปต่างจังหวัด แล้วเห็นรถเกี่ยวนวดข้าวกำลังทำงานอยู่ อาจไม่ใช่ทุกคันที่เป็นลูกค้า G Capital แต่เชื่อว่าส่วนใหญ่ใช่!

แม้สถาบันการเงินส่วนใหญ่ยังมองว่าตลาดสินเชื่อรากหญ้าไม่มีแรงดึงดูดมากพอที่จะลงมาเล่นเมื่อเทียบกับพอร์ตขนาดใหญ่ในมือที่ถืออยู่ แต่สำหรับผู้บริหาร G Capital ตลาดนี้มีศักยภาพอย่างมากและยังไปได้อีกไกล

นิธานอรรถาธิบายด้วยตรรกะอย่างง่ายว่า ประเทศไทยมีพื้นที่ปลูกข้าวราว 63 ล้านไร่ แรงงานภาคเกษตรที่หายไป 65% คือส่วนต้องใช้รถเกี่ยวนวดข้าวทดแทน รถเกี่ยวนวดข้าว 1 คัน เกี่ยวได้เฉลี่ยปีละ 2-3 พันไร่ ดังนั้น เฉพาะฤดูนาปีต้องใช้รถร่วม 2 หมื่นคัน แต่ปัจจุบันมีรถที่ใช้งานได้จริงไม่ถึงหมื่นคัน ถ้าจำนวนนี้มีรถเสีย 20% นี่ก็หมายความว่ายังมีความต้องการรถเกี่ยวนวดข้าวอีกร่วมหมื่นกว่าคัน

ยิ่งในอนาคต เทคโนโลยีเครื่องจักรกลการเกษตรมีการพัฒนาขึ้นเรื่อยๆ และแรงงาน ภาคเกษตรก็อาจจะหายไปอีก นิธานยิ่งมั่นใจว่าโอกาสของ G Capital ในตลาดสินเชื่อรากหญ้าตรงนี้ ก็มีมากด้วย

“ผมบอกกับพาร์ตเนอร์ของเราว่า ถ้าเค้กก้อนนี้ คุณจะกินเองหมด คุณก็กินได้คำเล็ก แต่ถ้าเราช่วยกัน เราก็จะได้กินคำโตด้วยกัน นั่นคือเมื่อคุณถนัดผลิตรถ คุณก็มุ่งผลิตไป ส่วนผมถนัดเรื่องไฟแนนซ์ก็ปล่อยผมทำ แล้วเราก็ช่วยกัน ยอดขายคุณก็ได้ สินเชื่อผมก็ได้ด้วย” สันติกล่าว

แน่นอน! hire purchase เป็นเรื่องที่สันติและชินเวศมีความชำนาญไม่แพ้ใคร เพียงแต่ก่อนนี้ทั้งคู่อาจยังไม่คุ้นเคยกับตลาดรากหญ้าดีนัก แต่มาถึงวันนี้ อนาคตของ G Capital ที่ทั้งชินเวศและสันติมองไว้คงไม่ได้ หยุดอยู่แค่สินเชื่อเช่าซื้อเครื่องจักรฯ แต่มองไปถึงสินเชื่อบุคคลสำหรับเกษตรกร เพื่อใช้เป็นทุนหมุนเวียนในการประกอบอาชีพ เพราะอย่างน้อยก้าวถัดจากนี้ G Capital ก็มีพร้อมแล้วทั้งฐานลูกค้าและฐานข้อมูลของลูกค้า

ทว่า ชินเวศยังมีก้าวต่อไปที่ไกลกว่า ได้แก่สินเชื่อบุคคลสำหรับพนักงานของบริษัทที่ “General Outsourcing” หรือ “go” ทำระบบเงินเดือนให้ ซึ่งนี่ก็หมายถึง ฐานลูกค้าในอนาคต พร้อมประวัติในมือที่กำลังจะมีถึง 1.2 แสนราย ณ สิ้นปีนี้ โดยที่ G Capital แทบไม่ต้องลงแรงให้เหนื่อย ขณะที่ “go” เอง ก็มีจุดขายให้บริษัทลูกค้า เป็นข้อเสนอสินเชื่อบุคคลดอกเบี้ยต่ำกว่าตลาดเพื่อใช้เป็นสวัสดิการให้พนักงานของบริษัทเหล่านั้น

“พูดภาษาหยาบๆ สินเชื่อบุคคลก็เหมือนถุงยางอนามัย มีแล้วไม่ใช้ ดีกว่าเมื่อต้องการใช้แล้วไม่มี”

มุมมองของชินเวศนี้อาจกลายเป็นสโลแกนสำหรับธุรกิจสินเชื่อบุคคลในอนาคตของเขาก็เป็นได้ ใครจะไปรู้!

เมื่อใดก็ตามที่ G Capital สามารถทะยานขึ้นสู่น่านฟ้าสีทองแห่งธุรกิจสินเชื่อบุคคลได้แล้ว โอกาสที่ “สารสาส” จะกลับ มาเฟื่องฟูบนสังเวียนการเงิน ในฐานะผู้ครองเกมในตลาดสินเชื่อเพื่อเกษตรกรและสินเชื่อบุคคลสำหรับพนักงานบริษัท ก็คงเป็นเรื่องที่ไม่ไกลเกินรอสำหรับ “ชินเวศ สารสาส”

แต่สังเวียนการเงินรอบนี้ ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการรับเงินฝากจากประชาชน   




 








upcoming issue

จากโต๊ะบรรณาธิการ
past issue
reader's guide


 



home | today's news | magazine | columnist | photo galleries | book & idea
resources | correspondent | advertise with us | contact us

Creative Commons License
ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย