Search Resources
 
Login เข้าระบบ
สมัครสมาชิกฟรี
ลืมรหัสผ่าน
 
  homenewsmagazinecolumnistbooks & ideaphoto galleriesresources50 managermanager 100join us  
 
 


bulletToday's News
bullet Cover Story
bullet New & Trend

bullet Indochina Vision
bullet2 GMS in Law
bullet2 Mekhong Stream

bullet Special Report

bullet World Monitor
bullet2 on globalization

bullet Beyond Green
bullet2 Eco Life
bullet2 Think Urban
bullet2 Green Mirror
bullet2 Green Mind
bullet2 Green Side
bullet2 Green Enterprise

bullet Entrepreneurship
bullet2 SMEs
bullet2 An Oak by the window
bullet2 IT
bullet2 Marketing Click
bullet2 Money
bullet2 Entrepreneur
bullet2 C-through CG
bullet2 Environment
bullet2 Investment
bullet2 Marketing
bullet2 Corporate Innovation
bullet2 Strategising Development
bullet2 Trading Edge
bullet2 iTech 360°
bullet2 AEC Focus

bullet Manager Leisure
bullet2 Life
bullet2 Order by Jude

bullet The Last page


ตีพิมพ์ใน นิตยสารผู้จัดการ
ฉบับ ตุลาคม 2531








 
นิตยสารผู้จัดการ ตุลาคม 2531
ไอซีไอเส้นทางการขยายตัวจากเกาะอังกฤษสู่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา             
 

   
related stories

ข้อมูลที่น่าสนใจของไอซีไอ

   
search resources

Chemicals and Plastics
อิมพีเรียล เคมีคัล อินดัสตรีส์, บจก. (ICI)




เมื่อเอ่ยชื่อ "ไอซีไอ" นั้น ทั่วโลกย่อมรู้ดีว่าเป็นยักษ์ใหญ่เคมีภัณฑ์ 1 ใน 5 อันดับแรกของโลก สำหรับประเทศไทย คนทั่วไปจะคุ้นกับโฆษณาสียี่ห้อหนึ่งที่ว่า "ไอซีไอ สีดีมีคุณภาพ" แต่จริงๆ แล้วไอซีไอมีอะไรๆ มากกวาเรื่องสี เช่นยากำจัดวัชพืช "กรัมม็อกโซน" ก็เป็นที่รู้จักและนิยมใช้กันอย่างกว้างขวางในหมู่ชาวไร่ชาวนาไทย หรือในช่วงขวบปีที่ผ่านมา วงการพลาสติกและเคมีภัณฑ์ไทยเริ่มคึกคักขึ้นเมื่อไอซีไอเข้าร่วมแข่งขันประมูลโครงการผลิตพีทีเอระดับพันล้านบาท ว่ากันว่าเป็นการประมูลที่ต้องระดมสรรพกำลังและกลยุทธ์ต่างๆ เข้าต่อสู้กันอย่างดุเดือด ในระหว่างยักษ์ใหญ่จากยุโรป สหรัฐฯ และญี่ปุ่น ซึ่งในที่สุด ไอซีไอก็คว้าชัยชนะมาได้ อย่างชนิดที่ทุกๆ ฝ่ายต้องปรบมือยอมรับในฝีมือและความสามารถของยักษ์ใหญ่ค่ายผู้ดีอังกฤษรายนี้

ไอซีไอ ยักษ์ใหญ่เคมีภัณฑ์อันดับ 1 ในอังกฤษ และอันดับ 5 ของโลก มีชื่อเรียกอย่างเป็นทางการว่า บริษัทอิมพีเรียล เคมีคัล อินดัสตรีส์ จำกัด ก่อตั้งเมื่อปี พ.ศ. 2469 จากการรวมตัวของบริษัทเคมีภัณฑ์ชั้นนำ 4 แห่งของอังกฤษในเวลานั้น

จุดมุ่งหมายการรวมตัวก่อตั้งเป็นไอซีไอมาจากกความจำเป็นเพื่อความอยู่รอดทางธุรกิจ คือ เพื่อที่จะไม่ให้บริษัทจากสหรัฐฯ และเยอรมนีเข้าซื้อกิจการนั่นเอง นอกจากนี้ ยังได้มีการทำความตกลงกันในระหว่างไอซีไอ, ดูปองท์แห่งสหรัฐฯ และไอ.จี.ฟาร์เบนแห่งเยอรมนี ว่าจะแบ่งเขตการตลาดกันอย่างแน่ชัด

ไอซีไอได้รับเขตการตลาดในประเทศอังกฤษและประเทศในเครือจักรภพอังกฤษ โดยจะไม่เข้าไปในสหรัฐฯ และประเทศในภาคพื้นทวีปยุโรป ส่วนฟาร์เบนและดูปองท์ก็จะไม่เข้าไปแข่งขันกับไอซีไอในจักรวรรดิอังกฤษ

นอกจากนี้ยังมีเหตุผลการรวมตัวอันเนื่องมาจากกระบวนการผลิตด้วย กล่าวคือ ผลิตภัณฑ์ที่ได้จากกระบวนการผลิตหนึ่งๆ ก็คือ วัตถุดิบของกระบวนการผลิตอีกอันหนึ่ง ดังนั้นขณะที่อุตสาหกรรมเคมีกำลังพัฒนาเติบใหญ่ มีผลผลิตออกมาเป็นจำนวนมากมายหลายชนิด ความจำเป็นที่จะต้องรวมตัวกันเพื่อสร้างกระบวนการผลิตแบบครบวงจรก็มีมากขึ้นเป็นเงาตามตัว

ผลิตภัณฑ์ของไอซีไอในทั่วโลกมีมากมายหลายร้อยชริด (โปรดดูตารางการจำแนกผลิตภัณฑ์ของไอซีไอ) โดยมีการแบ่งสายการจำหน่ายเป็น ผลิตภัณฑ์สี เวชภัณฑ์เส้นใยสังเคราะห์ เคมีภัณฑ์ประเภทคลอร์อัลคาไล เคมีภัณฑ์เฉพาะกิจ เคมีภัณฑ์เพื่อการเกษตร ปิโตรเคมี วัตถุระเบิด สีย้อมผ้า วัตถุ เทคโนโลยีชั้นสูง ปุ๋ย พลาสติก ฟิล์ม โพลียูเรเทน และผลิตภัณฑ์สำหรับขยายและบำรุงพันธุ์พืช

ในปัจจุบัน ไอซีไอขยายตัวออกไปในทั่วโลก มีโรงงานในประเทศต่างๆ มากกว่า 40 ประเทศ และมีการส่งสินค้าไปขายใน 150 ประเทศ อัตราการเติบโตโดยวัดจากผลตอบแทนต่อสินทรัพย์ในปี 2530 เท่ากับ 24.4% เทียบกับเมื่อปี 2529 มี 19.4% เท่านั้น

ทางด้านโครงสร้างใหญ่ในการทำงานของไอซีไอนั้นแบ่งออกเป็นคอร์ปอเรทออฟฟิศกับบิสสิเนทกรุ๊ป ออฟฟิศ โดยชื่อของคอร์ปอเรทจะมีลักษณะเป็นชื่อของบริษัทและวงเล็บดว้ยชื่อของประเทศ เช่น ไอซีไอ (ประเทศไทย), ไอซีไอ (ออสเตรเลีย), ไอซีไอ (จีน) ซึ่งมีสำนักงานอยู่ที่ฮ่องกง เป็นต้น ส่วนชื่อของบิสสิเนท กรุ๊ป จะมีลักษณะเป็นชื่อของบริษัทต่อท้าย ต่อต้ายด้วยธุรกิจที่ทำ เช่น ไอซีไอ เพ้นท์, ไอซีไอ เคมีคัล แอนด์ โพลีเมอร์ กรุ๊ป เป็นต้น

การดำเนินงานของไอซีไอนั้น แม้จะมีเครือข่ายกว้างขวางทั่วโลก แต่หน่วย (บริษัท) ต่างๆ ก็สามารถดำเนินงานได้อย่างเป็นอิสระเต็มที่ ซึ่งส่งผลให้เกิดประสิทธิภาพในการริเริ่มบุกเบิกงานอย่างมาก

ส่วนบิสสิเนท กรุ๊ปจะทำหน้าที่เจาะหาตลาดใหม่ๆ และลู่ทางการลงทุนในผลิตภัณฑ์ที่ตัวเองมีความชำนาญการขยายการลงทุนไปในประเทศใดก็สามารถทำได้ทันที เพียงแต่ให้มีการเคลียร์กับไอซีไอ พีแอลซี ที่อังกฤษเสียก่อน เพื่อไม่ให้เกิดการซ้ำซ้อนกัน ดังนั้นจะเห้นได้ว่ามีไอซีไอ บิสสิเนท กรุ๊ป เข้ามาลงทุนในประเทศหนึ่งๆ หลายบริษัท แต่บริษัทที่เป็นคอร์ปอเรทจะมีเพียงแห่งเดียว

บริษัทที่เป็นคอร์ปอเรทก็จะทำหน้าที่ประสานงานระหว่างบริษัทต่างๆ ในประเทศนั้นกับบริษัทแม่คือ ไอซีไอ พีแอลซีที่อังกฤษให้คำแนะนำ ความช่วยเหลือสนับสนุนทางด้านเทคโนโลยีและอื่นๆ หรืออีกนัยหนึ่งอาจกล่าวว่าคอร์ปอเรทจะทำหน้าที่เป็นหัวหอกสำคัญของกิจการทั้งหมดของไอซีไอในประเทศนั้น

โดยทั่วไปคอร์ปอเรทจะเป็นการร่วมลงทุนระหว่างไอซีไอ พีแอลซีที่อังกฤษและนักลงทุนท้องถิ่นของประเทศนั้นๆ ส่วนบิสสิเนท กรุ๊ปจะเป็นการร่วมทุนระหว่างกรุ๊ปที่มีความชำนาญในผลิตภัณฑ์หนึ่งๆ กับนักลงทุนท้องถิ่น เช่น กรณีของบริษัทไอซีไอเอเชียติ๊ก เคมีภัณฑ์ จำกัด เป็นการร่วมทุนระหว่างไอซีไอ (ออสเตรเลีย) กับบริษัทอิ๊สต์ เอเชียติ๊ก (ประเทศไทย), บริษัทสีไอซีไอ (ประเทศไทย) จำกัด ก็เป็นการร่วมทุนของไอซีไอ พีแอลซีที่อังกฤษซึ่งมีความชำนาญในเรื่องสีกับอิสต์เอเชียติ๊ก (ประเทศไทย) เป็นต้น

ไอซีไอเริ่มขยายการลงทุนไปยังประเทศต่างๆ เป็นวนมากในระยะไม่กี่ปีที่ผ่านมา และก็เริ่มประสบความสำเร็จมากขึ้นเรื่อยๆ

ในรายงานประจำปี 2530 เดนิส เฮนเดอร์สัน ประธาน คณะกรรมการบริหารฯ ถึงกับกล่าวว่า ปี 2530 เป็นปีที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดเป็นประวัติการณ์

ยอดขายสินค้าเพิ่มขึ้นจากเมื่อปี 2529 ถึง 10% เป็นมากกว่า 11 พันล้านปอนด์ ผลกำไรก่อนหักภาษีเพิ่มขึ้น 29% เป็น 1,300 ล้านปอนด์ และรายได้ต่อหุ้นก็เพิ่มขึ้น 23% จากเมื่อปีที่แล้ว

เฮนเดอร์สันกล่าวว่า ความสำเร็จเหล่านี้เกิดขึ้นจากการปรับปรุงตัวเองในแง่มุมต่างๆ อย่างต่อเนื่อง นั่นคือ การเปลี่ยนแปลงกระบวนการผลิตเพื่อมุ่งสู่การผลิตสินค้าที่มีคุณภาพสูงขึ้น การกระตุ้นในด้านการค้นคว้าทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีประกอบกับการทำให้ผลิตภัณฑ์ต่างๆ มีความสามารถแข่งขันในระดับโลกได้เพิ่มมากขึ้น

แต่หากจะกล่าวกันอย่างเป็นธรรมแล้ว ควรจะยกผลงานความดีความชอบแห่งความสำเร็จเหล่านี้ให้แก่ประธานคณะกรรมการบริหารฯ คนก่อน ซึ่งได้ช่วยกอบกู้บริษัทให้ฟื้นตัวจากภาวะวิกฤตของบริษัทเคมีภัณฑ์ทั่วโลกเมื่อต้นทศวรรษ 2520

จอห์น ฮาร์วีย์-โจนส์ ซึ่งในเวลาต่อมาได้รับบรรดาศักดิ์เป็นเซอร์ จอห์น เข้าดำรงตำแหน่งประธานฯ เมื่อปี 2524 ในช่วงที่ไอซีไอประสบกับภาวะขาดทุนเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของการก่อตั้งบริษัทเรื่อยมาและถึงกับต้องมีการลดเงินปันผล

เขาไม่ใช่นักบริหารมือใหม่ที่เข้ามาช่วยกอบกู้สถานการณ์ของบริษัท แต่เขาเขาทำงานกับไอซีไอมาตั้งแต่ปี 2499 หลังจากปีนั่นคือจะมีการตั้งบริษัท ไอซีไอ (ประเทศไทย) จำกัด เพื่อเป็นคอร์ปอเรท ออฟฟิศ

นอกจากนี้ ไอซีไอยังได้ยื่นโครงการขอรับการส่งเสริมการลงทุนกับบีโอไออีก 2 โครงการซึ่งมีความเกี่ยวเนื่องกับอุตสาหกรรมปิโตรเคมี แต่ยังไม่ยอมเปิดเผยรายละเอียด หากจะคาดหมายกันในเวลานี้โครงการดังกล่าวน่าจะเกี่ยวข้องกับคลอรีนเนเต็ดพาราฟิน และสารทีได้จากเอทีลีนออกไซด์ กับโครงการพาราไซลีน ซึ่งเป็นกระบวนการที่เกิดก่อนการผลิตพีทีเอ โครงการเหล่านี้ไอซีไอเคยแถลงว่ามีความสนใจ

ในการขยายการลงทุนเข้าไปยังประเทศต่างๆ ไอซีไอต้องมีความมั่นใจในข้อมูลการลงทุนของตนระดับหนึ่งก่อน ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของการตลาด แหล่งวัตถุดิบ การลดต้นทุนการผลิต และการแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่จะมีมาในอนาคต

ในเรื่องของพีทีเอที่มีมูลค่าการลงทุนหลายพันล้านบาทนี้ ไอซีไอก็มีความมั่นใจอย่างเต็มที่หลังจากที่มีการยกเลิกผลการประมูลในรอบแรก ซึ่งมิตซุยได้รับชัยชนะในการประมูลรอบสองนั้น ไอซีไอได้ใช้ความพร้อมพยายามอย่างหนัก เสนอข้อมูลความพร้อมที่ไอซีไอมีอยู่ในทุกๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเทคโนโลยี กระบวนการผลิต หรือการตลาด และในที่สุดไอซีไอก็ได้รับชัยชนะ

การที่ไอซีไอ พีแอลซีมีความพร้อมในการผลิตพีทีเออย่างมาก เป็นเพราะไอซีไอเป็นผู้ค้นคว้าวิจัยเพื่อพัฒนาวิธีการผลิตพีทีเอขึ้นด้วยตนเอง เมื่อกลางทศวรรษ 2490 และในระหว่างปี 2512-2524 ไอซีไอได้สร้างโรงงานผลิตพีทีเอขึ้นถึง 3 แห่งในอังกฤษ ปัจจุบันไอซีไอมีกำลังการผลิต 500,000 ตันต่อปี

ดังนั้นจึงกล่าวได้ว่า ไอซีไอมีความเชี่ยวชาญในเทคโนโลยีด้านนี้โดยตรง จนอาจกล่าวได้ว่า ไอซีไอสามารถยกโรงอะโรมติกส์และกระบวนการผลิตพีทีเอที่อังกฤษมาไว้ที่มาบตาพุดได้ทั้งหมดทีเดียว

ความได้เปรียบทางด้านการเป็นเจ้าของ เทคโนโลยีของไอซีไอ ประกอบกับการค้นพบแหล่งวัตถุดิบจำนวนมหาศาลในอ่าวไทย และนโยบายการเปิดให้ต่างชาติเข้ามาลงทุนของรัฐบาลไทย นับเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ไอซีไอ พีแอลซีตัดสินใจเข้าต่อสู้ช่วงชิงประมูลโครงการพีทีเอ

นอกจากนี้ไอซีไอยังมีข้อได้เปรียบทางการตลาดอย่างมาก คือไอซีไอไม่ได้เป็นสองรองใครในตลาดไทย และยังครองความเป็นผู้นำในตลาดทั่วภูมิภาคอาเซียนและทวีปเอเชียทั้งหมด ในปี 2530 ไอซีไอเป็นผู้นำเข้าพีทีเอรายใหญ่ที่สุดให้มาเลเซียและอินโดนีเซีย และผลงานจากการบุกเบิกตลาดในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ทำให้ไอซีไอมีข่ายงานการจำหน่ายที่กว้างขวางที่สุดในเอเชีย ไอซีไอมีลูกค้าที่สำคัญที่ซื้อขายพีทีเอกันมาเป็นเวลายาวนาน ได้แก่ เทยิน, โทเรย์, ฟาร์อิสเทิร์น เท็กซ์ไทล์, แดฮัน และซำยาง เป็นต้น (ดูตารางเปรียบเทียบยอดขายในภูมิภาคอาเซียน ในปี 2530)

การเข้ามาลงทุนของไอซีไอในประเทศไทยจะมีลักษณะเป็นการร่วมทุนระหว่างไอซีไอกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งกับนักลงทุนท้องถิ่น โดยอาจจะมีผู้ร่วมทุนมากกว่า 1 รายขึ้นไป แล้วแต่กรณี เช่น สีไอซีไอ, ไอเอเอซี และไอเอซีซี มีผู้ร่วมทุนด้วยเพียง 1 ราย (ไม่นับการถือหุ้นรายย่อย ซึ่งมีทั้งชาวต่างชาติและชาวไทยถือหุ้นคนละ 1 หุ้น) แต่กรณีพีทีเอนั้นมีมากกว่า 1 รายในการร่วมทุนเท่าที่ปรากฏใน 3-4 บริษัทนั้น มีข้อสังเกตว่า ไอซีไอพิถีพิถันในเรื่องการหาผู้ร่วมลงทุนด้วยอย่างมาก ครั้งหนึ่งในงานแถลงข่าวความก้าวหน้าของโครงการพีทีเอ คริส แฮมสัน กรรมการบริหารกลุ่มบริษัทไอซีไอได้บอกแก่ผู้สื่อข่าวว่า การเลือกผู้ร่วมลงทุนก็เหมือนกับการแต่งงาน ชีวิตคู่จะราบรื่นตลอดไปหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับคู่สามีภรรยา ดังนั้นจึงต้องมีการพิจารณากันให้ละเอียดรอบคอบ

ด้วยเหตุผลเช่นนี้ จะพบว่านอกจากโครงการพีทีเอที่มีบริษัทไทยเข้าถือหุ้นมากกว่า 1 รายแล้ว ไอซีไอร่วมลงทุนกับอีเอซีทีเพียงรายเดียว โดยไอซีไอจะถือหุ้นข้างมากตลอด (ดูตารางการร่วมลงทุนระหว่างไอซีไอกับอีเอซีที)

ทางด้านของการบริหารงาน ไอซีไอ มีนโยบายให้คนท้องถิ่นที่ผ่านการฝึกอบรมอย่างดีแล้วได้ขึ้นมาเป็นผู้บริหารงาน โดยให้มีชาวต่างชาติจากบริษัทที่ร่วมทุนด้วยมาดำรงตำแหน่งกรรมการผู้จัดการเพียง 1 คน นอกจากนั้นจะเป็นคนไทยทั้งหมด และไอซีไอได้ถือเป็นปรัชญาการบริหารงานของบริษัทด้วยว่าจะต้องให้คนในท้องถิ่นรู้จักกระบวนการผลิตและการบริหารของบริษัทเป็นอย่างดี

ดังนั้นไอซีไอจึงมีการส่งพนักงานเจ้าหน้าที่คนไทย โดยเฉพาะตำแหน่งผู้จัดการโรงงาน ทุกคนไปฝึกงานกับไอซีไอในต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นที่สิงค์โปร์ ออสเตรเลีย และอังกฤษ แล้วแต่ลักษณะงานของแต่ละบริษัท

การฝึกงานของเจ้าหน้าที่คนไทยเหล่านี้นับเป็นการถ่ายทอดเทคโนโลยีรูปแบบหนึ่ง นอกเหนือไปจากการตั้งโรงงาน ซึ่งจะมีแบบแปลนทุกอย่างทุกประการเหมือนกับโรงงานของบริษัทไอซีไอที่เข้ามาร่วมทุน การฝึกงานของเจ้าหน้าที่เหล่านี้ก็เปรียบเสมือนการเรียนรู้กลไกการดำเนินเครื่องจักรและควบคุมให้มันทำงานอย่างมีประสิทธิภาพนั่นเอง!

นอกจากการถ่ายทอดเทคโนโลยีในแง่ของบุคคลและเครื่องจักรในโรงงานแล้ว ยังมีการเช่าซื้อสิทธิบัตรการผลิตคิดค้นจากบริษัทไอซีไอที่ร่วมลงทุนอีกด้วย โดยการเช่าซื้อนี้ครอบคลุมไปถึงความก้าวหน้าที่ได้จากการคิดค้นพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ๆ ต่อไปในเวลาข้างหน้า

ทางด้านการตลาดนั้น ได้กล่าวมาแล้วว่า ไอซีไอมีอีเอซีทีเป็นเอเย่นต์จำหน่ายสินค้าให้มาเป็นเวลานาน อีเอซีทีมีความเชี่ยวชาญทางการตลาดเป็นอย่างมาก และยังเป็นบริษัทต่างชาติในประเทศไทยที่มีอายุยืนยาวถึง 104 ปี ประกอบกับอีเอซีทีเป็นแต่เพียงเทรดดิ้ง คัมปานี ไม่ใช่แมนูแฟคเจอริ่ง คัมปานี อีเอซีทีจึงมุ่งแต่กิจการด้านการซื้อขายแลกเปลี่ยนได้อย่างเต็มที่ ไม่ต้องสนใจในเรื่องการผลิต

เมื่อไอซีไอร่วมลงทุนกับอีเอซีทีในบริษัทสีไอซีไอ และบริษัทไอเอเอซี บริษัทใหม่ทั้งสองแห่งก็ตั้งแผนกการตลาดของตนขึ้นมาโดยตรง ไม่ต้องพึ่งพิงอีเอซีทีอีกต่อไป อย่างไรก็ดีจะพบว่าผู้ที่รับผิดชอบการบริหารงานด้านตลาดของบริษัทใหม่ก็คือผู้ที่เคยรับผิดชอบสินค้านั้นๆ ในสมัยที่อีเอซีทีได้รับมอบหมายให้นำเข้าและเป็นเอเย่นต์จำหน่ายนั่นเอง

***

ไปใช้ชีวิตอยู่ในกองทัพเรืออังกฤษถึง 20 ปี เขาเป็นผู้ที่มีลักษณะการตัดสินใจที่แข็งกร้าวเฉียบขาด แต่ก็เป็นคนที่มีอารมณ์ขันลึกๆ เขาเป็นนักบริหารที่เป็นสมาชิกพรรคสังคมประชาธิปไตยใหม่ ขณะที่นักบริหารส่วนมากของอังกฤษเวลานั้นต่างเป็นสมาชิกพรรคทอรี่หรือพรรคอนุรักษ์นิยมแทบทั้งสิ้น

กล่าวได้ว่าเขาเป็นผู้ที่ก่อให้เกิด การเปลี่ยนแปลงอย่างมโหฬารในไอซีไอ ไม่เพียงแต่ใช้ท่าทีอันแข็งกร้าวในการลดจำนวนผู้จัดการอาวุโสลงจากเดิม 160 คนเหลือ 20 คน เขายังได้ปิดโรงงานนับสิบๆ โรงทั้งในอังกฤษและต่างประเทศ ลดตำแหน่งงานลงมากกว่า 30,000 ตำแหน่ง

เซอร์จอห์น อธิบายถึงวิธีการของเขาว่า เป็นการถอยหลังเข้าคลองในธุรกิจทั้งหลายที่ขาดทุน แต่เขาก็มีแผนทางยุทธศาสตร์ในการที่จะบุกเบิกทำธุรกิจแขนงใหม่ๆ มากมาย นั่นคือการให้ความสำคัญแก่การค้นคว้าทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีกับการขยายการลงทุนไปยังธุรกิจใหม่ๆ และตลาดใหม่ๆ

เขาจัดการซื้อบริษัทเคมีภัณฑ์ในแขนงต่างๆ มากมายเพื่อที่จะเข้าสู่ธุรกิจประเภทนั้นๆ เช่น เบียทริซ คัมปานี เพื่อที่จะเข้าสู่การผลิตส่วนผสมและส่วนประกอบของวัตถุทนความร้อนที่ใช้ในอุตสาหกรรมการทหารและการบิน หรือการซื้อการ์ซท์ ซีด ก็ทำให้ไอซีไอมีฐานการค้นคว้าทางด้านเทคโนโลยีชีวภาพ เป็นต้น

การผนวกกิจการต่างๆ เข้าไว้ในเครือ ทำให้ไอซีไอมีอัตราการขยายตัวที่สูงมาก โดยเฉพาะในสหรัฐฯ ซึ่งไอซีไอมีโรงงานผลิตใน 20 รัฐและมียอดขายสูงกว่าเดิมถึง 3 เท่าตัว บรรดานักวิพากษ์วิจารณ์ชาวอังกฤษหลายคนได้กล่าวเหน็บแนมการขยายตัวในขอบข่ายทั่วโลกของไอซีไอในเชิงให้คำแนะนำว่า บริษัทควรจะเปลี่ยนชื่อจาก "อิมพีเรียล" เป็น "อินเตอร์เนชั่นแนล" และจริงๆ แล้วในปัจจุบันไอซีไอมีการดำเนินธุรกิจนอกประเทศอังกฤษมากถึง 75% ของธุรกิจทั้งหมดของบริษัท

การปรับตัวขนานใหญ่ของไอซีไอในยุคของเซอร์ จอห์น ดำเนินไปพร้อมกับการปรับตัวของบริษัทเคมีภัณฑ์ใหญ่อื่นๆ ในยุโรปตะวันตก ซึ่งประสบกับภาวะวิกฤตเช่นเดียวกับในช่วงต้นทศวรรษ 2520 บริษัทเคมีภัณฑ์เหล่านี้มีกลยุทธ์สำคัญ 3 ประการที่นำมาใช้แก้ไขสถานการณ์จนสามารถฟื้นตัวขึ้นมาอยู่ในระดับที่กล่าวได้ว่า จะกลายเป็นธุรกิจที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในโลกในปี 2531

กลยุทธ์ประการแรกคือ การปรับปรุงภายในของบริษัท เช่นการเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิต การปิดโรงงานบางแห่ง และในบางกรณีมีการโละทิ้งธุรกิจบางแขนงออกไป

ประการต่อมา คือ เรื่องการปรับโครงสร้างในระดับกว้าง ซึ่งมีหลายรูปแบบ โดยในแต่ละรายมีจุดหมายที่จะเพิ่มส่วนแบ่งการตลาด และบีบให้คู่แข่งขันรายย่อยกระเด็นออกจากธุรกิจนี้ไป แลในประการสุดท้าย เป็นเรื่องของการขยายตัวไปสู่ตลาดต่างประเทศ ด้านหนึ่งก็เพื่อที่จะเพิ่มส่วนแบ่งการตลาด อีกด้านก็ต้องการให้ธุรกิจของตนมีขอบข่ายกว้างขวางทั่วโลก

บรรดาผู้ผลิตเคมีภัณฑ์รายใหญ่ของยุโรปตะวันตกล้วนแล้วแต่มีโรงงานและตลาดสินค้าอยู่ในต่างประเทศทั้งสิ้น เช่น ที่อิตาลีในปัจจุบันยอดขาย 1 ใน 3 ของตลาดเคมีภัณฑ์ มูลค่า 40 พันล้านดอลลาร์มาจากโรงงานของบริษัทต่างชาติ

ผลจากการปรับตัวของบริษัทเคมีภัณฑ์ยุโรปตะวันตกเหล่านี้ ทำให้กล่าวได้ว่า ธุรกิจเคมีภัณฑ์กำลังอยู่ในยุคที่รุ่งเรืองอย่างมาก อัตราการเติบโตของปริมาณความต้องการสินค้าเคมีภัณฑ์มีเพิ่มขึ้นปีละ 15% ทุกปี ซึ่งจัดว่าเป็นอัตราที่เพิ่มเร็วที่สุดนับแต่ปี 2522 เรื่อยมา

ทุกวันนี้บริษัทเคมีภัณฑ์ยุโรปตะวันตกได้เก็บรับบทเรียนจากช่วงที่ตกต่ำเอาไว้มาก และได้มีการเตรียมการอย่างดีเป็นครั้งแรกสำหรับการปกป้องส่วนแบ่งการตลาดของตน แต่ละบริษัทได้วางแผนก่อสร้างโรงงานปิโตรเคมีใหญ่ๆ แห่งใหม่ แทนที่จะไปเพิ่มกำลังการผลิตจากโรงงานเก่าที่มีอยู่แล้ว

ในปี 2530 ไอซีไอขยายการลงทุนมายังทวีปเอเชียอย่างมาก โดยเฉพาะในญี่ปุ่นซึ่งมีการเปิดไอซีไอเจแปน เทคนิคัล เซนเตอร์ ขึ้นที่เมืองซึกูบะเมื่อเดือนตุลาคม โดยมีเป้าหมายให้เป็นศูนย์ค้นคว้าเคมีภัณฑ์ประเภทแอดวานซ์ แมททีเรียลชนิดต่างๆ ของไอซีไอ นอกจากนี้ยังมีการตั้งอะกรีคัลเจอรัล รีเสิร์ช สเตชั่น เพื่อทำการศึกษาด้านอะโกรเคมีคัลและพัฒนางานด้านเกษตรกรรมของญี่ปุ่นด้วย

การสร้างธุรกิจใหม่ๆ เหล่านี้เกิดขึ้นในระหว่างปี 2530 ซึ่งเป็นการสะท้อนให้เห็นว่า ไอซีไอตัดสินใจที่จะขยายตัวอย่างต่อเนื่องในตลาดที่สำคัญแห่งนี้

สำหรับการเข้ามาลงทุนในประเทศไทยนั้น ไอซีไอขยายตัวเข้ามาตั้งแต่ก่อนยุคของเซอร์ จอห์น ไอซีไอจัดเป็นบริษัทต่างชาติที่มีสายสัมพันธ์กับวงการธุรกิจเมืองไทยมาเป็นเวลานาน โดยได้มีการอนุญาตให้บริษัทอี๊สต์เอเชียติ๊ก (ประเทศไทย) จำกัด เป็นเอเย่นต์จำหน่ายสินค้าต่างๆ ของบริษัทในประเทศไทยมาเป็นเวลากว่า 50 ปีแล้ว

ย่างก้าวแรกที่ไอซีไอเข้ามาลงทุนทำการผลิตในประเทศไทยอย่างจริงจังก็คือ การเข้ามาผนวกกิจการของบริษัทเนชั่นแนล เลด (ประเทศไทย) จำกัด ในปี 2512 และเปลี่ยนชื่อเป็นบริษัทไอซีไอ (ประเทศไทย) จำกัด

ไอซีไอ ประเทศไทยมีวัตถุประสงค์ทำการผลิตเกี่ยวกับน้ำมันชักเงา แลคเกอร์ น้ำมัน สี ยาฆ่าแมลง ขี้ผึ้ง ผลิตภัณฑ์น้ำมันดิน กรด เคมีภัณฑ์กับผลิตภัณฑ์ และยังมีวัตถุประสงค์ข้ออื่นๆ ที่ระบุขอบข่ายกิจการที่สามารถประกอบการเอาไว้ได้มาก อย่างไรก็ดี ผลิตภัณฑ์ที่บริษัททำการผลิตเป็นด้านหลัก คือสีประเภทต่างๆ ดังนั้นในปี 2530 บริษัทจึงเปลี่ยนชื่อเป็นบริษัทสีไอซีไอ (ประเทศไทย) จำกัด และเพื่อที่จะให้ชื่อที่ใช้เป็นชื่อของบิสสิเนท กรุ๊ปซึ่งมีความชำนาญด้านสีเป็นการเฉพาะอีกด้วย

ทางด้านสินค้าเคมีภัณฑ์เพื่อการเกษตร ก็ได้มีการนำเข้ามาทดลองตลาดเป็นเวลานาน จนได้รับความนิยมอย่างกว้างขวาง ในปี 2524 จึงได้มีการตั้งบริษัท ไอซีไอ เอเชียติ๊ก (เกษตร) จำกัด โดยเป็นการร่วมทุนระหว่างไอซีไอ พีแอลซี กับบริษัท ไอซีไอ เอเชียติ๊ก (ประเทศไทย) จำกัด (อีเอซีที)

การเข้ามาลงทุนด้านสีและเคมีภัณฑ์เพื่อการเกษตรนั้น อาจกล่าวได้ว่า ไอซีไอมีจุดมุ่งหมายที่จะขยายตลาดสินค้า ทั้งนี้ผลิตภัณฑ์แต่ละอย่างได้มีการนำเข้ามาวางขายเป็นเวลานานจนได้รับความนิยมอย่างกว้างขวาง ก่อนหน้าที่จะมีการตั้งบริษัทเพื่อทำการผลิตภายในประเทศ แทนที่การนำเข้าซึ่งต้องใช้ต้นทุนที่สูงกว่ามาก

ไอซีไอเริ่มขยายการลงทุนมายัง ประเทศไทยเพื่อขึ้นอีกในปี 2530 โดยไอซีไอ ออสเตรเลีย ได้ร่วมทุนกับ อีเอซีที ก่อตั้งบริษัท ไอซีไอ เอเชียติ๊ก เคมีภัณฑ์ จำกัด (ไอเอซีซี) ทำการผลิตพลาสติกไซเซอร์ และผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับน้ำมันเบรคและน้ำยาใส่หม้อน้ำรถยนต์ พลาสติกไซเซอร์ของไอซีไอก็ครองส่วนแบ่งการตลาดในไทยถึง 50% โดยผู้สร้างตลาดให้ไอซีไอก็คืออีเอซีที

นอกจากนี้โครงการใหญ่ที่มีเงินลงทุนมากกว่าโครงการใดๆ ที่ผ่านมา และจะส่งผลให้ประเทศไทยมีมูลค่าการลงทุนของไอซีไอ มากกว่าประเทศใดๆ ในภูมิภาคอาเซียน แทนที่ประเทศมาเลเซียซึ่งอยู่ในเครือจักรภพอังกฤษและไอซีไอได้ทำการลงทุนมาเป็นเวลายาวนานกว่าด้วยก็คือโครงการพีทีเอ

ไอซีไอเพิ่มได้รับชัยชนะในการประมูลโครงการพีทีเอและได้รับการส่งเสริมการลงทุนจาก คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ไปเมื่อ 30 มิถุนายน 2531 โครงการนี้มูลค่าการลงทุน 4,500 ล้านบาท เป็นการร่วมลงทุนของไอซีไอ พีแอลซี แห่งอังกฤษซึ่งจะเป็นผู้ถือหุ้น 40% และผู้ลงทุนชาวไทยจะถือหุ้นร่วมกัน 60%

หลังจากได้รับชัยชนะในการประมูลโครงการพีทีเอแล้ว ไอซีไอมีโครงการที่อยู่ระหว่างการดำเนินการอย่างเร่งด่วนอีกหลายโครงการ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า ไอซีไอมีเป้าหมายที่จะขยายตัวเพิ่มมากขึ้นในประเทศไทย

กล่าวได้ว่าอีเอซีทีมีบทบาทที่สำคัญอย่างมากในการขยายการลงทุนของไอซีไอในประเทศไทย นับตั้งแต่ชักนำเอาสินค้าของไอซีไอเข้ามาขายในไทย ร่วมลงทุนด้วยเมื่อไอซีไอจะเข้ามาตั้งโรงงานเพื่อทำการผลิตโดยตรงภายในประเทศ และยังมีการให้ความช่วยเหลือทางด้านบุคลากรและสถานที่ นอกจากบริษัทสีไอซีไอ ซึ่งแยกสำนักงานไปอยู่กับโรงงานที่จังหวัดนนทบุรีแล้ว สำนักงานของบริษัทไอเอเอซี และบริษัทไอเอซีซี ล้วนอยู่ในตึกอีเอซีที ตรอกโอเรียนเต็ลทั้งสิ้น และสำนักงานของบริษัทไอซีไอ (ประเทศไทย) ที่จะตั้งใหม่เพื่อเป็นศูนย์รวมของกิจการไอซีไอในไทยก็จะตั้งอยู่ที่นี่ด้วยเช่นกัน

ผลกระทบจากการเข้ามาลงทุนของบริษัทต่างชาติในประเทศนั้น สามารถอธิบายได้ต่างๆ นานาเป็นหลายทฤษฎี ซึ่งมีทั้งแง่บวกและแง่ลบ และขึ้นอยู่กับว่าจะมองจากจุดยืนใด บางทฤษฎีอาจมองแต่แง่บวก คือดูแต่ประโยชน์ที่จะได้รับจากบริษัทเหล่านี้ เช่น เรื่องการไหลเข้ามาของเงินทุน การสร้างงาน การขยายตลาด ความรู้ความเชี่ยวชาญทางเทคโนโลยี เป็นต้น

สำหรับบางฝ่ายที่มองในแง่ลบก็จะเน้นไปในแง่มุมที่ลึกและผลกระทบระยะยาวที่จะเกิดขึ้น เช่น การเอาแต่กอบโกยผลกำไรของบริษัทต่างชาติ โดยไม่เหลียวแลที่จะแบ่งสรรกำไรและประโยชน์ให้แก่คนงานไทย มลพิษจากโรงงาน ภาพลวงตาในเรื่องของถ่ายทอดเทคโนโลยี เป็นต้น

อย่างไรก็ดี การจะตัดสินการเข้ามาลงทุนของบริษัทต่างชาติในยุคนี้ยังไม่สามารถกระทำได้ทั้งหมด เพราะคงต้องรอดูผลการประกอบการกันอีกสักระยะหนึ่ง แต่ก็มีบางประเด็นที่อาจประเมินได้ก่อน คือในเรื่องของนโยบาย และท่าทีการลงทุน

เป็นที่ประจักษ์ชัดว่า ไอซีไอมีนโยบายขยายการลงทุนเข้ามาในประเทศเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะในด้านอุตสาหกรรมที่ไอซีไอมีความเชี่ยวชาญคือเรื่องเคมีภัณฑ์ การขยายตัวเข้ามาในช่วงเวลานี้เป็นจังหวะเดียวกับการดำเนินงานในโครงการปิโตรเคมี 1 และ 2 ซึ่งนับเป็นพัฒนาการก้าวสำคัญของอุตสาหกรรมเคมีในประเทศไทย จึงคาดได้ว่า ไอซีไอคงจะมีบทบาทสำคัญในการนำความรู้ความเชี่ยวชาญมาร่วมพัฒนาอุตสาหกรรมเคมีของไทยด้วย

สำหรับเรื่องนโยบายการลงทุนนั้น ไอซีไอมีนโยบายที่ไม่ใช่การมุ่งกอบโกยประโยชน์แต่ฝ่ายเดียว ทั้งนี้จะดูได้จากลักษณะเด่นในเรื่องการบริหารงานโดยคนท้องถิ่น การเผยแพร่ความรู้ทางวิชาการภายใต้แผนการบุกเบิกตลาดโดยเฉพาะในเรื่องของเคมีภัณฑ์เพื่อการเกษตร หรืออีกนัยหนึ่งก็คือ การพัฒนาตลาดควบคู่ไปกับการขายสินค้านโยบายและการปฏิบัติการเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า ไอซีไอมีความรับผิดชอบระดับหนึ่งในการลงทุน

กระนั้นก็ตาม "ผู้จัดการ" คงไม่อาจกล่าวแต่คำชื่นชมไอซีไอโดยละเลยไม่กล่าวถึงแง่มุมบางด้านเพื่อให้เป้นข้อคิดกันต่อไป

ไอซีไอเป็นยักษ์ใหญ่เคมีภัณฑ์ที่ให้ความสำคัญในเรื่องการค้นคว้าวิจัยทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเป็นอย่างมาก ดังจะเห็นได้จากในยุคของเซอร์ จอห์นที่การขยายธุรกิจบางแขนางเกิดขึ้นจากความสำเร็จของหน่วยวิจัยค้นคว้า

แต่แผนกอาร์ แอนด์ ดีในบริษัทไอเอเอซี ยังมีบทบาทการวิจัยที่จำกัดในระดับหนึ่งเท่านั้น คือ การนำเทคโนโลยีที่ประดิษฐ์คิดค้นขึ้นในห้องแล็ปของบริษัทแม่ มาทำการวิจัยทดลองเพิ่มเติมเพื่อดูว่าสามารถปรับใช้ได้กับสภาวะแวดล้อมต่างๆ ของเมืองไทยมากน้อยเพียงไร รวมทั้งวิจัยในเชิงการตลาดด้วย

บทบาททางเทคโนโลยีเช่นนี้คงสนองตอบความต้องการของบริษัทแม่ได้เพียงพอแล้ว แต่หากพิจารณาจากจุดยืนของประเทศไทยอาจจะเป็นการไม่พอเพียง จริงอยู่ที่ว่าคนไทยจะได้รู้จักเทคโนโลยีในการผลิตสินค้าต่างๆ จากบริษัทแม่และสามารถดำเนินการผลิตได้ด้วยตัวเอง แต่จะเป็นการดีกว่าหรือไม่ถ้าให้คนไทยได้มีโอกาสร่วมประดิษฐ์คิดค้นเทคโนโลยีนั้นๆ ซึ่งคนไทยก็มีความรู้ความสามารถที่จะทำได้

เจือ ภวสันต์ ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดไอเอเอซีกล่าวถึงประเด็นนี้ว่า คนไทยมีความรู้ความสามารถที่จะคิดค้น เทคโนโลยีขึ้นเองได้ แต่ขาดปัจจัยสนับสนุนในเรื่องทุนและองค์ประกอบที่จำเป็นอื่นๆ

ดังนั้นหากไอซีไอให้ความสำคัญในเรื่องการร่วมพัฒนาเทคโนโลยีในด้านที่ไอซีไอมีความเชี่ยวชาญอยู่แล้ว ก็คงจะเป็นเรื่องที่ดีอย่างมากๆ สำหรับประเทศไทย

สำหรับคนไทยเจ้าของประเทศแล้วก็คงอยากเห็นความเจริญก้าวหน้าทางเทคโนโลยีของอุตสาหกรรมเคมีภัณฑ์ในประเทศไทย ควบคู่ไปกับการขยายตัวเติบใหญ่ของบริษัทต่างชาติที่เข้ามาลงทุน

เป็นภาวะสมดุลที่ให้ประโยชน์ซึ่งกันและกัน

   




 








upcoming issue

จากโต๊ะบรรณาธิการ
past issue
reader's guide


 



home | today's news | magazine | columnist | photo galleries | book & idea
resources | correspondent | advertise with us | contact us

Creative Commons License
ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย